เมื่อเม็ดยาเข้าไปในปากก็ละลายหายไปในทันที
ในไม่ช้าฤทธิ์ของเม็ดยาเมื่อไหลเข้าสู่ร่างกาย ก็เป็นเหมือนกับน้ำแร่ที่เย็นสดชื่นที่ช่วยขจัดความเหนื่อยล้าในร่างกายของเขา
ยิ่งไปกว่านั้นสรรพคุณทางยาของมัน ก็ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดที่อยู่ในใจของเขาจุดอ่อนของพลังจิตวิญญาณในการปรุงยาก็ล้วนแต่ได้รับการฟื้นฟูด้วยการบำรุงของเม็ดยาชนิดนี้
หลังจากผ่านไปสองชั่วยามเขาก็ผ่อนลมหายใจหยาบออกมา และพลิกตัวขึ้นยืนอีกครั้ง เมื่อนึกขึ้นมาในใจอัคคีเที่ยงแท้ก็ปรากฏขึ้นมาและพุ่งเข้าไปในเตาปรุงยา
“จิตสงบสำรวม”เย่เฉินเตือนตัวเองขึ้นมาเช่นนี้ภายในใจ
ในไม่ช้าสมุนไพรวิญญาณชุดแรกก็ถูกใส่เข้าไป
จากประสบการณ์ที่ล้มเหลวในครั้งก่อนทำให้เขาระมัดระวังเป็นพิเศษในครั้งนี้ทุกขั้นตอนจึงเป็นไปอย่างรอบคอบและระมัดระวัง
ในครั้งนี้การปรุงเม็ดยาหุยเสวียนได้ดำเนินไปจนเกินกว่าครึ่ง แต่เขาก็ต้องล้มเหลวอีกครั้ง
แต่เขาก็ไม่ย่อท้อและยังคงทำต่อไป
เย่เฉินที่เต็มไปด้วยพลังแต่ละขั้นตอนมีความก้าวหน้าที่ค่อนข้างใช้เวลานาน จึงทำให้เขาค่อยๆลืมเวลาที่มีอยู่ แม้ว่าเขาจะยังคงล้มเหลวแต่วิธีการของเขานั้นก็เชี่ยวชาญขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ไม่ไกลออกไปสวีฝูก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง และเหลือบมองไปยังกองเถ้าถ่านที่ใต้เตาปรุงยา
“ตอนนั้นข้าใช้สมุนไพรวิญญาณถึงเก้าสิบสามชุดเพื่อทำการหลอมเม็ดยาหุยเสวียนเย่เฉิน แล้วเจ้าล่ะ?” สวีฝูพูดพึมพำอยู่ในท่าทางของการสัปหงก
เวิง!
เตาปรุงยาสั่นสะเทือนอีกครั้งเย่เฉินล้มเหลวเป็นครั้งที่ยี่สิบ
“ข้าไม่เชื่อหรอก”เขากัดฟันต่อไป และไม่หยุดพักแม้เพียงครู่จากนั้นก็เรียกอัคคีเที่ยงแท้ออกมาอีกครั้ง
......
ที่นี่คือภูเขาวิญญาณที่อบอวลไปด้วยพลังวิญญาณซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสำนักในคนของสำนักเหิงเยว่เรียกที่นี่ว่า ยอดเขาดรุณีหยก
ที่ยอดเขาฉู่ซวนเอ๋อร์กำลังนั่งขัดสมาธิทำการเดินลมปราณอยู่ที่นั่นอย่างเงียบๆ
ด้านหลังมีเงาร่างที่งดงามเดินเข้ามาพร้อมกับกลิ่นหอมอันน่าหลงใหลของหญิงสาวผู้หนึ่ง
“หลิงเอ๋อร์ทำไมเจ้าจึงออกมาอีกแล้ว” ฉู่ซวนเอ๋อร์รู้สึกได้ว่าฉู่หลิงเอ๋อร์กำลังเดินเข้ามานางจึงลุกขึ้น และดีดหน้าผากของฉู่หลิงเอ๋อร์ไปหนึ่งครั้ง“แอบขี้เกียจอีกแล้ว”
“ที่ไหนกัน”ฉู่หลิงเอ๋อร์ยิ้ม จากนั้นจึงมองไปรอบๆ ราวกับกำลังหาอะไรบางอย่าง
“หาอะไรอยู่หรือ?”
“ท่านพี่ข้าได้ยินมาว่าตอนที่ท่านอยู่สำนักนอกได้รับลูกศิษย์ไว้คนหนึ่ง ไหนล่ะ? เรียกออกมาให้ข้าดูหน่อยสิ ข้าอยากเห็น มีพรสวรรค์ขนาดไหนกันถึงได้เข้าตาท่าน”
“ยังอยู่สำนักนอก”ฉู่ซวนเอ๋อร์ยิ้มเบาๆ “เขาเป็นเด็กหนุ่มที่ดูน่าสนใจจริงๆ การทดสอบของข้าก็คือการให้เขาเข้ามายังสำนักในหากว่าเขาไม่สามารถผ่านทั้งหมดนั้นเข้ามาได้ เรื่องนี้ก็ไม่ต้องพูดกันอีก”
พูดจบฉู่ซวนเอ๋อร์ก็ผลักฉู่หลิงเอ๋อร์ทันที และพูดเร้า “รีบไปเก็บตัวเร็วเข้า! อย่าแอบขี้เกียจออกมาอีกนะ”
“รู้แล้วรู้แล้ว” ฉู่หลิงเอ๋อร์ส่งเสียงอย่างไม่ค่อยเต็มใจแต่ก็ออกไปจากที่นี่อย่างเชื่อฟัง
......
“เม็ดยาจงออกมา”กลางดึก เสียงแหบเสียงหนึ่งดังขึ้นมาในหอโอสถวิญญาณ
“ทำไมจึงปรุงได้เร็วขนาดนี้?” สวีฝูที่กำลังหลับลึกถูกปลุกให้ตื่น กระโดดพลิกตัวออกมาทันที และตรงมายังด้านข้างของเย่เฉิน
เมื่อมองไปยังเย่เฉินเขากำลังจับเม็ดยาที่ลอยออกมาจากเตาปรุงยา
บางทีอาจจะเป็นเพราะเหนื่อยเกินไปทันทีที่คว้าจับเอาไว้ได้ เขาก็เกือบจะเซล้มหน้าคว่ำลงไปกับพื้นสีหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ ดวงตาจมลึก และแดงก่ำดั่งเลือด ที่บริเวณปากเริ่มมีหนวดเคราใบหน้าก็ดูโทรม
สวีฝูยื่นมือออกมาถ่ายพลังแสงเส้นหนึ่งเข้าไปในร่างกายของเย่เฉิน จึงทำให้เย่เฉินพยุงตัวขึ้นมาได้
“ปรุงออกมาสำเร็จแล้วปรุงออกมาสำเร็จแล้ว” เย่เฉินดีใจโดยลืมความเหนื่อยล้าและมองไปยังเม็ดยาหุยเสวียนที่อยู่ในมือ
เม็ดยาเม็ดนี้ไม่เรียบเนียนเท่าการปรุงของสวีฝูมันยังมีหลุมอยู่บ้างเล็กน้อย อีกทั้งยังไม่ค่อยมีรัศมีสีม่วงล่องลอยอยู่บนนั้นและลายเส้นหนึ่งเส้นนั้นก็ยังไม่ชัดเจน
แต่ในเมื่อเป็นเช่นนี้เขาก็พอใจมากแล้ว เพราะนี่คือการปรุงยาครั้งแรกของเขา แต่สวีฝูก็ยังให้อภัยได้
สวีฝูได้รับเม็ดยาหุยเสวียนไว้จากนั้นก็กวาดสายตาไปมองกองสมุนไพรวิญญาณที่เหลืออยู่
“ใช้สมุนไพรวิญญาณไปเพียงสี่สิบชุดก็สามารถปรุงเม็ดยาหุยเสวียนออกมาได้แล้ว”ประกายแห่งความประหลาดใจได้ปรากฏในดวงตาของเขา สวีฝูตกตะลึงเป็นอย่างมาก“แม้แต่ตาเฒ่าตันเฉินตอนที่เขาปรุงมันครั้งแรก ยังใช้ไปถึงเจ็ดสิบชุดเชียวนะ! แต่เจ้าเด็กนี่...”
แม้ว่าผลลัพธ์ของเย่เฉินจะเกินความคาดหมายของเขาอย่างมากแต่เขาก็ยังพูดด้วยใบหน้าที่สงบ “เจ้าผ่านบทเรียนนี้แล้วแต่เม็ดยาหุยเสวียนเม็ดนี้ของเจ้ายังดูไม่ดีไปนิด จะต้องใช้เวลาในการฝึกฝน”
“เข้าใจแล้วๆ”เย่เฉินยิ้ม
“เนื่องจากนี่เป็นเม็ดยาวิญญาณเม็ดแรกที่เจ้าปรุงด้วยตนเองกินเข้าไปสิ!” สวีฝูยื่นเม็ดยานั้นให้กับเขาอีกครั้ง
อือ!
เย่เฉินพยักหน้าถือเม็ดยาวิญญาณเม็ดแรกที่เขาทำเอาไว้ จากนั้นก็อ้าปากและกลืนมันลงไป
ไม่นานฤทธิ์ของเม็ดยาหุยเสวียน ก็หลอมละลายเข้าสู่ร่างกายของเขา พลังปราณที่เหือดแห้งก็เริ่มถูกเติมเต็มแก่นแท้อันเข้มข้นนี้ มีความแข็งแกร่งกว่าน้ำยาวิญญาณหยกมากมายจริงๆนี่คือข้อแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างน้ำยาวิญญาณหยกและเม็ดยาวิญญาณ
“ไปพักผ่อนเถอะ! พรุ่งนี้ค่อยทำต่อ” สวีฝูทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่งก่อนจะออกไปจากที่นี่จากนั้นก็มีเสียงที่เลือนรางเสียงหนึ่งดังกลับมา“จัดการทำความสะอาดเตาปรุงยาให้เรียบร้อย โดยเฉพาะพวกขี้เถ้าที่ตกค้างอยู่”
“เข้าใจแล้ว”เย่เฉินอารมณ์ดี จัดการเปิดส่วนยอดของเตาปรุงยา จากนั้นก็พลิกตัวกระโดดเข้าไป
ท้องฟ้ายามค่ำคืนดวงดาวส่องประกายเต็มท้องฟ้าราวกับฝุ่น
ในหอโอสถวิญญาณนั้นเงียบสงบและแล้วความเงียบนี้ก็ถูกทำลายลง เมื่อมีเสียงฝีเท้าเล็กๆ ดังขึ้นมา
มีหญิงสาวผู้หนึ่งเดินออกมาจากช่องทางเดินด้านข้างของหอโอสถวิญญาณ
ชุดของนางพลิ้วไหวและเดินเข้ามาอย่างสง่างาม ผมสีดำสลวยนั้นพลิ้วไหวแม้ไม่มีลม ใบหน้างดงามไร้ที่ติแต่เมื่อมองดูแล้วกลับมีความเย็นชาเย่อหยิ่งอารมณ์ที่มีทั้งหมดนั้นดุจดอกบัวน้ำแข็ง
ศิษย์สตรีผู้นี้เป็นหัวหน้าศิษย์ของหอโอสถวิญญาณ มีนามว่า ฉีเยว่
“การเก็บตัวครั้งนี้ยังไม่อาจจะบรรลุไปถึงขั้นพลังหยาง”เสียงบ่นพึมพำ ทำให้ดวงตาที่งดงามของฉีเยว่กะพริบด้วยความไม่พอใจ
เอ๊ะ?
เมื่อเดินผ่านเตาปรุงยานางก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ได้ยินเสียงกรอบแกรบดังมาจากด้านใน
“นั่นใครออกมาเดี๋ยวนี้นะ” ฉีเยว่พูดอย่างเยือกเย็น
ไม่นานก็มีมือหนึ่งที่ดำสนิทโผล่ออกมาจากด้านในจากนั้นเย่เฉินที่ดำไปทั้งตัวก็โผล่ออกมา
เมื่อเห็นดังนั้นดวงตาของฉีเยว่ก็หรี่ลงเล็กน้อย “เจ้าเป็นใคร ทำไมจึงมาอยู่ในหอโอสถวิญญาณและเจ้าเข้าไปทำอะไรในเตาปรุงยา”
เมื่อได้ยินเช่นนี้เย่เฉินก็พลิกตัวกระโดดออกมา ยิ้มอย่างเริงร่า“ข้าคือคนที่ผู้อาวุโสสวีเรียกให้มาทำเรื่องจิปาถะ”
เมื่อมองไปยังเย่เฉินที่มีสีดำไปทั่วร่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับรู้ได้ถึงระดับขั้นการฝึกตนในขั้นรวมพลังชั้นที่แปดฉีเยว่ก็ขมวดคิ้วอีกครั้ง “ทำเรื่องอะไรก็ทำไปแต่อย่ามาแตะต้องสิ่งของในหอโอสถวิญญาณ”
เอ่อ!
เมื่อเห็นใบหน้าที่เหมือนปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งของฉีเยว่ผนวกกับน้ำเสียงอันดูถูกเหยียดหยามที่มีอยู่ในคำพูดของนางเย่เฉินจึงได้แต่พูดอุทานออกไปอย่างเรียบเฉย
สุดท้ายฉีเยว่ก็เหลือบไปมองเย่เฉินอีกครั้งและก้าวออกไป
“ท่าทีอะไรของนางข้าไม่ได้ไปติดหนี้เจ้าเสียหน่อย” เย่เฉินไม่เห็นด้วยและปีนเข้าไปในเตาปรุงยาอีกครั้ง
เวิง!
ไม่นานอัคคีเที่ยงแท้ของทะเลลมปราณของเขาก็สั่นสะท้านราวกับว่ามันสามารถสัมผัสได้ถึงเพลิงธรณีที่อยู่ใต้เตาปรุงยาและมันก็ยิ่งกระสับกระส่ายมากขึ้น หากเย่เฉินไม่ยับยั้งเอาไว้มันคงจะวิ่งลงไปกลืนกินเพลิงธรณีไปแล้วจริงๆ
“อยู่นิ่งๆหน่อยสิ เด็กๆ ตกใจหมด” เย่เฉินดุ
อันที่จริงตั้งแต่ครั้งแรกที่กระโดดเข้ามาในเตาปรุงยา เพลิงธรณีนั่นก็แน่นิ่งไปโดยดีไม่กล้าที่จะโผล่ออกมาแม้แต่น้อย แม้ว่ามันจะไร้สติปัญญา แต่กลับมีจิตวิญญาณซึ่งมีความเกรงกลัวอัคคีเที่ยงแท้ที่มีความแข็งแกร่งกว่าตนเอง
เอ๊ะ?
เมื่อเช็ดเศษขี้เถ้าในเตาปรุงยาแล้วเย่เฉินกลับพบบางอย่างที่เลือนรางนึกไม่ถึงว่าในเตาปรุงยาจะมีการแกะสลักตัวอักษรไว้มากมาย
บางทีอาจจะเป็นเพราะในเตาปรุงยานั้นมืดเกินไปทำให้เขาเรียกอัคคีเที่ยงแท้ออกมาอย่างไม่รู้ตัว และปรากฏอยู่ในฝ่ามือ อัคคีเที่ยงแท้ได้ส่องสว่างทำให้เตาปรุงยาสว่างไปด้วยแสงสีทอง
จากนั้นเขาก็เห็นได้ชัดเจนว่าแต่ละคำนั้นมีขนาดเท่าเล็บของทารกมันถูกสลักเอาไว้ในเตาปรุงยาอย่างแน่นหนา และมีอักษรจำนวนมากมายที่ค่อนข้างจะโบราณจนเขาไม่อาจจะเข้าใจได้ทั้งหมด
โฮก!
โฮก!
ทันใดนั้นดูเหมือนว่าเขาจะได้ยินเสียงทุ้มของมังกรคำรามและดูเหมือนจะกำลังปรากฏเป็นภาพลวงตาขึ้น
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยและยื่นมือสัมผัสเบาๆ ไปยังข้อความที่หนาแน่นอยู่นั้น
ภาพฉากนี้ยังไม่สำคัญเท่าไรตัวอักษรที่อัดกันอย่างหนาแน่นนั้นเริ่มเคลื่อนไหวและวนไปวนมาอยู่บนผนังของเตาปรุงยา ตัวอักษรแต่ละตัวเปล่งแสงสว่างมีความสดใสและสะท้อนออกมาจนเขาต้องรีบปิดตา
ไม่นานอักษรที่หนาแน่นเหล่านั้นก็กระโดดออกมาจากผนังทีละคำ และหมุนไปรอบๆเย่เฉินอย่างรวดเร็ว
ท้ายที่สุดมันก็พุ่งเข้าสู่คิ้วของเย่เฉินในทันที
อ๊าก...!
เย่เฉินส่งเสียงคำรามและกุมศีรษะของตนเองเอาไว้ จากนั้นก็หมดสติลงไปตรงนั้น