เช้าวันจันทร์มาถึงพร้อมหมอกสีขาวบางหมู่บ้านโคโมเระดูเงียบกว่าปกติต้นเมเปิลส่วนใหญ่ผลัดใบร่วงไปเกือบหมดแล้วเหลือเพียงสีแดงและสีส้มติดอยู่ตามกิ่งบางต้นราวกับกำลังยื้อเวลาของฤดูใบไม้ร่วงเอาไว้เป็วันสุดท้าย มาซาอากิกำลังยกตะกร้าแอปเปิลลงจากรถกระบะเมื่อเงยหน้าขึ้นเขาก็เห็นเคนจิกำลังยืนมองูเาอยู่หน้าสวนคนเป็พ่อดูเหนื่อยกว่าปกติเล็กน้อยหรืออาจเป็เพราะอากาศเย็น
“วันนี้หนาวนะครับ” มาซาอากิพูดขึ้น
เคนจิหันมาก่อนยิ้มบาง ๆ “อือ”
เขามองท้องฟ้าอีกครั้ง“อีกไม่นานก็เข้าหน้าหนาวแล้ว”
ทั้งสองกลับไปทำงานต่อเสียงตะกร้ากระทบกันดังเป็จังหวะผ่านไปพักหนึ่งเคนจิจึงพูดขึ้นลอย ๆ
“วันนี้ฉันต้องเข้าเมือง”
มาซาอากิเงยหน้าขึ้น“มีธุระหรือครับ”
“อือ” คนเป็พ่อพยักหน้าก่อนก้มลงจัดเรียงแอปเปิลในลัง “ไปโรงพยาบาล”
มือของมาซาอากิหยุดไปชั่วครู่“ไม่สบายหรือครับ”
เคนจิส่ายหน้า“เปล่า” แล้วเขาก็ไม่พูดอะไรต่อ
ลมหนาวพัดผ่านสวนแอปเปิลใบไม้แห้งปลิวตกลงบนพื้นหญ้ามาซาอากิรู้สึกว่าความเงียบในเช้านี้แปลกกว่าทุกวันแปลกจนเขาไม่กล้าถามอะไรต่อ
สายหน่อยอาโออิก็เดินเข้ามาในสวน เธอสวมเสื้อโค้ตสีครีมตัวหนาและผ้าพันคอสีแดงเข้มแต่วันนี้ไม่มีรอยยิ้มสดใสเหมือนทุกวัน
“อรุณสวัสดิ์” เธอพูดขึ้นเบา ๆ
“อรุณสวัสดิ์” มาซาอากิมองเธอ
หญิงสาวยิ้มตอบแต่รอยยิ้มนั้นอยู่บนใบหน้าเพียงครู่เดียว
“ฉันมาช่วยเก็บกล่อง” เธอพูด
“ไม่เป็ไร วันนี้งานไม่เยอะ”
“อยู่บ้านก็ไม่มีอะไรทำ” เธอเดินเข้าไปหยิบลังเปล่าขึ้นมาจากนั้นก็ทำงานเงียบๆ เงียบผิดปกติ
ผ่านไปเกือบสิบนาทีเธอจึงพูดขึ้น
“คุณ”
“หืม”
“ถ้าคนเรารู้อนาคตได้...” เธอหยุดเล็กน้อย “...มันจะดีกว่าไหม”
มาซาอากิหันไปมองหญิงสาวกำลังมองพื้นปลายนิ้วกำลังลูบขอบลังไม้ไปมา
“ทำไมถึงถามแบบนั้น”
เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนยิ้มบางๆ “แค่สงสัย”
“ผมไม่รู้” เขาตอบตามตรง “บางเื่รู้ล่วงหน้าก็คงดี”
เขาวางลังลงแล้วหยุดคิด“แต่บางเื่ผมคิดว่าไม่รู้คงดีกว่า”
อาโออิเงียบไปลมเย็นพัดผ่านระหว่างทั้งสอง
“งั้นเหรอ” เธอพึมพำเบา ๆ จากนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
---
ใกล้เที่ยงมิซากิเดินออกมาจากบ้านในมือถือกระเป๋าสีเข้มใบหนึ่ง
“อาโออิ”
“คะ”
“ถึงเวลาแล้ว”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นรอยยิ้มเล็กๆ บนใบหน้าหายไปทันที เธอมองแม่อยู่ครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า
“อือ”
เคนจิถอดถุงมือออกแล้วเดินไปล้างมือที่ก๊อกน้ำไม่มีใครอธิบายอะไรแต่บรรยากาศรอบตัวกลับเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน มาซาอากิยืนอยู่ข้างลังแอปเปิลไม่แน่ใจว่าตัวเองควรอยู่ตรงนี้หรือเดินออกไป
“เราไปนะ” มิซากิหันมาพูดกับเขา
“ครับ” เขาพยักหน้า
อาโออิคว้ากระเป๋าสะพายของตัวเองก่อนจะเดินตามพ่อแม่ออกไปแต่เมื่อเดินผ่านเขาเธอกลับหยุดเพียงชั่วครู่
“เย็นนี้...” เธอพูดเบามาก “ฉันอาจกลับช้าหน่อยนะ”
เขาพยักหน้า“ได้สิ”
หญิงสาวยิ้มบางๆ แล้วเดินต่อ มาซาอากิมองแผ่นหลังของทั้งสามคนจนรถคันเล็กแล่นออกจากสวนและหายไปบนถนนสายแคบของหมู่บ้านลมหนาวพัดผ่านอีกครั้งไม่รู้ทำไมแต่เขากลับรู้สึกว่าวันนี้กำลังจะมีบางอย่างเปลี่ยนไป
---
บ่ายคล้อยหมอกเริ่มลงเร็วกว่าปกติมาซาอากินั่งอยู่บนระเบียงบ้านพร้อมกาแฟร้อนหนึ่งแก้ว หนังสือในมือเปิดค้างอยู่หน้าเดิมมาเกือบครึ่งชั่วโมงเขาอ่านไม่เข้าหัวเลยสายตาเอาแต่มองไปยังถนนหน้าบ้านเป็ครั้งแรกที่เขารู้ตัวว่าตัวเองกำลังรอใครบางคนกลับมา
ท้องฟ้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็สีส้มจากนั้นเป็สีม่วงอมเทา ไฟหน้าบ้านแต่ละหลังเริ่มเปิดขึ้นทีละดวงแต่รถของครอบครัวทาคาฮาชิก็ยังไม่กลับมาเขายกแก้วกาแฟขึ้นจิบตอนนั้นเองโทรศัพท์ก็ดังขึ้นชื่อบนหน้าจอทำให้หัวใจของเขากระตุกเบา ๆ อาโออิ
เขารีบกดรับ“สวัสดี”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเสียงของเธอจะดังขึ้นเบากว่าทุกครั้ง
“คุณ...”
“อือ”
“ตอนนี้ว่างไหม”
“ว่าง”
ความเงียบเกิดขึ้นอีกครั้งมีเพียงเสียงลมหายใจแ่เบาจากปลายสาย
“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า” เขาถาม
หญิงสาวไม่ได้ตอบทันทีเมื่อเธอพูดอีกครั้งน้ำเสียงกลับสั่นนิดๆ
เธอหยุดแล้วสูดลมหายใจเข้า“ฉัน.......ฉันอยากเจอคุณ”
มาซาอากิลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที“คุณอยู่ไหน”
“สถานีรถไฟ” เสียงของเธอเบาจนแทบเป็กระซิบ “ฉันอยู่คนเดียว”
ลมเย็นพัดผ่านระเบียงบ้านในหมู่บ้านแสงไฟเริ่มสว่างขึ้นทีละดวงแต่ในอกของเขากลับมีความรู้สึกหนักอึ้งบางอย่างค่อย ๆก่อตัวขึ้น
“รอผมนะ” เขาพูดทันที “ผมจะไปเดี๋ยวนี้”
ปลายสายเงียบไปก่อนเสียงของอาโออิจะดังขึ้นอีกครั้งแ่เบาจนแทบฟังไม่ชัด“อือ” แล้วสายก็ตัดไป
มาซาอากิแทบไม่ได้คิดอะไรหลังวางสายเขาก็คว้าเสื้อโค้ตจากพนักเก้าอี้ หยิบกุญแจบ้าน แล้วก้าวออกไปทันที
ลมเย็นยามเย็นพัดปะทะใบหน้าหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านกำลังเข้าสู่ค่ำคืน ไฟหน้าบ้านแต่ละหลังสว่างขึ้นทีละดวง เสียงโทรทัศน์ลอยออกมาจากบ้านหลังหนึ่งเสียงสุนัขเห่าจากอีกหลังหนึ่งทุกอย่างยังเป็ปกติแต่ในอกของเขากลับไม่ปกติเลยสักนิด
“ฉันอยากเจอคุณ”
น้ำเสียงของเธอยังติดอยู่ในหัวเขาเร่งฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว
---
สถานีโคโมเระแทบไม่มีคนมีเพียงแสงไฟสีเหลืองสองดวงเหนือชานชาลาและเสียงลมที่พัดผ่านรางรถไฟมาซาอากิชะลอฝีเท้าก่อนจะมองเห็นใครบางคน อาโออินั่งอยู่บนม้านั่งไม้ตัวเดิม กล้องของเธอวางอยู่ข้างตัวมือทั้งสองข้างประสานกันแน่น เธอกำลังก้มหน้าจนผมตกลงมาปิดแก้ม เขาไม่เคยเห็นเธอเป็แบบนี้มาก่อนไม่ใช่คนที่ยิ้มเก่ง ไม่ใช่คนที่พูดว่า “ดีจัง”กับทุกเื่แต่เป็หญิงสาวคนหนึ่งที่ดูเหมือนกำลังพยายามไม่ร้องไห้
เขาเดินเข้าไปช้าๆ จนหยุดอยู่ตรงหน้า
“อาโออิ”
เธอเงยหน้าขึ้นดวงตาคู่นั้นแดงนิดๆ เมื่อเห็นเขา รอยยิ้มเล็ก ๆ ก็ปรากฏขึ้นแต่ดูฝืนกว่าทุกครั้ง
“คุณมาเร็วจัง”
“ผมอยู่ไม่ไกล”
เธอพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะก้มหน้าลงอีกความเงียบตกลงมาระหว่างทั้งสอง มาซาอากิไม่ได้ถามทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นเขาเพียงนั่งลงข้างๆ เว้นระยะไว้เล็กน้อยเหมือนทุกครั้ง ลมเย็นพัดผ่านชานชาลาเสียงป้ายเหล็กกระทบกันเบาๆ
ผ่านไปพักใหญ่หญิงสาวจึงพูดขึ้น
“ขอโทษนะ”
“เื่อะไร”
“ที่โทรหา”
เขาหันไปมอง“ทำไมต้องขอโทษ”
เธอยิ้มบางๆ แต่ไม่ตอบมือของเธอยังคงประสานกันแน่น
“คุณกินข้าวหรือยัง” เธอถามขึ้น
“ยัง”
“งั้นเหรอ”
“แล้วคุณล่ะ”
เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบเบาๆ “จำไม่ได้”
เขานิ่งไปนี่ไม่ใช่คำตอบของคนที่ลืมจริงๆ แต่เป็คำตอบของคนที่ไม่มีแก่ใจจะกิน ลมเย็นพัดผ่านมาอีกครั้ง อาโออิเงยหน้ามองรางรถไฟตรงหน้าก่อนถามขึ้น
“คุณเคยกลัวไหม”
“กลัวอะไร”
“อนาคต”
เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบตามตรง“เคย”
เธอพยักหน้า“ฉันก็เคย”
เธอยิ้มบางๆ “แต่วันนี้ฉันกลัวมากกว่าทุกครั้ง”
มาซาอากิมองเธอไม่ได้พูดอะไรเพราะรู้สึกว่าถ้าเขาพูดอะไรออกไปตอนนี้มันอาจทำให้เธอหยุดพูดและเขาไม่อยากให้เป็แบบนั้น
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าช้าๆ ก่อนปล่อยออกมา
“หมอบอกว่า” เธอหยุดไปพักหนึ่ง “ผลตรวจครั้งล่าสุดไม่ค่อยดี”
ลมเหมือนเย็นลงกว่าเดิม
“โรคของฉัน” เธอก้มมองมือของตัวเอง “มันกำลังเร็วขึ้น”
เสียงของเธอเบามาก“เร็วกว่าที่พ่อกับแม่คิด”
ความเงียบปกคลุมชานชาลาไกลออกไปเสียงนกตัวหนึ่งร้องขึ้น ก่อนจะกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง
“พวกเขารู้มาสักพักแล้ว” เธอพูดต่อ “แต่เพิ่งบอกฉันวันนี้”
เธอหัวเราะเบาๆ เสียงนั้นไม่ได้มีความสุขเลย
“ฉันนึกว่าตัวเองมีเวลาอีกเยอะ”
เธอเม้มปาก“นึกว่ายังไปได้อีกหลายที่ ยังถ่ายรูปได้อีกเยอะ ยังเห็นใบไม้เปลี่ยนสีอีกหลายปี”
เธอสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนเงยหน้าขึ้นดวงตาคู่นั้นแดงขึ้นอีกนิด
“แต่จู่ ๆ” เสียงของเธอสั่นเล็กน้อย “กลับมีคนมาบอกว่าเวลาของฉันอาจเหลือน้อยกว่าที่คิด”
มาซาอากิรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างหนักอึ้งอยู่ในอกแต่เขายังคงเงียบเธอไม่ได้้าคำปลอบในตอนนี้ เธอ้าใครสักคนที่รับฟัง
หญิงสาวหัวเราะอีกครั้งแล้วส่ายหน้าเบาๆ “ฉันดูแย่มากเลยเนอะ”
“ไม่เลย...ไม่แย่เลย”“ เขาตอบทันที
อาโออิเงยหน้าขึ้นเธอมองเขาอยู่พักหนึ่งก่อนยิ้มบางๆ
“คุณใจดีจัง”
“ผมไม่ได้ใจดี”
“คุณใจดี” เธอพูดย้ำ “ใจดีเกินไปด้วย”
ลมเย็นพัดผ่านอีกครั้งหญิงสาวก้มมองพื้นเมื่อเธอพูดอีกครั้ง น้ำเสียงกลับแ่ลงมาก
“ฉันโกรธพ่อกับแม่ด้วย”
เธอเม้มปาก“แล้วก็รู้สึกผิดที่โกรธ”
เธอหัวเราะเบาๆ “ยุ่งเหยิงไปหมดเลย”
เธอเงยหน้าขึ้นดวงตาเริ่มมีน้ำใสๆ คลออยู่ “ฉันควรทำยังไงดี”
เป็ครั้งแรกที่เธอถามเขาแบบนั้นไม่ใช่ถามว่าท้องฟ้าสวยไหม ไม่ใช่ถามว่าพรุ่งนี้จะฝนตกหรือเปล่าแต่เป็คำถามที่ไม่มีคำตอบและเขาก็ไม่รู้คำตอบจริงๆ มาซาอากินิ่งไปพักหนึ่งก่อนค่อย ๆ พูดขึ้น
“ผมไม่รู้”
เธอกะพริบตา
เขายิ้มบางๆ “เื่แบบนี้ ไม่มีใครรู้หรอก”
หญิงสาวมองเขาเงียบๆ
“แต่...” เขาหยุดคิด
ก่อนพูดต่อช้าๆ “ผมคิดว่าคุณโกรธได้”
เธอนิ่งไป
“แล้วก็เสียใจได้”
ลมพัดเส้นผมของเธอเบาๆ
“คุณไม่จำเป็ต้องเข้มแข็งตลอดเวลาหรอก”
ประโยคนั้นทำให้ดวงตาของเธอสั่นไหวความเงียบตกลงมาอีกครั้งมีเพียงเสียงลมหายใจแ่เบาของคนทั้งสอง ก่อนที่หญิงสาวจะก้มหน้าลงช้าๆ แล้วพูดขึ้นเสียงเบาจนแทบเป็กระซิบ
“ฉันเหนื่อยจัง”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจของเขาบีบแน่นขึ้นอย่างประหลาดเพราะคนที่พูดมันออกมาคือคนที่พยายามยิ้มมาตลอดและวันนี้เธอคงเหนื่อยจริงๆ
ลมเย็นพัดผ่านชานชาลาอีกครั้งอาโออิยังคงก้มหน้าอยู่มือทั้งสองข้างวางอยู่บนตักเธอไม่ได้ร้องไห้แต่ไหล่เล็ก ๆดูอ่อนแรงกว่าทุกครั้งที่เขาเคยเห็น ผ่านไปพักใหญ่เธอจึงสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ แล้วเงยหน้าขึ้นมองรางรถไฟตรงหน้า
“ตอนเด็ก ๆ ฉันเคยคิดว่าพ่อกับแม่เก่งมาก”
เธอพูดขึ้นเบาๆ “เก่งจนไม่มีอะไรทำให้กลัวได้”
รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า “พอฉันเป็ไข้ พ่อก็อุ้มไปโรงพยาบาล พอฉันร้องไห้แม่ก็รู้ทันทีว่าต้องปลอบยังไง”
เธอหัวเราะน้อยๆ “ฉันเคยคิดว่าพวกเขาแก้ปัญหาได้ทุกเื่”
ความเงียบเกิดขึ้นชั่วครู่ก่อนรอยยิ้มบนใบหน้าจะค่อยๆ จางลง
“แต่วันนี้” เธอก้มลงมองมือของตัวเอง “ฉันเพิ่งเห็นว่าพ่อกับแม่ก็กลัวเหมือนกัน”
มาซาอากิหันไปมองเธอ
“ตอนอยู่ที่โรงพยาบาล” เสียงของเธอแ่ลง “แม่ร้องไห้”
ลมเย็นพัดผ่านรางรถไฟ
“ฉันไม่เคยเห็นแม่ร้องไห้เพราะฉันเลย” เธอเม้มปาก
“แล้วพ่อ...” เธอเงียบไปราวกับกำลังเรียบเรียงความทรงจำ “พ่อพยายามยิ้ม”
เธอหัวเราะเบาๆ “แต่ยิ้มไม่เก่งเลย”
น้ำเสียงเริ่มสั่นนิดๆ “ฉันมองออกทันทีว่าพ่อกำลังกลัว”
ความเงียบตกลงมาอีกครั้งมาซาอากิไม่พูดอะไรเพียงนั่งอยู่ข้าง ๆ รับฟังและรอ หญิงสาวยกมือขึ้นลูบตาตัวเองเบาๆ
“ฉันรู้ว่าพวกเขาปิดบังเพราะเป็ห่วง” เธอพูดช้า ๆ
“รู้ว่าพวกเขาพยายามปกป้องฉัน” เธอสูดลมหายใจเข้าก่อนปล่อยออกมาช้า ๆ
“แต่พอรู้ความจริง” เธอก้มหน้าลง “ฉันก็ยังเสียใจอยู่ดี”
น้ำเสียงนั้นเบามากเบาจนแทบแตกสลาย
“ฉันเป็ลูกที่แย่ไหม”
มาซาอากิหันมามองเธอทันที
“ที่โกรธพวกเขา”
เธอกำชายเสื้อโค้ตไว้แน่น
“ทั้งที่พวกเขาเหนื่อยเพื่อฉันมาตลอด ทั้งที่พวกเขาเป็คนที่เสียใจที่สุด”
เธอเงียบไปพักหนึ่งก่อนพูดต่อ“แต่ฉันก็ยังโกรธ”
ลมเย็นพัดผ่านอีกครั้งเขามองหญิงสาวข้างๆ คนที่กำลังโทษตัวเอง ทั้งที่เพิ่งได้รับข่าวร้ายที่สุดข่าวหนึ่งในชีวิต
“คุณไม่ได้แย่” เขาพูดขึ้น
อาโออิเงยหน้าช้าๆ
“คนเรารู้สึกหลายอย่างพร้อมกันได้”
เขามองเธอ“รักใครสักคนมากแต่ก็โกรธเขาได้ เข้าใจเขาแต่ก็เสียใจได้”
เสียงของเขาเบาลง“มันไม่ทำให้คุณเป็คนไม่ดีหรอก”
หญิงสาวนิ่งไปลมพัดผมข้างแก้มของเธอเบาๆ
“จริงเหรอ” เธอถามน้ำเสียงเหมือนเด็กที่ไม่มั่นใจ
เขาพยักหน้า“จริง”
อาโออิมองเขาอยู่พักใหญ่ก่อนหลุบตาลงดวงตาเริ่มแดงขึ้นอีกครั้ง
“คุณนี่” เธอหัวเราะทั้งที่น้ำตาคลอ “ชอบพูดให้คนร้องไห้”
คราวนี้เขาหลุดยิ้มบางๆ “ผมไม่ได้ตั้งใจ”
เธอยกมือขึ้นเช็ดตาแล้วหัวเราะอีกครั้งเสียงหัวเราะสั่นเล็กน้อยแต่ฟังดูเบาขึ้นกว่าก่อนหน้านี้
ไกลออกไปมีเสียงรถไฟดังขึ้นแ่ ๆ ไฟหน้าของขบวนรถค่อย ๆปรากฏขึ้นในความมืดรถไฟเที่ยวสุดท้ายของวันกำลังแล่นผ่านสถานีแต่ไม่มีใครลุกขึ้น ไม่มีใครคิดจะขึ้นรถไฟขบวนนั้นทั้งสองเพียงนั่งมองมันแล่นผ่านไปช้าๆ เสียงล้อเหล็กดังอยู่ครู่หนึ่งก่อนกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง
“ฉันเคยนั่งรถไฟเที่ยวนี้บ่อยมาก ตอนเรียนมัธยม” อาโออิพูดขึ้น
เธอมองรางรถไฟ“บางวันกลับบ้านดึก บางวันนั่งไปกลับเฉย ๆ”
เธอยิ้มบางๆ “ตอนนั้นฉันไม่เคยคิดเลยว่า...”
เธอหยุดไปชั่วครู่“...สักวันหนึ่ง ฉันอาจมองไม่เห็นหน้าต่างรถไฟ”
ประโยคนั้นทำให้ความเงียบหนักขึ้นทันทีหญิงสาวยิ้มแต่คราวนี้เป็รอยยิ้มเศร้า
“ฉันยังมีหลายอย่างที่ไม่อยากเสียไป”
เธอมองมือของตัวเอง“สีของท้องฟ้า ใบไม้สีแดง แสงไฟในหมู่บ้าน”
น้ำเสียงของเธอเบาลงเรื่อยๆ “หน้าของพ่อ หน้าของแม่”
เธอเงียบไปลมเย็นพัดผ่านอีกครั้งก่อนที่เธอจะพูดประโยคสุดท้ายออกมา“...แล้วก็หน้าของคุณ”
มาซาอากินิ่งไปเขาหันมามองเธอแต่หญิงสาวยังคงมองตรงไปข้างหน้าเหมือนไม่ได้รู้ตัวเลยว่าเพิ่งพูดอะไรออกมาหรือบางที...เธออาจรู้ตัวแต่ไม่มีแรงจะเก็บซ่อนอีกแล้วความเงียบทอดยาวนานเสียจนได้ยินเสียงลมพัดผ่านกิ่งไม้ข้างสถานี
อาโออิค่อยๆ ก้มหน้าลง
“ฉันกลัว” เธอพูดอีกครั้งคราวนี้เสียงสั่นชัดเจน
“ฉันกลัวว่าสักวันหนึ่ง” น้ำตาหยดหนึ่งตกลงบนหลังมือของเธอ
“ฉันจะจำหน้าทุกคนไม่ได้”
ลมหายใจของมาซาอากิหนักขึ้นอย่างช้าๆ เขามองหญิงสาวที่กำลังก้มหน้า มองมือที่กำแน่นและมองไหล่เล็ก ๆ ที่สั่นนิด ๆ ก่อนจะยกมือขึ้นช้าๆ แล้ววางลงบนหลังมือของเธอ ไม่ได้จับ ไม่ได้บีบ เพียงแตะเอาไว้เบา ๆ
อาโออิชะงักเธอเงยหน้าขึ้นดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตามองเขาอย่างเงียบงัน
“ถ้าวันนั้นมาถึงจริง ๆ” เขาพูดช้า ๆ “คุณก็ไม่จำเป็ต้องจำทุกอย่างคนเดียว”
ลมเย็นพัดผ่านชานชาลา
“ผมจะช่วยจำด้วย”
ความเงียบตกลงมาทันทีหญิงสาวมองเขาไม่กะพริบตาราวกับกลัวว่าถ้ากะพริบตา คำพูดนั้นจะหายไป
จากนั้นน้ำตาอีกหยดหนึ่งก็ไหลลงมาแต่ครั้งนี้เธอไม่ได้รีบเช็ดมันน้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาบนหลังมือของอาโออิแล้วอีกหยดหนึ่ง เธอไม่ได้รีบเช็ดมัน ไม่ได้พยายามยิ้มไม่ได้พูดว่าไม่เป็ไรเพียงก้มหน้านิ่งอยู่แบบนั้น ปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาเงียบ ๆ ลมเย็นพัดผ่านชานชาลาพัดปลายผมของเธอให้ไหวเบาๆ มาซาอากิยังคงวางมืออยู่บนหลังมือของเธอ ไม่ได้พูดอะไรเพราะบางครั้งความเงียบก็อ่อนโยนกว่าคำปลอบใดๆ
ผ่านไปพักหนึ่งเขาจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าเสื้อแล้วส่งให้เธออาโออิเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาแดงจนเห็นได้ชัด เธอมองผ้าเช็ดหน้าในมือเขาก่อนรับมันไป
“ขอบคุณ” เสียงของเธอแหบเล็กน้อย
เธอยกผ้าขึ้นแตะที่หางตาแล้วหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะนั้นสั่นนิด ๆ
“ฉันดูแย่มากเลย”
มาซาอากิมองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนส่ายหน้า“ไม่หรอก”
เธอยิ้มเศร้าๆ “ร้องไห้ขนาดนี้ ยังไม่แย่อีกเหรอ”
เขาหลุดยิ้มบางๆ ก่อนตอบช้า ๆ “วันนี้คุณแค่เหนื่อย”
ลมเย็นพัดผ่านอีกครั้งอาโออิก้มมองผ้าเช็ดหน้าในมือ เธอไม่ได้ตอบทันทีเพียงกำผ้าผืนนั้นไว้เบา ๆ จากนั้นจึงยิ้มจางๆ
“จริงด้วย” เธอพูดราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ “ฉันเหนื่อยมานานแล้ว”
ทั้งสองนั่งอยู่บนม้านั่งต่ออีกพักใหญ่ไม่มีใครพูดอะไร ไกลออกไปแสงไฟของหมู่บ้านเริ่มสว่างขึ้นทีละดวง แสงสีส้มเล็ก ๆกระจายอยู่ตามเชิงเขาเหมือนดาวที่ตกลงมาอยู่บนพื้นดิน
อาโออิมองมันอยู่นานก่อนจะพูดขึ้นเบาๆ “สวยจัง”
มาซาอากิหันไปมองหมู่บ้าน“อือ”
เธอยิ้มบางๆ “ฉันชอบเวลาหมู่บ้านเปิดไฟตอนเย็น”
ลมพัดกลิ่นหนาวมาจางๆ “ตอนเด็ก ๆ ฉันชอบนั่งดูแบบนี้”
เธอหยุดไปครู่หนึ่ง“แล้วก็คิดว่า ถ้ามองเห็นแสงพวกนี้อยู่ แปลว่าทุกคนยังอยู่ตรงนั้น”
เธอก้มลงมองมือของตัวเองเสียงของเธอเบาลงเรื่อยๆ
“่หลัง ๆ ฉันเริ่มกลัวตอนกลางคืนเพราะฉันมองอะไรไม่ชัดเหมือนเดิม”
เธอสูดลมหายใจเข้าก่อนปล่อยออกมาช้าๆ
“บางที” เธอเงยหน้ามองแสงไฟอีกครั้ง “ฉันอาจกลัวการหายไปของคนอื่นมากกว่าความมืดก็ได้”
ความเงียบทอดยาวมาซาอากิไม่ได้พูดแทรกเขาเพียงนั่งอยู่ตรงนั้นรับฟังทุกคำ
หญิงสาวยิ้มบางๆ ก่อนพูดต่อ “ฉันคิดว่าตัวเองต้องยิ้มตลอดเวลา”
เธอหัวเราะน้อยๆ “ถ้าฉันร้องไห้ ทุกคนจะเสียใจ”
เธอเม้มปาก“ถ้าฉันดูเข้มแข็ง พ่อกับแม่อาจสบายใจขึ้น”
ลมเย็นพัดผ่านชานชาลาอีกครั้ง
“ฉันเลยพยายามยิ้ม” เธอหลุบตาลง
“ยิ้มบ่อย ๆ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น” น้ำเสียงค่อย ๆ แ่ลง
“แต่บางวัน” เธอหยุด “มันเหนื่อยจัง”
มาซาอากิมองเธอแล้วนึกถึงรอยยิ้มของเธอตลอดหลายเดือนที่ผ่านมารอยยิ้มสดใส รอยยิ้มที่พูดคำว่า “ดีจัง” อยู่เสมอและเป็ครั้งแรกที่เขาคิดขึ้นมา บางที...ภายใต้รอยยิ้มเ่าั้อาโออิอาจกำลังพยายามอย่างหนักมาตลอด
เขาสูดลมหายใจเข้าเบาๆ ก่อนพูดขึ้น “บางที...”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้น
“คนที่รักคุณ อาจอยากรู้ว่าคุณเสียใจเหมือนกัน”
ลมเหมือนหยุดไปชั่วครู่อาโออิมองเขานิ่งไม่ได้พูดอะไรดวงตาคู่นั้นสั่นไหวเล็กน้อย
“พ่อกับแม่ของคุณ” เขาพูดต่อช้า ๆ “คงไม่ได้อยากให้คุณยิ้มตลอดเวลา”
“พวกเขาคงอยากรู้เหมือนกัน ว่าคุณกลัว คุณเสียใจแล้วคุณเหนื่อย”
เสียงของเขาเบาลง“เพราะพวกเขาเป็ครอบครัวของคุณ”
ความเงียบตกลงมาอีกครั้งหญิงสาวก้มหน้าลงช้าๆ ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ แต่ครั้งนี้ยังมีน้ำตาอยู่ในเสียงหัวเราะนั้น
“คุณนี่” เธอยกมือขึ้นเช็ดตา “พูดเก่งขึ้นนะ”
เขาหลุดยิ้ม“ผมเหรอ”
“อือ” เธอพยักหน้า
ก่อนมองแสงไฟของหมู่บ้านอีกครั้งแล้วพูดขึ้นเบาๆ “ฉันคงเหนื่อยจริง ๆ”
ลมเย็นพัดผ่านชานชาลาอาโออิยังคงมองไปข้างหน้าก่อนจะค่อยๆ เอนตัวช้า ๆ ช้าเสียจนแทบไม่ทันสังเกตแล้วศีรษะของเธอก็แตะลงบนไหล่ของเขา
มาซาอากิชะงักร่างกายแข็งไปชั่วขณะเขาหันไปมองหญิงสาวข้างๆ อาโออิยังคงมองแสงไฟของหมู่บ้าน
แต่เปลือกตาของเธอดูหนักขึ้น
“ขออยู่แบบนี้” เธอพูดเบามาก “สักพักได้ไหม”
เขานิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบแ่เบา“ได้สิ”
หลังจากนั้นไม่มีใครพูดอะไรอีกมีเพียงเสียงลม เสียงแมลงกลางคืนที่ดังอยู่ไกล ๆ และแสงไฟเล็ก ๆจากหมู่บ้านที่ส่องอยู่เบื้องล่าง อาโออิค่อย ๆหลับตาลงลมหายใจของเธอสม่ำเสมอขึ้นทีละน้อยราวกับความเหนื่อยล้าทั้งหมดของวันกำลังค่อยๆ ถูกวางลง
มาซาอากินั่งนิ่งไม่ขยับแม้แต่น้อยปล่อยให้เธอพิงอยู่แบบนั้นปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ของมันและเป็ครั้งแรกที่หญิงสาวคนหนึ่งไม่ได้พยายามแบกความกลัวเอาไว้เพียงคนเดียว