“เวทมนตร์ยังมีรายละเอียดที่ควรรู้มากกว่านี้ แต่เอาไว้แค่นี้ก่อน”
ครูอีวานกล่าวจบสาธิตการสอน นัดแนะสถานที่ทดสอบของ่บ่ายกับนักเรียน และเชื้อเชิญทุกคนให้ไปลองลิ้มรสชาติอาหารอันหรูหราของโรงเรียน
ผมกับไฮดริคที่เป็เพื่อนกันอยู่แล้ว จึงชวนไปทานข้าวเที่ยงด้วยกัน
ไฮดริคมากับผู้ปกครอง สองสามีภรรยาวัยกลางคนที่เคยเจอตอนไปเยี่ยมบ้านครั้งก่อน
ไฮดริคเรียกพวกท่านว่า
“คุณลุง” กับ “คุณป้า”
เราสองครอบครัวตกลงไปทานข้าวด้วยกันที่โรงอาหาร
โรงอาหารตั้งอยู่ข้างๆหอประชุมมาทางทิศตะวันตก มีลักษณะเหมือนกับเรือนกระจกขนาดใหญ่ กว้างขวาง ประดับประดาด้วยโคมระย้าหรูหราที่ถ้าเป็่กลางคืนคงยิ่งสวยงามมากขึ้นไปอีก เสาหินประติมากรรมแบบกรีก ต้นไม้ประจำฤดูกาลตั้งจัดวางเป็ระเบียบ คาดว่าจะมีการเปลี่ยนในทุกฤดูกาลเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศการทานอาหาร
ตอนนี้เป็ฤดูใบไม้ผลิ จึงเป็ดอกไม้เช่น ดอกป็อปปี้ ดอกเบญจมาศ ดอกบลูเบล ดอกลิลลี่ เป็ต้น
ตัวอาคารนี้มี 3 ชั้น
ชั้นล่าง หรือชั้นที่พวกเราอยู่ เป็ชั้นของประชาชนทั่วไป
ชั้นสอง เป็ของขุนนางระดับลอร์ดขึ้นไป
และชั้นสาม เป็ของขุนนางระดับเคานต์ขึ้นไป
มีเ้าหน้าที่คอยตรวจเช็คไม่ให้เกิดการนั่งข้ามชั้นอยู่อย่างเข้มงวด
มาพูดถึงอาหาร
อาหารมีเมนูให้เลือกหลากหลาย เกินกว่าจะบรรยายได้หมด
มีทั้งเมนูตามฤดูกาล เมนูทั่วไป เมนูแนะนำ เมนูขึ้นชื่อ เมนูหาทานยาก
ยังไม่นับรวมถึงของหวาน สีสันน่าทาน ที่มากมายจนหักห้ามใจคุณแม่ไม่อยู่
รวมถึงบริการชุดน้ำชา บริการถึงที่โดยเมดรับใช้ที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี
ราคาอาหารทั้งหมดจ่ายเอง ไม่รวมในค่าเทอม
ทีนี้ก็เื่รสชาติ
อื้ม...สมคำยกยอจริงๆ
ไม่เสียทีที่เป็โรงเรียนเอกชนที่ดีที่สุดในจักรวรรดิ
รสชาติอร่อยล้ำ เป็เลิศราวกับปรุงโดยเชฟผู้ชำนาญการณ์ วัตถุดิบชิมดูก็รู้ว่าสดใหม่
พิถีพิถันเื่รสชาติไม่พอ ยังเก็บรายละเอียดถึงการจัดเรียงหน้าอาหาร ราวกับนั่งทานในภัตตาคารห้าดาว
แต่นี่คือโรงเรียนที่มีนักเรียนกว่า 6,000 คน ไม่มีทางมีเชฟระดับนี้แค่คนเดียว
ต้องมีมากเพียงพอที่จะปรุงให้ทันความอยากอาหารของนักเรียนทุกคนได้
โรงเรียนนี้ทุ่มทุนไปเยอะจริงๆ
ได้ทานอาหารที่อร่อยก่อนร่ำเรียน
คงทำให้เหล่าเด็กๆมีสมาธิเล่าเรียนได้ดียิ่งขึ้น
หรืออาจให้ผลตรงกันข้ามก็ไม่ทราบ ก็เป็เื่ที่ต้องดูกันต่อไป
เวลา่บ่าย
ผมกับไฮดริค แยกจากผู้ปกครองไปยังสนามสอบที่อยู่ทางทิศใต้ของโรงเรียน เพราะการทดสอบไม่อนุญาติให้ผู้ปกครองเข้าเยี่ยมชม เกรงว่าจะไปรบกวนสมาธิของเด็กได้
การทดสอบ
อันที่จริงจะมีแค่ การทดสอบสมรรถภาพ กับวัดพลังเวทแค่นั้น
แต่สำหรับเด็กที่มีทาเลนท์มาั้แ่เกิด หรือเด็กที่มีสกิลสืบทอดมาจากวงศ์ตระกูล อย่างลูกขุนนาง
จะมีการทดสอบแยกเพิ่มไปอีกคือ ทดสอบทาเลนท์หรือสกิล โดยแสดงให้กรรมการดู
ส่วนการทดสอบความรู้ เนื่องจากเด็กมีทาเลนท์จะได้เรียนมาก่อนแล้วในโรงเรียนเตรียมเด็กกิฟท์ จึงต้องมีการวัดระดับกันก่อน เพื่อให้คุณครูเตรียมการสอนได้ แบบทดสอบไม่มีอะไรมาก เป็ข้อเขียนวัดความรู้เชิงอ่านเขียน และการคำนวณ
การทดสอบทาเลนท์ทำให้ผมได้เจอเพื่อนๆจากโรงเรียนเด็กกิฟท์คนอื่นๆด้วย
นอกจากมาร์ธา ก็มาเรียนที่นี่ครบกันทุกคน ส่วนมากจะกระจัดกระจายอยู่ในห้องท้ายๆ และโชคดีที่ทุกคนได้อยู่ห้องเดียวกันกับคนที่ตนรู้จัก
เบนโนอยู่กับแชซ เจซอยู่กับมิกกี้ พอลล่าอยู่กับคลาร่า และแองจี้อยู่กับเจนนี่
ท่ามกลางบรรยากาศคุยเล่นทักทายกันแม้จะอยู่ในระหว่างการสอบนี้ สิ่งที่ทำให้ผมสนใจ ไม่ใช่เพื่อนเก่าที่อุตส่าห์ได้เจอกัน
แต่เป็จำนวนผู้มีทาเลนท์ที่มารวมกันในการทดสอบนี้
อย่างที่ทราบว่าเมืองโคเวอร์ของผมมีเด็กกิฟท์อยู่ 11 คน รวมตัวผมด้วย และทุกคนต่างเรียนกันที่โรงเรียนเด็กกิฟท์
แต่โรงเรียนเด็กกิฟท์ไม่ได้มีแค่เมืองโคเวอร์เมืองเดียว
ทุกเมืองจะมี 1 ถึง 2 โรงเรียน
เอาแค่รัฐรูซเบฮ์ก็มี 5 เมืองแล้ว
และโรงเรียนเอกชนนี้ยังรวมเด็กมาจากทั้งจักรวรรดิ
จักรวรรดิมีทั้งหมด 10 รัฐ
คงพอเริ่มเห็นภาพแล้วสินะ ว่าจะมีผู้มีทาเลนท์เยอะมาก
ในการทดสอบครั้งนี้มีเด็กกิฟท์ทั้งหมด 245 คน
จากนักเรียนกว่า 1,000 คน
ถามว่าเยอะไหม ก็ถือว่าเยอะจริงๆ
แต่แค่นี้ยังไม่น่าใ
ในการทดสอบทาเลนท์จะแบ่งเด็กออกเป็ตามเมืองของตัวเองด้วย
ทำให้ผมเห็นถึงสิ่งผิดปกติคือ
รัฐแถบเหนือ ที่แทบจะติดขอบชายแดนทวีปน้ำแข็งกาช มีเด็กกิฟท์อยู่ประมาณ 30 คน ซึ่งมีมากกว่ารัฐอื่นๆเป็พิเศษ
มากกว่ารัฐทั่วไปประมาณ 10 คนได้
ส่วนเด็กที่มาจากรัฐหลวง กลับมีปริมาณน้อยมาก น้อยกว่ารัฐทั่วไปถึงเกือบ 20 คนเลย
ลอง ‘โปรไฟลิ่ง’ ในหัวกรรมการดู ก็ดูเหมือนจะเป็ประมาณนี้ทุกปี
ผมเลยลองตั้งสมมติฐานเล่นๆว่า สภาพแวดล้อมที่พิเศษ จะให้กำเนิดผู้มีทาเลนท์ออกมาได้มากกว่าปกติ หรือเปล่า
ดินแดนแถบเหนือสภาพอากาศหนาวเย็นและแห้งแล้งมากกว่าในตัวเมืองหลวงที่สุขสบายอุดมสมบูรณ์
แต่ก็เอาเถอะ มันเป็เื่ของอนาคต ตอนนี้ผมยังทำอะไรไม่ได้ ก็เพิ่งจะ 6 ขวบเองนี่นะ เอาไว้ค่อยไปค้นคว้าเมื่อโตขึ้นก็แล้วกัน
การทดสอบทั้งหมดไม่มีอะไรพิเศษ ส่วนมากก็คล้ายกับที่เคยเจอมาแล้วในโรงเรียนกิฟท์ อย่างของผมก็เป็การโชว์ความจำด้วยการท่องตำราให้ดู กับแก้โจทย์คำนวณที่กรรมการถามแล้วตอบออกไป...แต่เพียงเท่านี้ก็น่าจะทำให้คุณครูเตรียมการสอนกันลำบากหน่อยล่ะนะ
ถ้าจะมีสิ่งที่ทำให้ผมเอะใจสำหรับการทดสอบนี้
ก็คงจะเป็ใบหน้าของกรรมการ ที่พอรู้เื่พลัง ‘เนตริญญา’ ของแองจี้แล้ว ก็แสดงสีหน้าแตกต่างจากคุณครูในโรงเรียนเด็กกิฟท์ออกมา
เลิกคิ้วขึ้น ลืมตากว้าง เหยียดริมฝีปากไปด้านข้าง หดคางไปด้านหลัง กรรมการคนนี้แสดงสีหน้าแบบนี้ออกมาแวบหนึ่งจนแทบไม่ทันสังเกต
สีหน้าแห่งความหวาดกลัว
พอลองใช้ ‘มาสเตอร์มายด์’ อ่านใจดู
[เป็แบบนี้เองเหรอ ลำบากซะแล้วสิ] ผมคิดแบบนี้ในใจ
การทดสอบของผู้มีทาเลนท์ที่แยกออกมาเป็พิเศษจบลง
ต่อไปเป็การทดสอบพลังเวท
พวกเราถูกพาแยกคละกันไป
เพราะดูเหมือนการวัดพลังเวทนี้ต้องทำในห้องปิดมิดชิด จึงจับแยกย้ายไปยังห้องต่างๆที่มีจำนวนคนน้อยกว่าก่อน
ผมต่อแถวเรียงคิวอยู่หน้าห้องๆหนึ่ง ข้างๆผมด้านขวามือที่เป็แถวของอีกห้องมีเด็กผู้ชายผมหยิกสีน้ำตาลคนหนึ่งจ้องเขม็งมายังผมตาไม่กระพริบ
คิ้วตก เม้มปากแน่น เป็สีหน้าของความโกรธ เค้าใช้สีหน้านี้จ้องมาทางผม
ผมจึงจ้องเค้ากลับ สบตากับเค้า
เค้ารู้ตัว แต่ก็ไม่หลบสายตา ยังคงจ้องหน้าผมต่อ
“มองอะไร ไอ้ชั้นล่าง”
ผมไม่พูดอะไร เพียงแค่จ้องเค้าอย่างเงียบๆต่อไป ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแบบเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ราวกับจะรอให้เค้าพูดต่อ
เค้าทำหน้าย่นจมูก กวาดสายตามองผมไล่ขึ้นลงจากหัวจรดเท้า
“พวกชั้นล่างแบบแก มันก็คงมีพลังเวทระดับต่ำๆ เหมือนตัวแกนั่นแหละ ทดสอบไปก็เสียเวลาเปล่า”
เด็กคนนี้ ถ้าจำไม่ผิด
เป็เด็กที่ยืนอยู่ข้างๆเด็กผู้หญิงที่พูดว่า “หล่อกว่าคู่หมั้นฉันอีก” ตอนผมกับแม่เดินผ่านเมื่อเช้านี่นา
ในตอนนั้น เด็กนี่ทำหน้าใ เลิกคิ้ว ลืมตา อ้าปากกว้าง ก่อนจะหันมาจ้องผมด้วยใบหน้า คิ้วทั้งสองตกลง ย่นจมูก เม้มปากแน่น ส่งสีหน้าแห่งความโกรธและเกลียดชังมาที่ผม ลอง ‘โปรไฟลิ่ง’ ดู
[งั้นเหรอ เป็คุณคู่หมั้นอย่างที่คิด รู้เื่เราจากคุณพ่อที่เป็ขุนนางเหมือนกันสินะ สรุปก็คือหึงนั่นเอง]
“ขุนนางชั้นล่างแบบแก ไม่คู่ควรกับโรงเรียนนี้หรอก!”
ดูเหมือน เด็กคนนี้จะไม่มีท่าทีหยุดระบายอารมณ์ง่ายๆ
ผมจึงโต้ตอบไปบ้าง
“เป็เกียรติจริงๆที่ได้รับความสนใจจากท่านลอร์ด ทิมอน บุตรชายของบารอน ฟรานซ์ เบิร์ต สตอส์ช”
ผมกล่าวพร้อมกับโค้งหัวให้
“เอ๊ะ!? นายรู้จักฉันด้วยเหรอ” ทิมอนมีท่าทางใ ที่ผมรู้จักเค้าผ่าน ‘โปรไฟลิ่ง’
“ไม่เห็นจะแปลกนี่ครับ ตัวท่านออกจะโด่งดังในเื่สกิล ‘แส้เพลิงผลาญ’ อันทรงพลัง ว่าสามารถใช้สกิลประจำตระกูลได้อย่างชำนาญแม้อายุยังน้อย ราวกับมีพร์ที่ 10 ปีจะมีซักคน ข่าวลือนี้ดังมาไกลถึงเมืองบ้านนอกอย่างโคเวอร์ของผมเลยล่ะครับ”
ผมยังคงโค้งหัวให้เล็กน้อย และกล่าวชมออกไปด้วยรอยยิ้ม
“โอะโอ้ งั้นเหรอ โด่งดังไปไกลเลยเหรอ มันก็ช่วยไม่ได้นี่นะ”
ทิมอนปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้า หลงเชื่อคำโกหกของผมอย่างง่ายดาย
“ทาเลนท์อันด้อยค่าของผมคงไม่อาจไปเทียบเคียงสกิลอันทรงพลังของท่านได้ ถ้าหลังจากนี้ท่านจะช่วยเมตตาผมด้วยล่ะก็ จะเป็พระคุณอย่างสูง...เมตตาให้สมเกียรติของขุนนางผู้สูงศักดิ์ ที่ผู้คนต่างชื่นชมยังไงล่ะครับ”
“ขุนนาง...ที่ผู้คนชื่นชม...” ทิมอนดูค้างอยู่ในถ้อยคำ “ชื่นชม” อยู่ซักพัก ก่อนจะเท้าเอว เชิดหน้าขึ้น แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง “อือ ถ้าแกทำตัวดีๆล่ะนะ”
[ดูเหมือนความโกรธจะหายไปแล้วสินะ รับมือกับพวกขุนนางเด็กแบบนี้ แค่หยอดคำชมที่พวกมันอยากได้ยินไปก็พอแล้ว]
ผมใช้ ‘โปรไฟลิ่ง’ สืบค้นเื่ราวของทิมอนคนนี้จากในหัวของเ้าตัวเอง
ตอนนี้ ‘โปรไฟลิ่ง’ ของผมสามารถรู้ประวัติ และเื่ราวของผู้คนได้ั้แ่เค้าเกิดจนถึงปัจจุบันแล้ว (ถ้าอายุไม่เกิน 10 ปี)
ไม่ว่าจะชื่อ ความสามารถพิเศษ จุดแข็ง จุดอ่อน ความลับที่ไม่อยากให้คนอื่นรู้
เอาง่ายๆคือ ทุกอย่างที่เ้าตัวรู้ ผมสามารถรู้ได้หมด
ไม่ว่าจะเป็เื่ที่ควรรู้หรือไม่ก็ตาม
“คนต่อไป เข้ามาได้”
กรรมการโผล่หน้าออกมาจากประตู เพื่อเรียกผมที่ถึงคิวแล้วเข้าไป
“ถ้าอย่างนั้น แล้วเจอกันอีกนะครับ ท่านลอร์ดทิมอน”
ผมหันไปส่งยิ้มให้ก่อนจาก
“อะ..โอ้” ทิมอนก็ตอบรับ
เค้าอาจจะรู้สึกแปลกๆอยู่บ้างที่ตนเองดูสงบใจได้เร็วไปหน่อย นั่นก็เป็เพราะโดนผลของ ‘อดาจิโอ’ เข้าไปด้วยนั่นเอง และตัวเค้าก็ไม่มีวันรู้สึกถึงเื่นี้ได้เลย
ในระหว่างที่เดินผมก็ฉุกคิดได้
[ในตอนนั้น มีเด็กผู้หญิงจับจ้องมาที่เราไม่ใช่น้อยๆซะด้วย...ดูท่าจะมีปัญหาตามมาอีกสินะ เฮ้อ...]
ผมบ่นปนถอนหายใจในความคิดของตัวเอง
เมื่อเข้ามายังห้องทดสอบ
เป็ห้องไม้ไม่กว้างมาก ขนาด 8 ตารางเมตรได้
นอกจากประตูที่ผมเข้ามา ก็มีอีก 3 ประตูในห้อง
บานหนึ่งอยู่ด้านหลังเยื้องไปด้านข้างของกรรมการ 2 คนที่อยู่เบื้องหน้าผม บนประตูเขียนว่าทางออก
ส่วนอีก 2 บาน อยู่ทั้งด้านซ้ายและด้านขวามือของผม คงใช้เชื่อมระหว่างห้องทดสอบข้างๆ
กรรมการมีทั้งหมด 3 คนในห้อง
2 คนนั่งอยู่ที่โต๊ะตรงข้ามผม คนหนึ่งไว้หนวด อีกคนไม่ไว้
และด้านซ้ายของผม กรรมการที่โผล่หน้ามาเรียกผม เป็กรรมการผมสีแดง ดูอายุยังน้อย ยืนถือถุงผ้าสีดำ เหมือนกำลังรอคำสั่งจากกรรมการอีก 2 คน
“เธอชื่ออะไรเหรอ” กรรมการไว้หนวดถามผมพลางเปิดเอกสารไล่ดูรายชื่อ
“โยฮัน คาร์ริส ไลท์แมนครับ”
“โยฮัน...ขุนนาง...ขุนนาง...อ้ะ!...เจอแล้ว”
“โอเค ออส ปล่อยเลย” กรรมการไม่ไว้หนวดพูดสั่งคนข้างๆผม
ชายคนที่ชื่อออสเปิดปากถุงผ้า แล้วปล่อยบางสิ่งออกมา
สิ่งนั้นคือ ผีเสื้อ
เป็ผีเสื้อสีฟ้า ที่มีลวดลายสีชมพู
ถ้านึกไม่ออก ให้นึกถึงผีเสื้อ ‘แอฟริกัน โกลเด้น อาหรับ’ (African Golden Arab)
เพียงแต่เปลี่ยนจากสีตัวที่เป็สีทองมาเป็สีฟ้า และลวดลายสีดำมาเป็สีชมพู
ผีเสื้อสีฟ้าเหล่านี้มีอยู่ราว 20 ตัว ที่ออกมาจากถุง
มันบินวนรอบห้องอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะบินมาตอมผม
ซึ่งบินมาตอมรอบตัวผมอยู่ 10 ตัว
“10 ตัวเหรอ!!”
“เป็ไปไม่ได้!!”
กรรมการสองคนที่นั่งอยู่ เมื่อเห็นภาพผีเสื้อ 10 ตัวบินมาตอมผม ก็ใดีดตัวยืนขึ้น อุทานออกมา
กรรมการออส ที่ยืนอยู่ข้างๆผม ลองเอามือปัดเหล่าผีเสื้อที่บินตอมผมดู พวกมันไม่มีท่าทีจะบินหนีไปเลย
“เป็ความจริงครับ” ออสหันไปตอบทั้งสอง
“เื่จริงเหรอ...”
“คนแรกเลยนะ”
กรรมการทั้งสองหันไปพึมพำให้กัน
“มีอะไรเหรอครับ ท่าทางใกันน่าดู”
ผมเลยเอ่ยปากเรียกความสนใจจากพวกเค้า
“อ๋อ เธอชื่อโยฮันสินะ คือว่านี่เป็ครั้งแรกเลย ที่พวก ‘ผีเสื้อมาเกีย’ รุมตอมมากถึง 10 ตัวน่ะ”
“ผีเสื้อมาเกีย?” ผมเอียงคอสงสัย เหมือนส่งสัญญาณว่า อธิบายให้หนูฟังหน่อย
กรรมการไม่ไว้หนวดอีกคนเป็ผู้อธิบาย
“ผีเสื้อสีฟ้าที่เธอเห็นอยู่พวกนี้ เรียกว่า ผีเสื้อมาเกีย หรือมีอีกชื่อคือ เมจคิลเลอร์”
“เมจคิลเลอร์ (Mage Killer) มันฆ่านักเวทเหรอครับ” ผมถาม
“ตั้งประชดน่ะ ไม่ได้ฆ่าทางตรงหรอก ทางอ้อมก็คือ พวกนี้มันชอบบินไปรุมตอมนักเวท จนไปบดบังทัศนวิสัยน์ระหว่างต่อสู้ ส่งผลให้ถูกศัตรูฆ่าอยู่บ่อยครั้ง มีจอมเวทในประวัติศาสตร์หลายรายเป็ตัวอย่างมาแล้ว”
[จะว่าไปมันก็น่ารำคาญจริงนั่นแหละ บินมาตอมหน้ากันอยู่ได้]
ผมเอามือปัดผีเสื้อตรงหน้าไปพลาง แล้วเอ่ยปากถามต่อ
“รุมตอมนักเวทเหรอครับ”
คราวนี้คนไว้หนวดอธิบาย
“มันมีนิสัยชอบรุมตอมนักเวทที่มีพลังเวทมาก เหมือนแมงเม่าบินตอมแสงไฟนั่นแหละ ใช้เป็ที่หาคู่ ยิ่งมีพลังเวทมากก็ยิ่งบินมาตอมกันมาก”
“แต่เ้าพวกนี้ใช่ว่าขอแค่มีพลังเวทก็จะบินมาตอมนะ ต้องมีพลังเวทมากอยู่ในระดับหนึ่งเลย ถึงจะมีซักตัวหนึ่งบินมาตอม”
กรรมการอีกคนช่วยอธิบายเสริม
“ต้องมีพลังเวทมากระดับหนึ่งเลยเหรอ แล้วสำหรับคนทั่วไปล่ะครับ”
ผมยังคงเอามือปัดผีเสื้อเบาๆอยู่
กรรมการไว้หนวดเป็คนตอบ
“คนทั่วไปก็มีพลังเวทอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่มากพอจะดึงความสนใจเ้าพวกนี้ได้หรอก”
“เกณฑ์ที่พวกเราใช้คือ แค่บินมาตอมตัวเดียวก็จัดเป็นักเวทเหนือกว่าคนทั่วไปได้แล้ว ซึ่งคนที่จะเป็นักเวทในจักรวรรดิแต่ละปีมีไม่เยอะมากหรอก”
[แค่ตัวเดียวก็เป็นักเวทได้แล้วเหรอ]
“แล้วผมที่มี 10 ตัวล่ะครับ”
ผมเริ่มเบื่อจะปัดผีเสื้อพวกนี้แล้ว จึงลดมือลงแล้วถามออกไป
สองคนเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนที่คนไว้หนวดจะเปิดปากพูด
“มากสุดที่เคยบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของจักรวรรดิคือ 5 ตัว เธอที่มีถึง 10 ตัว เป็รายแรกในจักรวรรดิเลย”
“ถ้าเทียบแบบคร่าวๆ เธอมีพลังเวทมากกว่านักเวททั่วไปถึง 10 เท่าเลยไงล่ะ ด้วยอายุเพียงแค่นี้ด้วย”
[งั้นเหรอ มากกว่าทั่วไปถึง 10 เท่าเลยเหรอ ไว้คงต้องไปเล่าให้ท่านลอร์ดทิมอนผู้สูงส่งฟังหน่อยแล้วสิ เค้าจะชอบใจไหมน้า...แต่เอ...10 เท่านี่มัน ไม่แน่บางที]
“6 ตัวเลยเหรอ!!!”
พวกเราทุกคนใกับเสียงะโนี้ (เหล่าผีเสื้อก็ด้วย หลงคิดว่ามันจะเลิกตอมแล้ว แต่ยังไม่ทันจะได้โล่งใจ พวกมันก็กลับมาตอมเท่าเดิมอีก)
เสียงที่ดังลั่นนี้ มันมาจากห้องข้างๆซ้ายมือของผม
หลังจากนั้นซักพัก ก็มีกรรมการอีกคนวิ่งตึงๆมาเปิดประตูฝั่งซ้ายมือเข้ามา แล้วเอ่ยปากด้วยท่าทางแตกตื่น ทำให้เห็นฟันเหยินของเค้าชัดเจน
“ปะ ปีนี้ มีเด็กที่ไม่น่าเชื่อโผล่มาด้วย หะ...หกตัว ทำลายสถิติจักรวรรดิเลยนะ”
กรรมการฟันเหยินคนนี้พูดด้วยสีหน้าตื่นใ พร้อมกับเหงื่อที่แตกพลั่กบนใบหน้า
ตรงข้ามกับเหล่ากรรมการในห้องเราที่สงบนิ่ง จ้องกรรมการฟันเหยินเงียบๆ
จนเ้าตัวเริ่มสังเกตถึงความผิดปกติ แล้วเอ่ยปาก
“อะ อะไรพวกนาย ไม่ใบ้างเหรอ 6 ตัวเลยนะ”
กรรมการไม่ไว้หนวดหลับตาครู่หนึ่ง ก่อนผายมือมาทางผม แล้วพูด
“ของนาย 6 ตัว ส่วนของทางเรา...ลองนับดูสิ”
กรรมการฟันเหยินหันมาทางผม ที่เริ่มชินกับฝูงผีเสื้อแล้ว เลยกำลังวาดมือไปมาเล่นกับพวกมันอยู่...ดูๆไปก็น่ารักดีนะ ไม่กัดด้วย
“เอ๋?...1...3...6...10! 10 ตัวเหรอ!!!”
เค้าตาเบิกโต แหกปากเสียงดัง
“ดูท่า...ปีนี้จะมีเด็กที่พิเศษมาก เข้ามาในโรงเรียนเรากันสินะ ต้องรีบรายงานผู้อำนวยการแล้วสิ”
กรรมการไว้หนวดพูดด้วยท่าทางสงบ
“ขอถามหน่อยได้ไหมครับ ผีเสื้อพวกนี้ จากที่เล่า ดูเป็ภัยตุ่์อยู่พอควร แถมเอามาทดสอบวันนี้ คงมีปริมาณมากโขทีเดียว พวกคุณจะทำยังไงกับพวกมันหลังทดสอบเสร็จเหรอ”
ผมหันไปถามกรรมการสองคน
“พวกมันโดนกวาดล้างตามธรรมชาติไปหมดแล้ว ทุกวันนี้มีการเลี้ยงไว้ในศูนย์ เพื่อทดสอบพลังเวทแค่นั้นเอง เมื่อใช้งานเสร็จเราก็จะกำจัดทิ้ง ไม่ให้แพร่พันธุ์ในธรรมชาติได้น่ะ”
กรรมการไม่ไว้หนวดตอบ
“หืม” ผมหันไปหากรรมการฟันเหยินที่ทำหน้าเหมือนจะหมดแรง
ลองใช้ ‘โปรไฟลิ่ง’ ดูว่าใครกันที่ได้ถึง 6 ตัว
[งั้นเหรอ เป็คนที่เรารู้จักดีซะด้วย เสร็จแล้วไปทักทายดีกว่า]
ผมยื่นนิ้วชี้ขึ้นมา ค้างไว้กลางอากาศ ผีเสื้อตัวหนึ่งบินมาเกาะ
“ทั้งที่พวกแกไม่มีเจตนาร้ายแท้ๆ แต่กลับโดนมนุษย์จ้องทำร้าย ธรรมชาติก็แบบนี้แหละ ไม่เคยมีเจตนาร้าย แต่กลับโดนความประสงค์ร้ายของมนุษย์ควบคุมเสมอ”
ผมกล่าวเงียบๆ ในขณะที่มองผีเสื้อตัวนี้
มันหุบปีกลง อย่างเชื่องช้า เหมือนเหนื่อยหอบ
ดูอ่อนแรง ราวกับพร้อมจะร่วงหล่นได้ทุกเมื่อ