บทที่ 8 หัวขโมย
รุ่งเช้าวันต่อมา แสงอรุณงดงามลอดผ่านม่านเมฆา ััได้ว่าอุณหภูมิอุ่นขึ้นกว่าปกติ ่เวลานี้ลมพัดกระดิ่งหยกเสนาะหูประหนึ่งสังคีต ยามลมสงบกลีบหมั่วตั๋นถูกหิมะปกคลุมขาวโพลน มันช่างเหมาะแก่การเกี้ยวพานสามีอะไรเช่นนี้ ว่าแล้วก็คลี่ยิ้มหวานหน้าคันฉ่องตวัดพู่กันเขียนหางคิ้ว ตามด้วยชุบหมึกแดงปัดป่ายวาดบุปผชาติกลางหน้าผาก
"อาเหวิน ข้างามหรือไม่"
"งามเ้าค่ะ" สองนายบ่าวเข้ากันเป็ปี่เป็ขลุ่ย
"เช่นนั้นข้าจะไปหาท่านแม่ทัพ... แล้วสามีข้าเล่า"
"ได้ยินพ่อบ้านิบอกว่าท่านแม่ทัพไม่ได้ออกจากห้องตำราั้แ่เมื่อคืนเ้าค่ะ"
"เช่นนั้นเตรียมน้ำแกงให้ข้าสักถ้วย เร็วเข้า"
เฟยหรานพรมน้ำค้างหอมจนฉุนขึ้นโพรงจมูก การแต่งกายเกินงามประโคมบุปผาดอกใหญ่ล้นศีรษะดูอย่างไรก็เหมือนหญิงคณิกาจากคอโคมแดง นางช่างไร้เดียงสาอะไรขนาดนั้น เดิมทีตั้งใจแต้มแต่งทุกส่วนเพื่อเอาใจสามี หารู้ไม่ว่าแต่งตัวเช่นนี้รังแต่จะทำให้เขาโมโหตายเสียมากกว่า
ในที่สุดก็เคลื่อนตัวมาถึงหน้าห้องตำรา เฟยหราน้ายืนสงบนิ่งเพื่อทำใจอยู่ครู่หนึ่ง... ทว่ากระแสความคิดในราตรีที่เพิ่งผ่านพ้นไปพลันแล่นเข้ามารบกวน! นงคราญแสนโสภาถึงกับขาอ่อนมือเหลวเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนทำอะไรลงไปบ้าง หญิงสาวใช้แผ่นหลังพิงกำแพงหรี่เปลือกตาแคบจนจวนปิดสนิทหวนนึกถึงความทรงจำอันพร่าเลือน
"มารยาสาไถย!" กายกำยำปรากฏไล่หลังนำด้วยเสียงเข้มข้นขึงขัง
คออ่อนคอพับไม่รู้จักประมาณตน คนเรามันมีเื่อันใดให้น่ากลัดกลุ้มใจนักถึงขั้นดื่มสุราสองกาในคืนเดียว ขณะนี้กำลังเมากึ่มได้ที่ผู้เป็สามีก็ปรากฏตัวเพื่อจะเอาเื่เสียให้ได้
เฟยหรานยังไม่ทันขานตอบเสียด้วยซ้ำข้อมือเล็กเรียวถูกคว้าไว้อย่างแรง ทว่าแทนที่นางจะโกรธเคืองหรือชักสีหน้าไม่พอใจแต่กลับหัวเราะร่วนออกมาอย่างไม่รู้ประสีประสา พูดจางึมงำบ้าใบ้แทบจับใจความไม่ได้
"เ้าลูกเต่าโหรวป๋อเซียน แม้แต่ยามข้าเมามายยังกล้ามาหลอกหลอนหรือ ช่างเถอะ ใครใช้ให้ข้านึกถึงแต่เื่ท่าน คาดหวังในตัวท่าน ภายภาคหน้าท่านต้องเป็ที่พึ่งพิงให้ข้าเข้าใจหรือไม่" น้ำเสียงไพเราะเคล้าคลอสีหน้าพะอืดพะอมคล้ายอยากอาเจียน
"ข้าถามว่าเข้าใจหรือไม่!"
เฟยหรานพยายามปรือตามองใบหน้าคมเข้มพลางตวาดเสียงดุขึ้นสองระดับ ทว่าป๋อเซียนเอาแต่ขมวดคิ้วมุ่นจ้องมองนางหัวจรดเท้าด้วยแววตาสมเพชเวทนา เขาแน่วแน่กับตัวเองเหลือเกินว่าชาตินี้ทั้งชาติจะไม่มีทางหลงรักนาง ยามนี้ได้แต่เฝ้ารอให้การแต่งงานของเขาและนางซาลงอีกสักระยะ ถึงเวลานั้นแล้วต่อให้นางจะหนีไปกับชายอื่นจนสุดหล้าฟ้าเขียวก็ตามแต่นาง้า
ครุ่นคิดมาถึงตรงนี้ริมฝีปากบอบบางซุกซนเขมือบเข้ามาปล้นชิงรอยจุมพิตจากปากชายหนุ่มเป็ครั้งที่สอง นางช่างเหิมเกริมไม่รู้จักรักษาจริยวัตรอันดีงามตามครรลอง ทุ่มเถียงในใจยังไม่ถึงไหนแฉกลิ้นเล็กลอบจาบจ้วงเข้าไปในโพรงปาก รนหาที่ตายกวัดแกว่งเย้ายวนลิ้นอันสากกร้าน ไม่เพียงเท่านั้นยังตวัดวนกวาดเอาน้ำหวานจากปากผู้อื่นกลืนลงท้องอย่างช่ำชอง
นางทำถึงขนาดนี้ชายทั้งแท่งจะทนทานต่อต้านได้อย่างไร ต่อให้โหรวป๋อเซียนจะหยาบกระด้างเ็าแต่เขายังนับว่าเป็บุรุษเพศมิใช่ก้อนอิฐเศษปูน อึดใจเดียวใบหน้าที่ยับย่นแปรเปลี่ยนเป็ร้อนผ่าวเคลิบเคลิ้ม ฝ่ามือหยาบใหญ่ค่อย ๆ ลูบไล้แผ่นหลังนุ่มละมุนอย่างกระหาย
จู่ ๆ พลันกระตุกตัวตื่น... สติทั้งแปดสายไหลเวียนคืนสู่ร่าง ป๋อเซียนถอนมือจากแผ่นหลังวกขึ้นมาผลักเฟยหรานอย่างแรงกระทั่งหญิงสาวกลิ้งกลุก ๆ เป็ลูกขนุน
"นางปีศาจหลายใจ! ช่ำชองและเชี่ยวชาญเพียงนี้คงทำกับชายอื่นมากหน้าหลายตาใช่หรือไม่!" น้ำเสียงแข็งกร้าวเปล่งตำหนิอย่างไม่พอใจ
"หึๆ ยอมอ้าปากพูดแล้วใช่หรือไม่ กลั่นแกล้งลูกเต่าอย่างเ้าสนุกสนานยิ่งนัก! " นางหัวเราะชอบใจคล้ายเด็กสามขวบ
"หุบปากของเ้าเสีย! มิเช่นนั้นข้าจะเย็บปากเ้า"
ป๋อเซียนไม่อาจปล่อยให้นางนอนแผ่หลาอยู่ในสภาพนี้ จึงฝืนใจพูดมากอีกสักสองสามประโยคพร้อมหันกลับไปอุ้มนางเข้าเรือนนอน ครั้นส่งถึงเตียงใหญ่ความอ่อนโยนที่พึงมีกลับไร้วี่แวว ป๋อเซียนโยนร่างงามลงบนเตียงอย่างไม่ลังเล ทว่ายามหมุนตัวกลับรังแต่จะจากไปเขายังได้ยินนางพูดพร่ำไม่หยุดว่า
"แม้แต่ภาพลวงตายังเกรี้ยวกราดเพียงนี้... แล้วภรรยาคนงามเช่นข้าต้องทำอย่างไรสามีถึงจะยอมใจอ่อนเล่า"
"เสี่ยวโหรวฮูหยินไม่เข้าไปหรือขอรับ"
เสียงพ่อบ้านิแว่วมาจากด้านข้างทำนางสะดุ้งโหยงสติกระเจิง ถาดน้ำแกงร้อนในมือพลิกคว่ำลวกหลังมือโดยไม่ได้ตั้งใจ บัดนี้ซู่เฟยหรานที่ปราดเปรื่องพอจะเดาออกแล้วว่าตนได้ทิ้งะเิลูกที่สองเอาไว้อีกจนได้
"มันผู้ใดกล้าส่งเสียงรบกวนข้า" น้ำเสียงเข้มลอดบานประตูออกมา
ทว่าหันกลับไปทางด้านข้างเพื่อหาพรรคพวก พ่อบ้านิดันวิ่งปรู๊ดตัวปลิวไปไกลแล้ว แม้อยากจะะโเรียก "เอ้า รอข้าด้วย!" แต่เฟยหรานทำได้เพียงขยับปากมุบมิบไม่กล้าเปล่งเสียงดัง
ย๊าก! เ้าเด็กเวรวิ่งมาจากทิศใดไม่ทราบ
นี่มันเคราะห์ซ้ำกรรมซัดชัดๆ อยู่ดีไม่ว่าดีแผ่นหลังถูกผลักอย่างแรง หากไม่เร่งประคองตัวไว้ต้องหัวทิ่มลมทับเศษชามที่แตกเกลื่อนพื้นแน่ นึกไม่ถึงว่าโหรวป๋อเซียนจะเป็วีรบุรุษช่วยสาวงาม แผงอกแกร่งรับนางไว้ในอ้อมกอดโดยไม่ลังเล ยามนี้พวกเขาทั้งสองราวตกอยู่ในห้วงภวังค์แห่งรัก หัวใจที่แข็งกระด้างค่อย ๆ ถูกกระตุ้นอย่างละมุนละม่อม
"เจ็บใจนัก! นางปีศาจจิ้งหรีดฝากไว้ก่อนเถอะ พี่ใหญ่ช่วยเหลือเ้าไว้เพราะสัญชาตญาณเท่านั้น วันแล้ววันเล่าข้าจะไม่มีวันให้เ้าสมหวัง "
เสียงเ้าเด็กอันธพาลเสี่ยวซานดังเจื้อยแจ้วนำมา ครั้นกวาดตาไปมองก็เห็นเขายืนเท้าสะเอวหยีหน้ายับย่นด้วยความไม่พอใจ ยามนี้เ้าเด็กน้อยเหมือนลูกกระรอกพองขน หาได้น่าเกรงขามอย่างที่เขากำลังคิด ยโสโอหังได้ไม่ทันไรเ้าเด็กร่างผอมแห้งต้องรีบวิ่งดุ๊กไปหลบหลังเสาร์ก็ยามที่โหรวป๋อเซียนเฉลียงดวงตาแข็งกร้าวปราดปราม
"ทะ ท่านพี่ จะโทษข้าไม่ได้ เสี่ยวซานทำลงไปก็เพื่อท่าน ช่วยกำจัดนางปีศาจจิ้งหรีด" หัวเล็กลีบผลุบ ๆ โผล่ ๆ หลังเสาร์น่าเอ็นดู
"แก่แดด! หน้าที่ของเ้าคือฝึกวรยุทธอ่านตำรา เื่ของผู้ใหญ่หาใช่ธุระโกงกางให้เ้าต้องเปลืองแรงมายุ่มย่าม ข้าผู้เป็ต้าซือหยวนเหรินสังหารคนมาเป็แสนเป็ล้านไม่จำเป็ต้องพึ่งเด็กนิสัยเสียเช่นเ้า กับอีแค่ฆ่าสตรีหนึ่งคนง่ายดายยิ่งกว่าดีดนิ้ว"
พูดเพียงเท่านี้เสี่ยวซานก็กลัวจนตัวสั่น แทนที่จะอดกลั้นดั่งวิถีบุรุษเขากลับร้องไห้ระงมเสียงดัง ยามนี้ซู่เฟยหรานได้เห็นกับตาว่าชีวิตของเสี่ยวซานในจวนแม่ทัพมิได้ง่ายดายเลยแม้แต่น้อย ยิ่งคิดได้เช่นนั้นนางยิ่งไม่อยากถือโทษโกรธเคืองอันใดเลย ในความคิดของป๋อเซียนย่อมรู้ดีว่าซู่เฟยหรานเ้าคิดเ้าแค้นและร้ายกาจขนาดไหน อย่าว่าแต่เด็กเล็กอย่าเสี่ยวซานเลย แม้แต่ขอทานข้างถนน หากล่วงเกินนางแม้แต่ปลายเล็บย่อมไม่ตายดี
ทว่าครั้งนี้เฟยหรานได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง นางเดินไปหาเสี่ยวซานแช่มช้าก่อนจะยวบตัวเข้าใกล้ชิด ยื่นมืออุ่นนุ่มค่อย ๆ ลูบหลังหัวเ้าเด็กดื้ออย่างระมัดระวังเพื่อปลอบประโลม ท่าทีเ่าั้ทำป๋อเซียนใจเต้นแรง คาดไม่ถึงว่านางจะอ่อนโยนไม่เลือกปฏิบัติเพียงนี้ ในใจของเขาเริ่มครุ่นคิดแล้วว่า... แท้จริงซู่เฟยหรานที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้เป็คนอย่างไรกันแน่
ขณะช่วยเสี่ยวซานสงบสติอารมณ์... ห่างออกไปสามจั้งหางตาเหลือบเห็นหวู่ไต้ยืนพยักหน้าเป็สัญญาณลับ เฟยหรานจึงปล่อยให้สาวใช้สองนางเข้ามาดูแลคุณชายรองโหรวจื่อซานแทน ส่วนนางนั้นค้อมหัวจากไปโดยไม่ล่ำลาสามี ปล่อยให้สองพี่น้องยืนงงเป็ไก่ตาแตกจมอยู่กับการประมวลผลครุ่นคิดอย่างนั้น
"นางเห็นข้าเป็อะไรกัน คิดจะมาก็มา คิดจะไปก็ไป"
ป๋อเซียนขยิบตาให้ลูกน้องคนสนิทอย่าง 'สุยหย่งอี้' ตามไปลากตัวเ้านกสองหัวหลินหวู่ไต้มาปรับทัศนคติ ส่วนเขาเดินเข้าไปจูงมือน้องรองขี้แยที่เอาแต่ร้องไห้ขี้มูกโป่งเข้าห้องตำราพร้อมปิดประตูมืดทึบสั่งห้ามมิให้ผู้ใดเข้าออก อันชีวิตน้อย ๆ ของโหรวจื่อซานหรือเสี่ยวซานไม่อาจรู้ชะตากรรม