ตอนที่ 12
แย่งงาน
ภายในสตูดิโอถ่ายแบบชั้นบนของตึกนิตยาสาร Y แสงไฟสาดส่องจากหลายทิศจนเวทีตรงกลางเปล่งประกายราวกับเวทีประกวดแฟชั่นโชว์ระดับโลก กลิ่นเครื่องสำอางราคาแพงคลุ้งไปทั่วห้อง คละเคล้ากับกลิ่นพลาสติกจากพร็อพและเครื่องแต่งกาย
ธีมการถ่ายทำวันนี้คือ “นางงูร้ายกับดอกกุหลาบ” ฉากหลังเป็ม่านผ้าซาตินสีแดงเืหมู ประดับด้วยหนามเงินปลอมราวกับอยู่ในสวนต้องสาป กลางเวทีวางเก้าอี้ไม้เก่าแบบโกธิก โอบล้อมด้วยดอกกุหลาบสีแดงฉานที่ปักอยู่ในแจกันสีดำและกระจายอยู่บนพื้นราวกับถูกเหยียบย่ำ
นางแบบที่กำลังถ่ายอยู่ชื่อเหวินอี้หลัว เป็หญิงสาวรูปร่างผอมเพรียว ผิวขาวซีดแต่งหน้าเฉดเข้ม เธอสวมชุดเดรสดำแนบลำตัว ผ่าข้างสูงจนเห็นเรียวขา และคล้องคอด้วยสร้อยที่มีจี้รูปหัวงู เธอกำลังโพสอยู่ในท่าแอ่นหลังเล็กน้อย มือหนึ่งยกดอกกุหลาบแนบปาก อีกมือวางบนหน้าขาตัวเอง สายตาคมกริบจ้องกล้องราวกับจะสะกดช่างภาพให้ลั่นชัตเตอร์
“มองกล้อง!…ดีมาก! เอียงคอนิด…ใช่! แบบนั้นเลย!” ช่างภาพะโ ขณะที่แฟลชกล้องลั่นต่อเนื่องเหมือนปืนกล
เสียงกระดาษสเก็ตช์แ่เบาดังขึ้นเมื่อสไตลิสต์ข้างเวทีหันไปดูภาพต้นแบบข้าง ๆ ภาพหญิงสาวที่พันตัวด้วยงูสีดำเงางามกลางพุ่มกุหลาบที่มีหยดเืเกาะใบ
ไป๋เซี่ยหนิงเดินเข้ามาเงียบ ๆ จนไม่มีใครทันสังเกต เธอยืนพิงขอบเสา หรี่ตาลงพลางมองฉากตรงหน้าอย่างนิ่งงัน
“แค่นี้เรียกงูร้าย? ยังไม่พอ...” เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
ในดวงตาของเซี่ยหนิงสะท้อนแสงแฟลชของกล้องวาบหนึ่ง — ไม่ใช่แค่ความอยากเป็นางแบบ หรืออยากมีชื่อเสียง แต่เป็สัญชาตญาณของ งูจริง ๆ ที่มองเห็นความบิดเบี้ยวของภาพลักษณ์เลียนแบบตรงหน้าแล้วรู้ได้ทันทีว่า…ไม่มีใครในห้องนี้เคยรู้จักคำว่า ‘นางงูร้าย’ ของจริงเลยสักคน
“ฉากต่อไป เราจะปล่อยงูจริงเข้าไปในเซต” ผู้กำกับหนุ่มใส่หมวกแก๊ปพูดขึ้นกลางกองถ่าย พร้อมชูมือส่งสัญญาณให้ทีมงานข้างหลังเตรียมกล่องพลาสติกโปร่งแสงใบใหญ่ที่ด้านในมีงูหลากสีสันนอนขดกันอยู่
เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นรอบสตูดิโอ ช่างแต่งหน้า ช่างแสง ผู้ช่วยต่างหันหน้ามามองกันด้วยสีหน้าไม่ค่อยแน่ใจ
“เอางูจริงเหรอคะ!?” เหวินอี้หลัวที่กำลังถ่ายอยู่ชะงักกลางท่าโพส ดึงกระโปรงขึ้นมาปิดขาโดยสัญชาตญาณ
“ใช่ครับ คอนเซ็ปต์เราคือนางงูร้ายกับดอกกุหลาบ ถ้าไม่มีงูจริง มันก็ไม่สุด” ผู้กำกับว่า พร้อมพยักหน้าให้ทีมงานเปิดกล่องงู
เสียงฟ่อเบา ๆ ดังขึ้นจากกล่อง งูเ่าั้ไม่ใช่งูพิษ แต่แค่รูปร่างมันยาว เลื้อยเร็ว และตาสีทองวาบ ก็พอทำให้ใจคนบางคนหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มแล้ว
“ฉันไม่ถ่าย! ใครจะไปยอมให้ของแบบนั้นเลื้อยเข้ามาใกล้ตัว!?” นางแบบสะบัดมือออกจากสไตลิสต์ หน้าถอดสี “ในสัญญาไม่ได้เขียนไว้แบบนี้ ฉันจะไม่ถ่ายกับงูพวกนั้น!”
“เดี๋ยวๆ ใจเย็นก่อนน้อง...” ผู้ช่วยรีบปรี่เข้าไปเกลี้ยกล่อม
ไป๋เซี่ยหนิงที่ยืนอยู่ด้านหลังยังคงพิงเสา หรี่ตามองภาพตรงหน้าแล้วหลุดหัวเราะเบา ๆ
เสียงหัวเราะแ่เบาแต่วังเวงอย่างประหลาด ทำให้หลายคนหันมอง
เธอก้าวออกจากเงามืดช้า ๆ สายตาลากจากกล่องงูไปยังใบหน้าซีดขาวของนางแบบ
“กลัวงู? แล้วจะเป็ นางงูร้าย ได้ยังไง?”
“เธอเป็ใคร?” เหวินอี้หลัวถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“คนที่ไม่ได้กลัวของจริง” เซี่ยหนิงยิ้มและรอยยิ้มนั้น ก็ไม่ใช่รอยยิ้มของมนุษย์ทั่วไป…
ทันทีที่ไป๋เซี่ยหนิงก้าวเข้าไปในฉาก งูหลายตัวที่ก่อนหน้านี้ยังนอนนิ่งอยู่ในกล่องกลับเริ่มขยับตัวอย่างกระตือรือร้น ราวกับรับรู้ถึงพลังบางอย่างที่แผ่ออกมาจากหญิงสาวตรงหน้า
พวกมันเลื้อยออกจากกล่องช้า ๆ ก่อนจะพุ่งตรงมาทางเธอ ร่างเล็กยืนนิ่งกลางฉากท่ามกลางสายตาทุกคู่ที่จับจ้อง
งูสีดำเงาวับตัวหนึ่งเลื้อยขึ้นไปบนแขนขาวเนียนของเซี่ยหนิง ม้วนตัวรอบข้อมืออย่างนุ่มนวล ในขณะที่อีกตัวเลื้อยขึ้นไหล่ แลบลิ้นเล็ก ๆ แตะพวงแก้มของเธออย่างเอ็นดู
รอบตัวเธอเหมือนมีออร่าบางอย่างพวยพุ่งออกมา—สงบ เย็นเยือก แต่ทรงพลัง ราวกับราชินีแห่งเหล่าสัตว์เลื้อยคลาน
งูทั้งหมดไม่มีตัวไหนแสดงท่าทีดุร้าย ตรงกันข้ามกลับดูมีความสุข แผ่พลังงานอบอุ่นราวกับลูกแมวที่ถูกเ้าของลูบหัว
เซี่ยหนิงลูบหัวงูที่พาดอยู่บนไหล่อย่างแ่เบา ก่อนจะหันไปสบตานางแบบที่ยังยืนกอดอกอยู่ด้านนอกด้วยแววตาเฉียบขาด
“ตกลงเธอจะถ่ายมั้ย?” เธอถามเสียงเรียบ รอยยิ้มปรากฏขึ้นช้า ๆ มุมปาก
ไม่มีคำข่มขู่ ไม่มีคำหยาบ มีแต่แรงกดดันที่เหมือนน้ำหนักของูเาทั้งลูกถาโถมใส่กลางอก
“ถ้าไม่ถ่าย...” เซี่ยหนิงเอียงคอเล็กน้อย สบตาเ้าหน้าที่กองถ่าย “ฉันจะถ่ายเอง”
เหวินอี้หลัวที่ยืนอยู่นอกฉากกระแทกส้นสูงเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าเซี่ยหนิง จ้องเธอั้แ่หัวจรดเท้าด้วยแววตารังเกียจ
“เธอรู้มั้ยว่าฉันเป็ใคร?” เธอเชิดหน้าขึ้น น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยอีโก้ “ฉันคือนางแบบระดับเอลิสต์ของวงการนี้ ถ่ายแบบมามากกว่าที่เธอเคยกินข้าวเสียอีก แล้วเธอเป็ใครถึงกล้ามาแย่งซีนฉันแบบนี้!”
บรรยากาศในสตูดิโอเย็นะเืทันที
เซี่ยหนิงยังไม่ทันตอบอะไร เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
เซี่ยหยวนในชุดสูทสีเข้มเดินตรงเข้ามากลางฉากโดยไม่มองใครนอกจากนางแบบสาวคนนั้น แววตาเ็าจนทั้งสตูดิโอเหมือนหยุดหายใจ
“ปลดเธอออกจากโปรเจกต์นี้เดี๋ยวนี้” เสียงของเซี่ยหยวนหนักแน่น เยือกเย็น และเด็ดขาด
“คุณหยวน...! ทำไมล่ะคะ ฉันยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลยนะ!” ผู้จัดการของนางแบบคนนั้นหน้าเผือด รู้ดีว่าโอกาสในวงการนี้ถ้าหลุดไปจากเฉียงซี เอนเตอร์เทนเมนท์ จะไม่มีวันได้คืนมา เธอมองหน้าเซี่ยหยวนสลับกับเซี่ยหนิงแล้วก็เข้าใจทันทีว่านางแบบของตนเองพลาดแล้ว
เซี่ยหยวนปรายตามองเธอเพียงแวบเดียว “เพราะเธอไม่ให้เกียรติครอบครัวฉัน และบริษัทฉัน แค่นั้นก็พอแล้ว”
นางแบบยังคงไม่รู้ตัว เธอกัดฟันแน่น ก่อนจะหันมามองเซี่ยหนิงอย่างอาฆาต
“เธอคิดว่าฉันจะยอมจบแค่นี้เหรอ เดี๋ยวได้รู้กันแน่ว่าโลกออนไลน์เขาเชื่อใครมากกว่ากัน ระหว่างนางแบบเอลิสต์ กับตัวอะไรไม่รู้ที่งูยังชอบ!” พูดจบก็สะบัดตัวเดินออกไป
เมื่อเหวินอี้หลัวเดินออกไปพร้อมเสียงส้นสูงกระแทกพื้น บรรยากาศทั้งสตูดิโอก็เงียบงันราวกับมีม่านหมอกคลุม บางคนลอบถอนหายใจ บางคนสบตากันเงียบ ๆ โปรดิวเซอร์หน้าซีดเซียวจนเกือบเหมือนจะเป็ลม เขากุมขมับพลางพึมพำเบา ๆ “ทางนิตยสารจะว่าไงกันล่ะทีนี้…”
แต่ผู้กำกับกลับไม่สนใจความวุ่นวายเ่าั้ เขาหรี่ตาจ้องไปยังหญิงสาวที่ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างทีมเมคอัพด้วยสายตาเรืองรอง ราวกับเด็กที่เห็นของเล่นชิ้นใหม่ล้ำค่าที่สุดในโลก
เซี่ยหนิงเดินออกมาจากหลังฉากในชุดผ้าซาตินสีดำที่แนบเนื้อ รัดรูปไปตามส่วนเว้าโค้งเหมือนเกล็ดงูที่เงาวับยามสะท้อนแสงไฟ เส้นผมดำขลับยาวถึงกลางหลัง ถูกรวบไว้หลวม ๆ ด้วยเข็มกลัดรูปดอกกุหลาบสีแดงสด ริมฝีปากทาสีแดงเข้มจาง ๆ พอให้ดูเย้ายวนโดยไม่เสียความสง่า
บนต้นแขนของเธอ งูจริงสองตัวเลื้อยพันเล่นเหมือนเด็กน้อยขี้อ้อน แผ่รังสีมีความสุขรอบตัวจนคนในกองถ่ายขนลุกขนพองไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะบรรยากาศมัน... “ใช่เลย…” ผู้กำกับพึมพำเสียงเบาหวิว
“นี่แหละ… นางงูร้ายในจินตนาการของฉัน…” เขาค่อย ๆ ยกกล้องขึ้น สีหน้าเหมือนถูกมนต์สะกด
ทุกคนเงียบงัน หัวใจเต้นระส่ำ
เซี่ยหนิงยืนอยู่กลางฉาก ดอกกุหลาบโปรยปรายรอบเท้า งูค่อย ๆ ไต่ขึ้นมาเกี่ยวพันรอบแขนกับลำตัวเธออย่างประณีตงดงาม เธอแผ่ออร่าปีศาจออกมา พร้อมกับยกยิ้มมุมปาก ดูร้ายกาจเหมือนปีศาจที่พร้อมกระชากหัวใจผู้คนที่สบตา
และในวินาทีนั้น…
ทั้งกองถ่ายรู้ดี ผู้หญิงคนนี้…ไม่ใช่แค่นางงูร้าย แต่คือภาพสะกดิญญาที่ไม่อาจลืมได้
เมื่อเสียงชัตเตอร์สุดท้ายดังขึ้น ภาพสุดท้ายของเซ็ตก็ปรากฏบนหน้าจอมอนิเตอร์ ผู้กำกับค่อย ๆ วางกล้องลง ก่อนจะปรบมือดังขึ้นเป็คนแรก ตามมาด้วยทีมงานคนอื่น ๆ ที่เหมือนเพิ่งหายใจได้เต็มปอดอีกครั้ง
“สมบูรณ์แบบ!” เซี่ยหยวนเอ่ยเสียงนิ่ง แต่เต็มไปด้วยความชื่นชม เธอเป็คนที่พูดน้อย และไม่ค่อยชมใครง่าย ๆ แต่ครั้งนี้ เธอเป็คนลุกขึ้นปรบมือคนแรกหลังผู้กำกับ สีหน้าแม้ยังเรียบนิ่ง ทว่าดวงตากลับเปล่งประกาย
เสียงปรบมือกึกก้องกังวานทั่วสตูดิโอ
ผู้ช่วยโปรดิวเซอร์รีบกดส่งภาพไปยังบรรณาธิการนิตยสารทันที แม้จะยังไม่ผ่านกระบวนการตกแต่ง แต่ภาพถ่ายเ่าั้ก็แทบไม่ต้องแต่งเพิ่มเลย เซี่ยหนิงเหมือนหลุดออกมาจากเทพนิยายในเงามืด ความเย้ายวนและเยือกเย็นผสานกันจนไม่อาจละสายตา
เพียงไม่กี่นาทีต่อมา โทรศัพท์ของโปรดิวเซอร์ก็ดังขึ้นอย่างร้อนรน
เขารับสายแล้วเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปหาผู้กำกับและเซี่ยหยวนอย่างตื่นเต้น
“หัวหน้ากองบก.เห็นภาพแล้ว บอกว่านี่คือที่สุดของปี! เขาจะปรับตารางวางแผนใหม่ทั้งหมด เพื่อรีบปล่อยฉบับนี้ให้ไวที่สุด! ภายในสัปดาห์นี้ต้องวางขายให้ได้!”
เสียงอุทานดังรอบห้อง ก่อนจะเปลี่ยนเป็เสียงปรบมือรอบใหม่
เซี่ยหนิงยังคงยืนนิ่งท่ามกลางแสงไฟและงูที่ยังเลื้อยเล่นอยู่บนแขนเธอ ราวกับไม่รับรู้ความปั่นป่วนรอบตัว
แต่แววตาของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มจาง ๆ
“อีกเจ็ดวันต่อจากนี้…จะไม่มีใครเรียกฉันว่าหมูอีกแล้ว แต่ทุกคนจะต้องเรียกฉันว่า นังงูพิษ!”
เซี่ยหยวนได้ยินแล้วก็กุมขมับ…นังงูพิษนี่มัน…ใช้ด่าไม่ใช่เหรอ?