บทที่98
ความรู้สึกที่เริ่มบ่มเพาะ
หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีใบหน้าแนบชิดทั้งสองใช้ดวงตาของตนเองจ้องมองดวงตาของกันและกันอย่างไม่กระพริบตาใบหน้าของพวกเขาห่างกันเพียงแค่หนึ่งฝ่ามือเท่านั้นดวงตาของทั้งสองมองเห็นดวงตาของกันและกันที่สะท้อนภาพของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน
พวกเขาแต่งหน้านิ่งไปทั้งไป๋เฟิ่งและลู่หยางต่างพากันวิ่งสนิทดวงตาของทั้งสองใช้ดวงตาจ้องมองกันและกันอย่างไม่กระพริบตา
ลู่หยางร่างกายของเขาเองก็แข็งทื่อเช่นเดียวกันเขานั้นเป็นบุรุษยามนี้แนบชิดกับใบหน้าของสตรีเบื้องหน้าใบหน้าของนางช่างงดงาม
ยามจันทราส่องสว่างไสวส่องแสงลงมากระทบกับผิวหน้าของนางดุจหยกชั้นดีที่สะท้อนกับแสงจันทร์ส่งเสริมความสง่างามและความงดงามบนใบหน้าให้เพิ่มมากขึ้น
แม่ทัพใหญ่ผู้ที่สง่างามและผู้คนต่างพากันเกรงกลัวมีผู้ใดรู้เล่ายามแนบชิดเช่นนี้ใบหน้าของนางงดงามเพียงใด
ไม่เพียงแค่ใบหน้าของนางเท่านั้นกลิ่นกายของนางที่ลอยออกมาหอมหวลราวกับดอกไม้ชนิดพิเศษที่หาได้ยากในหมู่สตรี
นางไม่ได้ใช้แป้งหอมหรือว่าเครื่องตกแต่งร่างกายอันใดแต่กลิ่นที่ลอยออกมาล้วนแล้วเป็นกลิ่นกายของนางโดยแท้จริง
มันทำให้ในช่วงนี้ตอนนั้นที่ใบหน้าของเขาเข้าใกล้ชิดใบหน้าของนางเข้าตกเข้าไปอยู่ในห้วงภวังค์แห่งความงดงามบังเกิดความรู้สึกบางอย่างภายในใจ
ลู่หยางถึงกับกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่หัวใจภายในอกข้างซ้ายของเขามันเต้นเร็วผิดปกติ
ในขณะที่แม่ทัพหญิงผู้ที่อยู่เบื้องหน้าแม้ว่าบนใบหน้าของนางจะเย็นชาแต่ในขณะที่ใบหน้าของบุรุษผู้นั้นแนบชิดเข้าใกล้มานางเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน
นางรู้สึกผิดปกติในร่างกายของตนเองร่างของนางร้อนผ่าวขึ้นมาใบหน้าขาวผ่องเริ่มค่อยๆเดินขึ้นเล็กน้อย
ในตอนนี้หัวใจภายในอกข้างซ้ายของนางเองก็เริ่มเต้นเร็วขึ้นเป็นจังหวะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าน้ำไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน
เพราะว่าทั้งชีวิตของนางแนบชิดติดอยู่กับบุรุษมาทั้งชีวิตทำการสู้รบภายในสงครามมันทำให้นางมองเห็นบุรุษมามากมายตั้งแต่ยังเยาว์ทั้งเรือนร่างของบุรุษสั่งใกล้ชิดบุรุษเลยทำให้นางด้านชากับบุรุษไปเสียแล้ว
แต่มีผู้ใดจะคิดเล่าว่าในยามนี้ในขณะที่ได้แนบชิดกับบุรุษที่อยู่ด้านหน้าภายในใจของนางมันกลับบังเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมาอย่างที่นางไม่เคยเป็นมาก่อน
นางไม่เคยรู้สึกเช่นนี้กับบุรุษผู้ใดคือหัวใจของนางไม่เคยเต้นแรงเช่นนี้ยามอยู่ใกล้บุรุษผู้ใดใบหน้าของนางไม่เคยแดงแผ่วเช่นนี้
ในชั่วพริบตานั้นที่ใบหน้าของทั้งสองแนบชิดติดกันห่างกันเพียงแค่เล็กน้อยผู้ใดจะคิดเล่าว่า2 คนที่เป็นหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีในช่วงพริบตานั้นพวกเขาทั้งสองที่น่าจะเป็นตัวตนที่แตกต่างกับมีความรู้สึกเช่นเดียวกันดุจดั่งหลอมรวม
ทั้งสองต่างพากันนิ่งสนิทอยู่ในท่านั้นอยู่สักพักก่อนที่ลู่หยางจะเป็นฝ่ายรู้ตัวว่าตนเองนั้นกำลังเสียมารยาทเขารีบบิดตัวของตนเองกลับมา
เมื่อเขาดีดร่างกายของตนเองกลับมาตรงที่นั่งของตนเองเขาแสดงใบหน้าลุกลี้ลุกลนมองซ้ายมองขวาก่อนจะเริ่มอธิบาย“ ขออภัยด้วยข้าเพียงแค่อยากจะหยิบใบไม้ออกจากสีผมของเจ้าเท่านั้น ”
ไป๋เฟิ่งกรมใบหน้าที่แดงเผาเล็กน้อยของนางลงแล้วก็ส่งเสียงตอบรับกลับไปด้วยเสียงแผ่วเบา“ อืมม์~ ”
หลังจากนั้นทั้งสองก็เริ่มลงมือทานอาหารกันอีกครั้งในระหว่างทานอาหารก็เริ่มบทสนทนาขึ้น
“ เจ้าเดินทางมาที่เมืองแห่งนี้ได้อย่างไร? แล้วหนิงหนิงเล่า?” ไป๋เฟิ่งเป็นฝ่ายที่เอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย
แน่นอนว่าเรื่องนี้นางจะต้องสงสัยอยู่แล้วเพราะว่านางไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเขาจะเดินทางมาที่เมืองแห่งนี้ด้วย
เมืองหลวงอยู่ห่างไกลมากพอสมควรการที่จะเดินทางมาก็ต้องใช้เวลาหลายวันไม่เพียงเท่านั้นสิ่งที่นางกำลังสงสัยก็คือเหตุใดตัวของเขาถึงยอมละทิ้งบุตรสาวของตนเองมาที่เมืองแห่งนี้ได้
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ดูก็รู้ว่าเขานั้นรักบุตรสาวของตนเองเพียงใดเลยทำให้น้ำตลาดใจ
ลู่หยางหลังจากที่ได้ยินคำถามเช่นนั้นเลยเริ่มอธิบายออกมาอย่างรวดเร็ว“เกี่ยวกับเรื่องเดินทางมาในครั้งนี้เดินทางมาเพียงคนเดียวส่วนหนิงหนิงอยู่ที่เมืองตี้หนานได้รับการดูแลเป็นอย่างดีมีคนคอยดูแลนางอยู่หลายคน ”
“ เพราะว่าข้าจำเป็นจะต้องเดินทางมาที่เมืองหลวงเพื่อที่จะจัดการเกี่ยวกับธุระและปัญหารวมไปถึงการไหว้วานและการขอร้องของคุณชายเว่ยด้วย”
“ เว่ยเจ๋อจงมีอันใดให้ช่วยที่เมืองหลวง? ” นางใช้ใบหน้าที่เรียบเฉยเย็นชาของตนเองเอ่ยถามขึ้นมาดวงตามองตรงมาที่เขา
“ เกี่ยวกับเรื่องนี้คุณชายเว่ยอยากจะให้ข้ามารักษาอาการของหลานชายเถ้าแก่สวีเพราะว่าเงื่อนไขการค้าขายที่คุณชายเว่ยได้รับจากเถ้าแก่สวีจำเป็นจะต้องรักษาหลานชายของเถ้าแก่ให้หาย”
“ จึงอยู่ที่ว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ใช่เรื่องส่วนรวมแต่ว่าข้าตั้งใจจะทำให้เป็นเพราะอยากจะตอบแทนในครั้งนั้นที่โรคระบาดภายในเมืองเจ้าก็รู้ว่าคุณชายเสียสละเพื่อผู้คนภายในเมืองและเป็นผู้ที่ถือได้ว่าเป็นผู้มีพระคุณของผู้คนไทยในเมืองข้าเองก็อยากจะตอบแทนเท่านั้น” ลู่หยางอธิบาย
ไป๋เฟิ่งพยักหน้าตอบรับกลับไปนางเข้าใจดีเกี่ยวกับเรื่องนี้บุญคุณความแค้นภายในยุทธภพและก็บุญคุณความแค้นของผู้คนถือได้ว่าเป็นเรื่องที่เด็ดขาด
คนที่ไม่รู้จักบุญคุณเลยไม่รู้จะตอบแทนผู้มีพระคุณแน่นอนว่าไม่สามารถเป็นวิญญูชนที่โดนยกย่องได้
“ อันที่จริงแล้วข้าเดินทางมาหลายวันแล้วแต่ยุ่งวุ่นวายกับการรักษาไม่มีโอกาสมาพบเจอตัวของเจ้าสักครั้งแล้วอีกอย่างเจ้าเป็นถึงแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองหลวงยศตำแหน่งสูงส่งการจะเข้าพบนั้นยากเย็น”
“ ขนาดเดินทางไปที่จวนของเจ้าข้ายังไม่สามารถเข้าไปได้เลยเลยได้แต่ฝากจดหมายไว้ตอนแรกคิดว่าเจ้าจะไม่เดินทางมาแล้วเสียอีก” ลู่หยางเอ่ยออกมาอย่างตัดพ้อเล็กน้อย
มันเป็นเพราะว่าตอนแรกที่เขานั่งรอนานนั่งรอมาหลายชั่วยามมากคิดว่านางนั้นจะไม่เดินทางมาแล้วแท้ๆ
แต่เมื่อได้พบเจอนางความรู้สึกตัดพ้อส่วนใหญ่มันเองก็จางหายไปแทบจะทั้งหมด
“ จดหมายที่เจ้าฝากเอาไว้คนภายในจวนหรือมอบให้กับข้าอีกทั้งวันนี้มีราชการมากมายเลยกลับมาที่ชวนช้ากว่าปรกติว่าแต่เจ้าเดินทางมาพบข้าแถมยังนั่งรอเช่นนี้มีเรื่องสำคัญใดงั้นรึ? ” ไม่แปลกที่นางจะคิดเช่นนั้นเพราะว่าเขานั่งรอนานหลายชั่วยามราวกับว่าจะต้องพบวันนี้เสียให้ได้
มันเลยทำให้นางรู้สึกว่าน่าจะมีเรื่องสำคัญบางอย่าง
เมื่อได้ยินเช่นนั้นลู่หยางยิ้มเล็กน้อยแล้วก็กล่าวเย้าหยอกออกไป“ ข้ามาหาแม่ของลูก… ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นไป๋เฟิ่งดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างคิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันแสดงใบหน้าบึ้งตึงเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกเขินอายภายในจิตใจที่นั่งไม่เคยรู้สึกมาก่อน
ลู่หยางมองเห็นเช่นนั้นนางแสดงใบหน้าบึ้งตึงออกมาเขายกมือของตนเองขึ้นพร้อมกับกล่าว“ ใจเย็นก่อนใจเย็นก่อน ตัวของข้ามาหาแม่ของลูกจริงๆก็เจ้าบอกให้นางเรียกเจ้าว่าแม่ข้าก็เดินทางมาหาเจ้าผิดตรงไหน ”
ในขณะที่กล่าวออกมาเขาก็นำมือของตนเองเข้าไปภายในเสื้อนำถุงผ้าสีแดงที่เป็นสีมงคลออกมาหนึ่งถุง
และก็ยื่นถุงผ้านั้นไปให้กับนางกล่าว“ หนิงหนิงฝากมาให้ ในครั้งนี้ข้าไม่ได้พานางมาด้วยนั่งเลยฝากอันนี้มาให้กับเจ้าแถมยังกำชับอีกด้วยว่าให้เจ้าเปิดเพียงผู้เดียวค่าระยะเปิดจริงๆแต่ว่าเกรงกลัวว่านางจะโกรธเคืองข้า”
ไป๋เฟิ่งยืมมือของตนเองไปรับของสิ่งนั้นเอาไว้ภายในมือเมื่อมันมาอยู่ภายในเมืองของนางก้มใบหน้าของตนเองมองมัน
แต่หลังจากที่ใช้ดวงตาของตนเองมองมันนางกลับทำการเก็บของสิ่งนั้นเข้าไปภายในเพื่อสร้างความประหลาดใจให้กับลู่หยาง
จนลู่หยางต้องทำการอุทานออกมา“ ไม่เปิดตอนนี้อย่างนั้นหรือ? ”
ไป๋เฟิ่งตอบกลับ“ นางมอบมันให้กับข้าข้าจะเปิดดูคนเดียว ”
ลู่หยางได้ยินคำตอบเช่นนั้นก็ได้แต่แสดงรอยยิ้มหลังจากนั้นพวกเขาก็ได้ทำการนั่งกินอาหารมื้อนั้นจนหมด
ลูกค้าชุดสุดท้ายถูกส่งออกจากร้านร้านอาหารปิดอย่างรวดเร็วมันเป็นเพราะว่าเหลือลูกค้าเพียงแค่ชุดเดียวเท่านั้นอีกทั้งยังเป็นแม่ทัพใหญ่เลยไม่มีผู้ใดกล้าปิดร้านพวกคนภายในร้านที่อยากจะกลับเรือนของตนเองก็ได้แต่ยืนรออย่างหนักใจ
แต่หลังจากที่พวกนางออกไปแล้วพวกมันก็ปิดร้านลงอย่างรวดเร็ว
ทั้งสองเดินอยู่บนถนนเส้นนึงยามราตรีหนึ่งบุรุษสวมใส่อาภรณ์สีครามผู้สง่างามสะพายกล่องไม้ด้านหลังเดินเคียงข้างสตรีชุดแดงที่จูงม้าสีดำ
ทั้งสองเดินอยู่กลางราตรีที่มืดมิดบนถนนเส้นนี้แทบจะไร้ซึ่งผู้คนมีเพียงแค่แสงไฟประดับอยู่ตามทางเล็กน้อยเพื่อส่องสว่างไสวให้ผู้คนสามารถเดินได้อย่างไม่เป็นอันตราย
ความเงียบงันบนถนนเส้นนี้เปรียบเสมือนกับบรรยากาศที่พวกเขาทั้งสองกำลังเป็นอยู่ไม่มีผู้ใดผู้ออกมาเลยแม้แต่ประโยคเดียวต่างฝ่ายต่างเดินไปด้านหน้าอย่างไร้จุดหมายแล้วก็ไม่มีผู้ใดกล่าวด้วยว่าพวกเขาจะเดินไปที่ใด
ลู่หยางปฏิเสธไม่ได้ว่าในขณะนี้ที่กำลังเดินอยู่ภายในใจรู้สึกประหม่าอยู่ไม่น้อยท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบงันเขาจึงทำการพูดขึ้นมาเพื่อกลบเกลื่อนบรรยากาศ “เหมือนราตรีนั้นในงานเทศกาลเลยว่าไม้ที่พวกเราสองคนเดินอยู่เช่นนี้ ”
เมื่อเขาพูดขึ้นมาเช่นนั้นมันก็ทำให้ไปกระตุ้นบางอย่างภายในใจของเขาทั้งสองถ้ากล่าวถึงเหตุการณ์แรกที่ทำให้ทั้งสองนั้นมีความรู้สึกที่เปลี่ยนไปก็น่าจะเป็นในยามราตรีในคืนที่จัดการที่ทั้งสองเดินอยู่บนถนนที่มืดมิดนั้น
มันทำให้บรรยากาศนั้นเงียบงันมากขึ้นไปอีกเพราะว่าไป๋เฟิ่งหันใบหน้าไปอีกทางนึง
ลู่หยางมองเห็นนางสะบัดหน้าหนีไปอีกทางนึงเขายกมือขึ้นมาลูบศีรษะของตนเองด้วยความหนักใจพีมพำภายในใจอย่างเหนื่อยหน่ายกับตนเอง‘ลู่หยางนะลู่หยางไม่ว่าเจ้าในชีวิตนี้หรือชีวิตก่อนหน้านี้สกิลการชวนสตรีสนทนาก็ติดลบ’
เมื่อคิดแล้วช่างหนักใจยิ่งนักแต่ในขณะที่กำลังเดินอยู่นั้นก็ไม่ใช่ว่าโชคชะตาจะละทิ้งเขาเสียทีเดียวเขามองเห็นว่ามีอาคารขนาดใหญ่ตั้งอยู่ด้านหน้ามันมีความสูงถึงห้าชั้นเลยทีเดียว
ลู่หยางถึงโอกาสยื่นมือของตนเองไปคว้าจับมือของนางอย่างรวดเร็วอยู่ๆมือของบุรุษผู้นั้นก็ยื่นเข้ามาสัมผัสไป๋เฟิ่งสะดุ้งในทันทีใช้ดวงตาหันกลับไปมอง
ลู่หยางแสดงรอยยิ้มแล้วก็กล่าวขึ้น“ ขึ้นไปด้านบนกันเถอะ.. ”
จบบท