ยามเช้าของสถาบันเวทลูเมนดราเงียบสงัดเป็พิเศษ ทั้งที่จริง ๆ แล้วทุกคนรู้ดีว่าวันสอบเวททีไร ความสงบก็อยู่ได้ไม่นาน เหมือนพายุที่กำลังรอจะโถมใส่ผู้โชคร้ายที่ถูกจับลากเข้าสนามสอบ และผู้โชคร้ายประจำปีนี้ก็คือผมเอง เอลริส เด็กหนุ่มที่ถูกขนานนามว่า “เด็กตกเวท” หลังจากสะสมสถิติตกสอบติดต่อกันสิบเอ็ดครั้งโดยไม่ได้ตั้งใจ
ประตูห้องสอบหมายเลขเจ็ดตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ป้ายเรืองแสงบอกชัดเจนว่าวันนี้คือ “การทดสอบควบคุมธาตุไฟพื้นฐาน ครั้งที่สิบสอง” ตัวเลขสิบสองกระพริบเหมือนกำลังหัวเราะเยาะว่าผมจะได้เพิ่มสถิติอีกครั้งแน่ ๆ ผมถอนหายใจยาว พยายามตั้งสมาธิทั้งที่ในหัวดันเอาแต่คิดถึงพายแอปเปิลร้านโปรดหลังประตูเหนือ
ราล์ฟ เพื่อนร่วมห้องตัวใหญ่ั์เดินมาพร้อมถังทองแดงใบโตบนบ่า มันไม่ใช่ถังน้ำธรรมดา แต่เป็ถังดับเพลิงเวทที่ต้องเขย่าก่อนใช้ เขาตบไหล่ผมแรงจนนึกว่ากระดูกจะหลุด “วันนี้นายต้องผ่านสิ ฉันเตรียมพร้อมแล้ว ถ้ามีอะไรเด้งอีกฉันจะช่วยเอง” คำพูดของเขาไม่ได้ช่วยให้ผมมั่นใจเลยสักนิด ตรงกันข้ามมันทำให้ผมรู้สึกว่าความซวยกำลังจะมาเยือนอีกครั้ง
ฟีน่าเพื่อนสาวอีกคนกอดสมุดเล่มหนาแนบอกเหมือนสมบัติ เธอยิ้มบาง ๆ สายตาเป็ประกายประหนึ่งนักล่าเหยื่อกำลังรอชมเหตุการณ์สำคัญ “ฉันจะนั่งมุมเดิมนะ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นจะได้จดทัน” เธอไม่เคยพลาดเวลาผมทำเวทผิดพลาดสักครั้ง และผมแอบเห็นว่าปกสมุดมีตัวอักษรเงินเขียนไว้ว่า “บันทึกเวทต้องห้าม” แต่เธอก็รีบดึงไปซ่อนเสียก่อน
เสียงกระดิ่งดังขึ้นประตูห้องเปิดเองด้วยคาถา อาจารย์กรอฟผู้คุมสอบยืนรออยู่ แววตาของเขาบ่งบอกชัดว่าผ่านการเจอพายุชีวิตมาแล้วทุกแบบ แต่ดูเหมือนจะยังไม่ชินกับการเจอผม เขาประกาศเสียงดัง “การสอบวันนี้คือการสร้างเปลวไฟอุ่นขนาดเท่าผลส้ม พอให้ฉันััแล้วไม่ลวกมือ เข้าใจหรือไม่” ทุกคนพยักหน้าพร้อมเพรียง ยกเว้นผมที่หัวใจเต้นดังราวกลองศึก
ผมยกไม้เท้าเก่า ๆ ปลายประดับคริสตัลขึ้นมาพร้อมร่ายคาถาตามที่ฝึกมา “อักเนีย ลูโมส มอรา อุ่นพอชา ไม่ลวกนิ้ว” คราวนี้ผมตั้งใจออกเสียงให้ชัดที่สุด ผลลัพธ์ค่อย ๆ ปรากฏตรงหน้าเป็เปลวไฟน่ารักขนาดเท่าผลส้มที่ลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ ผมหันไปยิ้มให้ราล์ฟอย่างภูมิใจ แต่ยังไม่ทันได้พูดคำว่าผ่านเปลวไฟก็สั่นเหมือนมีใครสะกิด และเพราะโชคช่างเข้าข้าง ผมดันจามเสียงดัง ฮิชชู่!
แค่เสียงจามครั้งเดียว เปลวไฟที่น่าจะเป็ผลสอบผ่านก็แตกออกกลายเป็ลูกไฟกลม ๆ หลายสิบลูก พวกมันไม่ได้ร้อนแต่กลับอ้วนกลมยืดหยุ่นเหมือนโมจิเด้งได้ ราล์ฟอ้าปากค้างแล้วพึมพำว่า “ไฟอุ่นของนาย…กลายเป็ไฟอ้วนงั้นเรอะ” จากนั้นทั้งห้องก็เต็มไปด้วยเสียง ปึ๋ง ปึ๋ง ปึ๋ง! เมื่อเ้าลูกไฟอ้วนกระเด้งไปมาเหมือนลูกบอลเด็กเล่น อาจารย์กรอฟรีบยกโล่เวทขึ้นกันแต่ก็ยังโดนเด้งใส่หน้า
ผมพยายามใช้คาถาควบคุม แต่แทนที่จะทำให้พวกมันหยุด คำพูดของผมเพี้ยนไปเล็กน้อยทำให้ลูกไฟอ้วนทุกดวงหยิบหูฟังขึ้นมาใส่และเริ่มเต้นเป็ขบวนพาเหรดกลางห้อง ฟีน่านั่งจดด้วยสายตาเป็ประกาย บันทึกลงสมุดว่า “เมื่อไฟอุ่นโดนเสียงจามของเอลริสจะกลายเป็ไฟอ้วนเด้งดึ๋ง ไม่เผาไหม้แต่ทำให้ห้องสอบพังทลาย”
ราล์ฟทนไม่ไหว เขาเปิดถังดับเพลิงเวทแล้วฉีดใส่ตรงกลางทันที แต่ผลกลับตรงข้ามละอองเวทกลายเป็เจลใสที่เกาะกับไฟอ้วนทำให้มันเด้งแรงกว่าเดิม ทุกสิ่งในห้องสอบถูกเปลี่ยนเป็สนามเด็กเล่นสุดอลหม่าน โต๊ะเก้าอี้ปลิวชนผนังดังโครมคราม ฟีน่าจดต่อด้วยความสุขใจ อาจารย์กรอฟกุมขมับเดินวนไปมาเหมือนอยากลาออกวันนี้เลย
ผมไม่ยอมแพ้ คราวนี้ตัดสินใจใช้คาถารวบรวมเปลี่ยนให้พวกมันเป็ก้อนเดียว ผลคือไฟอ้วนทั้งห้องรวมตัวกันกลายเป็ก้อนเจลาตินั์มีหนวดยื่นออกมาแกว่งไปมาเหมือนกำลังทักทาย ทุกคนเงียบกริบก่อนที่ราล์ฟจะพูดเสียงสั่นว่า “มันมีหนวด…” ฟีน่าแทบจะะโด้วยความดีใจ เธอเขียนลงสมุดทันทีว่ามันคือสิ่งมีชีวิตกึ่งธาตุ
ผมตัดสินใจลองพูดกับมันด้วยน้ำเสียงสุภาพ “น้องไฟครับ ช่วยหยุดหน่อยได้ไหม เรากำลังสอบกันอยู่” ทุกคนแทบหยุดหายใจเมื่อก้อนเจลั์ชะงักไปหนึ่งจังหวะ จากนั้นยกหนวดขึ้นสองเส้นทำท่าเหมือนโอเคแล้วนั่งนิ่ง ทุกคนเฮดังสนั่นเหมือนเพิ่งเห็นปาฏิหาริย์ แต่ความซวยยังไม่หมด ผมเผลอจามอีกครั้ง เ้าก้อนั์ดีดตัวเข้ามากอดผมแน่นเหมือนสัตว์เลี้ยงตัวโตทั้งที่ร้อนระอุแต่กลับอุ่นนุ่มนิ่มเหมือนผ้าห่ม ฟีน่าจดต่อว่า “สิ่งมีชีวิตนี้ตอบสนองต่อคำสุภาพและเสียงจามของเอลริสด้วยโหมดกอด”
อาจารย์กรอฟใช้คาถาลมช่วยเปิดช่องอากาศให้ผมหายใจ แต่เขาก็ได้แต่ถอนใจยาวและบ่นว่าพร์ที่ไม่ถูกควบคุมคือความวุ่นวายที่ยังไม่รู้ตัว ผมเองก็ได้แต่ยิ้มเก้อ ๆ ยอมรับว่าตกสอบอีกครั้ง แต่คราวนี้ผมไม่ได้กลับมือเปล่า เพราะเ้าก้อนอุ่น ๆ ั์ดูเหมือนจะผูกพันกับผมเต็มที่ ผมตั้งชื่อให้มันว่า “ปุ้มปุ้ย” และมันก็ตอบรับด้วยการสั่นตัวเบา ๆ อย่างพอใจ
หลังสอบเสร็จปุ้มปุ้ยกลิ้งตามผมกลับห้องเหมือนลูกหมาน้อย ราล์ฟยังคงถือถังดับเพลิงไม่ห่าง ฟีน่าก็หัวเราะพลางเปิดสมุดที่ตอนนี้มีบันทึกแปลกประหลาดเต็มหน้า กลางคืนผมนั่งเขียนไดอารี่ส่วนตัวด้วยความอ่อนล้า จดว่า “ครั้งที่สิบสอง ไม่ผ่าน แต่ได้เพื่อนใหม่ชื่อปุ้มปุ้ย” ข้างเตียงเ้าก้อนอ้วนหลับปุ๋ยปล่อยควันไฟรูปหัวใจลอยขึ้นเพดานอย่างน่ารัก
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างร้อนรน เมื่อเปิดออกก็เจอเพื่อนบ้านข้างห้องที่ผมไม่ค่อยคุยด้วยนัก เขาหน้าซีดผมฟูหยิกชี้ฟ้าเหมือนเพิ่งเจอพายุสายฟ้า เขาพูดเสียงสั่นว่า “นายคือเอลริสใช่ไหม ของในห้องฉัน…กำลังเด้ง” ผมชะงักหันไปมองใต้ประตู เห็นหนวดหนึ่งเส้นของปุ้มปุ้ยโผล่ลอดออกไปอย่างเชื่องช้า ราวกับมันกำลังละเมอเดินละเมอเล่น
ผมยิ้มเก้อรีบตอบว่า “ขอโทษนะครับ พรุ่งนี้ผมจะพามันไปฝากห้องวิจัยทันที” แต่เพื่อนบ้านกลับส่ายหน้าแล้วกระซิบเสียงสั่น “ไม่ใช่แค่ของในห้องฉันที่เด้ง ทั้งชั้นกำลังกลายเป็สนามเด้งแล้ว” และทันทีที่เขาพูดจบพื้นไม้ใต้เท้าพวกเราก็เด้งตัวขึ้น ปึ๋ง! เหมือนมีใครแอบสอดฟูกั์ไว้ใต้ตึกทั้งหลัง
ผมกลืนน้ำลาย หันไปมองปุ้มปุ้ยที่ยังนอนฝันอยู่ในห้อง พลางคิดในใจว่า การสอบครั้งที่สิบสามคงไม่ใช่เื่เดียวที่ผมต้องกังวลอีกต่อไปแล้ว…