“แม่นางน้อย พวกเราขอเนื้อย่างที่เหลือได้หรือไม่?”
จิงซาเอ่ยปากขอเนื้อย่างอย่างมีมารยาท เมื่อเดินมาถึงกองไฟพร้อมกับคนอื่น ๆ เด็กสาวพยักหน้า ทุกคนจึงนั่งลง ชางซิวรีบหยิบเนื้อย่างชิ้นใหญ่ให้หรงซวี่ ข้างกองไฟจึงเหลือเนื้อเพียงสองชิ้น“องค์ชายสาม เนื้อย่างพ่ะย่ะค่ะ” จิงซาส่งเนื้อย่างให้หรงจื่อ แล้วแบ่งเนื้อย่างชิ้นที่เหลือกินคนละครึ่งกับตงเย่หรงจื่อรับเนื้อย่างมาแต่ไม่ได้กิน เขาจ้องมองเด็กสาวตรงหน้าอย่างสนใจ “หัวใจข้าเต้นแรงอีกแล้ว”เทียนหลินก้มหน้ามองกองไฟหลบสายตาคมที่ทำนางขนลุก “บนหน้าข้ามีดอกไม้ขึ้นอยู่หรือไร? ถึงได้จ้องข้าแบบนี้”“แม่นางน้อย เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่กลางป่าลึกเช่นนี้คนเดียว?” เสียงของจิงซาทำให้หรงจื่อได้สติ“เจ้าเดินทางมากับกลุ่มใด? แล้วคนอื่น ๆ ในกลุ่มไปไหนกันหมด” ตงเย่ถามด้วยความสงสัย“คงเป็นตัวซวยจนโดนกลุ่มทิ้งไว้กลางป่าสินะ พวกผู้หญิงช่างไร้ค่า ดีแต่เป็นตัวถ่วงผู้อื่น” ชางซิวสัมผัสพลังยุทธ์ของเทียนหลินไม่ได้ และไม่เคยคิดว่าเด็กสาวอายุน้อยเพียงนี้จะมีปราณซ่อนพลังได้ จึงคิดไปเองว่าเทียนหลินเป็นพวกไร้พลัง เขาจึงกล้าไร้มารยาทกับนางตั้งแต่แรก ในความคิดของชางซิว สตรีเป็นพวกไร้ค่า มีดีแค่ไว้อุ่นเตียงเพียงเท่านั้น เด็กสาวคนนี้ก็คงเหมือนกับซู่ซินที่เป็นตัวซวยจนโดนกลุ่มทิ้งไว้กลางทาง“ระวังปากของเจ้าด้วย เมื่อครู่เจ้าพึ่งกินเนื้อย่างของนาง และยังนั่งพักข้างกองไฟของนางอยู่”เสียงเย็นชาแสดงความไม่พอใจของหรงจื่อทำให้ทุกคนตกตะลึง โดยเฉพาะชางซิว เขาถึงกับหน้าเสีย องค์ชายสามผู้ไม่เคยสนใจสตรี เอ่ยปากตำหนิเขาเพื่อเด็กหญิงไร้ค่า!? หรงซวี่มองพิจารณาเด็กสาวตรงหน้าอย่างละเอียด นางเป็นเด็กสาวอายุราวสิบสามสิบสี่ รูปร่างเล็กบาง ผิวขาวเนียน เครื่องหน้าจัดได้ว่างดงาม ถ้าโตเต็มวัยคงจะงามล่มเมือง คนไร้พลังแบบนางสามารถเข้ามาถึงป่าชั้นในได้อย่างไร? แม้จะเกิดความสงสัยแต่เขาก็คิดเช่นเดียวกับชางซิวว่านางไม่สามารถมีปราณซ่อนพลังได้เทียนหลินได้ยินหรงจื่อตำหนิชายปากร้ายไร้มารยาทเพื่อตน ก็รู้สึกดีกับเขาขึ้นมาเล็กน้อย จึงยิ้มให้เขาเป็นการขอบคุณ หรงจื่อนั่งตัวแข็งทื่อ เมื่อเห็นเด็กสาวยิ้มให้ตน เขาผงกศีรษะตอบรับเล็กน้อย “รอยยิ้มนางงดงามยิ่งนัก”“พี่สาม ข้าว่าพวกเรารบกวนแม่นางน้อยนานพอควรแล้ว เราไปหาที่พักค้างคืนบริเวณอื่นเถอะ พรุ่งนี้พวกเรายังต้องเดินทางต่อ ส่วนเจ้าแม่นางน้อย พรุ่งนี้เช้ารีบเดินทางออกจากป่าให้ไวที่สุด ในป่ายิ่งลึกยิ่งอันตราย” “กระหม่อมเห็นด้วย พวกเราควรรีบพักผ่อนเอาแรงไว้สู้กับสัตว์อสูรในป่าลึกนั่น”หรงซวี่กับชางซิวไม่อยากอยู่ใกล้เด็กสาวไร้พลังนานนัก เพราะกลัวนางจะดึงดูดพวกสัตว์อสูรเข้ามารุมโจมตีเหมือนกรณีของซู่ซิน และกลัวว่าหรงจื่อจะใจอ่อนชวนเด็กสาวให้ร่วมเดินทางไปด้วย จึงเอ่ยปากเร่ง“แม่นางน้อย เจ้าอยากให้เราพาออกไปส่งที่ป่าชั้นนอกหรือไม่?” หรงจื่อถามเด็กสาวด้วยน้ำเสียงอบอุ่น“อะไรนะ! พี่สาม นี่ท่านจะทิ้งพวกเราทุกคนไว้ที่นี่ เพื่อไปส่งเด็กสาวไร้พลังเพียงคนเดียวหรือ?” “น้องห้า เจ้าก็พูดเองว่านางไร้พลัง ถ้าให้นางเดินออกจากป่าไปตามลำพัง นางจะมีชีวิตรอดได้อย่างไร”“แต่นางไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเรานี่พ่ะย่ะค่ะ ทำไมเราต้องไปสนใจชีวิตนางด้วย” ชางซิวเบะปากใส่เทียนหลิน“ชางซิว เราจะเตือนเจ้าเป็นครั้งสุดท้ายว่าควรระวังปาก” ตาคมกริบของหรงจื่อจ้องมองชางซิวจนเขาขนลุกไปทั้งตัวเทียนหลินยิ้มมุมปากพร้อมกับส่ายหน้า นางลุกขึ้นยืนหันหลังให้กองไฟ เดินมุ่งหน้าเข้าป่า เจ้าตัวน้อยรีบกระโดดขึ้นไปยืนบนหัวไหล่นุ่ม “ช้าก่อนแม่นางน้อย” หรงจื่อรีบเดินตามไป“ในป่าแดนลับแห่งนี้ล้วนเต็มไปด้วยอันตราย เจ้าอย่าได้สนใจคำพูดของพวกเขา พรุ่งนี้เราจะพาเจ้าออกไปส่งที่ชายป่าชั้นนอก ศิษย์น้องของเราก็พักรักษาตัวอยู่ที่นั่น เราจะขอให้นางช่วยดูแลเจ้า” ขณะหรงจื่อกำลังพูด มีเสียงฝีเท้าดังมาจากทางด้านหลัง เขาจึงหันกลับไปมองก็เห็นว่าเป็นจิงซา พอหันหน้ากลับมาหาเด็กสาว แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า ร่างเล็กหายไปแล้ว ช่วงเวลาแค่พริบตานางหายไปได้อย่างไร?“องค์ชายสาม แม่นางน้อยไปแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ?”“อืม” หรงจื่อเดินกลับไปนั่งที่กองไฟใช้สมองครุ่นคิดอย่างรอบคอบ เด็กสาวที่สามารถหาเนื้อมาย่างกินได้อย่างสบายใจกลางป่าลึกเพียงลำพังเป็นผู้ไร้พลังยุทธ์จริงหรือ? ปราณซ่อนพลังผู้ใช้ต้องมีพลังขั้นเจ็ดขึ้นไปจึงจะสามารถใช้ได้“แม่นางน้อยเจ้าเป็นใคร? เหตุใดข้าจึงมีความรู้สึกผูกพันกับเจ้า?” เทียนหลินเดินเก็บสมุนไพรบริเวณริมชายป่าชั้นในมาตลอดครึ่งวันเช้า ได้สมุนไพรมามากพอสมควร จึงขึ้นไปนั่งพักกินอาหารบนกิ่งไม้ใหญ่ นางเอาเนื้อหมูป่าที่ย่างไว้เมื่อคืนออกมาจากกำไล วางให้เจ้าตัวเล็กกินสองชิ้น ส่วนตัวเองกินหนึ่งชิ้น“นี่ เจ้าตัวเล็ก ข้าตั้งชื่อเจ้าว่า เสี่ยวเปา แล้วกันนะ เจ้าชอบหรือไม่?” “วีวี่” เจ้าตัวเล็กพยักหน้า และส่งเสียงน่ารักคล้ายกับเข้าใจสิ่งที่นางพูดกับมัน“เสี่ยวเปา เจ้าฟังภาษามนุษย์ออก? เจ้าเป็นสัตว์อสูรประเภทไหนกันแน่นะ?”“ถ้าเจ้ามีของอร่อย ๆ ให้ข้ากินทุกมื้อ เจ้าจะเห็นข้าเป็นตัวอะไรก็ได้ทั้งนั้น เจ้าตัวหอมเนื้อนุ่มนิ่ม”“นี่เสี่ยวเปา เดี๋ยวกินอิ่มแล้ว ข้าจะเดินเข้าไปสำรวจในป่าลึกขึ้นอีกหน่อย ยังมีสมุนไพรในตำราลับอีกหลายชนิดที่ข้ายังหาไม่พบ ข้าอยากเก็บสมุนไพรไปฝากท่านปู่รองให้เยอะ ๆ”เทียนหลินกระโดดลงจากต้นไม้ โดยมีเจ้าเสี่ยวเปานอนอยู่ในอ้อมแขน “ตัวหอมและเนื้อนุ่มนิ่มข้าชอบเจ้า” เด็กสาวก้าวเดินเข้าไปในป่าอย่างระวัง ป่าชั้นในเขตกลางเป็นบริเวณที่สัตว์อสูรขั้นเก้าอาศัยอยู่ และสัตว์อสูรตัวแรกที่นางพบคือ ราชสีห์ขนทอง มันมีลำตัวสูงใหญ่ ขนสีทองวาววับดูงดงาม กรงเล็บสีดำใต้อุ้งเท้าคมกริบ มันคือสัตว์อสูรพิทักษ์ผูเถาหยกเจ้าเสี่ยวเปาที่นอนอยู่ในอ้อมแขนสัมผัสพลังของราชสีห์ขนทองได้ สัตว์อสูรขั้นเก้าตัวนี้มีพลังกายแข็งแกร่ง เหมาะที่จะเป็นคู่ซ้อมให้เจ้านุ่มนิ่มได้ฝึกฝีมือ ถ้านางเอาชนะมันได้ระดับพลังก็จะแข็งแกร่งขึ้น“เสี่ยวเปา ข้าจะไปสู้กับเจ้าตัวโตนั่น เจ้านอนรอตรงนี้นะ” เด็กสาววางมันลงบนกิ่งไม้เหนือศีรษะเจ้าเสี่ยวเปาส่งเสียง “วีวี่” พร้อมโบกอุ้งเท้าเล็ก ๆ ให้กำลังใจ “นุ่มนิ่มสู้ ๆ ฆ่ามันแล้วเอาเนื้อมาย่างให้ข้ากิน”ราชสีห์ขนทองคำรามก้องเมื่อเห็นเทียนหลินเดินเข้ามาใกล้ต้นผูเถาหยก มันกระโจนเข้าโจมตีทันที อุ้งเท้าใหญ่ทรงพลังกางกรงเล็บตะปบฟาดใส่ร่างเล็ก เทียนหลินพลิกร่างหลบ แล้วพุ่งทะยานเข้าปะทะตรง ๆ ปลายเท้าตวัดเตะใส่ราชสีห์ขนทอง “พลั่ก!” เท้าเล็กเตะถูกคางของมันเต็มแรง ร่างมันเซเล็กน้อย กระบี่ในมือเล็กกวัดแกว่งฟาดฟันใส่ร่างมันอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้า“โฮกกก” เสียงคำรามดังสนั่นลั่นป่า ราชสีห์ขนทองอ้าปากกว้างหอบหายใจ เขี้ยวที่ยื่นออกมานอกปากดูดุร้ายน่ากลัว มันกำลังเดือดดาลถึงขีดสุดหลังต่อสู้กับเทียนหลินมานานหลายชั่วยาม ร่างของทั้งสองเต็มไปด้วยบาดแผล สองร่างปะทะกันอย่างดุเดือดบ้าคลั่ง มันตะปบกรงเล็บใส่มือที่ถือกระบี่ของเด็กสาว กรงเล็บแหลมกรีดแขนของนางจนเป็นแผลยาวไปถึงข้อศอก ร่างเล็กล่าถอยไปเล็กน้อย ก่อนพุ่งปราดเข้าโจมตีอย่างรวดเร็วราวสายฟ้าอีกครั้งประกายกระบี่เยียบเย็นฟาดฟันอย่างรุนแรงเข้าใส่ลำตัวของราชสีห์ขนทองจนเป็นแผลเหวอะ เลือดไหลนองเป็นทาง มันแผดเสียงคำรามด้วยความเจ็บปวด ร่างเล็กถีบกระแทกลำตัวของราชสีห์ขนทองอย่างเต็มแรง ร่างของมันเอียงล้มลงกับพื้น เด็กสาวได้จังหวะแทงกระบี่ยาวทะลุหัวใจมันทันที “โฮกกก” เสียงแผดร้องครั้งสุดท้ายดังสะเทือนก้องป่าเจ้าเสี่ยวเปารีบกระโดดขึ้นไปยืนบนร่างของราชสีห์ขนทอง พลางส่งเสียง “วีวี่ ๆ” กรงเล็บน้อย ๆ ชี้ไปที่ขาหลังของเจ้าราชสีห์ร่างยักษ์“เจ้าอยากกินเนื้อราชสีห์ย่างหรือ?” เสี่ยวเปาพยักหน้า กระโดดโลดเต้นไปมา ปากส่งเสียงร้องไม่หยุด“ได้ ๆ แต่ตอนนี้ข้าขอไปเก็บผลผูเถาหยกก่อน” เทียนหลินหยิบยาสมานบาดแผลเม็ดหนึ่งโยนเข้าปาก แล้วเดินไปเด็ดผูเถาหยกใส่ในกำไลใกล้บริเวณที่เทียนหลินต่อสู้กับราชสีห์ขนทอง มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังต่อสู้กับสัตว์อสูรเช่นกัน วานรทมิฬ สัตว์อสูรขั้นเก้า คนกลุ่มนี้คือพวกหรงจื่อ สภาพแต่ละคนดูย่ำแย่ ร่างกายล้วนเต็มไปด้วยบาดแผล “กร๊อบบบ!!……อ๊ากกกกกกก!!” เสียงกระดูกซี่โครงหัก ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนดังลั่น ใต้ฝ่าเท้าวานรทมิฬมีร่างชางซิวนอนกระอักเลือดอยู่ ตงเย่กับจิงซาพุ่งกระบี่เข้าใส่ร่างวานรทมิฬพร้อมกัน คนหนึ่งโจมตีด้านหน้า คนหนึ่งโจมตีด้านหลัง วานรทมิฬดีดร่างกระโดดหลบคมกระบี่ หรงซวี่รีบเข้าไปดึงร่างของชางซิวออกจากรัศมีการต่อสู้ ในขณะที่วานรทมิฬกำลังดีดร่างหลบ หรงจื่อก็พุ่งตัวขึ้นกลางอากาศปักกระบี่ลงบนหลังของมันอย่างแรง ปลายกระบี่แทงทะลุแผ่นหลังมาโผล่ที่ท้องน้อยด้านหน้า “โฮ้งงงงง!” เสียงวานรทมิฬคำรามลั่นด้วยความเจ็บปวด มือใหญ่คว้าข้อเท้าของหรงจื่อไว้ได้ มันเหวี่ยงร่างเขากระเด็นหายเข้าไปในป่า “องค์ชายสาม!!” จิงซากับตงเย่ตะโกนเรียกเสียงหลง“ตูม!!” ร่างของหรงจื่อกระแทกเข้ากับต้นไม้อย่างแรง ก่อนร่วงลงบนพื้น เขาเจ็บจนสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ดวงตาพร่ามัว สติดับวูบไป