การเกิดใหม่อีกครั้งของนักอัญเชิญอสูร

    ตอนที่ 26 ชื่อเสียงที่เลื่องลือของหญิงสาวทั้งสาม

    ห้องพักสำหรับผู้เตรียมขึ้นประลองของหวังเหว่ยและหญิงสาวทั้งสาม
           “เจ้าทำได้ดีมากฉิงเหม่ย ต่อไปข้าจะให้เจ้าต่อสู้กับผู้ที่มีระดับเลเวลมากขึ้นเรื่อยๆ เจ้าเตรียมพร้อมรอรับมือได้เลย”
           “รับทราบเจ้าค่ะ นายท่าน” 
           “อีกสักครู่พนักงานของลานประลองก็คงจะมาถึงยังห้องนี้ และพาเหม่ยหลินไปประลองเป็นคู่ต่อไป เหม่ยหลินในตอนนี้เจ้านั่งสมาธิปรับสมดุลของพลังปราณอสูรรอได้เลย”
           “เจ้าค่ะ นายท่าน เหม่ยหลินจะต่อสู้อย่างเต็มที่ ไม่ทำให้นายท่านผิดหวัง”
           เวลาสิบนาทีผ่านไป
           ก๊อก ก๊อก ก๊อก
           “เชิญเข้ามาได้เลยขอรับ ท่านพนักงาน”
           “ข้ามารับตัวแม่นางเหม่ยหลินขึ้นเวทีประลองขอรับ”
    ภายในลานประลอง
           เหล่าผู้รอชมการประลองในเวลานี้มีมากยิ่งกว่าตอนที่ฉิงเหม่ยได้ขึ้นประลอง เนื่องจากข่าวเรื่อง นักเรียนอัจฉริยะของสถาบันอสูรหมีขาวพ่ายแพ้การประลองกับหญิงสาวปริศนา ทำให้มีผู้คนจำนวนมาก 
           มาที่ลานประลองเพื่อเฝ้ารอรับชมการประลองคู่ถัดไป ทำให้ตอนนี้ภายในลองประลองไม่มีที่ว่างเหลือให้ผู้คนได้เข้ามารับชมเพิ่ม จนต้องติดตั้ง "อุปกรณ์กระจกถ่ายทอดสด " ภายนอกลานประลองขึ้นหลายแห่ง เพื่อถ่ายทอดสดการประลอง ให้ผู้ที่ไม่สามารถเข้ามารับชมการประลองภายในลานประลองได้ มาไม่เสียเที่ยว! 
           “สวัสดีผู้เข้าชมในวันนี้ทุกท่านขอรับ ข้าหลี่ผิงรับหน้าที่เป็นผู้ตัดสินในวันนี้ ขอเชิญผู้เข้าแข่งขันทั้งสองขึ้นเวทีประลองได้เลยขอรับ”
           “เฮ้ เฮ้ เฮ้ ฮี้ว ฮี้ว ฮี้ว เริ่มการประลองเลยพวกเรารอกันนานแล้ว”
           “นั่น พวกเจ้าดูนั่น โอ้ววว โอ้ว หญิงสาวคนที่ประลองในรอบนี้ก็ดูงดงามไม่แพ้คนที่แล้วเลย”
           “ใช่แล้ว พวกนางมาจากที่ใดกันทำไมพวกเราถึงไม่เคยได้พบเห็นหรือเคยได้ยินเรื่องของพวกนางมาก่อน”
           “บางทีพวกนางอาจจะมาเปิดตัวเริ่มสร้างชื่อเสียงที่นี่เป็นที่แรกก็เป็นได้ ช่างเป็นโชคดีของพวกเราจริงๆ ที่ได้มาเป็นสักขีพยานในเรื่องนี้”
           “พวกเจ้าดูนั่นเพ่ยฉีปรากฏตัวแล้ว ดูจากสีหน้าท่าทางแล้วคงเป็นกังวลไม่น้อยคงเพราะเหวินถังพ่ายแพ้ไปแล้ว ถ้าเพ่ยฉียังแพ้อีกสถาบันอสูรหมีขาวคงเสียหน้าอยู่ไม่น้อย”
           “ในตอนนี้ทั้งสองได้ขึ้นเวทีประลองเรียบร้อยแล้ว ข้าหลี่ผิงขอประกาศเริ่มการประลอง ณ บัดนี้”
           เพ่ยฉีได้พินิจมองเหม่ยหลินอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากได้ยินประกาศเริ่มการประลอง เพ่ยฉีได้ใช้กระบวนท่าตั้งรับของ "ทักษะหมัดหมีเกราะเหล็ก" ขั้นที่หนึ่ง "ตั้งรับดุจหินผา" ในทันที เพื่อรอดูท่าทีของเหม่ยหลิน
           เหม่ยหลินที่เห็นดังนั้น จึงได้ใช้ทักษะต่อสู้เฉพาะตัวของสัตว์อสูรสุนัขจิ้งจอก "ทักษะมารยาแห่งความเสน่หา" ขั้นที่หนึ่ง "การยั่วยวน"  
           “อั้ค... นี่มันอะไรกัน” เพ่ยฉีที่กำลังใช้กระบวนท่าตั้งรับของ "ทักษะหมัดหมีเกราะเหล็ก" ขั้นที่หนึ่ง "ตั้งรับดุจหินผา" ถึงกับซวนเซเปิดช่องโหว่ของกระบวนท่าในทันที เมื่อถูก "ทักษะมารยาแห่งความเสน่หา" ขั้นที่หนึ่ง "การยั่วยวน" ของเหม่ยหลินเข้าไป
           เหม่ยหลินได้อาศัยจังหวะที่เพ่ยฉีเปิดช่องว่าง เข้าไปประชิดตัวเพ่ยฉีและใช้ "ทักษะเพลงเตะจิ้งจอกเหินหาว" กระบวนท่าที่สาม "ล่องลอยสู่ดวงดาว" โจมตีเพ่ยฉีอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง จนเพ่ยฉีลอยขึ้นไปกลางอากาศสูงเหนือศีรษะของนาง 
           “อ๊ากก ข้ายอมแพ้แล้วได้โปรดเมตตาด้วย” 
           ได้ยินดังนั้นเหม่ยหลินจึงได้หยุดใช้ "ทักษะเพลงเตะจิ้งจอกเหินหาว" กระบวนท่าที่สาม "ล่องลอยสู่ดวงดาว" และถอยหลังออกไปหลายเมตรเพื่อรอฟังประกาศจบการประลองจากผู้ตัดสินการประลอง
           เพ่ยฉีได้ร่วงลงมานอนหมดสภาพอยู่กลางเวทีลานประลอง แต่โชคยังดีเพราะได้ฝึกฝนทักษะต่อสู้สายเพิ่มความแข็งแกร่งทางด้านร่างกายเป็นหลักจึงทำให้ไม่ได้รับบาดเจ็บมากนัก 
           “แม่นางเหม่ยหลินเป็นผู้ชนะในการประลองครั้งนี้และได้รับค่าคะแนนผลงาน 1,300คะแนน ของเพ่ยฉีเป็นรางวัล” หลี่ผิงผู้ตัดสินการประลองได้ประกาศขึ้นเสียงดังกลางลานประลอง ผู้มาชมการประลองเมื่อได้ยินดังนั้นจึงได้เริ่มพูดคุยกัน
           “โอ้วววว หนึ่งกระบวนท่าอีกแล้ว พวกเจ้าเห็นหรือไม่ อยู่ดีๆเพ่ยฉีก็เปิดช่องว่างให้นางโจมตี วันนี้เกิดอะไรขึ้นกับนักเรียนอัจฉริยะของสถาบันอสูรหมีขาวกันแน่”
           “นางชื่อว่าเหม่ยหลิน ข้าจะจดจำชื่อของนางไว้ ต่อไปไม่ว่าเมื่อใดที่นางขึ้นประลอง ถ้าข้ามีเวลาข้าจะต้องไปชมการประลองของนางให้ได้อย่างแน่นอน !” 
           “ว่าแต่ผู้ดูแลของนาง เด็กหนุ่มคนนั้นเป็นใครกัน ทำไมนางถึงได้ดูเชื่อฟังเด็กหนุ่มคนนั้นนัก”
           “พวกเจ้าเงียบกันก่อนแม่นางคนที่สามกำลังจะขึ้นประลองแล้ว มาดูกันว่าครั้งนี้ผลการประลองจะเป็นเช่นไร”
           “เหม่ยจูตั้งใจต่อสู้ให้ดีล่ะ เมื่อจบการประลองของเจ้า ข้าจะพาพวกเจ้าทั้งสามไปกินซาลาเปาแสนอร่อยของโปรดข้าที่โรงเตี้ยม”
           “เจ้าค่ะ ท่านหวังเหว่ย”
           พรึบ พรึบ พรึบ
           “ว้าว พวกเจ้าดูนั่น ทักษะวิชาตัวเบาของแม่นางคนนี้ช่างล้ำเลิศจริงๆ เพียงไม่กี่ก้าวก็ขึ้นมาถึงเวทีประลองได้แล้ว”
           พรึบ พรึบ พรึบ พรึบ พรึบ
           “ทางด้านของเฟิงเป้าก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน ทักษะวิชาตัวเบาถือว่ายอดเยี่ยมใช้ได้เลย”
           “ในตอนนี้ทั้งสองได้ขึ้นเวทีประลองเรียบร้อยแล้ว ข้าหลี่ผิงขอประกาศเริ่มการประลอง ณ บัดนี้”
           เฟิงเป้าได้มีอาการเหนือยหอบเล็กน้อยขณะขึ้นมาถึงเวทีประลอง เนื่องจากฝืนใช้ทักษะวิชาตัวเบาเกินขีดความสามารถของตนเอง หลังจากได้ยินประกาศเริ่มกลางประลอง เฟิงเป้าได้พุ่งเข้าประชิดตัวของเหม่ยจูอย่างรวดเร็วและได้ใช้ "ทักษะหมีอสรพิษจู่โจม" ขั้นที่หนึ่ง "เลื้อยฉกเมฆา" จู่โจมเหม่ยจูอย่าวต่อเนื่อง 
           เหม่ยจูที่เห็นเฟิงเป้าเร่งจู่โจมเพื่อหยั่งเชิงนาง เหม่ยจูจึงได้ใช้ทักษะวิชาตัวเบาเฉพาะตัว "ทักษะมายาลวงตาแห่งจิ้งจอก" หลบหลีกการจู่โจมของเฟิงเป้าได้อย่างง่ายดาย 
           เฟิงเป้าเมื่อเห็นเหม่ยจูสามารถหลบหลีก "ทักษะหมีอสรพิษจู่โจม "ขั้นที่หนึ่ง "เลื้อยฉกเมฆา" ได้อย่างง่ายดาย จึงได้เปลี่ยนมาใช้ "ทักษะหมีอสรพิษจู่โจม" ขั้นที่สอง "เลื้อยฉกฉับพลัน" ในทันที 
           ในขณะที่เหม่ยจูเห็นเฟิงเป้ากำลังจะเปลี่ยนกระบวนท่าของทักษะ นางจึงได้ฉวยโอกาสใช้ทักษะต่อสู้เฉพาะตัวของสัตว์อสูรสุนัขจิ้งจอก "ทักษะมารยาแห่งความเสน่หา" ขั้นที่หนึ่ง "การยั่วยวน" ในทันที
           “อั้ค! เกิดอะไรขึ้นกับข้า ทำไมข้าถึงรู้สึกว่านางช่างงดงามมากกว่าเดิมยิ่งนัก”
           เหม่ยจูเมื่อเห็นเฟิงเป้าเสียจังหวะไปชั่วขณะ จึงได้เข้าประชิดตัวของเฟิงเป้าจากนั้นเหม่ยจูได้ใช้ "ทักษะเพลงหมัดจิ้งจอกนิทรา" กระบวนท่าที่หนึ่ง "หลับฝันในนิทรา" 
           ตุบ ตุบ ตุบ ตุบ ตุบ 
           หลังจากเฟิงเป้าโดน "ทักษะเพลงหมัดจิ้งจอกนิทรา" กระบวนท่าที่หนึ่ง "หลับฝันในนิทรา" เข้าไป เฟิงเป้าจึงได้สลบกลางอากาศและล้มลงกลางเวทีประลองในทันที
           “แม่นางเหม่ยจูเป็นผู้ชนะในการประลองครั้งนี้และได้รับค่าคะแนนผลงาน 1,250คะแนน ของเฟิงเป้าเป็นรางวัล” หลี่ผิงผู้ตัดสินการประลองที่เริ่มชินกับผลของการประลอง ได้ประกาศขึ้นเสียงดังกลางลานประลอง ผู้ที่มาชมการประลองเมื่อได้ยินดังนั้นจึงได้เริ่มการพูดคุยกันขึ้นอีกครั้ง
           “หนึ่งกระบวนท่าอีกแล้ว พวกเจ้าเห็นหรือไม่ อยู่ดีๆ เฟิงเป้าก็เปิดช่องว่างให้นางโจมตี ข้าว่านี่อาจจะไม่ใช่เหตุบังเอิญ บางทีเพ่ยฉีกับเฟิงเป้าอาจจะถูกทักษะบางอย่างของพวกนางเข้าถึงได้เป็นเช่นนั้น” 
           “พวกข้าเห็นด้วยกับความคิดของเจ้า พวกนางช่างร้ายกาจจริงๆ ในอนาคตต่อไปวันข้างหน้าพวกนางจะต้องได้กลายเป็นยอดฝีมือของอาณาจักรมนุษย์ของพวกเราเป็นแน่”
           “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ทำได้ดีมากเหม่ยจู ได้เวลาแล้วพวกเรากลับไปหาฉิงเหม่ยกับเหม่ยหลินที่ห้องพักของพวกเรากัน หลังจากคุยกับผู้ดูแลเสร็จพวกเราจะได้กลับไปยังโรงเตี้ยมเพื่อกินซาลาเปาแสนอร่อยกัน”
           “เจ้าค่ะ ท่านหวังเหว่ย”
    ห้องพักสำหรับผู้เตรียมขึ้นประลองของหวังเหว่ยและหญิงสาวทั้งสาม
           “ท่านผู้ดูแลขอรับนี่เงิน 1,900เหรียญทอง ที่ท่านได้นำมาฝากเดิมพันไว้ ท่านต้องการให้พวกนางประลองแบบทีมต่อเลยหรือไม่ขอรับ ?”
           หวังเหว่ยที่พึ่งนึกขึ้นได้ว่ายังเหลือการประลองแบบทีมและตัดสินใจที่จะให้หญิงสาวทั้งสามขึ้นประลองแบบทีมให้จบก่อน จากนั้นค่อยกลับไปกินซาลาเปาแสนอร่อยที่โรงเตี้ยม 
           ในตอนนั้นเองขณะที่หวังเหว่ยกำลังจะตอบรับการประลองแบบทีมตามที่พนักงานของลานประลองได้ถาม ได้มีการสื่อสารทางจิตจากพยัคฆ์ครามดังขึ้นภายในจิตใจของหวังเหว่ย
           “นายท่านขอรับนี่ข้าพยัคฆ์ครามเองขอรับ ที่เมืองจันทราอสูรมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นขอรับ”
           “มีเรื่องอะไรงั้นรึ” 
           “หน่วยสืบข่าวของพวกเราได้แจ้งว่า กลุ่มสำรวจของหญิงสาวที่ชื่อว่าหลี่น่า ได้พบเจอกับสัตว์อสูรปีศาจที่ออกมาจากภายในเมืองโบราณขอรับ”
           “อะไรนะสัตว์อสูรปีศาจ? เมืองโบราณ! นางเป็นอย่างไรบ้างได้รับบาดเจ็บหนักหรือไม่ ?”
           “ตามที่ข้าได้รับแจ้งจากหน่วยสืบข่าวของพวกเรา กลุ่มสำรวจของพวกนางกลับมาอย่างปลอดภัยขอรับ”
           “ข้าเข้าใจแล้ว เจ้ารีบสืบเรื่องตำแหน่งของเมืองโบราณและนำข่าวมาแจ้งกับข้าโดยเร็ว”
           “ทราบแล้วขอรับนายท่าน”
           ภายหลังจากพูดคุยกับพยัคฆ์ครามทางจิต หวังเหว่ยได้มองไปยังใบหน้าพนักงานของลานประลองที่กำลังยืนรอคำตอบของหวังเหว่ยเรื่องการประลองแบบทีมของหญิงสาวทั้ง3คน หลังจากที่ยืนรอคำตอบอยู่ครู่หนึ่ง พนักงานของลานประลองจึงได้ถามหวังเหว่ยขึ้นอีกครั้งว่า
           “เอ่อ... ท่านผู้ดูแลขอรับ ตกลงท่านต้องการให้พวกนางประลองแบบทีมต่อหรือไม่ขอรับ”
           “ข้าขออภัยด้วยที่ต้องปฎิเสธการขึ้นประลองแบบทีมของพวกนางในวันนี้ขอรับ ข้าพึ่งนึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องจำเป็นบางอย่างต้องรีบไปทำ ขอบคุณท่านมากที่ช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องของการประลองในวันนี้ของพวกเราขอรับ” พนักงานของลานประลองได้มีสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย เมื่อหวังเหว่ยปฎิเสธการขึ้นประลองแบบทีมของหญิงสาวทั้งสาม จากนั้นพนักงานของลานประลองได้ยิ้มให้กับหวังเหว่ยรวมถึงหญิงสาวทั้งสามและพูดขึ้นว่า
           “ทราบแล้วขอรับ ลานประลองของเรายินดีต้อนรับท่านและหญิงงามทั้งสามเสมอขอรับ นี่คือ "บัตรห้องชมการประลองพิเศษ" ของลานประลองของเรา ที่ท่านผู้จัดการเฟิงได้บอกให้ข้านำมามอบให้กับพวกท่านขอรับ” 
           เมื่อได้ยินดังนั้นหวังเหว่ยจึงได้รับ "บัตรห้องชมการประลองพิเศษ" มาจากพนักงานของลานประลอง และพูดได้ขึ้นว่า
           “ข้าขอรบกวนท่านพนักงาน ช่วยขอบคุณท่านผู้จัดการเฟิงแทนพวกเราด้วยขอรับ” 
           หลังจากพูดจบหวังเหว่ยได้พาหญิงสาวทั้งสามออกจากลานประลอง จากนั้นหวังเหว่ยรวมถึงหญิงสางทั้งสามได้ย้ายไปพักยังโรงเตี้ยมอีกแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า โรงเตี้ยมนภา จากนั้นหวังเหว่ยได้สั่งซาลาเปาจำนวนมากมาเลี้ยงพวกนางตามที่ได้สัญญาเอาไว้
           หวังเหว่ยนั่งกินซาลาเปาอย่างเอร็ดอร่อย ท่ามกลางรอยยิ้มที่มีความสุขของ ฉิงเหม่ย เหม่ยหลิน เหม่ยจู ที่นั่งมองหวังเหว่ยกินซาลาเปาที่บอกว่าจะเลี้ยงพวกนางอย่างมีความสุข
           ภายหลังจากที่ หวังเหว่ย ฉิงเหม่ย เหม่ยหลินและเหม่ยจู ออกจากลานประลองไปแล้ว ข่าวเรื่องมีการประลองชนะนักเรียนหัวกระทิของสถาบันอสูรหมีขาวอย่างง่ายดายของ ฉิงเหม่ย เหม่ยหลินและเหม่ยจู ได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองอสูรหมีเพลิงอย่างรวดเร็ว 
           ทำให้กลุ่มอำนาจหลายกลุ่มภายในเมืองอสูรหมีเพลิงให้ความสนใจในเรื่องนี้ และเริ่มสืบหาที่มาที่ไปของหญิงสาวทั้งสาม รวมถึงหวังเหว่ยที่เป็นผู้ดูแลของพวกนาง