บทที่ 4 การพบกันคือวาสนา
‘มู่ไฉเฉิง’ บุตรชายคนโตแห่งจวนคหบดีที่ร่ำรวยที่สุดในเหอโจว ด้วยความมั่งคั่งของต้นตระกูลยิ่งมีมากเท่าไหร่ ความแก่งแย่งชิงดียิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น คนอย่างมู่ไฉเฉิงไม่จำเป็ต้องแก่งแย่งชิงดีกับผู้ใดให้เปลืองแรง คนที่มีฝีมือเช่นเขาหันมาเอาดีด้านเข่นฆ่าและเข้าร่วมสภาราชสำนัก หลายปีมาแล้วที่เขาเข่นฆ่าคนชั่ว ล้างบางคนบาป ดีดตัวเองออกจากวังวนแห่งการชิงชังของสกุลใหญ่
ั้แ่ขึ้นรับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่แห่งเหอโจว องค์กษัตริย์ก็ประทานอนุญาตให้ไฉเฉิงแยกตัวออกจากสกุลมู่ เป็อิสระจากต้นตระกูล ั้แ่นั้นเป็ต้นมาไฉเฉิงก็ไม่้าคบค้าสมาคมกับเหล่าสหายพ่อค้า และขุนนางยศอื่นที่แสวงหาแค่ผลประโยชน์ ดังนั้นเพื่อปกปิดตัวตนไม่ให้ผู้ใดย่างกรายมาตีสนิท มู่ไฉเฉิงจึงสร้างข่าวลืออันเน่าเฟะให้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองหลวง ว่าตนเองนั้นเป็คนเ้าอารมณ์ เสเพล และชื่นชอบการดื่มสุราซุกนารีเป็อาจิณ
หลายปีมานี้ไม่มีสกุลใดกล้าข้องแวะและผูกสัมพันธ์ ทว่าก็ต้องชื่นชมในความกล้าบ้าบิ่นของสกุลอันที่พากเพียรส่งบุตรสาวมาเพื่อเชื่อมไมตรีและอาศัยอำนาจบารมีแม่ทัพ ตัวของไฉเฉิงเองปฏิเสธการแต่งงานประเภทคลุมถุงชนเหล่านี้มาโดยตลอด คาดไม่ถึงว่าหนนี้บิดาจอมบงการของเขาจะเป็ผู้จัดแจงทุกอย่าง นั่นจึงเป็เหตุผลว่า ทำไมมู่ไฉเฉิงจึงไม่ได้สวมชุดแดงตามแบบของเ้าบ่าวมาต้อนรับเ้าสาว
ความคิดล้าหลังอันคร่ำครึเ่าั้ เลือนหายไปจากโสตสมองของไฉเฉิงในทันที เมื่อชายหนุ่มค้นพบว่าเ้าสาวของตนคือสตรีที่ช่วยชีวิตตนในตำบลเจียถู ั้แ่ฟื้นขึ้นมาในโรงหมอเล็ก ๆ เพื่อขอบคุณนางและเพื่อสานสัมพันธ์เป็สหายกับนาง ไฉเฉิงจงใจรออยู่ที่นั่นหนึ่งวันเต็ม เมื่อคำนวณดูแล้วว่าไร้วี่แววของการกลับมา ชายหนุ่มจึงได้แต่ทอดถอนใจ และภาวนาว่าขอให้พบพานกันในเร็ววัน
บัดนี้ได้พบนางในคราบของเ้าสาวที่จำใจแต่งเข้าจวนแม่ทัพ อันตัวมู่ไฉเฉิงก็รู้ได้ในทันทีว่าโชคชะตาลิขิตให้ทั้งคู่ข้องแวะหากันโดยไร้ซึ่งข้อกังขา ไม่ได้มีแต่มู่ไฉเฉิงที่อึ้งงันและตกตะลึงกับความบังเอิญที่์จัดแจงให้ ด้านอันลี่หลินก็นิ่งงันไร้วาจาบ้าใบ้เช่นเดียวกัน นางเอาแต่ก่นด่าตัวเองในใจอย่างเงียบเชียบ
[อันลี่หลิน เ้านี่มันโง่เง่าสมองลาปัญญาแกะ คิดจะหนีคนที่เ้าพยายามตามหามาโดยตลอดงั้นหรือ]
ยู้ว!
เสียงอาชาสีขาวมุกถูกควบมาด้วยความเร็ว บัณฑิตหน้างามนามว่า ‘เหนิงกว่านเฟย’ ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน เขาผู้นี้ไม่ได้มีความบาดหมางอันใดกับท่านแม่ทัพมาก่อน แต่ทว่ากว่านเฟยคนนี้ไม่อาจเพิกเฉยต่อสหายเก่าอย่างอันลี่หลินได้ จึงจงใจมาเพื่อขัดขวางการสมรสของนางโดยเฉพาะ
“เสี่ยวหลินข้ามาช่วยเ้าแล้ว” บุรุษผมยาวเป็ลอนตะเบ็งเสียงดังเจือปนไปด้วยความห่วงใย
“แม่นางไม่ต้องกังวล อันตัวข้ามู่ไฉเฉิงไม่ชอบบีบบังคับผู้ใด มงคลสมรสหนนี้เกรงว่าคงไม่ทันฤกษ์ดี เช่นนั้นคุณหนูอันก็เป็อิสระเสียเถอะ” วาจาของไฉเฉิงดูฝืนใจอยู่ไม่น้อย แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อนางเป็คนลั่นวาจาด้วยตัวเองว่าถูกบังคับแต่งงาน และไม่้าแต่งเข้าจวนเป็ภรรยาผู้ใด มู่ไฉเฉิงก็คงยินยอมให้เป็ไปตามนั้น
ไฉเฉิงใช่ว่าจะเป็คนจำพวกมักฝืนใจผู้อื่น ในเมื่อนางไม่้าก็ไม่รู้จะบีบบังคับไปไย อีกทั้งมู่ไฉเฉิงก็ปฏิญาณตนไว้ั้แ่ต้นแล้ว ว่าชาตินี้ทั้งชาติจะไม่แต่งงาน นั่นก็เพราะเลือกแล้วที่จะทุ่มเทจิติญญาให้แก่บ้านเมือง รับใช้แผ่นดินและรับใช้องค์กษัตริย์จนตัวตาย อันชายชาตินักรบเช่นเขาไม่รู้ว่าจะตายวันตายพุ่งเมื่อใด เช่นนั้นจะไม่ยอมมอบความสิ้นหวังให้ผู้ใดเด็ดขาด
“ดี เช่นนั้นตัวข้าเหนิงกว่านเฟยขอบคุณน้ำใจท่านแม่ทัพที่ยอมหลีกทางให้” กว่านเฟยพูดสวนกลับไปทันควัน ไม่เว้น่ให้ลี่หลินได้แก้ตัว จากนั้นก็กระชากนางขึ้นอานม้าจากไปโดยไม่ล่ำลา
แต่ช่างเถอะ! ในระยะเวลาอันสั้นพบพานกันถึงสามหน เพียงเท่านี้ก็สมควรมั่นใจได้แล้วว่ามู่ไฉเฉิงคือโชคชะตาฟ้าลิขิตของนาง และสิบปีที่ผันผ่านอันลี่หลินจะไม่ยอมให้มันสูญเปล่าแน่ ดังนั้นการจะเข้าใกล้มู่ไฉเฉิงจำเป็ต้องมีแผนการและรู้จักรุกรู้จักถอย
ลี่หลินไม่ใช่สตรีปอดแหกที่จะยอมแพ้อะไรง่าย ๆ วิชาแพทย์ วิชากระบี่ และวิชาเอาตัวรอดที่นางพากเพียรฝึกฝนตลอดหลายปีนี้ ไม่ใช่เพื่อเอาตัวรอดอย่างเดียว แต่ทั้งหมดนี้ต่างลงทุนลงแรงเพื่อให้ได้เป็คนที่คู่ควรกับชายในฝันอย่างมู่ไฉเฉิง
แม้ว่าสิบปีให้หลังค่อยรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของเขาก็ยังไม่สาย อย่างน้อยวันนี้ก็ได้รู้แล้วว่าเขาคือมู่ไฉเฉิงแม่ทัพใหญ่ในแผ่นดิน สมแล้วที่ได้ครองตำแหน่งวีรบุรุษในใจนาง
"กว่านเฟย…ส่งข้าที่โรงเตี้ยมเถอะ"
ลี่หลินมีทางเดินเป็ของตัวเอง นางไม่หวังพึ่งพิงกว่านเฟยให้ลำบากใจ อย่างไรในสายตาของลี่หลินคนนี้ก็ให้กว่านเฟยเป็ได้แค่สหายสนิทเท่านั้น ั้แ่เล็กจนโตเป็กว่านเฟยที่คอยปรากฏตัวต่อหน้านางเสมอ และเป็กว่านเฟยที่คอยอยู่ข้าง ๆ นางเสมอ เพราะเขาดีกับนางเช่นนี้ อีกทั้ง...สองสกุลก็เป็เครือญาติกันั้แ่สมัยบรรพบุรุษ ลี่หลินจึงมองความสัมพันธ์ญาติสนิทมิตรสหายให้เป็อื่นไม่ได้จริง ๆ อย่างมากก็เป็ได้แค่พี่น้องเท่านั้น
กว่านเฟยกระตุกเชือกให้ม้าหยุด ในหัวของเขากำลังคิดเื่เก่าเมื่อครั้งในอดีต ปีนั้นทั้งคู่ต่างยังเด็กนัก แต่ถึงจะยังเป็เด็ก...กว่านเฟยก็ไม่เคยมองลี่หลินเป็พี่สาวเลย เ้าเด็กกว่านเฟยหลงรักลี่หลินั้แ่นั้นเป็ต้นมา
น่าเสียดายที่พักหลังสองสกุลไม่ค่อยไปมาหาสู่กันเหมือนอย่างในอดีต เพราะต่างฝ่ายต่างก็ยุ่งเื่ของตัวเอง ส่วนกว่านเฟยเองก็ถูกส่งไปร่ำเรียนที่สำนักศึกษาอันไกลโพ้น ทั้งคู่แยกจากกันนานนับสิบปี บัดนี้กว่านเฟยกลับถึงเมืองหลวง ตั้งใจว่าจะหารือกับบิดาสู่ขออันลี่หลินแต่งเข้าจวนสกุลเหนิงเป็ฮูหยินเอก คาดไม่ถึงว่านางจะแต่งกับผู้อื่นตัดหน้า
อีกประการหนึ่งกว่านเฟยรู้สึกผิดมาโดยตลอด รู้สึกผิดที่สิบปีมานี้เหินห่างกับลี่หลิน ่เวลาที่ยากลำบากของนางต่างเคยมีกว่านเฟยอยู่ในนั้น ยกเว้น่เวลาที่ยาวนานในตำบลเจียถู ไม่รู้ว่านางต้องประสบพบเจอกับอะไรมาบ้าง ถ้าอย่างนั้นกลับมาพบกันหนนี้เหนิงกว่านเฟยจะเป็ฝ่ายชดเชยให้นางโดยไม่มีข้อแม้
เช้าวันรุ่งขึ้นลี่หลินนั่งลูบท้องเบา ๆ ด้วยความหิวโหย สายจนตะวันโด่งป่านนี้...ฉไหนเสี่ยวเอ้อ (พนักงานโรงเตี้ยม) ไม่ยกข้าวปลาอาหารขึ้นมาส่งแขก ลี่หลินกระทืบเท้าตึงตังด้วยความหงุดหงิดเดินตรงไปที่บานประตู ยังไม่ทันััสันไม้สน บานประตูก็ถูกผละจากด้านนอก เป็เหนิงกว่านเฟย เสนอหน้ายกอาหารจานเด็ดเข้ามาให้นางด้วยตัวเอง
"อย่าบอกนะว่าเ้าเป็คนลงมือทำทั้งหมดนี้" ลี่หลินถลึงตาถาม พลางเม้มริมฝีปากกักน้ำลายไว้ในปาก
"มันก็แน่อยู่แล้ว ฮูหยินของข้าเหนิงกว่านเฟยต้องได้กินอาหารที่ดีที่สุด" เ้าหนุ่มหน้าละอ่อนคุยโวด้วยสีหน้าพึงพอใจ
"ฮูหยินกับผีนะสิ! เลิกลั่นวาจาเพ้อเจ้อ แล้วกินซะ" ลี่หลินหัวเราะจนตาหยี นางเหมารวมว่ากว่านเฟยพูดเล่นอยู่ร่ำไป มือข้างซ้ายถือน่องไก่ยัดเข้าปากกว่านเฟย มือขวาหยิบคอเป็ดขึ้นมาแทะ
"เสี่ยวหลิน เ้าดูเปลี่ยนไปมากนัก" กว่านเฟยประหลาดใจที่ได้เห็นลี่หลินกินมูมมามราวคนอดอยาก
"ขออภัย อยู่ตำบลเจียถูนานไปหน่อย ไม่ค่อยชินกับมารยาทของเมืองหลวงนัก ข้ากับเ้าก็คนกันเองทั้งนั้นหวังว่าจะไม่ถือสา" ลี่หลินมองโลกในแง่ดี ต่างจากเมื่อก่อนราวเปลี่ยนเป็คนละคน ขณะกินก็พูดไปพลางหัวเราะไปพลาง หากสำลักก็แค่ยกชาร้อนขึ้นมาซดล้างปากล้วงคอ
ขณะนั่งซดซุปกระดูกวัวอย่างเอร็ดอร่อย เสียงฆ้องดังแว่วกังวานเป็ระลอก ไม่นานนักเสียงป่าวประกาศก็ดังนำลิ่วขึ้นมาดึงดูดความสนใจคน
"พวกท่านทั้งหลายจงฟัง บัดนี้กองทัพหลวงถึงคราวเปิดรับทหารใหม่เข้าสู่กองทัพ ลูกหลานชาวเหอโจวจะได้เป็ชายชาตินักรบ ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ผู้ใดเต็มใจเข้าร่วมกองทัพ สวามิภักดิ์ใต้บัญชาของท่านแม่ทัพมู่ จงก้าวเท้าออกมาข้างหน้า รับป้ายคัดเลือก"
"อยู่ใต้บัญชามู่ไฉเฉิงงั้นหรือ!" ลี่หลินนิ่งงันเงี่ยหูฟัง จู่ ๆ นางก็เกิดความสนใจประการหนึ่งขึ้นมา นั่นคือเข้าร่วมกองทัพ พิชิตหัวใจมู่ไฉเฉิงด้วยการลอยหน้าลอยตา นางถือคติที่ว่าตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก!