บทที่ 24 ยัยหมูน้อย เธอเข้าถึงบทบาทเกินไปหน่อยหรือเปล่า
“แม่จะไม่พูดใช่ไหม” สวี่เจิงแสยะยิ้มมองลู่เสี่ยวเยว่
“งั้นผมพูดเอง เพราะพ่อแท้ ๆ ของฉันช่วยพ่อเธอจนตาย! แม่ฉันกลายเป็หญิงม่าย ถูกคนรังแกจนอยู่ต่อไม่ไหว! ใจมโนธรรมของพ่อเธอน่ะไม่ดีพอ ถึงจะรับดูแลพวกเราไว้ แต่ก็มีเธอออกมา ถ้าไม่ใช่เพราะช่วยเขา พ่อของฉันคงไม่ตาย ฉันก็ไม่ต้องอาศัยใต้ชายคาคนอื่นแบบนี้”
เสียงของสวี่เจิงสั่นเครือเมื่อพูดถึงประโยคสุดท้าย
ถ้าพ่อของเขาไม่ทำเื่อาจหาญ เขาจะกลายเป็ลูกของคนอื่นได้อย่างไร?
สวี่อวี้ฉินน้ำตาไหลอาบสองแก้ม ตวาดลั่นออกมาห้ามว่า “แกเลิกพูดได้แล้ว”
สวี่เจิงยกยิ้มอันแฝงด้วยความเย็นะเื ทำเอาคนหวาดกลัวจนตัวสั่น
สวี่อวี้ฉินะโใส่ลูกสาวอย่างโกรธจัด “แกเอาแต่หาเื่เจียงหนานทั้งวันเพื่ออะไร? แกอายุสิบเก้าแล้วนะ ช่วยรู้ความสักทีได้ไหม?”
ลู่เสี่ยวเยว่มองมารดาที่ไม่เคยเกรี้ยวโกรธเธอมาก่อน วันนี้กลับมาแผดเสียงใส่เธอ เธอทั้งหวาดกลัวและเสียใจ สะอื้นไห้พลางวิ่งกลับเข้าบ้าน
ในลานบ้านเหลือเพียงสวี่อวี้ฉินกับสวี่เจิงเท่านั้น
สวี่อวี้ฉินร่ำไห้พร่ำขอโทษ “เสี่ยวเจิง แม่ขอโทษ เป็แม่เองที่ไร้ความสามารถ ตอนนั้นแม่เลี้ยงแกด้วยตัวคนเดียวไม่ไหว แถมยังถูกคนรังแกอีก แม่ถึงได้ตั้งใจแต่งงานใหม่ เป็ความผิดของแม่เอง...”
สวี่เจิงไม่รั้งอยู่ฟังจนจบ เขาหันกายกลับเข้าบ้านไป
สวี่อวี้ฉินยืนอยู่คนเดียวในลานบ้าน ฟังเสียงประตูถูกปิดเต็มแรง น้ำตาพรั่งพรูลงมาไม่ขาดสาย
...
ทางฝั่งบ้านเก่า หลังจากฉาบผนังเรียบร้อยแล้ว เจียงหนานก็จัดเกี๊ยวขึ้นโต๊ะ
ขณะนี้เพิ่งจะเที่ยงวัน ปกติจะยังไม่ได้ทำอาหารเย็น
เกี๊ยวของเจียงหนานทำพร้อมั้แ่เช้า ฉินเฟิงเป็แขก กินเสร็จแล้วต้องรีบกลับบ้าน ด้วยเหตุนี้ เจียงหนานจึงต้มเกี๊ยวทันทีที่งานเสร็จ
เวลานี้ ในบ้านดินอันคับแคบ คนสี่คนนั่งรอบโต๊ะเล็กบนเตียงเตา
ในบ้านไม่มีอาหารอะไรอื่น เจียงหนานฉุนกลิ่นน้ำแกงเลยใส่น้ำมันพริกเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความอร่อยให้เกี๊ยวในน้ำแกง
เธอเตือนลู่ฮ่าวว่า “คุณเป็แผลอยู่ อย่าใส่พริกล่ะ”
ลู่ฮ่าวเงยหน้ามองหญิงสาวเมื่อได้ฟังคำกำชับ กล่าวอย่างสุภาพว่า “ขอบคุณ”
“หนานหน่าน อร่อยจริง ๆ ปู่ไม่ได้กินเกี๊ยวที่รสเลิศแบบนี้มานานแล้ว”
ผู้เฒ่าลู่กินเกี๊ยวอีกหนึ่งคำ ทำหน้าทำตาราวกับติดอยู่ในความทรงจำ
ฉินเฟิงลองชิมหนึ่งคำก็ชมไม่ขาดปากเช่นกัน เขามองไปทางลู่ฮ่าวแล้วชมว่า “โอ้โห ฝีมือทำอาหารของหมูน้อยบ้านแกไม่เลวเลยจริง ๆ แป้งบางไส้เยอะ อร่อยสุด ๆ”
เจียงหนาน “...”
เธอกระแอมไอเบา ๆ แก้ไขชื่อตัวเองว่า “ฉันไม่ได้ชื่อหมูน้อย ฉันชื่อเจียงหนาน”
ลู่ฮ่าวจะเรียกเธอว่ายัยหมูน้อยก็ช่างเถอะ แต่ทำไมฉินเฟิงต้องเรียกตามด้วย?
“อ้อ เจียงหนานเนอะ” ฉินเฟิงตักเกี๊ยวอีกชิ้นเข้าปาก กินอย่างเพลิดเพลิน ไม่สนใจว่าเธอจะชื่ออะไร
เจียงหนานมองเขาอย่างจริงจัง “ยึดตามความสัมพันธ์ของคุณกับลู่ฮ่าว คุณควรเรียกฉันว่าพี่สะใภ้นะ”
ทันทีที่สิ้นเสียง ฉินเฟิงก็แทบสำลักเกี๊ยวออกมา
เขาเงยหน้ามองเด็กสาวที่ทำหน้าเอาจริงเอาจังอย่างแปลกใจ
ลู่ฮ่าวบอกว่ากำลังเล่นละครตบตากับแม่สาวคนนี้ไม่ใช่หรือ?
เขาแค่นหัวเราะ “แล้วไง ยัยหมูน้อย เธอเข้าถึงบทบาทเกินไปหน่อยหรือเปล่า?”
เจียงหนาน “...”
“เข้าถึงบทบาทอะไรกัน? หมายความว่าอย่างไร?” เจียงหนานทำเป็ไขสือ
ผู้เฒ่าลู่เองก็เห็นด้วย “นั่นน่ะสิ เสี่ยวฉิน เธอต้องเรียกหนานหน่านว่าพี่สะใภ้ มารยาทที่ควรมีก็ต้องมี”
ฉินเฟิงอธิบายด้วยใบหน้าบูดบึ้ง “เดี๋ยวก่อน คุณปู่ลู่ ผมกับลู่ฮ่าวอายุเท่ากันนะครับ”
เรียกพี่สะใภ้อะไรกัน?
ไม่ใช่ภรรยาจริง ๆ เสียหน่อย
ผู้เฒ่าลู่ความจำดี เปิดโปงเขาในประโยคเดียว “หนานหน่านอายุน้อยกว่าสองสามเดือนไม่ใช่หรือ? ต้องเรียกพี่สะใภ้สิ”
พอมีคนคอยหนุนหลัง เจียงหนานก็แง้มหน้าขึ้น ยิ้มน้อย ๆ แล้วมองไปยังฉินเฟิง
ลู่ฮ่าวสนใจแต่การกินเกี๊ยว ไม่ได้ออกหน้าแก้ต่างช่วยเพื่อนแต่อย่างใด
ฉินเฟิงกลอกตาอย่างหมดคำพูด ฉีกยิ้มจอมปลอม ยอมเอ่ยเรียก “พี่สะใภ้”
“ไง” เจียงหนานยกยิ้ม “รีบกินเถอะ ในครัวยังมีอยู่ กินหมดแล้วฉันจะต้มให้อีก”
“คุณปู่ กินเยอะ ๆ นะคะ”
ชายชราพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “ได้สิ กินเยอะ ๆ กินเยอะ ๆ”
พอในบ้านมีผู้หญิงเพิ่มมาคนหนึ่ง บรรยากาศแปรเปลี่ยนจนอบอุ่นขึ้นมาทันที
ผู้เฒ่าลู่ปลื้มใจอย่างไม่อาจหาสิ่งใดมาเปรียบได้
หลังจากกินเกี๊ยวเสร็จ เจียงหนานตั้งใจจะไปล้างหม้อ ทว่าผู้เฒ่าลู่กลับเก็บจานและตะเกียบไปที่ห้องครัว
นับั้แ่ภรรยาคู่ชีวิตลาลับ ชายชราก็ทำอาหารบนเตาอิฐด้วยตัวเอง
ตอนลู่ฮ่าวเข้าเรียน เพื่อไม่ให้การเรียนล่าช้า เขาเลยรับหน้าที่ทำอาหารเองทั้งหมด
ด้วยเหตุนี้จึงติดกลายเป็นิสัย
แน่นอน เขายังกลัวว่าสะใภ้ที่เพิ่งแต่งเข้ามาอย่างเจียงหนานจะทำงานบ้านมากเกินไป
“หนูล้างเองค่ะ คุณปู่พักผ่อนเถอะ” เจียงหนานรีบเก็บชามกับตะเกียบ
“พวกหนุ่มสาวคุยกันไปเถอะ ฉันจะไปล้างชาม ถือโอกาสย่อยอาหารด้วย”
พ่อเฒ่าลู่เข้าไปในครัว เจียงหนานเดินตามหลังไปติด ๆ “หนูไม่มีอะไรจะคุยกับพวกเขาค่ะ หนูไปล้างด้วยนะคะ”
“เ้าเด็กคนนี้ เสี่ยวฮ่าวเป็สามีของเธอ พวกเธอสองคนต้องอยู่ด้วยกันทั้งชีวิต ความรู้สึกค่อย ๆ บ่มเพาะขึ้นมาได้ เขาเป็คนไม่ค่อยพูด นิสัยเ็าอยู่บ้าง ถ้าคุ้นชินแล้วก็ดีขึ้นเอง”
ชายชราพยายามปลูกฝังความสัมพันธ์ของพวกเขาอย่างสุดความสามรถ
“คุณปู่ อนาคตของฉันกับลู่ฮ่าวยังอีกไกล เอาไว้ตอนเย็นค่อยคุยกันก็ได้ ให้หนูล้างเถอะค่ะ คุณปู่ไปเดินย่อยอาหารในลานบ้านนะคะ แต่จำไว้ว่าจะสูบบุหรี่ไม่ได้เด็ดขาด”
“จำไว้แล้ว ไม่สูบแล้วล่ะ”
ภายในบ้าน ฉินเฟิงมองลู่ฮ่าวพลางหัวเราะเยาะ “ฉันคิดว่าแม่สาวอ้วนคนนี้ไม่เลวเลยทีเดียว จริง ๆ แกน่าจะลองพิจารณาอยู่กับเธอต่อก็ได้นะ ฉันเห็นปู่แกยิ้มจนหน้ายับขนาดนั้น หน้าบานเป็กระด้งหมดแล้ว”
ั์ตาลู่ฮ่าวสงบนิ่งไร้ซึ่งเกลียวคลื่น “สายแล้ว แกกลับไปเถอะ”
“จริงสิ เื่วีรกรรมอันหาญกล้าของแกที่โรงแรมหล่งซาน ทางอำเภออาจไม่เพิกเฉยได้ พรุ่งนี้ฝั่งนั้นคงจะส่งคนมาติดต่อแก”
“ฉันรู้”
ก่อนไป ฉินเฟิงเหลือบมองหน้าลู่ฮ่าว อดพูดไม่ได้ว่า “ตัวแกเองก็เป็หมอ หน้าจะดีขึ้นใช่ไหม? ถึงจะบอกว่าลูกผู้ชายมีรอยแผลเป็ไม่ใช้ปัญหาใหญ่อะไร แต่ถ้าร้ายแรงเกินไปจะส่งผลต่อภาพลักษณ์เอาได้”
เขาเคยเห็นลู่ฮ่าวถอดผ้าก๊อซออก สภาพช่างน่าเวทนาเหลือเกิน
ลู่ฮ่าวไม่ตอบคำถามของเขา หลุบตาลงแล้วส่งแขก “แกกลับไปก่อนเถอะ”
ฉินเฟิงสีหน้าหนักอึ้ง ปลีกตัวออกจากตระกูลลู่ไปในที่สุด
เจียงหนานล้างหม้อเสร็จแล้วเข้าไปในบ้าน จากนั้นหยิบใบสั่งยาสองใบออกมาเป็ของขวัญ
เธอมองลู่ฮ่าวกับผู่เฒ่าลู่ “คุณปู่ วันนี้หนูมีข่าวดีสองเื่จะประกาศค่ะ”
“ข่าวดี? สองเื่ด้วย?”
ชายชราเริ่มสนใจขึ้นมา
เธอวางใบสั่งยาลงบนโต๊ะตัวเตี้ย “นี่คือใบสั่งยาที่หนูขอมาจากอาจารย์ค่ะ แผ่นหนึ่งสำหรับคุณปู่เอาไว้ดูแลรักษาร่างกาย อีกแผ่นเป็ตำรับเฉพาะสำหรับยาเรียกเนื้อ รักษาแผลไฟลวกบนใบหน้าของลู่ฮ่าว อันนี้น่าทึ่งมากจริง ๆ ค่ะ วันหน้าจะไม่เหลือรอยแผลเป็อีก”
ลู่ฮ่าวกำลังซ่อมโทรทัศน์ขาวดำขนาดสิบสี่นิ้วโดยไม่แหงนหน้าขึ้น
ผู้เฒ่าลู่กล่าวอย่างมีความสุข “เสี่ยวฮ่าว ตำรับเฉพาะที่หนานหน่านขอมาให้แก แกต้องลองดูนะ”
เจียงหนานเอ่ยต่อ “หนูจะไปรับยาพรุ่งนี้ค่ะคุณปู่”
ลู่ฮ่าวปรับแก้โทรทัศน์เสร็จแล้ว ตั้งใจจะออกไป “คุณปู่ ยาน่ะอย่ากินซี้ซั้วนะครับ”
เอ่ยจบเขาก็ออกนอกประตูไป
ผู้เฒ่าลู่กับเจียงหนานต่างมองหน้ากันอย่างกลัดกลุ้ม
ผู้ชายคนนี้ จัดการยากแท้
ผู้เฒ่าลู่ยิ้มปลอบใจ “หนานหน่าน ไม่ต้องรีบร้อน ฉันจะเกลี้ยกล่อมเขาเอง”
เจียงหนานพยักหน้า “หนูจะจัดการให้คุณปู่ก่อน พรุ่งนี้จะเอาเตาถ่านหินรังผึ้งมาต้มยาให้นะคะ”
“ฉันจะไปขนของทางนั้น”
ตอนผู้เฒ่าลู่กับเจียงหนานไปขนของ ลู่ฮ่าวก็ถือกระเป๋าหนังสือของตัวเองออกมา
เจียงหนานแบกเครื่องนอนที่ม้วนแล้วออกนอกประตู
คนตระกูลลู่กำลังกินข้าวอยู่ ลู่เซิ่งหมินออกมาแล้วเอ่ยว่า “หนานหน่าน เธอไม่ต้องสนพวกของหนัก ๆ หรอก เดี๋ยวฉันทำเอง”
ขณะเคลื่อนย้ายสิ่งของ สวี่อวี้ฉินก็วางตะเกียบลงแล้วไปยกกล่องสินเดิมของเจียงหนานพร้อมกับลู่เซิ่งหมิน
หลังจากย้ายของเสร็จ เจียงหนานกล่าวขอบคุณพวกเขา “คุณพ่อ น้าสวี่ ขอบคุณมากนะคะ พวกคุณรีบกลับไปกินข้าวเถอะค่ะ”
ลู่เซิ่งหมินมองบ้านอันทรุดโทรมของบิดาผู้ชราด้วยสีหน้าหนักใจ
อยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่พอนึกถึงสถานการณ์ภายในบ้าน เขาทำได้แค่มองลู่ฮ่าวแวบหนึ่งอย่างละอายใจแล้วขอตัวกลับ
...
ตกกลางคืน เจียงหนานกับลู่ฮ่าวถูกบังคับให้นอนในบ้านเล็ก
ระหว่างวันไม่เห็นรู้สึกอะไร เวลานี้อยู่ในสภาพแวดล้อมคับแคบ หลอดไฟสิบห้าวัตต์ส่องแสงสลัว บรรยากาศตอนนี้นับว่าค่อนข้างคลุมเครืออย่างยิ่ง