“ท่านลุง อาการของท่านตาเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ” ซูหยุนหรานถามเมื่อเดินเข้ามาถึงเรือนพักของลั่วฝาน
“ท่านพ่อไม่เป็อะไรมาแล้ว ได้นอนพักสักหน่อยก็น่าจะดีขึ้น” ลั่วฉือยิ้มให้หลานสาว “เป็แค่โรคทั่วไปของคนชราเท่านั้น”
“ท่านลุง ข้าขอตรวจดูอาการให้ท่านตาได้หรือไม่เ้าคะ”
ลั่วฉือทำหน้าแปลกใจ “เ้าก็รู้วิชาแพทย์อย่างนั้นหรือ”
“ข้าเป็ลูกหลานตระกูลแพทย์จะไม่รู้วิชาแพทย์ได้อย่างไรเ้าคะ” ซูหยุนหรานยิ้ม “หากข้าบอกว่าข้าศึกษาวิชาแพทย์มาจากตำราแพทย์ของบรรพบุรุษตระกูลลั่ว ท่านจะเชื่อข้าหรือไม่เ้าคะ”
“ไม่ใช่ว่าตำราเล่มนั้นท่านแม่ของเ้าซ่อนมันไว้อย่างดีหรอกหรือ” ลั่วฉือยิ้มถามอย่างดีใจ “เวลานี้ตำราเล่มนั้นอยู่ที่ใด”
“อยู่กับข้าเองเ้าค่ะ” ซูหยุนหรานหยิบหนังสือออกมาจากแขนเสื้อ แต่ความจริงแล้วนางหยิบมันออกมาจากมิติวิเศษ “ข้าใช้เวลาว่างศึกษาวิชาแพทย์มาจากตำราเล่มนี้ ทำให้ข้าพอจะรักษาโรคได้บ้าง”
“เ้าศึกษาวิชาแพทย์จากตำราเล่มนี้ด้วยตัวเองอย่างนั้นรึ?” ลั่วฉือยิ้มเพราะไม่อยากทำลายความมั่นใจของหลานสาว แม้แต่เขายังต้องมีคนคอยชี้แนะ แล้วหลานสาวจะเรียนรู้วิชาแพทย์ด้วยตัวเองได้อย่างไร “เช่นนั้นเ้าลองจับชีพจรให้ท่านตาดูว่าท่านป่วยเป็อะไร”
ซูหยุนหรานเดินไปนั่งข้างเตียงแล้วเริ่มจับชีพจรให้ท่านตา “ท่านตามักจะมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก บางครั้งจะมีอาการเวียนศีรษะ ตามัว เืกำเดาไหล โดยเฉพาะเวลาเช้ามักจะปวดตื้อๆ บริเวณท้ายทอยและขมับใช่หรือไม่เ้าคะ”
“อาการของตาเป็เช่นนั้นจริง” ลั่วฝานลืมตาขึ้นมาตอบก่อนจะเอ่ยชมหลานสาว “ผู้ใดว่าหลานสาวของข้าเป็คนไร้ประโยชน์ เ้าถึงกับศึกษาวิชาแพทย์ได้ด้วยตัวเอง ทั้งยังตรวจอาการได้ละเอียดกว่าท่านลุงของเ้าเสียอีก”
“ท่านตาชมข้าเกินไปแล้วเ้าค่ะ ประเดี๋ยวท่านลุงจะน้อยใจเอานะเ้าคะ” ซูหยุนหรานยิ้มตอบ
“ท่านตาของเ้าพูดถูก ข้าใช้เวลาตั้งนานกว่าจะตรวจอาการให้ท่านตาของเ้าได้ครบ แต่เ้าจับชีพจรแค่ครั้งเดียวกลับบอกอาการออกมาได้ครบทั้งหมด อย่างนี้ไม่เรียกว่าอัจฉริยะแล้วจะเรียกว่าอะไร” ลั่วฉือมองหลานสาวอย่างชื่นชมเช่นกัน
“อาการป่วยของท่านตาเรียกว่าโรคความดันโลหิตสูง แต่ยังไม่รุนแรงถึงขั้นที่ต้องใช้ยา แค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเท่านั้นก็พอเ้าค่ะ” ซูหยุนหรานรีบบอกเพราะไม่อยากให้ท่านตากับท่านลุงมัวแต่ชม แม้ชาติที่แล้วนางจะได้รับการยกย่องจากหัวหน้าแผนกและเพื่อนร่วมงานว่าเป็แพทย์หญิงที่มีความสามารถที่สุดในแผนก แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ยังไม่ชินอยู่ดีที่มีคนมาชมตนเองต่อหน้า
“ทุกครั้งที่ท่านตาของเ้าปวดหัว ลุงจะจัดยาต้มแก้ปวดหัวให้กินเป็ประจำ เท่านี้อาการของท่านก็จะดีขึ้น หรือว่าวิธีการรักษาของลุงไม่ถูกต้อง” ลั่วฉือถาม ด้วยนิสัยที่ชอบศึกษาหาความรู้และไม่ทะนงว่าตนเองเป็หมอที่เก่งกาจ เขาจึงกล้าสอบถามวิธีรักษาจากหลานสาว
การปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันถึงจะฟังดูง่ายแต่อาจจะยากต่อการปฏิบัติอยู่เหมือนกันเ้าค่ะ” ซูหยุนหรานไม่ตอบคำถามของท่านลุงแต่เลี่ยงไปพูดถึงแนวทางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ท่านตาฟังแทน
“อย่างไร ไหนเ้าลองพูดให้ตาฟัง” ลั่วฝานถามหลานสาวอย่างสนใจ เขายังไม่เคยได้ยินว่าเมื่อป่วยแล้วไม่ต้องใช้ยารักษา หากวิธีการของหลานสาวได้ผล คนชราที่มีอาการป่วยเช่นเขาย่อมมีทางรักษาแล้ว เพราะคนไข้ที่มารักษาที่โรงหมอของเขาล้วนยากจนทั้งสิ้น
“ข้อแรกต้องปรับพฤติกรรมการกิน ต้องลดอาหารประเภทเค็มจัด หวานจัด ลดอาหารติดมัน เปลี่ยนมากินธัญพืชไม่ขัดสีให้มากขึ้น และดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ
ข้อสองต้องหมั่นออกกำลังกาย ท่านตาอายุมากแล้วคงออกกำลังกายหนักไม่ได้ เช่นนั้นต้องเปลี่ยนมาเป็การเดิน อย่างน้อยต้องเดินให้ได้วันละหนึ่งก้านธูป[1] หรือจะเป็การลุกนั่งกับเก้าอี้ก็ได้เ้าค่ะ
ข้อที่สาม ท่านตาต้องควบคุมไม่ให้มีน้ำหนักตัวมากเกินไป จากอายุและส่วนสูง น้ำหนักของท่านตาไม่ควรเกิน 138 ชั่ง[2] เ้าค่ะ
ข้อที่สี่ ท่านตาต้องลดหรือถ้าจะให้ดีก็ให้งดการดื่มสุราไปเลย
ข้อที่ห้า ท่านตาต้องทำจิตใจให้ผ่อนคลายไม่คิดมากจะได้ไม่เครียด และข้อสุดท้ายคือท่านตาต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
หากทำได้ตามที่ข้าแนะนำ อาการของท่านตาที่เป็อยู่ก็จะลดน้อยลงหรือไม่เกิดขึ้นอีกเ้าค่ะ”
ลั่วฝานกับลั่วฉือได้ยินคำของหลานสาวก็รีบก้มลงมองพุงอันอ้วนท้วนของตนเอง และเมื่อนึกถึงสุรากับสามชั้นต้มซีอิ๊วรสชาติเค็มๆ บวกกับเนื้อสามชั้นนุ่มๆ ที่ชอบกิน พวกเขาต่างหันมามองหน้ากันอย่างรู้ใจ ‘ไม่ได้!...หลานสาวที่รัก เราสองคนทำเช่นนั้นไม่ได้แน่’
ซูหยุนหรานแสร้งตีหน้าเศร้า “ท่านตา ท่านลุง เวลานี้สกุลลั่วนับเป็บ้านเดิมของข้า และพวกท่านคือญาติผู้ใหญ่ที่ข้ารักและเป็ห่วงมากที่สุด หากวันนี้พวกท่านไม่เริ่มดูแลตัวเองให้ดีก็หมายความว่าพวกท่านไม่อยากอยู่กับข้าไปนานๆ แล้วใช่หรือไม่เ้าคะ”
“ไม่ใช่นะ! หลานอย่าได้พูดเช่นนั้น” ลั่วฝานรีบบอก “ตกลง! ตาจะเริ่มดูแลตัวเองและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างที่หลานบอก ตาจะอยู่ดูแลหลานไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลานของหลานเลยล่ะ”
“ใช่! ลุงก็จะเริ่มดูแลตัวเองเพื่อจะอยู่ช่วยหลานเลี้ยงเ้าตัวเล็กไปอีกหลายรุ่นเหมือนกัน” ลั่วฉือรีบพูดเช่นกัน
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าพวกท่านรักข้าที่สุด ท่านทั้งสองต้องมีชีวิตยืนยาวเพื่อให้ข้าได้แสดงความกตัญญูไปนานๆ นะเ้าคะ” ซูหยุนหรานเดินไปกอดผู้าุโทั้งสอง
ลั่วฝานกับลั่วฉือต่างปลาบปลื้มใจและเมื่อนึกถึงว่าหลานสาวเพิ่งกลับเข้าสกุลลั่ว เช่นนั้นเพื่อจะได้อยู่ดูแลหลานสาวไปอีกนาน แม้จะยากแต่พวกเขาก็ต้องเริ่มปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้ได้
ถานซูหนี่ที่ยืนหลบมุมฟังพ่อสามี สามี และหลานสาวคุยกันอยู่ถึงกับน้ำตาคลอด้วยความดีใจ เพราะอาการป่วยของพ่อสามีเป็สิ่งที่ทำให้นางกับสามีเป็กังวลมาตลอด หากวิธีการรักษาของหลานสาวได้ผล เช่นนั้นพ่อสามีก็จะอยู่เป็เสาหลักให้ครอบครัวไปได้อีกนาน
“ท่านแม่ทำไมมายืนร้องไห้อยู่ตรงนี้เ้าค่ะ” ลั่วซีเหยียนถาม
“นั่นสิ ทำไมท่านถึงมาร้องไห้อยู่ตรงนี้” ลั่วซิ่วหยางชะโงกเข้าไปดูในเรือนท่านปู่ “หรือว่าอาการป่วยของท่านปู่ไม่ดีขึ้นขอรับ”
ถานซูหนี่ยกมือขึ้นเขกหัวลูกชาย “เ้าสิอาการไม่ดี หรานเอ๋อตรวจอาการให้ท่านปู่ของพวกเ้าแล้วพบว่าอาการของท่านไม่ต้องกินยา แค่ทำตามคำแนะนำของนางให้ดี เท่านี้อาการปวดหัวปวดขมับหรืออาการอ่อนเพลียของท่านปู่ก็จะหายดีแล้ว”
“หรานเอ๋อรู้วิชาแพทย์ด้วยหรือขอรับ” ลั่วซิ่วหยางยังมองไปที่เรือนของท่านปู่ “ก็ไหนท่านอาหญิงเที่ยวไปป่าวประกาศว่าหรานเอ๋อไม่มีความสามารถ แม้แต่แยกแยะสมุนไพรง่ายๆ ยังทำไม่เป็”
“พูดถึงอาหญิงของเ้า ข้าว่านางหลงสามีจนเพี้ยนไปแล้ว ลูกสาวตัวเองเป็อัจฉริยะแม้กระทั่งศึกษาวิชาแพทย์ได้ด้วยตัวเอง แต่นางกลับไปประกาศข่าวลือให้ลูกสาวเสียหาย เพียงเพราะกลัวว่าบุตรของอนุพวกนั้นจะด้อยกว่าลูกสาวตัวเอง” ถานซูหนี่ทำท่าตบอากาศ “หากนางมาอยู่ใกล้ๆ ข้าจะตบเรียกสติให้นางหายเพี้ยนให้ได้เลย”
“ท่านแม่ ท่านจะโหดร้ายเกินไปแล้วขอรับ” ลั่วซิ่วหยางส่ายหน้า “ไม่ได้! ข้าจะต้องหาภรรยาที่อ่อนหวาน ข้าต้องไม่เป็อย่างท่านพ่อที่หาภรรยาเก่งกาจเช่นท่านมาแต่งด้วยเป็อันขาด”
ถานซูหนี่เขกหัวลูกชายไปอีกหนึ่งที “เป็อย่างข้าแล้วมันอย่างไร หากไม่ใช่เพราะสตรีแข็งแกร่งเช่นข้า ป่านนี้จวนของเราคงถูกท่านพ่อผู้ใจดีของเ้าเอาเงินไปบริจาคเป็โรงทานหมดแล้วกระมัง”
ลั่วซีเหยียนพยักหน้าเห็นด้วย “เื่นี้ข้าเห็นด้วยกับท่านแม่ หากไม่มีวีรสตรีเช่นท่านแม่คอยดูแลท่านพ่อและคอยดูแลบ้าน ป่านนี้พวกเราคงได้ไปอาศัยนอนที่วัดร้างกันแล้วเ้าค่ะ ต่อไปข้าจะเป็สตรีที่เก่งกาจทั้งเื่ในบ้านและเื่นอกบ้านให้ได้เช่นท่านแม่”
ลั่วซิ่วหยางมองมารดาและน้องสาวแววตาเหลือเชื่อ ‘เหยียนเอ๋อ ความคิดของเ้าช่างน่ากลัวยิ่ง เฮ้อ...ด้วยความคิดของเ้า เห็นทีพี่ชายเช่นข้าคงต้องรีบหาน้องเขยแต่งเข้าให้เ้าสักคนแล้ว’
ณ จวนฉิงอ๋อง
“ท่านอ๋องเ้าคะ เรือนหอตกแต่งเรียบร้อยแล้ว ท่านจะเข้าไปตรวจความเรียบร้อยอีกสักรอบหรือไม่เ้าคะ” แม่นมเฟิงถาม
แม่นมเฟิงเป็แม่นมที่ท่านตาแท้ๆ ของฉินจื่อฉิงหามาให้หลังจากที่เขาถูกส่งตัวกลับตระกูลฉิน ยังดีที่คนตระกูลฉินไม่เชื่อเกี่ยวกับคำสาปที่ติดตัวมาั้แ่เกิดของเขา ฉินจื่อฉิงจึงใช้ชีวิตอยู่ในจวนสกุลฉินได้อย่างมีความสุข
เพียงแต่ความรู้สึกของฉินจื่อฉิง อย่างไรสกุลฉินก็ไม่ใช่บ้านที่แท้จริงของเขา ดังนั้นเมื่อพ้นวัยสวมกวาน[3] เขาจึงออกมาสร้างจวนของตนเอง โดยมีเพียงแม่นมเฟิงที่ติดตามเขามา ส่วนบ่าวไพร่ที่มีอยู่ในปัจจุบันล้วนเป็คนที่เขาหามาเองทั้งสิ้น
“ไม่ต้องแล้ว ข้าเชื่อใจแม่นม” ฉินจื่อฉิงตอบอย่างอารมณ์ดี แต่ถึงอย่างนั้นใบหน้าของเขาก็ยังปราศจากรอยยิ้ม “แม่นมยังไม่เคยเจอหรานหราน ข้าเชื่อว่าเมื่อได้เจอ แม่นมต้องชอบนางอย่างแน่นอน”
“ข้าชอบหรือไม่ล้วนไม่สำคัญ เพราะสิ่งสำคัญคือท่านกับคุณหนูหยุนหรานอยู่ด้วยกันแล้วมีความสุขหรือไม่ต่างหากเ้าค่ะ” แม่นมเฟิงยิ้ม “ข้าได้ยินมาว่าคุณหนูหยุนหรานมีวิชาแพทย์เก่งกาจยิ่งนัก แผลบนตัวของท่านก็เป็นางที่รักษาให้ใช่หรือไม่เ้าคะ”
“นางเป็คนที่ดึงข้ากลับจากประตูนรก และนางยังไม่กลัวว่าจะต้องมาใช้ชีวิตร่วมกับคนต้องคำสาปเช่นข้า แม่นม...นอกจากท่านแล้ว ข้าก็ไม่เคยคิดว่าจะมีใครที่อยากมาอยู่ข้างกายข้าอีก”
“ท่านอ๋องของข้าเป็คนดี ์ย่อมส่งคนดีๆ ให้มาอยู่ข้างกายท่านแน่นอนเ้าค่ะ” แม่นมเฟิงยิ้ม “ท่านอ๋องดูมีความสุขมากเลยนะเ้าคะ หากคุณหนูหยุนหรานกับท่านอ๋องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างลงตัวแล้ว บางทีข้าอาจต้องขอลากลับไปอยู่บ้านเดิมเสียที”
แม่นมเฟิงเลี้ยงดูฉินจื่อฉิงไม่ต่างจากบุตรแท้ๆ แม้จะอายุมากแล้วแต่นางยังเลือกที่จะอยู่จวนอ๋องและไม่กลับไปอาศัยอยู่กับลูกหลาน เมื่อเห็นว่าท่านอ๋องกำลังจะสร้างครอบครัวและมีสตรีที่ดีอยู่ข้างกาย บางทีนางอาจเปลี่ยนความคิดแล้วกลับไปอยู่กับลูกหลานในบั้นปลายของชีวิตก็เป็ได้
“แม่นมจะทิ้งข้าแล้วหรือ” ฉินจื่อฉิงถาม แม้ไม่ได้แสดงออกทางสีหน้า แต่น้ำเสียงของเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
ซึ่งนั่นก็ทำให้แม่นมเฟิงรับรู้ถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของเ้านายได้ทันที “ข้าแค่พูดเผื่อไว้เท่านั้นเ้าค่ะ”
แม้ฉินจื่อฉิงจะผูกพันกับแม่นมเฟิงมาก แต่เขาก็เข้าใจว่าเมื่อถึงบั้นปลายของชีวิต แม่นมก็ควรที่จะได้กลับไปอาศัยอยู่กับบุตรหลาน “เมื่อใดที่แม่นม้ากลับไปใช้ชีวิตที่สุขสงบ แม่นมก็มาบอกข้าได้โดยตรง ข้าจะไม่เห็นแก่ตัวแล้วเก็บแม่นมไว้ข้างกายจนทำให้บุตรหลานของแม่นมต้องลำบากใจ”
“ท่านอ๋อง! แย่แล้วท่านอ๋อง” เผยหยวนจื่อเดินเข้ามาหน้าตาตื่น “อ้าว! แม่นมก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือขอรับ พอดีเลย...เฟิงต้าโกวถูกลูกธนูยิงเข้าที่ต้นขา ท่านตามข้าไปดูอาการเขาก่อนเถิดขอรับ เซียนเยี่ยบอกว่าอาการของเขาหนักมากทีเดียว”
“ต้า...ต้าโกวอาการแย่มากเลยหรือเ้าคะ” แม่นมเฟิงหน้าซีด
“แม่นมอย่าเพิ่งใ ต้าโกวยังมีทางรักษาอยู่ขอรับ ว่าที่พระชายาของเราช่วยเขาได้” เผยหยวนจื่อบอก
“ท่านอ๋อง...” แม่นมเฟิงไม่กล้าบอก แม้ชีวิตของลูกชายจะสำคัญ แต่การรบกวนให้พระชายามารักษาลูกชายก็ดูไม่สมควร
“แม่นมอย่าได้กังวลไป ข้าจะไปเชิญหรานหรานให้มารักษาต้าโกวเอง” ฉินจื่อฉิงพูดจบก็รีบเดินออกจากห้องไป
____________________
[1] ในจีนโบราณ "30 นาที" มักเทียบได้กับ "หนึ่งก้านธูป" ซึ่งหมายถึงเวลาที่ธูป 1 ดอกไหม้หมด (ประมาณ 30-60 นาที) (ที่มา : Google AI)
[2] 1 ชั่ง (จิน) มีค่าประมาณ 0.5 กิโลกรัมหรือ 500 กรัม (ที่มา : Google AI)
[3] วัยสวมกวานคือพิธีบรรลุนิติภาวะของชายหนุ่มเมื่ออายุครบ 20 ปี เพื่อแสดงความเป็ผู้ใหญ่และเริ่มที่จะรับผิดชอบหน้าที่ในครอบครัว (ที่มา : Google AI)