บทที่ 9
การฝึกซ้อมยิงธนูวันที่สองจบลงแล้ว มินตราเดินกลับเข้ามาในบ้านในตอนค่ำ วันนี้เธอไม่อยากทานอะไรเลย แต่ถ้าไม่ทานอาหารค่ำ พรุ่งนี้เธอคงไม่มีแรงซ้อม มินตรากลับเข้าไปอาบน้ำและแต่งตัวเสื้อยืดสบายๆ สีขาวกางเกงสีดำ เดินลงมาข้างล่างและตรงไปที่โรงอาหาร
“เมื่อความ้าถูกตอบสนองด้วยการนำเสนอ สินค้าและบริการที่หลากหลายผ่านกระบวนการสื่อสารอย่างเข้าถึงส่งผลให้ลูกค้าที่ได้เห็นคุณค่า ที่ได้รับคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายไป” เธียร์ ยกหนังสือมาร์เกตติ้งขึ้นมาอ่านขณะที่กำลังอยู่ในโรงอาหาร พีเจกรอกตา เขาเบื่อที่ต้องมาฟังเธียร์อ่านหนังสือให้ฟังทุกมื้อของอาหารค่ำ
“เลิกเป็หนอนหนังสือแล้วกินข้าวสักทีเถอะ” พีเจดันไหล่เธียร์ที่กำลังยืนอ่านหนังสืออยู่นั้นลงมา เธียร์ยอมนั่งลงแต่สายตาของเขาไม่ได้ละจากหนังสือ
“มันน่าสนใจจะตาย คิดดูนะถ้าเกิดว่าเราเลิกทำอาชีพนี้แล้วหันไปทำธุรกิจของตัวเองบ้าง”
“นั่นมันเป็คำพูดของคนที่เข้ามาเป็สมาชิกกลุ่มงั้นเหรอ” แม็กซ์ ผลักไหล่ของเขา เธียร์หัวเราะ เขายึดเก้าอี้ไว้ไม่ให้ตก
“พวกเธอคิดว่าเราจะอยู่ที่นี่จนตายหรือไง” เธียร์พูด เขาวางหนังสือลงแล้วจ้องหน้าแม็กซ์
“คงจะอย่างนั้น” แม็กซ์กัดขนมปัง เธอเคี้ยวมันด้วยแรงของฟัน มินตราคิดว่าแม็กซ์คงไม่พอใจที่เธียร์พูดแบบนั้นเท่าไหร่
“ไม่มีใครยึดอาชีพนี้ไปจนตายหรอกน่า”
“มีสิ พวกที่ตายในหน้าที่ไง”
พีเจพูด เขาหยิบแก้วนมขึ้นมาซด มินตรามองพวกเขาสลับกันไปมา การทำงานแบบนี้แน่นอนว่าต้องมีการตายเกิดขึ้น หนึ่งในคนขององค์กรอาจจะทำงานพลาดและต้องตายในที่สุด
“การตายในหน้าที่ ไม่ใช่สิ่งที่น่าภาคภูมิใจนักหรอก” เธียร์พูดขึ้น เขาทำให้ผู้หญิงที่นั่งตรงข้ามอย่างแม็กซ์ยอมเงยหน้าขึ้นมาจากถาดอาหาร
“นายจะรู้ได้ยังไง นายยังไม่เคยตาย” แม็กซ์กล่าว
“ทำอย่างกับเธอเคยตายงั้นล่ะ เธอก็เห็นว่าพวกที่มาอยู่ที่นี่ ถ้าไม่เคยเป็อัธพาลมาก่อน หรือไม่ใช่พวกที่จนตรอกจริงๆ ก็คงไม่มา”
นั่นทำให้ทุกอย่างดูเงียบโดยฉับพลัน มินตราที่กำลังกัดเส้นสปาร์เก็ตตี้ค้างอยู่หันไปมองพวกเขา ตอนนี้เคนไม่อยู่ เขาออกไปไหนเธอก็ไม่ทราบเหมือนกัน แม็กซ์และพีเจ ก้มหน้าก้มตาทานอาหารค่ำต่อไป
“หมายความว่ายังไง ที่เธียร์พูดเมื่อกี้”
มินตราถาม นั่นแสดงว่า พวกเขาทั้งหมดไม่ได้เต็มใจมาที่นี่ั้แ่แรกสินะ พวกเขามาอยู่รวมกันเพราะมีเหตุผล รวมทั้งเธอด้วย
“ไม่มีอะไร” แม็กซ์ตอบเลี่ยง
“หมายความว่าไงไม่มีอะไร แล้วที่เธียร์พูดเมื่อกี้คืออะไร”
“ดูเหมือนเธอจะชอบสอดเื่ชาวบ้านนะ” พีเจเอ่ยขึ้น “อยากรู้จริงๆ น่ะหรือ”
“ใช่ ฉันอยากรู้”
เธียร์มองหน้าเธอสลับกับพีเจไปมา เขาไม่อธิบายต่อ ปล่อยให้พีเจเป็คนจัดการต่อไป พีเจกระแอมเล็กน้อย เขืดตัวขึ้นและจ้องตาเธอ มินตราเป็คนที่ไม่ชอบการจ้องตาเป็ที่สุด เธอเป็คนที่กลัวการถูกจ้องมองหรือจ้องมองคนอื่น เธอชอบหลบตาเวลามีสนทนากับใครก็ตามที่กำลังจ้องหน้าเธออยู่ หญิงสาวพยายามมองไปที่ปลายจมูกของเขา
“องค์กรอิสระของเรา มีหน้าที่เป็บอดิการ์ด นักสืบ สายตรวจให้รัฐบาล และ ...อีกอย่างหนึ่งคือนักฆ่า คนเหล่านี้จะถูกลบประวัติออกทั้งหมด ไม่มีตัวตน พวกเขาเคยก่อคดีอาชญกรรม ฆ่าคน ปล้นทรัพย์ ฉ้อโกง และคดีอุกฉกรรจ์มาแล้วนับไม่ถ้วน อาจจะมีตำรวจจริงประปรายมาบ้าง พวกตำรวจที่มาคือพวกหนอนบ่อนไสในกรม ไม่คดีติดตัวไม่ต่างจากพวกที่ก่ออาชญากรรมเท่าไหร่ องค์กรอิสระของเราเลยมีข้อเสนอให้พวกเขาได้มาทำงานที่นี่ เพื่อจะหลบหนีจากการถูกจับกุม แต่มีข้อแม้อยู่อย่างหนึ่งว่า พวกเราจะต้องถวายตัวให้กับองค์กร องค์กรจะทำอะไรกับพวกเราก็ได้“
“เดี๋ยวนะ คุณบอกว่า คนที่มาอยู่ที่นี่ก่อคดีอาชญากรรมมาแล้วงั้นเหรอ งั้นก็แสดงว่าพวกคุณเป็...”
“ใช่” แม็กซ์ตอบ “ฉันมีคดีฉ้อโกง” เธอก้มลงจิ้มฮอทดอก
“ส่วนเธียร์เป็ผู้สมรู้ร่วมคิด” เธียร์ผลักไหล่เธอ
“ใช่ที่ไหน ฉันแค่ไปแฮกค์ข้อมูลธนาคารเฉยๆ”
“แล้วก็ชิ่งเงินสามสิบล้านมาได้ นายไม่ใช่แค่แฮกค์ แต่นายปล้นด้วย”
หญิงสาวไม่อยากจะเชื่อ พวกเขาดูไม่เหมือนคนที่จะทำอะไรผิดกฎหมาย อันที่จริงพวกเขาเหมือนแต่เธอไม่รู้เท่านั้นแหล่ะ มินตรากัดริมฝีปากเล็กน้อย...แล้วเคนล่ะ เขาทำอะไร แล้วทำไมเขาถึงได้เป็ผู้นำของที่นี่ นี่มันหมายความว่ายังไง
“แล้วคุณล่ะพีเจ คุณทำอะไร” มินตราหันไปหาพีเจ เขาหยุดเคี้ยวแอปเปิ้ล เธียร์ที่นั่งข้างเธอสะกิดไหล่เธอเบาๆ
“เธอไม่ควรไปถามเขานะ”
“พวกนายยังตอบฉันเลย” เธอหันไปขมวดคิ้วใส่เธียร์
“ฆ่าคน” เขาตอบ นั่นทำให้หญิงสาวตัวแข็งทื่อ คำตอบของพีเจไม่ได้ดูเหมือนคนกำลังล้อเล่น พีเจดูไม่เหมือนคนที่สามารถฆ่าคนตาย เขาอาจจะดูโหดนิดหน่อย แต่โดยลักษณะภายนอกแล้วเขาเป็คนขรึมเท่านั้น
“แล้วที่คุณบอกว่าเราต้องถวายตัวให้กับองค์กร นั่นแสดงว่าต้องมีคนควบคุมพวกเราอยู่อย่างนั้นเหรอ”
สายตาของทุกคนจับจ้องเธอ พวกเขาชะงัก มินตรารับรู้ถึงอาการผิดปกติขิงพวกเขา พวกเขาไม่อยากบอก แต่ดันเผลอหลุดปากออกมาแล้ว
“เราคุยกันในนี้ไม่ได้หรอกนะ แต่... “ พีเจเริ่มผ่อนเสียงลง ”ทุกคนไม่มีใครรู้ว่าผู้ควบคุมองค์กรคือใคร มีคนเดียวเท่านั้นที่รู้”
“ใคร” เธอถาม ดวงตาของเธอสั่นระริกด้วยความหวาดระแวง
“เธออยู่กับเขาตลอดเวลา” พีเจตอบ
เคน... เขาเป็ผู้นำองค์กร เขาต้องรู้เื่นี้ดีกว่าใคร
มินตราสงบนิ่ง เธอกำลังคิดหาทางออกในเื่นี้ ถ้าหากเขาเป็ผู้ควบคุมองค์กร งั้นองค์กรนี้ก็ถูกสร้างขึ้นเพื่ออะไรบางอย่างที่เขาไม่เคยบอกเธอเลย มินตราหลับตา เธอไม่รู้จักเขาเลย..แทบจะไม่รู้จักเขาเลยด้วยซ้ำ
“เธอรู้ความลับของเราแล้ว เธอควรจะตอบเราเหมือนกันว่าเธอก่อคดีอะไร” มินตราหันไปตามเสียงที่ถาม เธียร์จ้องมาที่ดวงตาเธออย่างใคร่รู้ เธอควรจะตอบพวกเขาว่าอย่างไร เธอไม่ได้ก่อคดีอะไรมาเลย การบอกพวกเขาว่าเธอก่อคดีมานั้นอาจจะทำให้เธอเข้ากับพวกเขาได้หรือเปล่า หรือถ้าหากบอกความจริงแล้วจะเกิดปัญหาขึ้นหรือเปล่านะ หญิงสาวคิดในใจ
“เอ่อ...” ทุกสายตาจับจ้องเธอ มินตรากลืนน้ำลายเล็กน้อยหันไปมองแม็กซ์ที่เขี้ยวฮอทดอกอย่างไม่สนใจ ในสมองกำลังครุ่นคิดว่าจะพูดอะไรดี ทว่าไม่กี่วินาทีถัดมา มีบางสิ่งทำให้เธอต้องถึงกับสะดุ้ง ร่างบางถูกสาดด้วยน้ำเหนียวๆ บางอย่าง และนั่นไม่ใช่น้ำธรรมดา มันคือน้ำมันหมูที่ส่งกลิ่นเหม็นคาวคลุ้งไปทั่ว เสียงโยนถังดังขึ้นจากข้างหลังดังเคล้งและหญิงสาวแทบอยากจะกรี๊ด อลิซจ้องมองดูผลงานด้วยแววตาสะใจ มินตราหันกลับมาพบว่าอลิซยืนอยู่
“เล่นกับใครไม่เล่น” อลิซถ่มน้ำลายลงพื้น นั้นมันมารยาทที่แย่ที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา อลิซเดินออกไปจากตรงนั้น ทุกสายตามองมาที่มินตรา มีเสียงหัวเราะดังขึ้น และบางคนถึงกับชี้มาทางเธอแล้วหัวเราะอย่างสนุกสนานราวได้ดูโชว์การแสดงตลก มินตราย่นจมูกกลิ่นของมันแย่มาก น่าจะเป็น้ำมันหมูหมกค้างมาแรมปี
“ให้ตายสิ ฉันคิดว่าหล่อนจะเลิกราไปแล้ว” เธียร์พูดขึ้น แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา
“เช็ดหน้าเถอะ” มินตรารับมันขึ้นมาเช็ดหน้า เธอเช็ดมันออกจากใบหน้าอย่างยากลำบาก เพราะมันทั้งเหนียวและกลิ่นก็ชวนอ้วกสิ้นดี
“เธอน่าจะอัดหน้านังนั่นให้ดั้งหักจริงๆ ไปเลยรู้มั้ย” แม็กซ์หาผ้ามาเช็ดคราบน้ำมันหมูออกจากคอแลร่องอกของเธอ มันมันทำท่าจะเข้าไปข้างในแล้ว หญิงสาวยกมือห้าม เพราะตอนนี้กำลังอยู่ต่อหน้าผู้คน แต่ที่สำคัญเธอกำลังอยู่ต่อหน้าผู้ชาย มินตราลุกขึ้นยืน
“ได้ข่าวว่ายายอลิซนี่ ผลักเพื่อนจากชั้นสิบแปดตกลงมาตายสินะ” เธียร์ขยับแว่นสูงขึ้น มินตราหันขวับไปทางเขา เธอน่าจะรู้อยู่แล้ว อลิซไม่น่าใช่คนที่มีคดีเล็กๆ แน่นอนหล่อนต้องทำอะไรบางอย่างร้ายแรงมา และนั่นคือสิ่งที่เธอรู้แล้วจากปากคนข้างๆ
“ฉัน...ฉันกลับดีกว่า” มินตราหยิบเสื้อคลุมที่ถือติดตัวมาด้วย เสื้อสีขาวบางของเธอเมื่อถูกน้ำมันแล้วทำให้เห็นสัดส่วนของตนเองอย่างเห็นได้ชัด เธอเดินหลบมาจากตรงนั้น ดีที่มินตราหยิบเสื้อคลุมมาจากห้องด้วย หญิงสาวสวมเสื้อคลุมทับเสื้อยืดไว้แล้วเดินจากไป มีเสียงหัวเราะดังขึ้นไม่ขาดสายตามทางเดิน หญิงสาวกัดฟันแน่น ก้มหน้าและพยายามเดินเลี่ยงกลับบ้านพัก
การล้างน้ำมันหมูออกจากตัวไม่ใช่เื่ง่ายเลย หญิงสาวต้องนั่งขัดตัวในห้องน้ำอยู่นาน เพียงแค่สบู่ก้อนเดียวก็ยังไม่สามารถทำให้กลิ่นของมันหายไปได้ มินตราก้มหน้าสูดดมแขนของตัวเองแล้วเบ้หน้า กลิ่นของมันแรงจนอยากจะอ้วกได้ทุกนาที หญิงสาวอาบน้ำเสร็จแต่กลิ่นยังคงอบอวน มินตราไม่อาจจะอยู่ในห้องนานๆ ได้ จึงเดินออกมาที่บริเวณชายหาด หวังว่าคลื่นลมจะสามารถพัดเอากลิ่นพวกนี้หายไปได้ หญิงสาวฟังเสียงคลื่นที่ถูกสาดเข้ามาเป็ระลอก ขาเรียวเดินเข้าไปหาคลื่นเล็ก จนกระทั่งสูงขึ้นถึงเข่า มือเรียววักน้ำขึ้นมาแล้วโยนกระจายโดยรอบ
นี่เป็การกระทำที่ดูหน่อมแน้ม ไปหน่อย แต่ก็ถือว่าช่วยผ่อยคลายได้เยอะเลยทีเดียวมินตราไม่ทันสังเกตเห็นบางคนที่กำลังเดินตรงมาที่เธอ มินตราเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหว เธอจึงหยุดชะงักครู่หนึ่ง ก่อนจะเหวี่ยงศอกใส่คนข้างหลัง แต่มือหนาคว้าศอกของเธอไว้ได้ทัน
“คุณ” หญิงสาวเบิกตากว้าง
“เคน แค่เคนเฉยๆ” เขาบอก “มานี่สิ”
ร่างสูงเดินหันหลังกลับไป มินตราลูบศอกของเธอเบาๆ เมื่อครู่เขารับศอกของเธอที่เหวี่ยงไปด้วยแรงทั้งหมด นั่นทำให้ข้อศอกของเธอรู้สึกได้ถึงแรงกระแทกอย่างรุนแรง หญิงสาวเดินตามหลังของเขากลับไป มองแผ่นหลังกว้างของเขาอย่างไม่วางตา พี่ชายเคยมีหลังที่กว้างแบบนี้ก็จริง แต่มันดูแปลกไป เขามีกล้ามที่ดูแข็งแกร่งขึ้น ร่างกายเขาทะมัดทะแมง และว่องไว ผิดกับพี่ชายผู้ที่ตั้งใจทำงาน และอัธยาศัยดีลิบลับ หญิงสาวสะบัดหน้า นี่ไม่ใช่เวลาจะมาคิดถึงอดีต เขาเปลี่ยนไปแล้ว มันอาจจะยากที่จะยอมรับ แต่ตอนนี้เธอยอมรับแล้วว่าเขาไม่ใช่
เคนเดินมาหยุดที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เขานั่งลงพร้อมกับถอดรองเท้า ชายหนุ่มสวมชุดลำลองสีแปลกตา มินตราไม่ค่อยเห็นเขาใส่ชุดสีขาวสะอาดแบบนี้เท่าไหร่นัก แล้วเธอก็ตัดสินใจนั่งลงข้างๆ เขา
“คุณไปไหนมา บอกฉันได้หรือเปล่า”
“เข้าไปดูงาน บริษัทของเรายังดำเนินงานต่อไปได้อย่างปกติ...”
เมื่อเอ่ยถึงเื่บริษัทหญิงสาวก็อดฉุดคิดเื่ของบิดาไม่ได้ มินตราเม้มริมฝีปากของตนเองแน่น ความเสียใจหลั่งไหลมาอย่างท่วมท้น วันนั้นไม่เพียงแต่เธอเท่านั้นที่เสียใจ เขาเองก็เสียใจเช่นกัน
“ตอนนี้คุณก็ทำหน้าที่เป็เ้าสัวคนใหม่สินะ”
“ใช่” เขาพยักหน้า
เขาและเธอเงียบไปหลายสิบนาที ...ลมเย็นพัดเข้ามาและดูเหมือนจะเย็นขึ้นเรื่อยๆ มินตราชอบอากาศหนาว เพราะนอกจากจะทำให้ใจสงบลงแล้ว อากาศที่หนาวเหน็บยังเป็สิ่งหนึ่งที่ทำให้เธอนึกถึงชีวิตที่อยู่ปารีส เธอมีความสุขที่ได้เรียนในสิ่งที่เธอชอบ ถึงแม้ว่าตอนนี้เธอจะยังไม่สามารถกลับไปเรียนต่อได้ก็ตาม การที่เธอกลับไปที่ปารีส อาจจะมีพวกไม่หวังดีตามไปเก็บเธออยู่ที่นั่นก็เป็ได้
เคนวางมือไว้บนหลังมือของเธอ มินตราสะดุ้งเล็กน้อย แต่ไม่ได้ชักมือออก เธอขมวดคิ้ว เขาบีบมือเธอเบาๆ แล้วก็ปล่อย ใจเธอหายวูบหนึ่ง ใบหน้าแดงระเรื่อ เธอพยายามปัดผมให้ปรกหน้าเอาไว้
“เื่งานแต่งน่ะ” เขาพูดออกมา ด้วยเสียงที่แหบแห้ง
“พ่อเธอไม่ได้เป็คนคิดหรอก” เขาเอ่ยขึ้น มินตราหันขวับมามองเขาอย่างรวดเร็ว ดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อย เขากระแอม นั่นทำให้เธอรู้สึกอาจจะจ้องลึกไปที่ดวงตาของเขาให้มากขึ้น หมายความว่า พ่อของเธอไม่ได้เป็คนต้นคิดเื่นี้สินะ แล้วใคร เขาหรือ... ทำไมล่ะ
“ฉันอยากให้เธอปลอดภัยมากกว่านี้ นี่คงเป็สิ่งที่ฉันจะทำได้ ตอนนี้ฉันอาจจะยังดำเนินเื่งานแต่งงานของเราไม่ได้แต่ถ้ามีโอกาสฉันจะรีบจัดการทันที...ขอโทษทีที่ต้องเลื่อนงานแต่งไปอีกหน่อย”
“มีเหตุผลที่ดีกว่าแต่งงานมั้ย..อันที่จริงฉันไม่สนใจหรอกว่าเราจะแต่งงานกันหรือเปล่า ฉันแค่อยากรู้ว่าถ้าไม่ทำแบบนี้แล้วจะเป็ยังไง”
เขานิ่งเงียบไปสักครู่หนึ่ง เธอเห็นสีหน้าครุ่นคิดของเขาแล้วรู้สึกไม่ดีอย่างประหลาดเหมือนเขากำลังคิดอะไรที่เธอไม่รู้และไม่ยอมบอกเธอ ไม่ว่าจะยังไง
“ฉันว่าเรากลับห้องดีกว่า” เขาลุกขึ้นดื้อๆ
มินตรายังคงนั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง เคนเห็นว่าเธอไม่ยอมลุกจึงยื่นมือไป มินตรารู้สึกถึงจังหวะการเต้นและเสียงลมหายใจที่ถี่ขึ้นของตัวเอง ถึงแม้ว่าความรู้สึกแบบนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก มันก็ทำให้เธอแปลกใจมากทีเดียว มินตรายื่นมือไปจับมือของเขา เคนดึงเธอขึ้นมาอยู่ในระดับตามความสูง เธอตัวเล็กมากเมื่อยืนเทียบกับเขา
“พรุ่งนี้เริ่มเกรทสอง ใช่ไหม?” เขาถาม
“ใช่”
“ฉันปรับเวลาให้เร็วขึ้น เธอต้องตื่นตีห้าเพื่อไปซ้อมเดี่ยว”
“ซ้อมเดี่ยวเหรอ?” เคนปล่อยมือเธอ เขาหยิบแจ็คเก็ตบนพื้นขึ้นมาสวม
“ซ้อมการต่อสู้ตัวต่อตัว เธอจะได้เจอในเกรทห้า แต่เธอต้องมาซ้อมกับฉันก่อนทุกเช้า เพื่อเตรียมรับมือกับคู่ต่อสู้ของเธอ”
มินตราพยักหน้าอย่างเข้าใจ นั่นเป็เพราะว่าเขาอาจจะยังไม่ไว้ใจในฝีมือการต่อสู้ของเธอ แต่ก็ไม่เป็ไร ถ้าหากเขาช่วยฝึกซ้อมเป็คู่ต่อสู้ให้กับเธอก่อนถึงวันจริง เพราะฟังจากที่พวกแม็กซ์เล่ามาแล้ว พวกเขาคงมีประสบการณ์ที่โชกโซนมาพอสมควร เธอไม่อยากเสี่ยงเป็เศษเหล็กในสังเวียน
เคนเดินนำเธอกลับเข้าไปยันบ้านพัก มินตราและเขาเงียบตลอดทาง มีเพียงแสงไฟที่ส่องสว่างตามทางเดินเท่านั้น มินตายังคิดว่า วันนี้ยังมีเื่ดีๆ อยู่บ้าง ถึงแม้ว่าจะเป็่เวลาเล็กๆ ก็ตาม