พนันรักมาเฟียร้าย (ซีรี่ย์ชุดมาเฟียร้าย)

    บทที่ 1

            ประเทศอิตาลีแคว้นลาซีโอ กรุงโรม...

            ภายในคฤหาสน์ของตระกูลอัสโตโน่ที่ห้องนั่งเล่นมีสมาชิกของครอบครัวอัสโตโน่นั่งอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาซึ่งนับว่าหาได้ยากมากที่จะเป็นเช่นนี้ได้เนื่องจากแต่ละคนมีภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบมากมายนั่นเอง ยกเว้นก็แค่เคลาดิโออัสโตโน่เท่านั้น เพราะเขาได้มอบหมายธุรกิจทั้งหมดให้แก่ลูกชายทั้งสามคนดูแลหมดแล้ว

            คาร์โล อัสโตโน่ ผู้เป็นลูกชายคนโต...เขาได้มอบกิจการด้านขนส่งทั้งทางบกและทางน้ำให้อีกฝ่ายได้ดูแลมาหลายปีแล้วซึ่งลูกชายของเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลย เพราะกิจการท่าเรือเกือบสิบแห่งที่มีต่างมีรายได้เพิ่มขึ้นทุกปีอย่างมหาศาล

            ส่วนมาร์โก้ อัสโตโน่ลูกชายคนรองซึ่งมีอายุห่างจากพี่ชายแค่เพียงปีเดียวนั้นเขายกธุรกิจด้านอัญมณีให้ดูแลซึ่งบริษัทของเขาเป็นบริษัทอัญมณีที่ดีที่สุดของประเทศและมีสาขาอยู่ในต่างประเทศหลายสิบแห่งจึงทำให้มาร์โก้ต้องเดินทางอยู่บ่อยๆ

            และสุดท้าย อัลแบร์โต้ อัสโตโน่ลูกชายคนสุดท้องซึ่งมีอายุห่างจากมาร์โก้สองปี เคลาดิโอได้ยกธุรกิจด้านโรงแรมให้ดูแลแทนซึ่งอัลแบร์โต้ก็ต้องเดินทางออกนอกประเทศอยู่บ่อยๆเช่นกันเพราะโรงแรมของเขาขยายสาขาไปยังต่างประเทศอยู่หลายสิบแห่งเหมือนกัน

            ดังนั้นค่ำคืนนี้จึงเป็นค่ำคืนพิเศษสุดสำหรับทุกคนในคฤหาสน์อัสโตโน่เพราะหนึ่งปีมีเพียงไม่กี่ครั้งที่จะได้อยู่กันพร้อมหน้าเช่นนี้คืนนี้เคลาดิโอจึงดูมีความสุขมากทีเดียว ประมุขของบ้านเลยสั่งเปิดไวน์ชั้นดีออกมาดื่มกับภรรยาและลูกชายทั้งสามคน

            ทุกคนต่างพูดคุยและไต่ถามถึงเรื่องธุรกิจรวมถึงเรื่องส่วนตัวของกันและกัน จนมาถึงเรื่องที่เคลาดิโอรอคอยมานาน

            “คาร์โล เมื่อไรแกจะแต่งงานมีหลานตัวน้อยๆ ให้พ่ออุ้มเสียทีล่ะ อายุก็ตั้งสามสิบแล้วนะ แกน่าจะคิดถึงเรื่องนี้ได้แล้ว”

            คนถูกถามฟังแล้วก็ถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะตอบคำถามของบิดาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

            “ผมยังไม่พร้อมครับพ่อ”

            “พี่คาร์โลคงไม่มีวันพร้อมหรอกครับพ่อถ้าว่าที่เจ้าสาวยังเป็นน้องเหมียวอยู่” อัลแบร์โต้เอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะออกมามาร์โก้หัวเราะผสมโรงไปด้วยอีกคน ในขณะที่คาร์โลทำเพียงแค่ยกยิ้มตรงมุมปากนิดๆเท่านั้น ส่วนเคลาดิโอกับสาวิกาซึ่งเป็นแม่เลี้ยงนั้นต่างมองลูกชายทั้งสามคนด้วยสายตาตำหนิ

            “ทำไมพูดแบบนี้ล่ะจ๊ะอัลไม่น่ารักเลยนะ ใครได้ยินเข้าจะคิดว่าน้องเหมียวเป็นคนไม่ดี คาร์โลถึงไม่ยอมแต่งงานด้วย”

            “โธ่...ผมไม่ได้จะสื่อแบบนั้นนะครับแม่”อัลแบร์โต้เรียกสาวิกาว่าแม่ได้อย่างเต็มปากเต็มคำเพราะอีกฝ่ายแต่งงานกับพ่อของเขาตั้งแต่เขายังอายุห้าขวบ และทำหน้าที่แม่ให้พวกเขาสามคนพี่น้องได้อย่างดีเยี่ยมพวกเขาจึงทั้งรักและเคารพสาวิกาเป็นอย่างมาก “ที่ผมจะสื่อก็คือน้องเหมียวไม่ใช่สเปกของพี่คาร์โลต่างหากล่ะครับเพราะพี่คาร์โลเขาชอบสาวสวยแบบอึ๋มๆ มากกว่า จับแล้วเต็มไม้เต็มมือดีดูคู่ควงแต่ละคนของพี่เขาสิครับ หุ่นนี่แบบ...”

            “พอเลยๆ แกไม่ต้องสาธยายอะไรแล้วฉันฟังแล้วปวดหัว” เคลาดิโอเอ่ยห้ามพลางส่ายหน้าอย่างอ่อนอกอ่อนใจตรงข้ามกับลูกชายทั้งสามที่หัวเราะออกมาด้วยความขบขัน

            “พ่อทำเหมือนทนฟังไม่ได้เอ...หรือว่ากลัวฟังแล้วจะตบะแตก เพราะเมื่อก่อนพ่อก็ชอบอวบๆ อึ๋มๆ เหมือนกันไม่ใช่เหรอครับ”มาร์โก้ได้ทีพูดแหย่บิดาเล่นเสียเลย ทำเอาเคลาดิโอรีบโวยวายยกใหญ่เมื่อเห็นสายตาขุ่นขวางของภรรยาสุดที่รัก

            “เฮ้ยๆ นั่นมันเมื่อก่อนโว้ยตอนนี้ฉันรักแม่ของพวกแกแค่คนเดียวเท่านั้น ไม่เคยชายตาแลใครหรอก” จบคำเคลาดิโอก็ดึงตัวภรรยาเข้ามากอดและจูบแก้มอย่างรักใคร่โชว์ลูกๆ เสียเลยจึงเรียกเสียงผิวปากจากบรรดาลูกชายได้ยกใหญ่ ก่อนชายสูงวัยจะเอ่ยกับลูกชายคนโตเสียงเข้มด้วยแววตาเอาจริงว่า“ตอนนี้แกยังไม่พร้อมก็ไม่เป็นไร แต่พ่อให้เวลาแกเป็นโสดอยู่อีกสองปีเท่านั้นนะคาร์โลยังไงแกก็ต้องแต่งงานกับหนูเหมียวเพราะพ่อสัญญากับคุณเดชเอาไว้แล้วพ่อไม่ยอมเสียสัญญาหรอกนะ ที่สำคัญพ่ออยากได้หนูเหมียวมาเป็นลูกสะใภ้ด้วย”

            เคลาดิโอยังยึดมั่นในคำสัญญาที่เคยพูดไว้กับเดชชาติไม่เปลี่ยนแปลงเขาและอีกฝ่ายรู้จักจนสนิทสนมกันก็เนื่องจากสาวิกากับนภาลัย ซึ่งเป็นภรรยาของเดชชาตินั้นเป็นเพื่อนรักกันมาก่อนเขาจึงพลอยได้รู้จักกับครอบครัวของเดชชาติไปด้วย และด้วยความที่สองสามีภรรยาคู่นี้เป็นคนดีมีเมตตาจึงทำให้เขาพอใจจนออกปากสู่ขอลูกสาวตัวน้อยเพียงคนเดียวของเพื่อนรักมาเป็นคู่หมั้นของลูกชายคนโตของเขาเสียเลยซึ่งจากการได้พบปะพูดคุยกับตุลยาเมื่อปีก่อน ตอนที่เขากับภรรยาเดินทางไปเยี่ยมครอบครัวเดชชาติที่เมืองไทยนั้นเคลาดิโอก็ยิ่งมั่นใจว่าเลือกว่าที่ลูกสะใภ้ไม่ผิด เพราะหญิงสาวน่ารักและอัธยาศัยดีทำให้เขากับสาวิการักใคร่เอ็นดูจนอยากได้มาเป็นลูกสาวจับใจ

            คาร์โลฟังแล้วไม่ตอบอะไร นอกจากจิบไวน์ไปเรื่อยๆแต่แววตาคมกริบนั้นมีแววระลึกถึงบางสิ่งอยู่ ชายหนุ่มกำลังนึกถึงเด็กผู้หญิงอายุสิบห้าคนหนึ่งที่เมืองไทยซึ่งมีอายุห่างจากเขาเจ็ดปีเขายังจดจำใบหน้าน่ารักจิ้มลิ้มของเธอได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ ตุลยาดูน่ารักแบบเด็กๆและบอบบางเสียจนเขากลัวว่าหากมีลมพัดแรงๆ ตัวเธอคงปลิวตามลมไปอย่างง่ายดาย เธอเหมือนลูกแมวน้อยจนเขาอดเอ็นดูไม่ได้

            แล้วคาร์โลก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆเมื่อนึกถึงวีรกรรมของว่าที่ลูกสะใภ้ผู้แสนน่ารักของบิดาขึ้นมา ใครๆ ในครอบครัวของเขาต่างก็หลงกลแม่สาวน้อยคนนั้นไปหมดแต่ใครเลยจะรู้ว่าเธอมีฤทธิ์เดชพอตัวเลยทีเดียว และที่เขารู้ก็เพราะเจอมากับตัวเองแล้ว

            ชายหนุ่มยังจำได้ดีว่าถูกแม่สาวน้อยแกล้งอะไรไว้บ้างหลังจากที่หญิงสาวมาขอร้องให้เขาถอนหมั้นและถูกเขาปฏิเสธกลับไป ตุลยาก็แสดงออกให้คาร์โลได้รู้ว่าเธอเป็นปรปักษ์กับเขาอย่างชัดเจนทันทีทว่าต่อหน้าคนอื่นเธอจะสงวนท่าทีอันไม่เป็นมิตรเอาไว้อย่างมิดชิดแทน ชายหนุ่มไม่โกรธสักนิดที่ถูกสาวน้อยแกล้งเพราะมันเป็นการแกล้งแบบเด็กๆ เท่านั้น ทว่าก็มีอยู่หลายครั้งเหมือนกันที่เขาเอาคืนเธอกลับไปบ้างนิดๆหน่อยๆ ซึ่งไม่ใช่ว่าโกรธแต่เป็นเพราะนึกสนุกต่างหาก

            ป่านนี้สาวน้อยของเขาจะเติบโตขึ้นมาเป็นสาวสวยสักแค่ไหนกันนะคาร์โลคิดอยู่ในใจด้วยความอยากรู้เพราะนับตั้งแต่ครั้งนั้นก็เป็นเวลาเกือบแปดปีแล้วที่เขาไม่ได้พบหน้าเธออีกเลยเนื่องจากพอเข้ารับช่วงกิจการต่อจากบิดาแล้วเขาก็มุ่งมั่นอยู่กับการทำงาน จนไม่มีเวลาว่างแม้แต่จะพักผ่อนส่วนตัวด้วยซ้ำไปพอนึกถึงแล้วก็อยากเห็นหน้าคู่หมั้นสาวขึ้นมาจับใจ และคิดว่าถ้ามีเวลาว่างหลายวันอาจจะลองไปเยี่ยมตุลยาที่เมืองไทยดูสักครั้งหนึ่งเพื่อดูว่าหญิงสาวจะเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหนกัน

            บอกตามตรงว่าชายหนุ่มไม่ได้ยินดีกับการหมั้นหมายนี้เลยแต่เพราะขัดใจบิดาไม่ได้และในใจเขาก็ยังไม่มีผู้หญิงคนไหนเข้ามาจับจอง คาร์โลจึงปล่อยให้การหมั้นหมายดำเนินต่อไปถึงบัดนี้ซึ่งก็เหลือเวลาอีกเพียงสองปีให้เขาได้ใช้ชีวิตโสดและค้นหาผู้หญิงที่เขารักได้ ทว่าหากหาไม่เจอเขาก็คงต้องยอมแต่งงานอย่างที่บิดาต้องการเพราะก็ไม่ได้นึกรังเกียจรังงอนอะไรตุลยาเลยสักนิดเดียว

             

            ประเทศไทยจังหวัดเชียงใหม่…

            สาวน้อยที่คาร์โลคิดถึงนั้นบัดนี้เปลี่ยนแปลงไปมากทีเดียว เพราะเธอข้ามผ่านวัยเด็กมาเป็นวัยสาวเต็มตัวแล้วนั่นเองใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารักบัดนี้ปรากฏดวงหน้างดงามหวานซึ้ง ทุกอย่างบนใบหน้าไม่ว่าจะเป็นคิ้วคาง ดวงตา จมูกและริมฝีปากเหมือนถูกปั้นแต่งมาเพื่อใบหน้านี้โดยเฉพาะ รูปร่างที่เคยผอมแห้งไม่มีสัดส่วนแบบเด็กๆเดี๋ยวนี้กลับมีทรวดทรงองเอวได้รูป ทรวงอกเล็กก็ขยายใหญ่ขึ้นแบบพอเหมาะพอเจาะสมตัวซึ่งหากชายหนุ่มได้มาเห็นคู่หมั้นสาวในตอนนี้คงแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเลยทีเดียว

            “ไม่เอาค่ะหนูไม่ไปเรียนที่อิตาลี หนูจะไปเรียนที่ฝรั่งเศสค่ะ” เสียงหวานใสเปล่งออกมาจากริมฝีปากอิ่มสวยของลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวของพ่อเลี้ยงเดชชาติเทพวิจิตร นักธุรกิจชื่อดังแถบภาคเหนือเจ้าของร้านอาหารและปางไม้ที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัด รวมถึงเจ้าของอสังหาริมทรัพย์หลายสิบแห่งที่เปิดให้เช่าในตัวเมือง

            ตุลยาเรียนจบปริญญาตรีด้านบริหารธุรกิจได้สมดังใจพ่อแม่แล้วและตอนนี้เธอก็ขอพวกท่านไปเรียนวาดภาพต่อเพราะส่วนตัวแล้วชอบวาดรูป เธออยากฝึกวาดให้เก่งกว่านี้จึงขอพวกท่านไปเรียนคอร์สสั้นๆที่ฝรั่งเศสเนื่องจากเธออยากไปเที่ยวที่นั่นด้วยแต่ท่านกับจะให้เธอไปเรียนที่อิตาลีแทนซะอย่างนั้น

            “ถ้าไม่ไปเรียนที่อิตาลีก็ต้องเรียนที่เมืองไทยแทน”พ่อเลี้ยงเดชชาติไม่ยอมตามใจเหมือนเช่นเคย เนื่องจากมีเหตุผลที่ต้องบังคับ

            “คุณพ่อ! คุณแม่ดูคุณพ่อสิคะ ทำไมต้องมาบังคับหนูด้วยก็ไม่รู้” ตุลยาหันไปฟ้องผู้เป็นมารดา เพื่อหวังให้ท่านช่วยพูดกับบิดาให้ทว่าก็ต้องผิดหวังเมื่อได้ยินคำพูดของนภาลัย

            “แม่ก็อยากให้หนูไปเรียนที่อิตาลีจ้ะ”

            “คุณแม่!” หญิงสาวร้องเสียงหลงอย่างขัดเคืองใจ ก่อนจะทำหน้าบึ้งและนั่งกอดอกนิ่งเงียบไม่พูดอะไรอีกเลยซึ่งผู้เป็นบิดามารดารู้ดีว่าไอ้ท่าทางแบบนี้ของบุตรสาวมันหมายความว่ากำลังดื้อเงียบอยู่

            “พ่อมีเหตุผลนะลูกเหมียว”พ่อเลี้ยงเดชชาติพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง เพราะแต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยใจแข็งกับลูกสาวสุดที่รักได้เสียทียกเว้นก็แต่เรื่องที่ไปรับปากหมั้นหมายให้ลูกไว้เมื่อครั้งอดีตเท่านั้น “ที่พ่อให้หนูไปเรียนที่อิตาลีแทนก็เพราะพ่อกับแม่จะได้ไม่ต้องเป็นห่วงหนูมากเพราะที่โน่นมีครอบครัวของลุงเคลาดิโอคอยดูแลอยู่และที่สำคัญหนูจะได้รู้จักคุ้นเคยกับพี่คาร์โลให้มากขึ้นด้วยไง”

            “ทำไมจะต้องไปรู้จักคุ้นเคยกันให้มากขึ้นด้วยคะในเมื่อยังไงหนูก็ไม่ยอมแต่งงานกับคนที่หนูไม่ได้รักเด็ดขาด” ตุลยาตอบโต้กลับไปทันทีอย่างอารมณ์เสีย พร้อมกับนึกถึงหน้าตาของคู่หมั้นหนุ่มที่ไม่ได้เจอกันมานานถึงแปดปีขึ้นมาซึ่งเธอยังจดจำใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาได้ดีจนน่าแปลกใจหญิงสาวยอมรับว่าคาร์โลเป็นคนหน้าตาดีมากทีเดียว เขาเป็นผู้ชายในฝันของสาวๆเลยก็ว่าได้ซึ่งหากเธอได้พบเขาโดยไม่มีฐานะคู่หมั้นเข้ามาเกี่ยวข้องเธอก็คงชอบเขาเหมือนผู้หญิงทั่วไป

            แต่นี่เพราะถูกบังคับ ซึ่งเธอไม่ชอบถูกใครบังคับจึงแสดงออกต่ออีกฝ่ายด้วยวิธีการของเด็กพาลเกเรหลังจากได้รับการปฏิเสธการถอนหมั้นจากเขาตอนนั้นเธอคิดอะไรได้ก็ทำหมด ทั้งแกล้งฉีดน้ำจากสายยางใส่ แกล้งให้เขากินเผ็ด เอารองเท้าเขาไปซ่อนและอีกสารพัดอย่างเท่าที่เด็กอายุสิบห้าจะคิดออก

            การที่เธอทำเช่นนี้ก็เพียงเพื่อให้เขาโกรธและเกลียดเธอจนไปขอยกเลิกการหมั้นกับพ่อของเขาด้วยตัวเอง ทว่าทุกอย่างก็ไม่เป็นไปอย่างที่คิดคาร์โลไม่โกรธมิหนำซ้ำบางครั้งยังเอาคืนเธออย่างเจ็บแสบพอกันเสียอีกเธอจึงยิ่งเกลียดเขามากขึ้น ดังนั้นเธอจึงไม่เคยไปหาเขาที่อิตาลีเลย และไม่เคยแม้แต่จะชายตาดูรูปถ่ายของเขาสักครั้งยามเมื่อลุงเคลาดิโอชวนดู

            “เฮ้อ...เราพูดเรื่องนี้กันบ่อยมากนะลูกเหมียวพ่อว่าหนูน่าจะเลิกคิดแบบนี้ได้แล้วนะ”

            “หนูไม่เลิก เพราะหนูไม่ได้รักเขา”

            “คาร์โลเป็นคนดีนะลูกขยันขันแข็งทำงาน และพ่อก็มั่นใจว่าเขาจะดูแลลูกสาวของพ่อแทนพ่อได้ดีไปตลอดชีวิต”

            “จะดูแลดีได้ยังไงกันคะ ในเมื่อหนูกับเขาไม่ได้รักกันพ่อดูตัวอย่างที่ผ่านๆ มาก็ได้นี่คะ เขาไม่เคยมาหาหนูที่เมืองไทยเลยไม่เคยโทรมาหาเพื่อถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันเลยสักนิดเดียวเขาทำเหมือนหนูไม่เคยมีตัวตนเลยด้วยซ้ำไป แล้วผู้ชายแบบนี้หรือคะที่พ่อจะให้หนูฝากชีวิตเอาไว้ด้วย”เธอพยายามยกเหตุผลขึ้นมาอ้าง

            “คาร์โลต้องทำงานนะลูกเขาต้องดูแลรับผิดชอบธุรกิจของครอบครัวมากมายจนแทบไม่มีเวลาได้พักผ่อน แต่ลุงเคลาดิโอกับป้าสาก็หมั่นมาดูแลหนูแทนแล้วไงลูก”

            ตุลยาเบ้ปากเมื่อฟังบิดาพูดแก้ต่างแทนว่าที่ลูกเขยซึ่งมันยิ่งสร้างความขัดเคืองใจในตัวคาร์โลให้แก่เธอมากขึ้นไปอีก

            “แล้วถ้าแต่งงานกันไปแล้ว เขาไปพบผู้หญิงที่เขารักล่ะคะหนูไม่แย่หรือคะพ่อ เขาคงทิ้งหนูทันทีแน่ๆ”

            “ก็นี่ไงพ่อถึงให้หนูไปเรียนวาดภาพอะไรของหนูที่อิตาลีแทนยังไงล่ะพ่ออยากให้หนูได้ทำความรู้จักและเรียนรู้นิสัยใจคอของกันและกันดู ถ้าเกิดเข้ากันไม่ได้จริงๆบางทีพ่ออาจจะ...” พ่อเลี้ยงเดชชาติพูดเว้นวรรคให้ลูกสาวได้คิดซึ่งตุลยาก็ตาโตรีบลุกเดินมานั่งข้างกายบิดาด้วยท่าทางตื่นเต้นทันที

            “อาจจะให้หนูถอนหมั้นใช่ไหมคะ”

            “ใช่” พ่อเลี้ยงพยักหน้ารับ ก่อนจะรีบเอ่ยประโยคต่อมาเมื่อเห็นลูกสาวทำท่าจะกระโดดด้วยความดีใจ“เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งดีใจไป เพราะพ่อมีเงื่อนไขด้วย”

            “เงื่อนไขอะไรคะ”

            “เงื่อนไขก็คือหนูต้องเปิดใจให้เขาอย่าได้มีอคติเด็ดขาดและต้องเรียนรู้นิสัยใจคอกันให้ถ่องแท้เท่านั้นเพราะพ่อจะยอมให้หนูถอนหมั้นคาร์โลได้ก็ต่อเมื่อหนูกับเขาเข้ากันไม่ได้จริงๆ หรือเขามีข้อเสียมากเกินกว่าที่หนูจะรับได้”

            “โอเคเลยค่ะหนูจะพยายามหามันให้ได้ โอ๊ย! คุณแม่มาตีหนูทำไมคะ” ตุลยาลูบแขนข้างที่ถูกมารดาตีพร้อมกับถามท่านอย่างงอนๆ

            “ก็หมั่นไส้น่ะสิจ๊ะพูดมาได้ยังไงว่าจะพยายามหาข้อเสียของเขาน่ะ เรานี่มันร้ายและเจ้าเล่ห์มากเลยนะเฮ้อ...ไม่รู้ทำไมพี่สากับคุณเคลาดิโอถึงได้รักและเอ็นดูลูกสาวจอมเฮี้ยวของเราได้นะคะคุณ”นภาลัยเอ่ยกึ่งอ่อนใจกึ่งขบขันระคนกันออกมา

            “โธ่...คุณแม่ขา...ลูกสาวคนนี้ของคุณแม่น่ะเป็นเด็กดีเด็กน่ารักนะคะไม่แปลกหรอกค่ะที่ลุงเคลาดิโอกับป้าสาจะรักและเอ็นดู เพราะคนอื่นๆ เขาก็ยังเอ็นดูลูกของคุณแม่ด้วยเหมือนกันนะคะ”ตุลยายืดอกพูดด้วยรอยยิ้มแจ่มใสอย่างภาคภูมิใจ เนื่องจากไม่ได้โกหกหรือพูดจาโอ้อวดเกินความจริงสักนิดเดียวเพราะเพื่อนบ้านทุกคนในละแวกนี้ต่างรักใคร่เธอทั้งสิ้น

            เดชชาติกับนภาลัยหัวเราะร่วนด้วยความขบขันไม่ได้เอ่ยทักท้วงอะไรเนื่องจากเป็นจริงตามที่บุตรสาวพูดซึ่งคนเป็นพ่อเป็นแม่ก็อดภาคภูมิใจไม่ได้ที่มีแต่คนรักลูกสาวของตนตุลยาเป็นเด็กร่าเริงสดใส เจอใครเธอก็ทักทายพูดคุยอย่างเป็นกันเองตลอดและเมื่อมีใครเดือดร้อนมาเธอก็พร้อมช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ

            พ่อเลี้ยงเดชชาติลูบผมลูกสาวด้วยความรักสุดหัวใจเขามีความสุขที่ตุลยาปฏิบัติตามคำสั่งสอนของเขาได้อย่างดีเยี่ยมสำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่แล้วจะมีอะไรที่น่าภูมิใจและสุขใจได้เท่ากับมีลูกเป็นคนดี เชื่อฟังคำสั่งสอนของเรากันเล่า

            “เอาล่ะเป็นอันว่าหนูตกลงไปเรียนที่อิตาลีนะลูก”

            “ก็ได้ค่ะ”

            “ดี ถ้างั้นพ่อจะโทรไปบอกคุณเคลาดิโอเขาจะได้เตรียมที่เรียนให้กับลูก”

            ตุลยาพยักหน้ารับพลางฉีกยิ้มกว้างแล้วซบหน้าลงกับต้นแขนอวบของบิดาพร้อมกันนั้นก็ปฏิญาณกับตัวเองอยู่ในใจว่าเธอจะหาข้อเสียของคาร์โลให้ได้เยอะที่สุดเท่าที่จะหาได้เลยคอยดูสิ!

             

            ณ กรุงโรม...

            “ศุกร์หน้าน้องจะเดินทางมาแล้วนะแกต้องไปรับน้องที่สนามบินนะคาร์โล” เคลาดิโอบอกกล่าวแก่ลูกชายขณะที่นั่งรับประทานอาหารเช้าด้วยกันทำเอาคนที่กำลังยกแก้วกาแฟขึ้นดื่มหยุดชะงักไปเพียงนิด คิ้วเข้มขมวดน้อยๆก่อนจะจิบกาแฟต่อแล้วเอ่ยออกมาอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ว่า

            “ศุกร์หน้าผมมีประชุมสำคัญไม่รู้ว่าจะไปรับได้หรือเปล่า”

            “ยังไงแกก็ต้องไปรับ เพราะพ่อบอกทางคุณเดชเอาไว้แล้วว่าแกจะเป็นคนไปรับหนูเหมียวเอง”

            “แต่...”

            “ไม่มีแต่” ประมุขของบ้านเอ่ยเสียงเฉียบขาด

            “ทำไมพ่อกับแม่ไม่ไปรับเธอเองล่ะครับพ่อกับแม่เคยเห็นหน้าน้องเหมียวตอนโตแล้วน่าจะจำได้ไม่ยากแต่ผมไม่ได้พบหน้าเธอมาแปดปีแล้วนะครับ คงจำหน้าน้องไม่ได้” คาร์โลพยายามบ่ายเบี่ยงเพราะวันนั้นเขามีประชุมสำคัญจริงๆและเขาก็ไม่อยากมาคอยห่วงหน้าพะวงหลังจนไม่เป็นอันทำงานทำการด้วย

            “ปัญหาข้อนี้แก้ไขไม่ยากเอานี่ไปดู” เคลาดิโอหยิบรูปจากมือสาวิกามาใบหนึ่งคาร์โลรับมาดูแล้วต้องนิ่วหน้ากึ่งยิ้มกึ่งบึ้งเหมือนกำลังกินยาขมปี๋ก็ไม่ปาน เมื่อเห็นหน้าหญิงสาวที่อยู่ในรูปถ่ายได้ชัดเจนสาวน้อยในชุดนักศึกษา บนใบหน้ามีแว่นตาสีดำกรอบหนาโตๆ สวมอยู่จนบดบังดวงตาแถมดวงหน้าก็ดูซีดเซียวยังไงชอบกล ยิ่งมีเส้นผมสลวยตกลงมาปิดล้อมวงหน้าใสเอาไว้ก็ยิ่งทำให้ไม่น่าดูเข้าไปใหญ่ชายหนุ่มเพ่งตามองอยู่พักใหญ่ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถามบิดาอย่างไม่อยากเชื่อนัก

            “นี่น้องเหมียวจริงๆเหรอครับพ่อ”

            “จริงสิ” เคลาดิโอตอบเสียงเรียบ พลางยกกาแฟขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์

            คาร์โลกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เนื่องจากแทบไม่อยากเชื่อว่าผู้หญิงในรูปจะเป็นคู่หมั้นของเขาจริงๆชายหนุ่มนึกถึงเด็กหญิงวัยสิบห้าหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้ม ที่เขาคิดว่าโตขึ้นมาน่าจะเป็นสาวสวยคนหนึ่งเลยทีเดียวจึงไม่คิดไม่ฝันว่าตุลยาจะเติบโตมาแล้วมีสภาพแบบนี้ ถ้าพูดตามตรงจากที่เห็นในรูปเธอก็ไม่ได้แย่เท่าไรแต่ว่าก็ห่างไกลจากคำว่าสวยโดยสิ้นเชิงในสายตาเขาเหมือนกัน

            “มีอะไรหรือเปล่า”

            “เปล่าครับพ่อ” เขาส่ายหน้าปฏิเสธแล้วถอนใจยาวออกมา ความที่มัวแต่ก้มหน้าดูรูปอยู่คาร์โลจึงไม่ทันได้เห็นดวงตาเป็นประกายขบขันของเคลาดิโอกับสาวิกา

            “เห็นหน้าน้องแล้วนะอย่าลืมไปรับล่ะ”

            “ทำไมพ่อกับแม่ไม่ไปรับเองล่ะครับอยู่ว่างๆ นี่นา”

            “ว่างที่ไหน พุธหน้าพ่อกับแม่ต้องเดินทางไปทัวร์เอเชียกับพวกเพื่อนๆแล้ว แกก็รู้นี่ว่าทัวร์นี้พ่อนัดกับพวกเพื่อนๆ มาหลายเดือนแล้ว ปฏิเสธไม่ได้หรอก”

            “แม่ต้องขอโทษด้วยนะจ๊ะที่รบกวนความจริงถ้าไม่ติดว่านัดกับพวกเพื่อนๆ ไว้แล้วแม่ก็ตั้งใจว่าจะไปรับหนูเหมียวเองเหมือนกันจ้ะ”สาวิกาเอ่ยเสียงอ่อนหวานออกมา หลังจากนั่งฟังพ่อลูกพูดจาโต้ตอบกันไปมาอยู่พักใหญ่

            “ไม่ได้รบกวนอะไรหรอกครับ”คาร์โลตอบกลับเสียงอ่อนโยนเวลาพูดกับแม่เลี้ยงเขาจะพูดด้วยโทนเสียงที่อ่อนลงเสมอ “เอาเป็นว่าผมจะไปรับน้องเหมียวเองครับ”

            “ขอบใจมากจ้ะ”

            “ฮึ มันน่าเตะนักไอ้ลูกคนนี้ทีพ่อขอร้องล่ะบ่ายเบี่ยงท่าโน้นท่านี้ พอแม่แกขอร้องเท่านั้นล่ะรีบรับปากเชียวนะ”เคลาดิโอต่อว่าอย่างหมั่นไส้ จึงเรียกเสียงหัวเราะจากทั้งลูกชายและภรรยา

            “แน่นอนก็ผมเป็นลูกที่ดีของแม่นี่ครับ” คาร์โลยักคิ้วหลิ่วตาหยอกล้อเล่นกับบิดาก่อนทั้งสามคนจะหัวเราะประสานเสียงออกมาพร้อมกัน และหลังจากคาร์โลออกไปทำงานแล้วสาวิกาก็เอ่ยถามสามีด้วยความสงสัยขึ้นมาทันที

            “เคลาดิโอคะทำไมคุณถึงให้รูปตอนที่หนูเหมียวแสดงละครเวทีกับทางมหาวิทยาลัยกับคาร์โลล่ะคะ”

            “ผมอยากเห็นว่ามันจะทำหน้ายังไงน่ะสิฮ่าๆ” เคลาดิโอหัวเราะร่าอย่างชอบใจ พลอยทำให้สาวิกาอดหัวเราะตามไปด้วยไม่ได้เพราะเธอยังจำสีหน้าตอนคาร์โลเห็นรูปถ่ายได้ดี เขาทำหน้าเหมือนโดนบังคับให้กินยาขมไม่มีผิด

            “คุณว่าไหมที่รักป่านนี้เจ้าคาร์โลมันต้องกลุ้มใจอยู่แน่ๆ เลย”

            “นั่นสิคะ”

            “แต่มันจะกลุ้มใจอยู่ได้ไม่กี่วันหรอกพอมันได้เห็นหน้าหนูเหมียวจริงๆ มันจะเปลี่ยนเป็นดีใจราวกับได้ขึ้นสวรรค์เลยล่ะผมมั่นใจ” เคลาดิโอพูดเสียงกลั้วหัวเราะอย่างมั่นใจ ก่อนจะชวนภรรยาออกไปเดินเล่นที่สวนหลังบ้านด้วยกันอย่างมีความสุข

    นิยายแนะนำ

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786