AIBO 相棒
บทที่ 6.1 อิลูมินาติ (1)
เสียงดังหึ่งๆ จากเครื่องบินใบพัดยังคงดังมาเป็ระยะๆ ฝูงบินวินเทจซีโร่ทั้ง 4 ลำยังบินลาดตระเวนอยู่รอบๆ บริเวณนั้น
ฝุ่นควันและเปลวไฟที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ที่รุนแรงเมื่อกี้เริ่มจางลง นินกับผู้การแมทยืนจ้องหน้ากันอยู่บนดาดฟ้าห้าง
ผู้การแมทพูดเสียงเรียบๆ “พวกผมเป็ใครงั้นเหรอ? .....พวกเราเป็หน่วยงานความมั่นคงที่เกิดจากความร่วมมือ
ของคนหลายกลุ่มในหลายประเทศ และเป็องค์กรณ์ที่รัฐบาลรับรอง” เขาหันหน้าไปทางท่าพระอาทิตย์แล้วชี้มือไปทางนั้น
” พื้นที่ๆ ถูกทำลายทั้งหมดไม่มีคนอยู่แล้ว เรารู้ล่วงหน้าว่าไคจูระดับสามจะมาขึ้นที่จุดนี้” ผู้การแมทเดินมาจับไหล่เขา
“ส่วนคำตอบที่ว่าพวกผมเป็ใครนั้น? .......” เขาบีบไหล่นินแรงขึ้น
“คุณลองมาอยู่กับพวกเราแล้วหาคำตอบด้วยตัวคุณเองดีกว่า” ผู้การแมทพูดจบก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหลัง
...............................................
ชายใส่สูทดำคาบบุหรี่เดินมาหาพวกเขาสองคนแล้วพูดขึ้น “หยางมี่ไปช่วยดับไฟกับทีมกู้ภัยนะครับ” เขาพูดขึ้นมา
ผู้การแมทผละจากเขาแล้วหันไปหาชายคนนั้นแล้วพูดด้วยน้ำเสียงยินดี “ทำได้ยอดเยี่ยมมากเคนจิ”
“...ครับผม...” เคนจิตอบผู้การแมทแล้วก็หันมามองนิน “หมอนี่เป็กลายพันธุ์ไอโบสินะครับ?”
เขายกแขนขึ้นแล้วดีดนิ้วเบาๆ “เป๊าะ” ฝูงบินมิตซูบิชิ เอ6เอ็ม ซีโร่สี่ลำค่อยๆ จางหายไป.....
เขามองหน้าชายแปลกหน้าในสูทดำกับผู้การแมทสลับไปมา “ไอโบ? ....กลายพันธุ์? ........?? มันคืออะไรกัน...?”
“ซืดดดด............” เคนจิอัดบุหรี่ยาวๆ หนึ่งที “พวกกลายพันธุ์คือพวกที่โดนพวกต่างโลกเข้าสิงไง......!?”
“.......พวกมันจะมีผมสีแปลกๆ ” เขาเอามือจับหัวตัวเอง อันนี้......ทำไฮไลท์มาครับ.....”
เคนจิจ้องตาเขาแล้วพูดเสียงดังขึ้น “มักจะมีตาสีประหลาดบางทีสองข้างก็คนละสี”
เขาเอามือปิดตาตัวเอง “.....ผม.....ใส่คอนแทกต์ครับ...แบบเกาหลีอ่ะครับ กำลังฮิตเลย.....”
เคนจิจ้องหน้าเขาเขม็ง เอียงหัวทำตาเบิกโพลง เสียงดังขึ้นอีก” นายรอดมาได้นานขนาดนี้ แบบไร้ริ้วรอยเลยเนี่ยนะ?”
เขายกแขนพนมมือทั้งสองข้างแล้วเอามือลูบหน้าอก “.....สักเสือเผ่นมาครับ......”
พูดจบเขาก็ทิ้งบุหรี่ลงพื้น ใช้รองเท้าขยี้ดับไฟ แล้วก็หยิบบุหรี่ตัวใหม่ขึ้นมาสูบ
เขาอัดบุหรี่ยาวๆ หนึ่งทีแล้วหันมา “ซืดดดด............เป็เหมือนที่คิดไว้รึเปล่า?”
เขาอุทานออกมาเบาๆ ด้วยความงง “เอ๊ะ? ...”
ผู้การแมทหันมามองหน้าเคนจิสลับกับเขา “เป็แบบนี้แหละถูกแล้วเคนจิ คนพวกนี้พวกเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
นักจิตวิทยาของเราประเมินไว้หลายอย่างการปฏิเสธก็เป็หนึ่งในปฏิกิริยาที่เราคาดว่าจะเกิดอยู่แล้ว”
ระหว่างที่ชายทั้งสามกำลังสนทนากันเ้าหน้าที่วิทยุที่อยู่บนดาดฟ้าก็ตรงเข้ามารายงาน
“ผู้การคะหน่วยขนส่งพร้อมเข้าพื้นที่แล้วค่ะ” ผู้การแมทพูดขึ้น” .....อืมแจ้งทุกหน่วยให้เข้าพื้นที่ได้ .......”
เ้าหน้าที่วิทยุรับคำผู้การ “รับทราบ” แล้วเธอก็ถ่ายทอดคำสั่งของผู้การทันที “ซ่า.........หน่วยขนส่งเข้าพื้นที่ได้...........แก็ก”
ผู้การแมทเริ่มอ่านข้อมูลจากแทปเบล็ดแล้วพูดขึ้น “เคนจิ.......ชายคนนี้ชื่อนินพาเขาไปกับนายด้วย”
เขาทิ้งบุหรี่ที่คาบอยู่ในปากลงพื้นแล้วหันหน้ามาพูดกับเขา “ฉันเคนจิ.....ตามมา” พูดจบเขาก็เดินนำลงไปจากดาดฟ้า
เขาหันไปมองผู้การแมทพยักหน้าให้เขาแล้วยิ้มนิดๆ รอยยิ้มนี้มันช่างไม่เข้ากับหน้าโหดๆ ของผู้การเลยเขาคิดในใจ
..............................................................
“.....บรืนนนๆๆ .....” เสียงเครื่องยนต์ของรถจำนวนมากมุ่งหน้าเข้ามาจากทุกๆ ทาง ตอนนี้เหมือนจะมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น
ริเวียถามขึ้นมาด้วยอยากรู้อยากเห็น “นี่นาย......ถามตาผมทองนี่สิว่ายานบินของเขาชื่ออะไร ชั้นอยากคุยกับเขา?
นินเอามือกุมขมับ “ตอนนี้น่าจะยังไม่เหมาะนะครับ.........เขาไม่น่าจะมาเชื่อมต่อกับคุณริเวียตอนนี้หรอก”
เคนจิเดินนำเขาไปตรงสามแยกถนนสิบสามห้างที่ๆ รถซูเปอร์คาร์จอดอยู่
มีเสียงเคนจิกดกุญแจ เสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์แรงม้าสูงดังกระหึ่มขึ้น หลังคาและประตูรถเปิดออก
“เชิญ” เคนจิพูดจบเขาก็เดินไปนั่งด้านคนขับ “ตอนนี้เรากำลังปิดล้อมพื้นที่เกาะรัตนโกสินตร์
เพื่อเปลี่ยนมันเป็ป้อมปราการและที่หลบภัยของพวกเราทุกคน”
เสียงริเวียดังขึ้นมาจากในหัวของเขาอีก “อยากรู้จังเลยว่านักรบน้ำแข็งคนนั้นเป็ใคร? .......เหมือนชั้นเคยเห็นพลังแบบนี้มาก่อน......?”
นินเริ่มจะสับสนไม่รู้จะคุยกับใครดีเขาหันไปยิ้มนิดให้เคนจิแล้วเอื้อมมือปิดประตูรถ
“คุณริเวียไปพักก่อนดีกว่านะครับ.......ฝันดีครับ”
“นี่นาย? .....................” เสียงริเวียเงียบหายไปแล้ว
............................................................................................
” ....บรื๊นนนนน....... เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม เคนจิเข้าเกียร์แล้วกระทืบคันเร่ง รถสปอร์ตคันหรูพุ่งออกไปอย่างรวดเร็วทันที
ขับไปได้เพียงไม่กี่นาทีเคนจิก็เอามือแตะที่หูฟังของเขาสองทีแล้วพูดขึ้น “หยางมี่........ดับไฟหมดรึยัง?”
มีเสียงตอบมาจากปลายสาย “เกือบหมกเลี้ยว..........อั๊วจักกางฝั่งนี้เองตามที่ตกลงกัง....อาเคงจิลื้อไปอีกฝั่งเลย”
“รับทราบ” เคนจิพูดจบก็แตะที่หูฟังหนึ่งทีแล้วหันมาหาบอกแผนการคร่าวๆ กับเขา
“ทีมที่กำลังติดตั้งอาวุธที่สะพานตามคลองรอบเมือง รวมถึงแนวตลิ่งรอบแม่น้ำเ้าพระยาทั้งหมด หยางมี่จะเป็คนดูแล
หน้าที่ของเราคือ เก็บกวาดพวกกลายพันธุ์ที่ยังเหลืออยู่ในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ “
เคนจิพูดจบก็ส่งเสียงเรียกไอโบของเขา “.....AIBO-03 (ไอโบศูนย์สาม) ......ปัปๆๆ ....บรื๊นนๆๆ”
เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้น แล้วฝูงบินมิตซูบิชิ เอ6เอ็ม ซีโร่ ก็ค่อยๆ ปรากฏออกมาพวกมันทั้งสี่ลำบินตีคู่ไปกับรถซูเปอร์คาร์
เขาสังเกตว่าพวกมันมีขนาดประมาณเครื่องบินโดรนสู้รบในปัจจุบันเท่านั้น ไม่ได้ใหญ่เท่าของจริงสมัยาโลก
เสียงดนตรีเพลง Aces High ของวงไอเอิร์นเมเดนดังกระหึ่มออกมาจากเครื่องเสียงราคาแพงของสปอร์ตหรูคันนั้น
เคนจิสั่งการไอโบของเขา “ซีโร่...ค้นหาและทำลายพวกกลายพันธุ์ในพื้นที่ให้หมด” มันส่งเสียง “ต๊อกๆๆ” คล้ายรหัสมอสส์ออกมา
“ปัปๆๆ ....บรื๊นนๆๆ .....” แล้วลูกสูบจากเครื่องยนต์นากาจิม่า ซาคาเอะก็คำรามเสียงดังลั่นคล้องจองไปกับทำนองเพลง
ฝูงบินซีโร่ที่ตีคู่มากับรถสปอร์ตยกตัวขึ้น เแปรขบวนแยกกันไปทำลายพวกกลายพันธุ์ตามคำสั่งเคนจิ
ยางของรถสปอร์ตส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดขณะวิ่งไปตามถนน ซีโร่สองลำบินอยู่เหนือศีรษะกำลังสแกนพื้นที่เพื่อหาพวกกลายพันธุ์
” ...ปังๆๆ ...ตูมๆๆ ...” เสียงการต่อสู้ด้วยอาวุธาดังลั่นไปทั่ว ซากพวกกลายพันธุ์ปลิวกระจายว่อนไปทั่วทั้งพื้นถนน
เคนจิขับไปตามถนนที่คดเคี้ยวไปมาอย่างชำนาญตามทิศทางของเครื่องบินซีโร่
“เอี๊ยดด” ...เสียงยางบดกับพื้นถนนอย่างแรง เขาเปลี่ยนเส้นทางอย่างรวดเร็ว” ..ปังๆๆ ...ตูมๆ ..” เสียงปืน เสียงะเิที่รุนแรง
ดังขึ้นต่อเนื่องทั้งมาจากด้านข้างและด้านหลังของเขา
เคนจิยัดบุหรี่เข้าปากแล้วจุดไฟยื่นซองบุหรี่มาให้ ผู้โดยสารที่นั่งข้างๆ
ซึ่งตอนนี้พนมมือท่วมหัว นั่งอยู่ในท่าเก็บคองอเข่า ปากขยับพึมพำบ่นไม่เป็ภาษา
เคนจิสตันต์ไปสองวิอ้าปากค้าง บุหรี่ร่วงลงจากปาก เขากระทืบเบรกเต็มแรงเสียงยางบดกับพื้นถนนแล้วรถก็หยุดสนิททันที
เขายื่นมือไปจับไหล่นินแล้วเขย่าเบาๆ “เฮ้ย? พี่ชายไม่เป็ไรใช่มั๊ย?”
เขาสะดุ้งถอยหนีออกจากเคนจิ....แล้วอยู่ดีๆ เขาก็พูดขึ้นมาด้วยเสียงที่ตื่นตระหนกว่า “นี่พวกคุณเป็ใครเนี่ย?
สกิลขับรถขนาดซูเปอร์ฮี่โร่คืออะไร? แล้วเครื่องบินของคุณอีกโห.....ใช้คล่องมาก ดูดิ บังคับซะเทพเลย?”
“ซืดดด.........” เคนจิอัดบุหรี่ยาวๆ หนึ่งทีแล้วดีดทิ้ง เขาเอาเซฟตี้เบลท์มาคาดให้นินแล้วออกรถ
“พวกเราคือ อิลูมินาติ มีหน้าที่คอยสอดส่องเหตุปัจจัยต่างๆ ที่มีความเสี่ยงต่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ
ก่อนหน้าวันที่จะเกิดเหตุเราก็พอมีข้อมูลมาบ้างแล้ว
เคนจิพูดแบบไม่มองหน้าเขา ตอนนี้เขากำลังมองซากพวกกลายพันธุ์ที่ลอยผ่านหน้ารถไป
!?” เอ๊ะ? นินอุทานด้วยน้ำเสียงที่งุงนงง “แล้วไม่มีมาตรการแก้ไขอะไรเลยเหรอครับ?”
เคนจิเปลี่ยนเกียร์หักพวงมาลัยกระทืบคันเร่งอย่างแรงแล้วพูดขึ้น “..... ไม่มี.....” เขาถอนใจเบาๆ
“ก็อย่างที่นายเห็น พวกเราป้องกันไม่ให้มันเกิดไม่ได้ ตอนนี้ก็ต้องเปลี่ยนแผนเป็การใช้ชีวิตอยู่กับมัน จนกว่าจะหาทางแก้ไขได้”
“...ปัปๆๆ ....บรื๊นนๆๆ .....” เสียงเครื่องยนต์ใบพัดแบบโบราณดังเข้ามาใกล้ ซีโร่ลำหนึ่งบินมาเทียบข้างๆ เขา
แล้วส่งสัญญาณเสียง “ต๊อกๆๆ” คล้ายรหัสมอสส์ออกมา เขาพยักหน้านิดๆ เหมือนเข้าใจสิ่งที่มัน้าบอก
เขาหันหน้ามามองนิน “ไปที่ ศ.บชก กัน ซีโร่บอกว่าฝั่งนี้ติดตั้งปืนเรียบร้อยแล้ว” เขายกแขนขึ้นแล้วดีดนิ้วเบาๆ “เป๊าะ”
ฝูงบินมิตซูบิชิ เอ6เอ็ม ซีโร่สี่ลำค่อยๆ จางหายไป
เสียงเครื่องยนต์จากรถสปอร์ตค่อยๆ เบาลงเคนจิจ้องตาเขาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเสียงจริงจังปนความเศร้า
“นิน......ถ้านายเสียคนที่รักไปในเหตุการณ์นี้ ฉันเสียใจกับนายด้วยจริงๆ นะ” เตนจิพูดจบก็จ้องหน้เขาอยู่ครู่นึง
แล้วเขาก็หันไปทางถนนเข้าเกียร์เหยียบคันเร่งแล้วรถก็พุ่งออกไปโดยไม่พูดอะไรอีกจนถึง ศ.บชก.
......................................................................................
ตอนนี้ทั้งสองคนยืนอยู่หน้าอาคาร ศ.บชก ที่เคยเป็อดีตศาลอาญาใกล้ศาลหลักเมือง
ยานพาหนะต่างๆ วิ่งเข้าออกไม่ขาดสาย เฮลิคอปเตอร์หลายลำลงจอดที่กลางสนามหลวง
กลุ่มอิลูมินาติปิดล้อมพื้นที่เกาะรัตนโกสินตร์เกือบทั้งหมดแล้ว
ป้อมปืนขนาดใหญ่และอาวุธที่ดูทันสมัยจำนวนมากถูกติดตั้งลงที่ป้อมพระสุเมรุ และตามท่าเรือรอบแม่น้ำเ้าพระยา
จรดถึงป้อมมหากาฬ ฐานยิงขีปนาวุธตรงปากแม่น้ำท่าเรือข้ามฟากสี่พระยา ปืนกลและปืนใหญ่เรียงรายจรดท่าเรือโบเบ๊
เขาเห็นแล้วไม่แน่ใจว่าจะกันไม่ให้ข้างในออก หรือจะกันไม่ให้ข้างนอกเข้ากันแน่
.............................................................................................
“นายรอแถวๆ นี้ก่อนนะชั้นจะเข้าไปข้างในแป๊บนึง” เคนจิพูดจบเค้าก็เดินขึ้นอาคารไป
นินเรียกริเวียในหัวของเขา “คุณริเวียครับ......ตื่นได้แล้วครับ”
เสียงเธอตอบกลับมา “ชั้นไม่น่าพูดเื่หลับให้นายฟังเล๊ยย......” เธอพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
"ชิ"... เธออุทานเบาๆ แล้วถามเขาด้วยน้ำเสียงประชดประชันนิดๆ แล้วรู้รึยังว่าพวกนั้นชื่ออะไร?”
เขาถอนใจเบาๆ “เฮ้อ...ยังเลยครับ.....ไม่มีโอกาสได้ถามเลย เกือบไม่มีโอกาสได้กลับมาคุยกับคุณริเวียด้วยซ้ำ”
เธอพูดสวนเขาทันที “นั่นไง...เห็นมั๊ยล่ะ? .........ต่อไปห้ามให้ฉันหลับกะทันหันแบบนั้นอีกนะ”
“ครับๆๆ .....” เขาตอบเสียงเนือยๆ เคนจิเดินลงมาจากตึกเขาโยนบัตรอะไรบางอย่างให้นินแล้วพูดขึ้น
” ฉันจะพานายไปที่พัก...ตามชั้นมา” เขาหยิบคีย์การ์ดมาดู ในนั้นเขียนว่าโรงแรมรัตนโกศินทร์แล้วเขาก็เดินตามเคนจิไป
...........................................................................
เคนจิกำลังก้มหาอะไรสักอย่างในตู้ไอศกรีมที่ล็อบบี้โรงแรมเขาดึงไอติมออกมาหนึ่งแท่ง เขาฉีกห่อไอศกรีมแล้วพูดกับนินว่า
“ที่จริงทีมของเรามีสามคน เขาพูดขณะกัดไอศกรีม แต่ตอนนี้หมอนั่นกำลังปฏิบัติภารกิจ
เขาจะตามมาสมทบกับพวกเราในภายหลัง หมอนั่นมีไอโบที่ทรงพลังมาก”
นินหรี่ตาด้วยความสงสัย "คุณหมายถึงอะไรครับทรงพลังมาก?” เขาหัวเราะขณะกัดไอศกรีมใส่ปาก “ไอโบของหมอนั่นพูดได้”
นินและริเวียใในคำตอบของเคนจิ เขาถามต่อไป “ทำไมพูดได้ถึงทรงพลังหล่ะครับ”
เคนจิตอบขณะที่เคี้ยวไอศกรีมไปด้วย “ไอโบที่พูดได้น่ะหายากมากเท่าที่พวกเรารู้ มีแค่สามคนเท่านั้นเองส่วนที่บอกว่าทรงพลังก็เพราะไอโบที่พูดได้น่ะสามารถให้ข้อมูลต่างๆ ที่เป็ประโยชน์กับร่างต้นได้” เขาเดินวนไปมาทำท่าครุ่นคิด “แต่ว่านะ...บางคนก็เชื่อว่าไอโบที่พูดได้นั้นอันตราย เพราะคำพูดสามารถหลอกลวงเราได้” เขานิ่งไปสักพักแล้วก็พูดต่อ “ก็ไม่แน่นะ...ถ้าเกิดมีไอโบเป็สาวสวยมาออดอ้อน พูดจหวานๆ หว่านล้อมชั้นอาจจะหลงเชื่อก็ได้ ฮะ ฮะ” เขากระดิกคิ้วอย่างสนุกสนานก่อนจะกินไอศกรีมชิ้นสุดท้ายจนหมด “ไปหล่ะ...ฉันมีธุระต้องไปทำ เย็นนี้จะพาหยางมี่มากินข้าวด้วย” พูดจบเคนจิก็หันหลังเดินไป
เสียงริเวียดังขึ้นในหัวเขา “นี่...นายไม่กลัวฉันหลอกนายเหรอ?” เธอพูดห้วนๆ แต่ดูมีความอึดอัดใจอยู่ในน้ำเสียงเธอ
เขายิ้มแล้วส่ายหัวเบาๆ “ผมว่า...ยังไม่ใช่เวลามาคุยเื่นั้นนะครับเรายังไม่รู้แน่ชัดเลยว่าเกิดอะไรขึ้น”
เธออุทานออกมา “เอ๊ะ...ทำไมหล่ะ?” เขาเดินไปกดปุ่มที่ลิฟฟ์ “ติ๊ง” ประตูลิฟต์ฟ์เปิดออก
เขาคิดกับตัวเอง “พูดหวานๆ? ...ออดอ้อน? ......? ยัยหัวเงินเนี่ยนะ?”
...........................................................................