ตอนที่ 9 ศัตรูมักวนมาเจอกัน (1)
มู่ชิงที่ตั้งใจจะมาออดิชั่นอยู่แล้ว ไหนเลยจะยอมให้จางอี้ลากออกไปได้ง่ายๆ ขาทั้งสองราวกับถูกตอกตะปูยึดไว้ ไม่ว่าจางอี้จะออกแรงดึงอย่างไรก็ไม่ยอมขยับเขยื้อน
ออกแรงอยู่นาน จางอี้ถึงคิดขึ้นมาได้ว่า คนอายุน้อยตรงหน้านี้ แม้ว่าจะมีร่างกายผอมบาง แต่ก็แรงเยอะมาก ไม่อย่างนั้น ตอนนั้นอีกฝ่ายคงไม่สามารถใช้มือข้างเดียวยกกล่องนั่นขึ้นเพื่อช่วยชีวิตเขาไว้ได้
ต้องอย่าลืมว่าในกล่องใส่แต่อุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายทำทั้งนั้น น้ำหนักของมันไม่ได้น้อยไปว่าผู้ใหญ่โตเต็มวัยเท่าไรเลย
จางอี้พลันรู้สึกสับสนในใจ ก้มลงมองมู่ชิงที่ยืนตรงหน้าอย่างดื้อดึงไม่ยอมไป เขาที่อยู่เป็โสดมากว่าสามสิบปี กลับรับรู้ถึงความจนใจเวลาที่ลูกชายก่อเื่มาแล้วไม่ยอมรับผิดขึ้นมา
มู่ชิงไม่ได้รับรู้ถึงความขมขื่นแปลกๆ นั่นของจางอี้ เขาย่อมรู้ว่าที่อีกฝ่ายให้เขากลับไปเป็เพราะความหวังดี และรู้ว่าอาศัยเพียงทักษะการแสดงของเ้าของร่างเดิมอย่างไรก็ไม่มีทางที่จะพูดให้อีกฝ่ายยอมให้เขาอยู่ต่อได้แน่ เขาไม่มีทางเลือก จึงได้แต่เงยหน้าขึ้นแล้วโบกป้ายหมายเลขกับข้อมูลในมือให้จางอี้ด้วยสีหน้าไร้เดียงสาแล้วพูดว่า “แต่ว่าผมลงทะเบียนด้านในไปแล้ว แล้วยังเอาป้ายหมายเลขมาอีก ถ้าเกิดว่าไปทั้งอย่างนี้ จะทำให้ผู้กำกับหลี่ยิ่งรู้สึกไม่ดีกับผมและกระทบกับการพบกันวันพรุ่งนี้ไหมครับ”
ถ้ารู้แบบนี้แล้วนายยังจะเข้าไปลงทะเบียนทำไมเล่า!!
จางอี้ได้ยินก็หน้ามืด เื่มาถึงตอนนี้ เขาเองก็ไม่กล้าพูดกับมู่ชิงว่า ‘ผู้กำกับหลี่จะไปสนใจได้ยังไงว่าใครมาหรือไม่มา’...ระยะนี้เขามองออกว่าผู้กำกับหลี่ดูยึดติดกับตัวละครม่อยวนแบบไม่ธรรมดาเลย ถ้าวันนี้เลือกนักแสดงที่เหมาะสมไม่ได้ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะเกิดอยากไปพลิกดูรายชื่อเข้าจริงๆ ก็ได้
การลงทะเบียนแล้วผิดนัดแบบไร้สาเหตุยังหนักกว่าทักษะการแสดงแย่อีก...
หลังจากเทียบดูแล้ว เขาก็ได้แต่ถลึงตาใส่อีกฝ่ายอย่างไม่พอใจแล้วถอนหายใจพร้อมพูดว่า “ในเมื่อเป็แบบนี้ นายก็อยู่ต่อแล้วกัน ตอนสัมภาษณ์อย่ากังวล ไม่ถูกเลือกก็ไม่เป็ไร แต่ว่าจะต้องระวังอย่าทำให้ผู้กำกับหลี่รู้สึกไม่ดีกับนายเด็ดขาด”
เห็นความหวังดีของจางอี้ มู่ชิงก็กอดเอกสารไว้ในอกแล้วพยักหน้ารับซ้ำๆ เขายิ้มตาหยีมองอีกฝ่ายด้วยท่าทีเชื่อฟังอย่างมาก “ขอบคุณพี่จาง ผมจะจำไว้”
จางอี้ถูกท่าทีเชื่อฟังและรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยแววขอโทษนั่นทำให้หายโมโหแล้ว สุดท้ายก็ได้แต่พยักหน้าอย่างจนใจ “ฤดูใบไม้ผลิลมแรง แดดก็จัด นายมายืนตรงนี้ระวังจะไม่สบาย เอาแบบนี้แล้วกัน ฉันจะออกไปทำธุระพอดี ในห้องทำงานไม่มีใคร นายไปอ่านสคริปต์ในห้องฉันก่อนเถอะ” พูดจบก็ไม่รอให้มู่ชิงตอบกลับ หมุนตัวเดินกลับไปเลย
มู่ชิงได้ยินก็ชะงัก เขารู้ว่าที่จางอี้ทำแบบนี้เพราะหวังดี แต่เขารู้สึกว่าการที่อีกฝ่ายพยายามหาบทให้ตนจากผู้กำกับหลี่ก็เื่หนึ่ง แต่การเปิดเผยเื่นี้ต่อหน้าคนมากมายว่าแอบรู้จักกันแบบนี้ดูจะไม่ค่อยเหมาะสมนัก...
และในตอนที่เขากำลังแอบครุ่นคิดอยู่ว่าจะปฏิเสธความหวังดีของอีกฝ่ายอย่างไร ก็พลันนึกได้ว่าห้องทำงานของจางอี้เหมือนจะอยู่ในสุด เมื่อคิดไปถึงว่าจะต้องผ่านหลี่ว์ซิ่ง เขาก็เกิดความคล้อยตาม แล้วเดินตามหลังจางอี้ไปอย่างเชื่อฟัง ขณะเดียวกันก็แอบคิดในใจไปด้วยว่า
‘ผู้จัดการโลภมากคนนั้น ก็ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์นี่...’
ทั้งสองคน หนึ่งคือคนในกองถ่าย อีกคนคือผู้ที่หน้าตาโดดเด่น ไม่นานก็ดึงดูดสายตาคนในที่นี้ได้ แต่ว่าตลอดทางที่เดินมามู่ชิงไม่ได้มองจางอี้ และยังจงใจรักษาระยะห่างของทั้งสองคนด้วย ดังนั้นทุกคนจึงไม่ได้คิดว่าสองคนนี้รู้จักกัน เพียงแค่พิจารณามู่ชิง แล้วจึงก้มหน้าลงทำเื่ของตนเองต่อเท่านั้น
แต่ทุกเื่ย่อมมีข้อยกเว้น เหมือนกับที่มู่ชิงคิดเอาไว้เลย ในบรรดา ‘ทุกคน’ ที่ว่านั่น ไม่ได้เหมารวมถึงหลี่ว์ซิ่งผู้จัดการคนปัจจุบันของเขาด้วย