แพทย์หญิงข้ามเวลาไปเป็นชายาท่านอ๋องหน้านิ่ง (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 53 ลูกอยากแต่งด้วย

            ณ ห้องพระโรงอันโอ่อ่าของแคว้นชิง

            ทันทีที่ฉินจื่อฉิงกับซูหยุนหรานปรากฏตัว ด้วยชื่อเสียงด้านความโหดร้ายและความเด็ดขาดในสนามรบ รวมถึงใบหน้าเรียบนิ่งที่ไม่มีผู้ใดสามารถอ่านความคิดของเขาได้ ทำให้ทุกการแสดงออกของฉินจื่อฉิงเต็มไปด้วยความเย็นชาและน่าเกรงขาม ส่วนซูหยุนหรานที่ถูกผู้คนทั่วแคว้นต้าสุ่ยขนานนามว่าหมอเทวดาก็มีท่วงท่าและกิริยาที่สุขุมและสง่างามไม่แพ้กัน

            แม้ทั้งคู่จะปรากฏตัวในท้องพระโรงอันศักดิ์สิทธิ์ที่แคว้นชิงไม่ใช่แคว้นต้าสุ่ยของตนเอง แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงดังหรือกล้าเงยหน้าขึ้นสบตาพวกเขาแม้แต่คนเดียว

            องค์ชายใหญ่ชิงจวิ้นเมื่อได้รู้สถานะที่แท้จริงของฉินจื่อฉิงและซูหยุนหราน อยู่ดีๆ ร่างกายของเขาก็รู้สึกหนาวขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ยิ่งฉินจื่อฉิงกวาดสายตาแล้วมาหยุดอยู่ที่เขาเป็นเวลานาน องค์ชายใหญ่ก็อยากจะเป็นลมเสียให้ได้ ‘ชิงเจี้ยนสารเลว! รู้ทั้งรู้ว่าเทพแห่งสงครามผู้นี้ไม่ควรไปยุ่ง แต่เจ้ากลับปล่อยให้ข้าพูดจาล่วงเกินเขากับพระชายาของเขาไปเสียหลายประโยค ความผิดก่อนหน้านั้นเขาจะเอาคืนข้าอย่างไร คงไม่ท้าประลองกับข้ากระมัง’

            แต่องค์หญิงใหญ่ชิงอวิ๋นมีความคิดต่างจากพี่ชาย เพราะเมื่อนางรู้สถานะที่แท้จริงของฉินจื่อฉิง ความต้องการที่จะครอบครองกลับยิ่งมีมากขึ้น ‘ที่แท้เขาก็คือเทพแห่งสงครามที่ผู้คนทั่วหล้าต่างยกย่องให้เป็นนักรบผู้เก่งกล้า ข้าก็ตาถึงไม่เบา เช่นนั้นงานเลี้ยงในวันนี้ก็ไม่น่าเบื่อเท่าไหร่แล้ว’

            “ถวายบังคมฝ่าบาท กระหม่อมฉิงอ๋องแห่งแคว้นต้าสุ่ยนำพระชายามาเข้าเฝ้าเพื่อถวายพระพรให้ฝ่าบาททรงมีพระพลานามัยที่แข็งแรง และทรงมีพระชนมายุยืนหมื่นปีพ่ะย่ะค่ะ” ฉินจื่อฉิงกล่าวทักทายอย่างเป็นทางการ

            “หลานชายไม่ต้องมากพิธี ที่นี่มีแต่คนกันเองทั้งนั้น” ฮ่องเต้กล่าวอย่างใจดี ทั้งพระองค์ยังมองพิจารณาระหว่างฉินจื่อฉิงกับชิงเจี้ยน แม้ท่าทางของฉินจื่อฉิงจะน่าเกรงขามกว่าบุตรชายของพระองค์ แต่แล้วอย่างไร ในเมื่อบุตรชายของพระองค์เคยประลองชนะเทพแห่งสงครามผู้นี้มาแล้ว ทั้งเทพแห่งสงครามที่ผู้คนเล่าลือในความเก่งกาจยังเกือบสิ้นชื่อภายใต้คมดาบของบุตรชายเสียด้วย

            “ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ” ฉินจื่อฉิงยังรักษามารยาทอย่างดี

            “พวกเจ้าเดินทางมาแคว้นชิงตั้งแต่เมื่อใด เหตุผลที่พวกเจ้ามาเข้าเฝ้าเราคืออะไร” เมื่อทักทายกันเรียบร้อยฮ่องเต้รีบถามเข้าเรื่องอย่างร้อนใจ อย่างไรเรื่องที่ชิงเจี้ยนร่วมมือกับเสียนเซิ่งและเสียนซิ่วลักลอบซื้อเสบียงทหาร แม้เจตนาของแคว้นชิงจะบริสุทธิ์เพราะต้องการนำเสบียงเหล่านั้นมาแจกจ่ายให้ราษฎรที่ประสบปัญหาภัยแล้ง แต่การกระทำเช่นนั้นก็ถือว่าผิดอยู่ดี 

            “มาเยี่ยมเป็นการส่วนตัวย่อมไม่ใช่อย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ แต่ฝ่าบาทของกระหม่อมมีเรื่องสำคัญจึงหมายให้กระหม่อมเดินทางมาแคว้นชิงเพื่อเจรจา” ฉินจื่อฉิงเว้นวรรคเพื่อสังเกตปฏิกิริยาของทุกคน

            “เจรจา? เจรจาเรื่องใด?” ฮ่องเต้ถามขึ้นอย่างกังวล ‘แคว้นชิงของข้าประสบภัยแล้งมาหลายปี อย่าว่าแต่ราษฎรไม่มีจะกิน แม้แต่ทหารในกองทัพยังได้กินข้าวแค่วันละมื้อ หากเจ้าจะประกาศสงครามเวลานี้ ข้าก็คงต้องยอมรับชะตากรรมแล้ว’

            “เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้รัชทายาทชิงเจี้ยนที่คิดหาวิธีนำเสบียงจากแคว้นต้าสุ่ยของเรามาแจกจ่ายให้ชาวบ้านผู้ประสบภัยได้ทันเวลา ไม่เช่นนั้นราษฎรผู้บริสุทธิ์ของแคว้นชิงคงอดตายไปมากแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ฉินจื่อฉิงเลือกที่จะพูดเรื่องที่ชิงเจี้ยนลักลอบซื้อเสบียงเพื่อบอกเป็นนัยให้ทุกคนในที่นี้รู้ว่าแคว้นต้าสุ่ยรู้เรื่องนั้นเป็นอย่างดี แต่คำพูดของเขากลับฟังดูสบายและไม่เหมือนคนที่ต้องการเอาเรื่อง ทำให้คนฟังพอจะหายใจโล่งได้บ้าง “เพียงแต่วิธีการเช่นนั้นมันเสี่ยงและไม่เป็นผลดีกับความสัมพันธ์ของทั้งสองแคว้น ฝ่าบาทของกระหม่อมจึงส่งกระหม่อมในฐานะตัวแทนของแคว้นมาเจรจา หากการเจรจาบรรลุผล นอกจากสงครามระหว่างแคว้นจะไม่เกิดขึ้น แคว้นชิงยังสามารถรอดพ้นจากภาวะขาดแคลนอาหารและสงครามได้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

            “ฝ่าบาทของพวกเจ้าส่งเจ้ามาเพื่อให้ความช่วยเหลือแคว้นชิงของเราหรือ?” ฮ่องเต้พาถามออกไปอย่างดีใจปนแปลกใจ

            “ถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่การเจรจาครั้งนี้ต้องเกิดจากความเห็นชอบและความเต็มใจของทั้งสองฝ่ายจึงจะถือว่าบรรลุผล ไม่ทราบว่าฝ่าบาทต้องการให้กระหม่อมพูดเงื่อนไขทั้งหมดต่อหน้าทุกคนในที่นี้หรือจะนัดเจรจากันภายหลังพ่ะย่ะค่ะ” ฉินจื่อฉิงถาม

            “รัชทายาท ในเมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะเจ้า เช่นนั้นเขาจะมอบอำนาจให้เจ้าเป็นผู้แทนของแคว้นเพื่อเจรจา เราหวังว่าการเจรจาครั้งนี้จะนำประโยชน์กลับคืนมาให้แคว้นชิงของเรา” ฮ่องเต้บอกเป็นนัย

            “ทูลเสด็จพ่อ ความจริงลูกกับฉิงอ๋องได้เจรจาความร่วมมือกันในเบื้องต้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่ลูกไม่กล้าตัดสินใจจึงได้พาฉิงอ๋องและพระชายามาเข้าเฝ้าเสด็จพ่อในวันนี้” ชิงเจี้ยนบอก

            “ทูลเสด็จพ่อ ลูกมีบางอย่างอยากพูดเช่นกันเพคะ” องค์หญิงใหญ่รีบพูดแทรกเพราะนึกบางอย่างขึ้นมาได้

            “เจ้ามีอะไรจะพูดหรืออวิ๋นเอ๋อ” ฮ่องเต้ถามบุตรสาวคนโต

            “ครั้งก่อนลูกไปเยี่ยมรัชทายาทที่ตำหนักจึงมีโอกาสได้พบกับฉิงอ๋องโดยบังเอิญ ลูกยังบังเอิญได้ยินรัชทายาทกับฉิงอ๋องปรึกษากันเรื่องการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ด้วยเพคะ” องค์หญิงใหญ่ชิงอวิ๋นมองไปทางฉินจื่อฉิงและยิ้มให้เขาอย่างเขินอาย “ในฐานะที่ลูกเป็นธิดาองค์โตและอายุของลูกก็ถึงวัยที่ต้องออกเรือนแล้ว ลูกจึงอยากแบ่งเบาภาระของเสด็จพ่อและอยากทำหน้าที่องค์หญิงใหญ่ให้สมกับที่ราษฎรเคารพนับถือ ลูกขอรับหน้าที่เป็นผู้แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ในครั้งนี้โดยหวังว่าการตัดสินใจของลูกจะทำให้ฉิงอ๋องพอใจเพคะ”

            “พวกเจ้าปรึกษากันเรื่องนี้หรือ? แล้วแคว้นของเจ้าจะส่งผู้ใดมาแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์” ฮ่องเต้จ้องฉินจื่อฉิงพร้อมขมวดคิ้ว “เป็นเจ้าหรือ? หากเป็นเช่นนั้นเราต้องปฏิเสธ เจ้าแต่งภรรยาเอกอย่างออกหน้าออกตา ทั้งฝ่าบาทของพวกเจ้ายังพระราชทานสมรสให้ด้วยตนเองอีก เช่นนั้นตำแหน่งพระชายาของเจ้าย่อมเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่อวิ๋นเอ๋อของเราเป็นธิดาองค์โต ด้วยสถานะที่สูงส่งของนาง เรายอมให้นางแต่งไปเป็นพระชายารองของเจ้าไม่ได้”

            “เสด็จพ่ออย่าเพิ่งปฏิเสธเช่นนั้นเพคะ” องค์หญิงใหญ่รีบพูด

            “อวิ๋นเอ๋อ! เจ้าอยากแต่งไปเป็นชายารองของเขาอย่างนั้นหรือ?” ฮ่องเต้ชี้ไปที่ฉินจื่อฉิง “แม้ฉิงอ๋องจะมีความสามารถด้านการทหารที่เป็นเลิศ แต่เขาเป็นเพียงอ๋องนอกราชวงศ์ ทั้งเขายังมีพระชายาเอกที่มีราชโองการแต่งตั้งมาจากฮ่องเต้แคว้นต้าสุ่ยอย่างถูกต้อง แล้วเจ้ายังจะลดตัวไปเป็นชายารองให้เขาอีกหรือ เราไม่เห็นด้วย!”

            “ไม่ใช่อย่างนั้นเพคะ” องค์หญิงใหญ่พยายามอธิบาย หากเป็นเวลาปกตินางคงเลือกที่จะทะเลาะกับเสด็จพ่ออย่างใหญ่โตเพื่อให้ตนเองสมปรารถนาไปแล้ว แต่นางไม่อยากแสดงกิริยาไม่งามเช่นนั้นต่อหน้าฉินจื่อฉิง นางจึงอธิบายอย่างใจเย็น “ลูกไม่ได้จะแต่งไปเป็นพระชายารองของเขาเพคะ จริงอยู่ที่ฉิงอ๋องมีพระชายาเอกอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะแต่งตั้งภรรยาเท่าเทียมไม่ได้ไม่ใช่หรือเพคะ เสด็จพ่อ...ความหมายของลูกคือการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ในครั้งนี้ ลูกจะแต่งไปเป็นภรรยาเท่าเทียมให้กับฉิงอ๋องเพคะ”

            “ภรรยาเท่าเทียมอย่างนั้นหรือ?” ฮ่องเต้ลูบเคราอย่างใช้ความคิด “หากเป็นเช่นนั้นก็พอจะคุยกันได้”

            “เสด็จพ่อ ลูกคิดว่าพี่หญิงใหญ่กำลังเข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” ชิงเจี้ยนพูดแทรกพร้อมอธิบาย “ลูกกับฉิงอ๋องเคยปรึกษาเรื่องแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์จริง แต่เรื่องสำคัญเช่นนั้นไม่ใช่หน้าที่ของพี่หญิงใหญ่จะรับผิดชอบได้พ่ะย่ะค่ะ”

            “ข้ารับผิดชอบไม่ได้อย่างนั้นหรือ? ที่เจ้าพูดหมายความว่าอย่างไร” องค์หญิงใหญ่ถึงกับเก็บอาการไม่อยู่ นางจ้องชิงเจี้ยนอย่างเอาเรื่อง “ข้าเป็นถึงธิดาองค์โตของเสด็จพ่อ ข้ายังไม่มีสัญญาหมั้นหมาย และข้าก็ถึงวัยออกเรือนแล้ว ในบรรดาที่น้องทั้งหมด ข้าเหมาะสมที่จะรับหน้าที่นี้ยิ่งกว่าผู้ใด แต่เจ้ากลับบอกว่าองค์หญิงใหญ่เช่นข้ารับหน้าที่นี้ไม่ได้ เจ้ากำลังลบหลู่ข้า ลบหลู่ท่านแม่ของข้า หรือเจ้ากำลังลบหลู่เสด็จพ่อกันแน่”

            “การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ครั้งนี้ตั้งอยู่บนผลประโยชน์สำคัญของแคว้น ท่านเอาแต่บอกว่าท่านเป็นผู้ที่เหมาะสม แล้วท่านรู้หรือไม่ว่าแคว้นต้าสุ่ยส่งผู้ใดให้เป็นผู้สมรสในครั้งนี้” ชิงเจี้ยนจ้องกลับพี่สาวอย่างไม่เกรงใจ “พี่หญิงใหญ่ ท่านคาดหวังจะให้เป็นผู้ใด”

            “จะเป็นผู้ใดไปได้ ก็ต้องเป็นฉิงอ๋องอยู่แล้วสิ หากไม่ใช่เขาแล้วเขาจะเดินทางมาเจรจากับเสด็จพ่อด้วยตัวเองได้อย่างไร” องค์หญิงใหญ่ยิ้มให้ฉินจื่อฉิง “อวิ๋นเอ๋อเข้าใจถูกหรือไม่เจ้าคะ”

            ฉินจื่อฉิงส่ายหน้าปฏิเสธทันที “ขออภัยองค์หญิงใหญ่ สิ่งที่ท่านเข้าใจนั้นไม่ถูกต้องเลยสักนิดพ่ะย่ะค่ะ”

            “ไม่ถูกอย่างไร การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ครั้งนี้ไม่ใช่เจ้าหรือ?” 

            “กระหม่อมมีพระชายาอยู่แล้วแล้วกระหม่อมจะรับสตรีอื่นเข้าจวนได้อย่างไร อีกอย่างที่รัชทายาทตรัสมาเมื่อครู่ก็ถูกต้อง แม้ท่านจะเป็นองค์หญิงใหญ่ แต่มารดาของท่านก็เป็นเพียงหวงกุ้ยเฟย ในเมื่อแคว้นต้าสุ่ยมีทั้งรัชทายาทและท่านอ๋องที่ถือกำเนิดมาจากฮองเฮาเป็นหนึ่งในผู้ที่จะรับหน้าที่ในการสมรสครั้งนี้ เช่นนั้นแคว้นชิงจะไม่ส่งองค์หญิงที่ถือกำเนิดจากฮองเฮาให้เป็นผู้รับหน้าที่นี้ได้อย่างไร หรือแคว้นชิงดูถูกและคิดว่ารัชทายาทรวมถึงท่านอ๋องของเราไม่คู่ควรกับองค์หญิงของพวกท่าน” ฉินจื่อฉิงพูดเน้นเสียง ทั้งน้ำเสียงของเขายังแฝงไปด้วยความกดดัน

            “ฉิงอ๋องอย่าได้มีโทสะ เรื่องที่ข้าตกลงไว้ข้าย่อมทำตามที่พูดได้อย่างแน่นอน” ชิงเจี้ยนพูดจบก็หันไปคุกเข่าต่อหน้าบิดา “ขอเสด็จพ่อโปรดพิจารณา ในเมื่อแคว้นต้าสุ่ยแสดงความจริงใจด้วยการส่งบุรุษถึงสี่คนมาให้เราเป็นฝ่ายได้เลือกก่อน อีกทั้งสองในสี่คนนั้นยังเป็นถึงรัชทายาทและท่านอ๋องที่ถือกำเนิดมาจากฮองเฮา ลูกคิดว่าเฟยเอ๋อกับเจียวเอ๋อเหมาะสมที่จะรับหน้าที่นี้ที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”

            “เฟยเอ๋อ เจียวเอ๋อ พวกเจ้ามีความเห็นว่าอย่างไร” ฮ่องเต้ถามองค์หญิงหน้าชิงเฟยกับองค์หญิงหกชิงเจียว แม้ผลประโยชน์ของแคว้นจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่อย่างไรบุตรสาวทั้งสองก็เกิดมาจากสตรีที่พระองค์รักมากที่สุด พระองค์ไม่อยากทำร้ายจิตใจพวกนาง

            องค์หญิงห้าชิงเฟย “ลูกเต็มใจรับหน้าที่นี้เพื่อทำให้แคว้นชิงของเราอยู่กันอย่างสงบสุขและปราศจากสงครามไปอีกร้อยปีเพคะ”

            องค์หญิงหกชิงเจียว “ลูกยินดีรับหน้าที่สำคัญนี้เพื่อแบ่งเบาภาระของเสด็จพ่อและเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของราษฎรเช่นกันเพคะ”

            ฮ่องเต้ได้ยินคำพูดของบุตรสาวก็รู้สึกภูมิใจ ทั้งพระองค์ยังไม่เห็นสีหน้ากังวลของพวกนางทั้งสองแม้แต่น้อย “ดี! เช่นนั้นเราก็เห็นด้วยกันการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ในครั้งนี้”

            “กระหม่อมขอบพระทัยและสัญญาว่าจะนำเรื่องนี้ไปกราบทูลฝ่าบาทของกระหม่อมอย่างไม่มีตกหล่นพ่ะย่ะค่ะ” ฉินจื่อฉิงรับคำ

            “เสด็จพ่อ ลูกมีข้อเสนอเพิ่มเติมเพคะ” องค์หญิงใหญ่พูดขึ้น

            “ข้อเสนออะไร” ฮ่องเต้ถามเสียงเข้มเพราะกลัวบุตรสาวคนโตจะทำเสียเรื่อง นิสัยของนางเป็นอย่างไรพระองค์รู้ดี นางคงพึงพอใจในตัวฉินจื่อฉิงเข้าแล้ว

            “การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ครั้งนี้ลูกก็อยากแต่งด้วยเพคะ”

    คล้ายกับเรื่องแพทย์หญิงข้ามเวลาไปเป็นชายาท่านอ๋องหน้านิ่ง (มี e-book นะคะ) ที่คุณอ่าน