ป๋ออวี้เชื่อฟังคุณหนู ปล่อยให้สองหนุ่มสาวอยู่กันตามลำพังตลอดคืน กระนั้นเขาเกิดความชั่วร้ายขึ้นมา ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิด หากเื่แดง ยังไงก็ต้องแต่ง!
องครักษ์ในคราบบ่าวผู้เฒ่าจ้องทั้งสองสลับกันไป อยากให้ครองรักกันไว ๆ
“พี่อวิ๋น... ตื่นแล้วหรือ?” หญิงสาวกะพริบตาถี่ ๆ นางเอื้อมมือไปแตะหน้าผากกว้าง “ดีจัง ไข้ลดแล้ว ยังเจ็บแผลอยู่หรือไม่?”
อวิ๋นซีส่ายหน้า ไม่เลิกจ้องขนตางอนยาว แก้มขาวผ่องที่ชวนให้หลงใหล นางจับชีพจรเขาด้วยวิชาแพทย์พื้นฐาน พอเห็นว่าอาการของเขาดีขึ้นนางก็โล่งใจ
“อาหรูเล่า หลับสบายไหม?”
“เมื่อยเล็กน้อย”
หรูซีไม่โกหก นางขึ้นไปนั่งบนเตียง
ป๋ออวี้นั่งยิ้มมองสองหนุ่มสาวห่วงใยกัน รักใคร่กลมเกลียว ไม่ลืมบอกคุณหนูว่าเมื่อคืนนี้คุณชายน้อยขอให้ไปหาขนมบนกองเหมันต์ หนาวเจียนตาย! กว่าจะนำขนมกุ้ยฮวาใส่ตะกร้าไม้กลับมาได้ พอนางเผลอหลับไป คุณชายอวิ๋นขโมยขนมสุนัขกิน ตัวเขาก็รีบออกไปจัดการธุระที่คุณหนูฝากเอาไว้
“พี่อวิ๋น ขนมกินไม่ได้ ตกพื้นแล้ว”
“เอาไปให้สุนัขกินก็น่าเสียดาย ขนมเ้าทำเอง ข้าอยากชิม”
หรูซีไม่ปฏิเสธว่านางทำเอง ท่านยายขอให้นางทำขนมมาฝากจวนท่านรองเสนาบดีซู บุตรชายคนโตคู่หมั้นของนาง ยังถามว่าเมื่อไรจะได้ฤกษ์แต่ง หากบางคนรู้เข้าคงอกแตกตาย นางทำหน้าเครียด ดุเขาเบา ๆ
“ขนมถั่วกวนนี่ท่านอย่าเพิ่งกิน ให้แผลหายดีก่อน หล่นพื้นแล้วด้วย จะท้องเสียเอา”
“ไม่ ข้าจะกิน เ้าอย่ามาแย่ง มิฉะนั้นเ้าทำมาให้ข้า เอาสามสิบก้อน ตะกร้าใหญ่กว่าของพี่จื่อหาว ข้าจะกินให้หมดไม่ให้เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว”
พี่อวิ๋นชักเอาแต่ใจใหญ่แล้ว นี่เขาเป็โรคขาดความรักหรืออย่างไร!
ใช่สิ...
จะไม่ขาดความรักได้ยังไง นอกจากป๋ออวี้ เขามีแค่นางเป็ผู้เยียวยาหัวใจ บางวันเขานอนฝันร้าย เหงื่อท่วมโทรมกาย สองมือปัดไปมาในอากาศ เรียกหามารดาที่กำลังถูกจับกดน้ำ องครักษ์ป๋อต้องคอยปลุกเขาให้ตื่น ผู้คนในต้าฉีไม่รู้ว่ามารดาของเขาถูกใส่ร้ายอย่างไม่เป็ธรรม ตระกูลซูรวมหัวกันพูดว่าฮูหยินหายตัวไป ไม่รู้หนีตามองครักษ์หนุ่มหรือไม่
หรูซีเอามือจิ้มหน้าผากกว้างเบา ๆ อดมันเขี้ยวมิได้ “ท่านคิดว่าข้าตั้งใจเอาขนมมาให้คุณชายใหญ่ตระกูลซูเนี่ยนะ บ้าไปแล้ว เขามันก็แค่ลูกอนุชุบตัว วางมาดหยิ่งผยอง คิดว่าตนดีเลิศนักรึไง คู่ควรกับขนมของข้ารึ...”
“แต่เขาเป็ผู้มีพระคุณของเ้า หาเื่มาพบเขาั้แ่เล็ก ๆ”
“ข้าจำใจเดินตามกงล้อชะตา เพื่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ อีกอย่าง... หลายปีก่อนมีศึกแคว้นเยี่ยน ข้ายิงธนูปลิดชีพมือสังหาร ช่วยชีวิตเขาในสนามรบ ถือว่าไม่มีเื่ติดค้าง ข้าแยกแยะบุญคุณความแค้นชัดเจน ข้าน่ะร้ายมาก หากข้าเล่าให้พี่อวิ๋นฟัง รับรองว่าท่านรับไม่ไหวแน่”
“ไยเ้าพูดเช่นนั้น?” อวิ๋นซีกลั้นหายใจ นึกชื่นชมนางผู้ปิดบังตัวตนมาโดยตลอดเพื่อเขา ขยับมือไปหยิกแก้มนุ่ม “ยังจะมีเื่ไหนที่ข้ารับเ้าไม่ได้อีก คุณหนูเสิ่น จำได้ไหมว่าตอนเ้าอายุห้าขวบ เ้าก็ปีนเตียงบุรุษแล้ว”
“พี่อวิ๋น!” นางเบิกตากว้าง โกรธคุณชายที่ไม่รู้บุญคุณ ลุกขึ้นไปหยิบถ้วยยา
เนื้อที่ฉีกขาดสมานกันดีเพราะยาจากท่านหมอเทวดา ซึ่งคุณหนูเสิ่นพาตัวเข้ามากลางดึก
ยามซื่อ[1]นี้เขายังนอนคว่ำหน้าตามคำสั่งของท่านหมอ คอยชำเลืองมองกระปุกยาสมุนไพรหายาก นอกจากของฮ่องเต้แล้วยังมีของสำนักหลิงฝู เห็นได้จากอักษรที่สลักเอาไว้ด้านข้าง ไม่น่าใช่ของปลอมแน่
พูดถึงสำนักเก่าแก่ที่มีอายุมาร่วมห้าร้อยปี สำนักศึกษาอันดับหนึ่งซึ่งเป็ดั่งเสาหลักค้ำจุนราชวงศ์ต้าฉี มีอิทธิพลครอบคลุมถึงสิบสองแว่นแคว้น ประมุขสำนักเป็นักพรตชรา ว่ากันว่าเป็ผู้สำเร็จวิชาเซียน มีอายุยืนยาวผิดมนุษย์
สำนักแห่งนี้คือแหล่งบ่มเพาะยอดคน ศิษยานุศิษย์ล้วนเป็ัซ่อนกาย ยามสิ้นสุดการเคี่ยวกรำและก้าวพ้นประตูสำนัก บ้างแยกย้ายไปเป็ยอดขุนพลผู้เกรียงไกร องครักษ์ข้างพระวรกาย เร้นกายเป็มัจจุราชไร้เงาในองค์กรลับแดนไกล ศิษย์อีกกลุ่มหนึ่งเชี่ยวชาญงานรังสรรค์ศาสตรา หล่อหลอมกระบี่และเครื่องทองในราชสำนัก ทั้งยังกุมความลับในการออกแบบวางกลไกพิสดาร ห้องลับที่แยบยลจนยากจะคาดเดา
การได้ศิษย์สำนักหลิงฝูไปเพียงคนเดียว เท่ากับได้กองพันนับหมื่นมา ราชวงศ์ต้าฉีจึงให้ความสำคัญกับสำนักหลิงฝูมาั้แ่รุ่นบรรพบุรุษ แคว้นอื่น ๆ ล้วนอยากเป็พันธมิตร ฝากลูกหลานเข้าศึกษาที่สำนักนี้ ถึงพวกเขาจะตั้งกฎระเบียบเข้มงวดในการรับศิษย์ มิใช่ใครก็เข้าไปเรียนได้
นานแล้วบิดาเล่าให้คนในครอบครัวฟัง ฮ่องเต้ทรงตรัสในท้องพระโรง ‘เป็ศัตรูกับสำนักหลิงฝู เท่ากับทุบกำแพงเมืองต้าฉีด้วยมือตนเอง’
คุณหนูเสิ่นผู้นี้น่าจะมีความเกี่ยวพันกับสำนักหลิงฝู ฐานะไม่ธรรมดา
จากที่มีโอกาสได้พบเจอท่านหมอเทวดา ท่าทางเคารพนอบน้อมราวกับว่านางเป็าุโ ทั้งที่ท่านหมออายุกว่าหกสิบปี เคราหงอกขาว ไม่ควรคำนับผู้น้อยก่อน เขาเคยพบท่านหมอตอนอายุสิบแปดปี ถูกมารดารองเฆี่ยนตี ถูกวางยากำหนัดจะให้ร่วมรักกับสาวใช้ในจวน คุณหนูเสิ่นแอบพาหมอเทวดาผู้นี้มารักษา จากนั้นก็โยนสาวใช้คนนั้นออกไปหลังป่า
นี่เป็เื่เหลือเชื่อ แถมเขาไม่เคยเชื่อ...
ดรุณีน้อยกิริยานิ่มนวลอย่างกุลสตรี ใบหน้าเรียวไข่สามารถประคองในอุ้งมือได้พอดี ริมฝีปากชุ่มฉ่ำงามของนางราวดอกเหมยแรกแย้ม จมูกเชิดรั้นพองาม ยามนางขยับยิ้มช่างน่ารักน่าเอ็นดู
เมื่อคืนนี้บุรุษพรหมจรรย์ผู้ยังมิได้แต่งฮูหยิน จ้องหน้าตาเคร่งเครียดของคุณหนูเสิ่นในคราบหมอหญิง พยายามอดทนข่มใจกับััอ่อนหวานที่อาจจะทำให้เขาคลุ้มคลั่งจนเผลอปลุกปล้ำนาง
ปลายนิ้วนุ่มเนียนที่ลูบไล้แผ่นหลัง นางทายาให้เขาก็ต้องคอยกัดกราม มิใช่เพราะความเจ็บแสบ แต่เป็อาการตื่นตัวของบุรุษ เขานอนทับเ้าัจนแบน มันทั้งแข็งทั้งเปียก เจ็บแผลหรือจะเท่าเ็ปตรงนั้น!
กลิ่นหอมอ่อนของกุ้ยฮวา...
หอมเหลือเกิน... เขาอยากกลืนนางเข้าไปทั้งตัว ั้แ่พ้นวัยปักปิ่นแล้ว
“พี่อวิ๋นเอาแต่จ้องหน้าข้า มีอะไรหรือเ้าคะ?” นางเรียกสัมปชัญญะคุณชายกลับมา เขายิ้มอ่อนมองนางเปลี่ยนผ้าพันแผลพลางว่า “เ้าน่ารักใคร่เหลือเกินอาหรู ข้ากลัวใครจะแย่งเ้าไปเป็ฮูหยิน กลัวข้าจะไร้วาสนา...”
ใบหน้างามเศร้าหมองลง ตรงหางตาคล้ายจะมีน้ำตา นางดูทุกข์ตรมเมื่อนึกถึงอดีต นางมีาแภายในจิตใจ อวิ๋นซีเอามือลูบแก้มนาง
“ข้ากลัวว่าข้าจะตาย จะไม่ได้พบเ้าอีก...”
“เริ่มจะเสแสร้งเก่งเท่าข้าแล้ว ที่โดนตีก็ตั้งใจใช่หรือไม่ ไยไม่ขัดขืนท่านแม่รอง ขอให้นางตัดสินโทษตอนบิดากลับจวน คราวหน้าอย่าทำเช่นนี้อีกนะ”
อาหรูป้อนข้าว อาหรูทายา อาหรูนอนเฝ้าไข้ถึงรุ่งเช้า อาหรูเป็ห่วงเขา...
บ่าวคนสนิทมองคุณชายก็รู้ว่าเขาน่ะอยากโดนเฆี่ยนอีกสักร้อยที! จะได้ทำตัวน่าสงสาร นี่คนรักศักดิ์ศรีอย่างคุณชายอวิ๋นกลายเป็สุนัขไปแล้วรึไง?
[1] (巳:sì) 09.00 – 11.00