[นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    เล่มที่ 2 บทที่ 43 อัตลักษณ์น้ำแสงระดับหก (อัปเดต)

            ในที่สุดหลังจากที่น้ำยาแสงวิเศษระดับห้าชุดสุดท้ายเหลือเพียงสองขวด “อัตลักษณ์น้ำแสง”ของหลี่ลั่วก็ได้ก้าวขึ้นสู่ระดับหกตามที่คาดหวังไว้

            ภายในห้องนอนหลี่ลั่วได้นอนแผ่อยู่บนพรมใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลายและยินดีจนแทบคลั่ง

            ก่อนหน้านี้ไม่ถึงเดือนหลี่ลั่วยังเป็นผู้ไร้อัตลักษณ์ ยังอนาคตมืดบอดอยู่เลย ทว่าตอนนี้“อัตลักษณ์น้ำแสง” อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขาได้ก้าวขึ้นสู่ระดับหกแล้ว

            ระดับของอัตลักษณ์มีทั้งหมดเก้าระดับและอัตลักษณ์ระดับหกนั้น ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็นับว่าเป็นระดับกลางค่อนไปทางสูงแล้ว

            เพียงแค่รอให้มันพัฒนาขึ้นอีกครั้งในอนาคตมันก็จะก้าวเข้าสู่ระดับสูงอย่างแท้จริง

            ยิ่งไปกว่านั้นเนื่องจากความพิเศษของอัตลักษณ์น้ำแสง ดังนั้นถึงแม้มันจะเป็นเพียงระดับหกแต่พลังอัตลักษณ์ที่บำเพ็ญออกมาได้นั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าพลังอัตลักษณ์ของระดับเจ็ดขั้นสูงบางชนิดเลยดังนั้นเพียงแค่ในด้านระดับอัตลักษณ์ หลี่ลั่วก็ไล่ตามคนรุ่นเดียวกันที่มากความสามารถจำนวนมากทันแล้ว

            เท่าที่หลี่ลั่วรู้มาในบรรดานักศึกษาของวิทยาลัยหนานเฟิงทั้งหมดมีเพียงหลี่ว์ชิงเอ๋อร์คนเดียวเท่านั้นที่มีอัตลักษณ์ระดับเจ็ดขั้นสูงหรือต่อให้ขยายขอบเขตออกไปถึงคนรุ่นเดียวกันในทั่วทั้งมณฑลเทียนสู่เกรงว่าก็ยังมีน้อยจนนับนิ้วได้อยู่ดี

            หลี่ลั่วไม่ได้คิดว่าอัตลักษณ์ระดับเจ็ดนั้นไร้ค่าเพียงเพราะข้างกายเขามีอัจฉริยะระดับปีศาจอย่างเจียงชิงเอ๋อร์ที่มีอัตลักษณ์ระดับเก้าอยู่

            หากอัตลักษณ์ระดับเก้าไม่ได้หายากมากขนาดนั้นละก็วิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงก็คงไม่เปิดรับสมัครเจียงชิงเอ๋อร์เข้าเรียนก่อนกำหนดเป็นกรณีพิเศษแล้ว

            ต้องรู้ว่าวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงนั้นมีมาตรฐานที่สูงมากอัจฉริยะที่พวกเขาพบเห็นนั้นมีมากมายนับไม่ถ้วนดังนั้นอัจฉริยะทั่วไปจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะทำให้พวกเขาเปิดประตูรับเข้าเรียนได้ง่ายๆเช่นนี้เด็ดขาด

            หลี่ลั่วยกมือขึ้นปลายนิ้วของเขามีพลังอัตลักษณ์สีน้ำเงินบีบอัดขึ้นมาพลังอัตลักษณ์นั้นบริสุทธิ์อย่างมาก ภายในนั้นราวกับมีเสียงคลื่นน้ำดังออกมาเย็นยะเยือกและใสสะอาด

            เขารู้สึกได้ว่าหลังจากที่“อัตลักษณ์น้ำแสง” ก้าวขึ้นสู่ระดับหกพลังอัตลักษณ์ของเขาก็แข็งแกร่งและบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้นด้วย

            ทั้งยังใกล้จะยกระดับขึ้นไปถึงระดับแปดตราแล้วด้วย

            พลังอัตลักษณ์สีน้ำเงินที่ปลายนิ้วของหลี่ลั่วได้บีบอัดกลายเป็นก้อนน้ำสีน้ำเงินขนาดเท่ากำปั้นวินาทีต่อมา เขาก็ดีดนิ้วออกไป ก้อนน้ำสีน้ำเงินพลันถูกยิงออกและในตอนที่มันกำลังจะพุ่งชนกำแพง มันก็ระเบิดออกอย่างกะทันหันมีแสงสว่างจนแสบตาปะทุออกมา ทำให้หลี่ลั่วที่แม้จะเตรียมตัวเอาไว้ก่อนแล้วยังต้องหรี่ตาลง

            หลี่ลั่วหัวเราะเบาๆวิชาอัตลักษณ์วิชานี้ไม่ใช่วิชาหายากอะไรเป็นเพียงแค่วิชาอัตลักษณ์ระดับกลางที่พบเห็นได้ทั่วไป วิชากระสุนวารีหากคู่ต่อสู้โดนกระสุนวารีโจมตี พลังอัตลักษณ์น้ำจะซึมซาบเข้าสู่ร่างกายทำให้ความเร็วของพวกเขาลดลง แต่ข้อเสียของวิชาอัตลักษณ์นี้คือพลังโจมตีค่อนข้างต่ำยากที่จะสร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับคู่ต่อสู้ได้

            ดังนั้นหลี่ลั่วจึงได้ดัดแปลงและเสริมพลังให้กับวิชาอัตลักษณ์ระดับกลางนี้โดยการเพิ่มพลังอัตลักษณ์แสงสว่างเข้าไปทำให้กระสุนวารีที่เกิดขึ้นนั้นไม่เพียงแต่จะมีความเร็วมากขึ้นแต่ยังสามารถระเบิดแสงอันแสบตาออกมาได้ด้วย สามารถใช้รบกวนคู่ต่อสู้ได้

            ดังนั้น“วิชากระสุนวารี” ฉบับดัดแปลงวิชานี้ จึงถูกหลี่ลั่วเปลี่ยนชื่อเป็น“วิชากระสุนวารีแสง”

            ในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้เพื่อเตรียมตัวสำหรับการสอบใหญ่ของวิทยาลัยที่กำลังจะมาถึงหลี่ลั่วได้ทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่ในด้านวิชาอัตลักษณ์ซึ่ง“วิชากระสุนวารีแสง” นี้ก็เป็นหนึ่งในทักษะที่เขาประสบความสำเร็จในการทดลอง

            หลี่ลั่วพลิกตัวลุกขึ้นยืนเขามองไปยังน้ำยาแสงวิเศษระดับห้าที่เหลืออยู่อีกสองขวดบนโต๊ะถอนหายใจออกมาด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย

            ในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน“อัตลักษณ์น้ำแสง” ของเขาสามารถยกระดับเพิ่มขึ้นมาได้ถึงสองระดับความเร็วเช่นนี้หากพูดออกไปละก็ จะต้องทำให้ผู้คนมากมายตกตะลึงอย่างแน่นอนแต่หลี่ลั่วรู้ดีว่าช่วงเวลาแห่งการยกระดับอย่างรวดเร็วนี้คงกำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว

            เพราะน้ำยาแสงวิเศษระดับหกนั้นไม่สามารถซื้อได้ง่ายๆเป็นร้อยขวดเหมือนกับระดับห้าอีกแล้ว

            ยิ่งไปกว่านั้นเพียงแค่ราคาน้ำยาแสงวิเศษระดับห้าก็มีราคาอยู่ที่ห้าพันเหรียญทองคำสวรรค์แล้วส่วนน้ำยาแสงวิเศษระดับหกนั้นมีราคาสูงถึงสามหมื่นเหรียญทองคำสวรรค์เลยทีเดียว...

            การยกระดับจากระดับห้าขึ้นมาเป็นระดับหกเขาได้ใช้น้ำยาแสงวิเศษไปประมาณร้อยแปดสิบขวด

            ส่วนการยกระดับจากระดับหกขึ้นไปถึงระดับเจ็ดถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของอัตลักษณ์เพราะมันคือจุดเปลี่ยนจากอัตลักษณ์ระดับกลางไปสู่ระดับสูงดังนั้นน้ำยาแสงวิเศษที่จำเป็นต้องใช้ก็จะยิ่งมากขึ้นไปอีก

            สมมติว่าถ้าต้องใช้น้ำยาแสงวิเศษระดับหาสองร้อยขวดเช่นนั้นราคารวมก็จะสูงถึงหกล้านเหรียญทองคำสวรรค์เลยทีเดียวซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจมากคิดว่าน่าจะเป็นรายได้ตลอดทั้งปีของทั้งคฤหาสน์ลั่วหลานเลยทีเดียว

            และด้วยสถานการณ์ภายในและภายนอกคฤหาสน์ลั่วหลานตอนนี้คงไม่มีทางที่จะจ่ายเงินหกล้านเหรียญทองคำสวรรค์เพื่อสนับสนุนเขาได้อย่างแน่นอน

            นอกจากนี้ต่อให้มีเงินแต่ก็ต้องรอให้น้ำยาแสงวิเศษระดับหกปรากฏขึ้นในท้องตลาดก่อนถึงจะซื้อได้ด้วยเท่าที่หลี่ลั่วรู้มานั้นในทั่วทั้งมณฑลเทียนสู่จะมีน้ำยาแสงวิเศษระดับหกที่ปรากฏขึ้นในแต่ละเดือนนั้นเกรงว่าคงมีเพียงแค่สิบขวดเท่านั้น การจะรวบรวมให้ได้มากพอที่จะยกระดับขึ้นไปถึงระดับเจ็ดนั้นหลี่ลั่วรู้สึกว่ามันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

            เว้นแต่ว่าจะไปที่เมืองหลวงของอาณาจักรต้าเซี่ย

            คิดดูแล้วการจะยกระดับอัตลักษณ์หลังกำเนิดนี้ให้ถึงระดับเก้าเงินทุนที่ต้องใช้มันช่างมหาศาลจริงๆต่อให้เป็นคฤหาสน์ลั่วหลานก็ยังดูเล็กน้อยไปเลย

            หลังจากลองคำนวณอย่างละเอียดดูแล้วอัตลักษณ์หลังกำเนิดนี่มันช่างเผาผลาญเงินจริงๆ

            แน่นอนว่าเนื่องจากเขาไร้อัตลักษณ์ เขาจึงสามารถดูดกลืนน้ำยาแสงวิเศษระดับต่ำกว่าทดแทนได้แต่ประสิทธิภาพมันก็ต่ำมาก อย่างเช่นตอนนี้หลังจากที่อัตลักษณ์น้ำแสงของเขายกระดับขึ้นสู่ระดับหกแล้วหากเขาดูดกลืนน้ำยาแสงวิเศษระดับห้าอีก ประสิทธิภาพมันจะต่ำกว่าตอนที่ยังไม่ได้ยกระดับหลายเท่าดังนั้นสำหรับเขาแล้ว การใช้น้ำยาแสงวิเศษระดับต่ำแทนระดับสูงนั้นมันก็ไม่ได้ช่วยประหยัดอะไรมากเท่าใดนักเหมือนกันเป็นเพียงวิธีทดแทนชั่วคราวในตอนที่ไม่มีทางเลือกอื่นเท่านั้น

            หลี่ลั่วมีสีหน้าครุ่นคิดแต่โชคดีที่ความพิเศษของเขาไม่ได้มีเพียงแค่นี้เพราะหลังจากที่เขาก้าวสู่ระดับลักษณาจารย์แล้วเขาก็จะสามารถเริ่มหลอมสร้างอัตลักษณ์ลำดับที่สองเพื่อเติมเต็มวิหารอัตลักษณ์หลังที่สองได้แล้ว

            ดังนั้นต่อให้ในตอนนั้นอัตลักษณ์แรกของเขาจะไม่สามารถยกระดับขึ้นไปได้เพราะปัญหาเรื่องเงินทุนแต่อัตลักษณ์ที่สองก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขาพัฒนาต่อไปได้แล้ว

            และอันที่จริงแล้วในตอนที่วิหารอัตลักษณ์หลังที่สองถูกเติมเต็มเมื่อนั้นต่างหากที่ข้อได้เปรียบอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขาหลี่ลั่วถึงจะเริ่มฉายแสงออกมาอย่างแท้จริง

            อัตลักษณ์น้ำแสงระดับหกหรือเจ็ดของข้าอาจจะด้อยกว่าอัตลักษณ์ระดับเก้าของเจ้าแต่อัตลักษณ์หลังกำเนิดที่มีสองคุณสมบัติระดับหกหรือเจ็ดสองอันของข้าล่ะ? สามอันล่ะ?

            อัตลักษณ์เดียวของข้าอาจจะสู้เจ้าไม่ได้แต่หากมีหลายอัตลักษณ์รวมกันเล่นงานเจ้าละก็ น่าจะพอแทนกันได้กระมัง!

            ข้อได้เปรียบเช่นนี้อย่างน้อยๆ ก่อนที่จะพบเจอกับยอดฝีมือระดับขุนนางหลี่ลั่วก็จะมีข้อได้เปรียบเช่นนี้ไปตลอดยกเว้นแต่ว่าจะไปเจอเข้ากับพวกสุดยอดอัจฉริยะที่โชคดีสามารถเปิดวิหารอัตลักษณ์หลังที่สองได้ก่อนที่จะก้าวขึ้นสู่ระดับขุนนางแต่ตัวตนเช่นนี้ มันน่าจะหายากพอๆ กับพวกไร้อัตลักษณ์แต่กำเนิดอย่างเขาเลยกระมัง?

            และหากพบเจอจริงๆพลังไตรอัตลักษณ์ของเขาเจอกับพลังอัตลักษณ์คู่ก็น่าจะมีข้อได้เปรียบอยู่บ้างกระมัง?

            ความคิดมากมายผุดขึ้นมาในใจของเขาจากนั้นหลี่ลั่วก็ถอนหายใจหนักๆ ออกมาโยนความคิดเหล่านั้นทิ้งไปพร้อมกับหยิบคัมภีร์หยกสีน้ำเงินชิ้นหนึ่งขึ้นมาจากบนโต๊ะภายในนั้นได้บันทึกวิชาชักนำพลังบทใหม่เอาไว้ซึ่งเป็นวิชาที่หลี่ลั่วได้เลือกเอาไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว

            วิชาหายใจเซวียนพู่ระดับขุนพลชั้นสูง ต้องใช้อัตลักษณ์ระดับหก

            วิชาชักนำพลังที่ชื่อว่าวิชาหายใจเซวียนพู่นี้มีระดับสูงกว่าวิชาจินตภาพทะเลครามที่หลี่ลั่วเคยฝึกฝนมาก่อนหน้านี้เล็กน้อยและพลังอัตลักษณ์น้ำที่บำเพ็ญขึ้นมาได้นั้นก็มีพลังทำลายที่รุนแรงกว่าวิชาจินตภาพทะเลครามด้วยซึ่งเหมาะกับหลี่ลั่วในตอนนี้เป็นอย่างมาก

            หลี่ลั่วอ่าน“วิชาหายใจเซวียนพู่” อย่างละเอียด หลังจากผ่านไปนานพอสมควรแล้วเมื่อเขาพอจะเข้าใจมันในเบื้องต้นแล้ว จึงได้เริ่มลองฝึกฝน

            ในช่วงสองวันต่อจากนี้หลี่ลั่วได้ทุ่มเทความพยายามเกือบทั้งหมดไปกับการฝึกฝน “วิชาหายใจเซวียนพู่”จนกระทั่งถึงวันสุดท้ายก่อนที่วันหยุดจะสิ้นสุดลง ไช่เวยก็ได้ส่งคนมาแจ้งเขาว่าศาสตราลักษณ์ที่เขาไหว้วานให้สร้างขึ้นมานั้นเสร็จสมบูรณ์แล้ว

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance ที่คุณอ่าน