ท่ามกลางป่าทึบแห่งหนึ่งบรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความเงียบสงัดเนื่องจากเป็เวลากลางคืน ความสูงของต้นไม้ในป่าทำให้แม้แต่แสงจันทร์ก็เข้าไม่ถึงความมืดปกคลุมไปทั่วป่า มีเพียงเสียงเล็กๆของแมลง ดังออกมาเท่านั้น สถานที่ที่ห่างไกลผู้คนเช่นนี้ กลับมีบ้านไม้หลังหนึ่งตั้งอยู่โดดเดี่ยว
แสงไฟสีส้มเล็กๆส่องแสงลอดผ่านช่องหน้าต่างที่ปิดอยู่ ออกมา
ภายในบ้าน
“หยุดวิ่ง เดียวนี้นะ!”
เสียงของผู้หญิงคนหนึ่ง เธอกำลังวิ่งไล่จับเด็กสองคน ที่เป็ลูกๆของเธอ
แต่เด็กทั้งสองคนก็ไม่สนใจทั้งคู่วิ่งหนีแม่ของตัวเองรอบโต๊ะอาหารในบ้าน พร้อมกับหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
แม่ที่กำลังไล่จับลูกๆที่แสนซนหากบ้านหลังนี้ไม่ได้ตั้งอยู่กลางป่าโดดเดี่ยวก็ดูเป็ดั่งเหตุการณ์ปกติของครอบครัว ทั่วๆไป เว้นแต่-
เด็กทั้งสองไม่ใช่มนุษย์
คนแรกคนพี่เป็เด็กผู้ชายใบหน้าและรูปร่างก็ดูเหมือนเด็กทั่วไปแต่เด็กคนนี้มีเขาอันเล็กๆงอกออกมาที่บริเวณหน้าผากที่มือมีเล็บแหลมคมออกมาจากนิ้วคล้ายสัตว์จำพวกเสือทั้งยังมีปีกสีดำที่หลังอีกด้วย เด็กคนนี้ชื่อว่า
เอเลโอส
ส่วนอีกคนคนน้องเป็เด็กผู้หญิง เธอนั้นไม่ต่างจากพี่ชายของเธอมากนักมีเขาเช่นเดียวกับคนพี่แต่เล็กกว่านิดหน่อย มีเล็บมือแหลมคมและมีปีกก็เช่นเดียวกัน เด็กคนนี้ชื่อว่า เคลฟีล่า
ผิดกับแม่ของทั้งสองคนที่เป็มนุษย์ปกติ
“จับผมไม่ได้หรอกก ฮ่าๆอะ! เคลฟี้ หลบเร็ว!” เด็กชายะโบอกน้องสาวของเขา ให้หลบการจับของแม่ได้อย่างฉิวเฉียด
ทั้งคู่เคลื่อนที่ได้รวดเร็วมากแตกต่างจากเด็กมนุษย์ทั่วๆไป
แม่ของทั้งสองเริ่มหอบพลางคิดว่าจัดการยังไงดี และเธอก็ะโเรียกชื่อ คนๆหนึ่งออกมา
"เอก่อนนนลูกๆไม่ยอมเข้านอน เธอมาจัดการหน่อยสิ"
“จ้าๆ ที่รักกำลังไปจ้า”
เสียงของผู้ชายคนหนึ่งตอบกลับดังออกมาจากบริเวณหน้าบ้าน
ไม่นานผู้ชายคนนั้นก็เปิดประตูเข้ามา
“ไหนใครไม่เชื่อฟังแม่กันน เอ๋ย?”
เด็กทั้งสองคนแม้ไม่ใช่มนุษย์แต่ก็มีส่วนที่เป็มนุษย์อยู่บ้างเช่นใบหน้าแบบมนุษย์ รูปร่างแบบมนุษย์ ิัแบบมนุษย์
แต่ชายที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามาซึ่งเป็พ่อของเด็กทั้งสองกลับมีความคล้ายมนุษย์แค่เพียงรูปร่างเท่านั้นผิวของเขาเป็สีดำปนแดงหยาบกร้านไม่เหมือนผิวของมนุษย์ ดวงสีแดงทั้งลูกตามีปีกและเขาที่ใหญ่จนดูน่าเกรงขาม ลักษณะราวกับปีศาจในขุมนรกโดยรวมใครเห็นก็ต้องรู้สึกหวาดกลัว ผิดกับน้ำเสียงอันนุ่มนวลของเขาเป็อย่างมาก
"อ่ะ! พ่อมาแล้วว!! เคลฟี้! ทางนี้เร็วว"
"อื้อ" เด็กผู้หญิงคนน้องพยักหน้าสั้นๆและกำลังวิ่งตามพี่ชายเข้าไปในครัว
แต่ก่อนที่จะไปถึง เอกอนพ่อของเด็กทั้งสองก็ยกมือขวาชี้ไปทางลูกๆของเขาทั้งสองคน และพูดคำนึงออกมา
"ถ่วงน้ำหนัก"
ทันที ที่เอกอนพูดจบ เด็กทั้งสองก็ก้าวขาไม่ออก
คำพูดที่พ่อของเด็กทั้งสองที่พูดออกไปนั้นคือ "เวทมนตร์" เวทย์ถ่วงน้ำหนักนั้น ความสามารถก็ตรงตามชื่อของมันสามารถเพิ่มแรงโน้มถ่วงให้แก่อีกฝ่าย ยิ่งเพิ่มน้ำหนักมากก็ยิ่งเสียพลังเวทย์มาก
การที่เอกอนสามารถร่ายเวทย์ได้ด้วยเวลาอันสั้นและมากพอที่จะทำให้ลูกๆของเขาก้าวขาไม่ออกก็ถือได้ว่าเขาเป็ผู้ใช้เวทย์ที่มีความสามารถพอควร
"อึกก.. พ่อขี้โกงงง" เด็กคนผู้ชายล้มลงมาในท่าคุกเข่า เขาพยายามดื้นหนีแต่ก็ไม่สามารถสู้แรงของเวทมนตร์ได้แม้แต่น้อย
เอกอนเดินไปอุ้มคนน้องไว้ในอ้อมแขนและคลายเวทมนตร์ไปในตัวจากนั้นก็ไปอุ้มคนพี่ไว้อีกข้าง แม่ของเด็กทั้งสองคนก็ยิ้มชอบใจที่ในที่สุดลูกของเธอก็ยอมสงบสะที
"จะหาแม่.."
"หนูก็จะหาแม่.."
"เอ้า!ทีงี้อยากหาแม่เขาสะงั้น! แต่แม่เขาอุ้มได้คนเดียวนะ สองคนไม่ไหวหรอก"
"อะ ผมอยากอยู่กับพ่อแล้ว.."เด็กชายกล่าว
เอกอนจึงส่งคนน้องไปให้แม่อุ้ม
“ไปๆได้เวลาเข้านอนแล้ว”
จากนั้นทั้งสี่คนพ่อแม่ลูกก็เดินเข้าไปในห้องนอนข้างในเป็ห้องเล็กๆ มีเพียงผ้าหนาๆวางอยู่กับพื้น ไม่ได้เป็เตียงเลิศหรูอะไรเป็เพียงผ้าปูยาวๆเท่านั้น แต่ก็ใหญ่เพียงพอให้ทั้งสี่คนนอนได้ทั้งคู่ค่อยๆวางลูกๆของพวกเธอไว้ตรงกลางและเข้าไปนอนข้างๆ
แม่ของเด็กทั้งสองลูบหัวให้ลูกคนน้องเคลฟีอย่างอ่อนโยน เธอก็ดูจะเชื่อฟังและค่อยๆหลับตาลงกลับกันคนพี่ยังแสดงสีหน้าบูดบึ้งอยู่ เขาอยากจะเล่นมากกว่านี้แต่จะหนีจากพ่อก็ไม่ได้ด้วย เลยไม่ค่อยพอใจเท่าไรเด็กชายถอนหายใจและพูดขอเื่นึงออกมา
"แม่ เล่านิทานให้ฟังหน่อยสิ.."
เคลฟีที่ยังไม่หลับสนิท พอได้ยินก็ลืมตากว้างเพราะเธอก็ชอบฟังนิทานเหมือนกัน
แม่ของทั้งสองทำท่าคิดเล็กน้อย
"เื่กบั์ผู้โลภมาก ฟังรึยัง?"
"ฟังแล้ว" เอเลโอส ตอบสั้นๆ
"หมาป่าผู้โดดเดี่ยว?"
"ฟังแล้ว"
"ก็อบลินจอมทรยศ?"
“ฟังแล้ว”
เธอทำท่าครุ่นคิดอีกครั้ง เนื่องจากเธอออกมาจากผู้คนและสังคมมานาน นิทานที่รู้จักก็เคยเล่าไปหมดแล้วจนตอนนี้ไม่รู้จะเล่าเื่อะไรให้ลูกๆฟังดี
และจู่ๆเธอก็ทำท่าเหมือนคิดอะไรออกขึ้นมา
“มีเื่นึงแต่อาจจะเรียกไม่ได้ว่าเป็นิทานเท่าไรนะเป็เื่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การกำเนิดของโลกใบนี้น่ะ จะลองฟังดูไหม?”
เด็กทั้งสองลังเลนิดๆคำว่าประวัติศาสตร์มันดูน่าเบื่อไปแล้ว แต่ทั้งสองคนก็พยักหน้า
แม่ของเด็กทั้งสองเห็นอย่างนั้นก็สูดหายใจและเริ่มเล่าเื่ราวเื่นึงออกมา
“กาลครั้งหนึ่งในวันที่โลกใบนี้ถูกสร้างขึ้นมา-”
พระเ้าได้สร้างูเาแม่น้ำ ทะเล บรรดาสัตว์และพืชพันธ์และสิ่งที่สำคัญที่สุดพระเ้าได้สร้างสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาขึ้นมา 3 เผ่าพันธ์ได้แก่ มนุษย์ คนแคระ และ เอลฟ์มนุษย์เป็สิ่งมีชิวิตที่มีมากที่สุดถ้าเทียบกับ คนแคระและเอลฟ์ถ้าให้ยกตัวอย่างก็แม่เองเนี่ยแหละ เพราะแม่ก็เป็มนุษย์
ส่วนคนแคระนั้นมีหน้าตารูปร่างคล้ายมนุษย์แต่ตัวเล็กประมาณครึ่งนึงของมนุษย์ ชอบอยู่ใต้ดินแม้จะตัวเล็กแต่ก็เปี่ยมไปด้วยพละกำลังที่แข็งแรง
และสุดท้ายเอลฟ์รูปลักษณ์ของเอลฟ์นั้นแทบจะเหมือนกับมนุษย์ทุกอย่างต่างกันเพียงแค่หูของเอลฟ์นั้นชี้สูงยาวขึ้นมา เอลฟ์นั้นมักใช้ชีวิตอยู่ในป่านอกเหนือจากนั้นเอลฟ์ยังเป็สิ่งมีชีวิตที่อายุยืนยาวนานที่สุดอีกด้วย
ทั้ง 3 เผ่าพันธ์ อยู่กันอย่างสันติเรื่อยมา แต่ว่าเมื่อเวลาผ่านไป ทั้ง 3เผ่าพันธ์เริ่มจะรู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า "ความชั่ว"
ความโลภความริษยา ความเย่อหยิ่ง แต่ละเผ่าเริ่มเกิดการแก่งแย่งชิงดีกันนำไปสู่การต่อสู้และการฆ่าฟัน พระเ้าจึงเกิดความพิโรธสาปเหล่าพวกคนชั่วให้กลายเป็ดั่งสัตว์ป่า บางคนถูกสาปให้มีหน้าตาและิัแบบหมู บ้างก็หัวกลายเป็กบแต่มีปีกเหมือนค้างคาว
รูปลักษณ์ถูกสาปให้คล้ายกับสัตว์ต่างๆจนดู หน้าตาน่าเกลียด น่ากลัว
แต่สิ่งที่พระเ้าทำลงไปนั้นกลับไม่ใช่เื่ดีเสมอไป พวกที่ถูกสาปมีร่างกายที่ใหญ่โตขึ้น แข็งแกร่งขึ้นดุร้ายขึ้น ทั้งยังมีปีศาจบางชนิดที่อายุยืนยาวขึ้นอีกด้วย
ทั้ง 3 เผ่าพันธุ์ต้องหันมาร่วมมือกัน เพื่อขับไล่พวกมันจนเกิดเป็านองเืยาวนานหลายปีแต่เพราะความที่พวกปีศาจไม่รู้จักการสามัคคีและความร่วมมือกัน ทำให้ทั้ง 3 เผ่าพันธ์ สามารถเอาชนะมาได้ในที่สุด
าได้จบลงทั้ง 3 เผ่าพันธ์กลับมาปรองดองได้อีกครั้ง หลังจากนั้นปีศาจก็เป็ดั่งตัวแทนแห่งความชั่วหากพบเห็นจะต้องรีบกำจัดโดยทันที พวกปีศาจที่เหลืออยู่ ได้แต่เพียงหลบๆซ่อนๆจากการถูกล่าเท่านั้น
เวลาผ่านไปหลายศตวรรษ ปีศาจส่วนน้อยบางกลุ่มเริ่มที่จะไม่เข่นฆ่ามนุษย์และใช้ชีวิตอย่างสันติ แต่เพราะมีรูปร่างหน้าตาที่น่ากลัวและเป็ตัวแทนแห่งความ"ชั่วร้าย" ทำให้แม้พวกมันจะเป็แบบนั้นก็ถูกตามล่าอยู่เรื่อยมา
จนกระทั่งวันหนึ่ง...
-------------------------------------------------
เสียงฝีเท้าเหยียบเข้ากับพงหญ้าดังขึ้นมาเป็่ๆ กลุ่มคนสี่คน กำลังเดินอยู่ท่ามกลางป่าแห่งหนึ่งสามคนแรกเป็ผู้ชายรูปร่างหน้าตากำยำ แต่ละคนถือดาบสั้นคนละเล่มแบกสัมภาระกันคนละอย่างสองอย่างส่วนคนสุดท้ายเป็เด็กผู้หญิงวัยประมาณสิบห้าเธออยู่ตรงกลางระหว่างผู้ชายทั้งสามร่างกายของเธอมีรอยฝกช้ำและาแไปทั่ว ข้อมือถูกมัดด้วยเชือกแ่าโดยมีผู้ชายที่อยู่ด้านหน้าจูงเชือกนั้นไว้
บ้านของเด็กผู้หญิงคนนี้เพิ่งจะถูกปล้นเธอนั้นอยู่กับยายในเขตชานเมืองกันแค่สองคนแม้จะเป็จะเป็เขตอันตรายแต่เพราะฐานะที่ไม่ได้ร่ำรวยประกอบกับอาชีพที่ต้องอยู่แต่ในไร่ในสวนทำให้บ้านเธออยู่ห่างไกลผู้คนนัก
ตามปกติบ้านแบบนี้ก็ไม่ได้เป็เป้าหมายของพวกโจรเท่าไรเนื่องจากสิ่งที่ขโมยได้ก็จะมีแค่พืชผลที่ใช้ดำรงชีวิตในแต่ละวันเท่านั้นนอกจากนั้น การปล้นยังมีโทษสูงถึงปะาชีวิตอีกต่างหาก
แต่เหตุที่โจรเลือกบ้านนี้เป็เป้าหมายนั้นนั่นเป็เพราะหลานสาวภายในบ้านนี้ พอเธอโตขึ้นความงดงามของเธอก็ไปถึงหูพวกโจรเข้าบวกกับ่นี้ ที่การค้ามนุษย์และทาสกำลังระบาดทำให้ผู้หญิงบริสุทธิ์หน้าตางดงามเช่นนี้ราคาสูงมาก
กลุ่มโจรบุกเข้ามาประมาณ่เย็นขโมยของมีค่าในบ้านและแอบรอ จนกว่าสองยายหลาน จะกลับมา เมื่อทั้งคู่มาถึงบ้านกลุ่มโจรเข้าทำร้ายเด็กสาวในทันที ยายของเธอที่เดินตามมาทีหลังพอเห็นเข้ารีบใช้เครื่องมือทำสวนของเธอ เข้าต่อสู้กับกลุ่มโจรแต่แน่นอนเธอทำอะไรพวกมันไม่ได้เลยยายของหญิงสาวถูกฆ่าตายอย่างโเี้ต่อหน้าเด็กสาว และ พวกโจรก็พาตัวเธอไป.
“เห้ยทางนี้แน่หรอวะ” ผู้ชายคนที่อยู่ด้านหลังส่งเสียงถาม
"เออมึงเชื่อกุเถอะ แค่ข้ามป่านี้ส่งอีนี้ถึงมือพ่อค้าแค่นั้นเราก็รวยเละ ง่ายๆ ทนหน่อยสิวะ"
ชายที่อยู่หน้าสุด ซึ่งเป็หัวโจกตอบกลับอย่างไม่ค่อยพอใจเท่าไร
"แต่นี้ใกล้มืดแล้วนะ แถมในป่าแบบนี้ไม่คิดว่าจะมีพวกปีศาจบ้างหรอวะ?"
"โอ้ จะกลัวอะไรนักหนาวะเรามีกันตั้งสามคน พวกปีศาจมันจะทำอะไรได้ หรือเอ็งจะบอกให้ไปเดินกันบนถนนแล้วถ้าใครมาเจอ จะได้จับไปตัดหัวกันให้หมด แบบนี้ไม่เสี่ยงกว่าหรอ!?"
"อ่าๆเห็นว่าเดินกันมาสักพักแล้ว เลยกังวลเฉยๆ ก็แค่ถามน่ะ"
ตะวันใกล้ลับขอบฟ้ากลุ่มโจรและเด็กสาวยังคงเดินต่อไปส่วนที่หมายนั้นคือเมืองใกล้เคียงที่นั่นมีพ่อค้าทาสที่รับซื้อทาสแบบนี้ในราคางามพอสมควร
“ชักเหนื่อยแล้วแหะหาไรอย่างอื่นทำกันสักหน่อยไหม” ผู้ชายคนเดิมที่อยู่ด้านหลังบ่นอีกครั้ง
“ทนหน่อยอีผู้หญิงนี้มันยังไม่บ่นไรเลย เอ็งมันผู้ชายภาษาอะไรวะ” ชายที่นำทางอยู่ด้านหน้าตอบกลับ
"ผมไม่ได้หมายหมายแบบนั้นก็ลูกพี่เอาแต่เดินนำไง เลยไม่รู้สึกอะไร"
"เอ็งหมายความไง"
หัวหน้าของพวกเขาที่อยู่ด้านหน้าหยุดเดินและหันหลังกลับมา
ลูกน้องของเขาที่อยู่ด้านหลังอ้าปากเล็กๆเอาลิ้นแตะไปที่ริมฝีปากบนและส่งสายตาไปทางเด็กสาวที่อยู่ด้านหน้าแน่นอนว่ามันหมายถึงอะไรบางอย่าง
“เฮ้ออ พอเลยเดียวเสียราคาหมด” หัวหน้ากลุ่มโจรตอบอย่างไม่พอใจ จากนั้นก็เริ่มเดินต่อ
แต่ชายคนที่อยู่ด้านหลังก็ยังไม่หมดความหวัง
“แต่จับนิดหน่อยจับหน่อยได้ใช่ไหมลูกพี่?จะได้มีแรงไง ”
“เฮ้ออ ถ้าแค่นั้นก็ตามใจเอ็งเถอะ”
พอได้ยินเช่นนั้นชายทั้งสองก็ยิ้มอย่างชั่วร้ายพวกเขาเข้ามาประชิดเด็กสาวและพยายามลวนลามเธอ
“อย่าดิ้นนักสิแค่จับนิดจับหน่อยเอง” โจรคนหนึ่งเข้ามากอดรัดเธอไว้จากด้านหลังเด็กสาวได้แต่พยายามดิ้นหลบไปมา
แต่ในจังหวะนั้นเอง่ที่โจรเผลอ เด็กสาวคว้ามีดที่เหน็บอยู่ที่บริเวณเอวของโจรที่เข้ามากอดรัดเธอและหมุนตัวเหวี่ยงใส่โจรที่อยู่ด้านหลัง
แต่ไม่สำเร็จโจรที่อยู่ด้านหลังเธอโดดหลบออกมาได้ ตอนนี้ทั้งกลุ่มหยุดเดินและหันมาล้อมรอบเธอไว้ แต่ไม่มีใครตื่นตระหนกอะไร แม้เธอจะถือมีดอยู่แต่ก็ยังมีเชือกมัดข้อมือเธอไว้ อีกทั้งเด็กตัวเล็กๆจะมาสู้อะไรกับผู้ชายวัยกลางคนสามคนได้ กลุ่มโจรยิ้มอย่างสนุกสนาน
“โว้ๆ ใจเย็น สาวน้อยคุยกันดีๆก่อนสิ”
ระหว่างที่โจรคนนึงพูดล่อเธอไว้โจรอีกคนนึงก็พยายามเข้าล็อคตัวเธอจากด้านหลัง
แต่เธอก็ไหวตัวทันรีบหมุนตัวเหวี่ยงมีดไปทางโจรคนนั้น แน่นอนโจรหลบได้อีกครั้งเธอได้แต่หมุนตัวไปมาอยู่รอบๆ เพื่อไม่ให้ใครเข้าใกล้เธอได้เท่านั้น
เพราะความตื่นตระหนกเด็กสาวลืมสิ่งที่สำคัญไปโจรใช้จังหวะที่เด็กสาวไม่ทันมอง ก้มไปหยิบเชือกที่ผูกกับข้อมือเธออยู่และกระชากอย่างแรง
แขนเธอถูกกระชากมีดกระเด็นตกไปอยู่กับพื้น เธอรีบก้มตามไปหยิบมีด แต่ก็-
(ปั๊ก!)
โจรคนหนึ่งเตะเข้าไปที่ลำตัวของเธอจนเธอกระเด็นไถลไปกับพื้น
เธอเจ็บจนรู้สึกอยากอ้วกออกมาแต่ก็กัดฟันและพยายามจะลุกหนีแต่ชายคนเดิมก็เข้ามาเตะเธอซ้ำ และไม่ใช่แค่นั้น
"อีเด็กเวร จะฟันกุหรอ!"ชายอีกคนพุ่งเข้ามาเตะไปที่ท้องของเธอซ้ำอีกครั้ง
ทั้งสองคนลุมกระทืบเธอไม่หยุดเธอได้แต่นอนขดตัวด้วยความเ็ปไปตามสัญชาติญาณเท่านั้น
“ของแบบนี้มันต้องมีสั่งสอนกันหน่อยแต่ระวังอย่าให้โดนหน้าล่ะ เดียวเสียราคาหมด” ชายที่เป็หัวหน้าโจรพูดเตือนออกมา แต่ก็ไม่ได้ห้ามปรามอะไร
โจรทั้งสองเตะไปที่ส่วนต่างๆก็ของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่ในจังหวะนั้นเองจู่ๆก็มีเสียงปริศนาดังออกมาแต่ไกล
(ซึบ…ซึบ…)เสียงที่เหมือนกับฝีเท้าที่เหยียบเข้ากับใบไม้และกิ่งไม้
“เห้ย! หยุดก่อน”โจรที่เป็หัวโจกได้ยิน รีบสั่งให้พวกของเขาหยุด
ด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงจังโจรทั้งสองหยุดและหันไปมองทิศทางเดียวกับที่หัวหน้าเขามองอยู่เพราะเริ่มตกกลางคืนบวกกับเป็ป่าทึบจึงไม่เห็นว่าเป็อะไรเดินมาถ้าเป็สัตว์ป่าก็ไม่เท่าไร แต่อาจจะเป็ปีศาจก็ได้พวกเขาเลยต้องระมัดระวังพอสมควร
เสียงฝีเท้าดังเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็เริ่มมองเห็น
มันเป็รูปลักษณ์ของเงาคนกำลังเดินมาทางนี้
"ใครนะ!"โจรคนที่เป็หัวหน้าะโ
ไม่มีเสียงตอบกลับมาเงานั่นยังคงเดินตรงมาเรื่อยๆ บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นมาตามปกติก็ไม่น่ามีมนุษย์ มาเดินคนเดียวในป่าแบบนี้ แถมในเวลาเช่นนี้อีกทั้งกลุ่มหยิบดาบและมีดขึ้น เตรียมพร้อมสู้กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
และในที่สุดเงานั้นก็ถูกเปิดเผยกลุ่มโจรจับอาวุธแน่น ตัวเกร็ง แข็งทื่อไปกับสิ่งที่เห็น
เงานั่นคือปีศาจแต่หากเป็แค่ปีศาจธรรมดาๆทั่วไป กลุ่มโจรคงแสดงอาการกลัวแบบนี้รูปร่างปีศาจนั้นใหญ่โตน่าเกรงขาม ปีกสีดำที่แสดงให้เห็นว่าเป็ถึงปีศาจระดับสูงดวงตาสีแดงและใบหน้านั่นแค่มองมาก็ทำให้รู้สึกกลัวจนฉี่ราดได้
“อะ.. มนุษย์งั้นหรอคิดว่าสัตว์ป่าที่ไหนสะอีก เลยแวะมาดูเฉยๆ น่ะ”
น้ำเสียงที่ไม่เข้ากับรูปลักษณ์ปีศาจพูดออกมาเรียบๆ ฟังดูเป็มิตร แต่กลุ่มโจรก็ยังคงเกร็งๆและตั้งท่าเตรียมตัวต่อสู้อยู่ เหตุเป็เพราะ
ปัจจุบันปีศาจส่วนใหญ่มีแต่ปีศาจที่ไร้สติปัญญาพูดได้เพียงไม่กี่คำ แม้จะแข็งแกร่งแค่ไหนแต่ก็โง่เขลาพวกนี้จะถูกจำแนกว่าเป็ปีศาจทั่วๆไปหรือปีศาจระดับต่ำ
ส่วนพวกที่พูดได้พวกนี้นับว่าอันตรายพอสมควรพวกมันมักอยู่เป็กลุ่มสามารถวางแผนการโจมตีและการป้องกันได้เช่นเดียวกับมนุษย์และถือเป็ปีศาจระดับกลาง
และสุดท้ายปีศาจระดับสูงพวกนี้คือปีศาจที่แข็งแกร่งเป็พิเศษเช่นมีร่างกายที่ใหญ่โตระดับมหึมาหรือมีความสามารถใช้เวทมนตร์ได้อย่างเชี่ยวชาญ ไม่ก็เป็ปีศาจที่สามารถบินได้
อย่างสุดท้ายนั้นนับว่าหายากเป็อย่างยิ่งหากพบเห็นต้องรีบส่งกองทัพเข้ากำจัดในทันทีและแน่นอนปีศาจที่กลุ่มโจรกำลังเผชิญหน้าอยู่นี้คือปีศาจระดับสูง
กลุ่มโจรยังคงแสดงท่าที่กลัวๆเกร็งๆ กันอยู่ เมื่อปีศาจเห็นดังนั้นจึงพูดต่อ
“ไม่ต้องกลัวหรอก ข้าไม่ทำร้ายมนุษย์เชิญเลยๆ ข้าไม่รบกวนแล้ว”
ปีศาจโบกมือไล่
กลุ่มโจรหันมามองหน้ากันโอกาสชนะไม่มีั้แ่แรกอยู่แล้ว พวกเขาหันมาพยักหน้าให้กันเล็กน้อยและค่อยๆก้าวถอยหลังอย่างช้าๆ ทีละก้าวสองก้าว จากนั้นก็หันหลังเตรียมวิ่งเต็มเหนี่ยว จนเกือบลืมเด็กสาวที่นอนหมดสติอยู่ด้านหลัง
“อีเวรรีบลุกได้แล้ว..”หัวหน้าโจรที่ถือเชือกส่งเสียงเบาๆ พร้อมกับกระชากดึงเชือกให้เธอตื่น
“อึก”
เธอตื่นขึ้นมาพร้อมกับร้องเบาๆถึงจะไม่รู้สถานการณ์อะไรเลย แต่ด้วยความเจ็บที่ข้อมือ เธอก็พยายามลุกขึ้นตามไปทางเชือก
“วิ่งสิ! วิ่ง!ไวๆหน่อย!”
โจรกระตุกเชือกซ้ำอีกครั้งพยายามให้เธอรีบวิ่งออกจากตรงนั้นให้ไวที่สุดส่วนเด็กสาวถึงแม้จะมีความเ็ปตามร่างกายอยู่ แต่เพราะความเจ็บที่ข้อมือเธอก็พยายามก้าวขาออกไปอย่างทุลักทุเล
“เดียวก่อน!”
จู่ๆปีศาจตนนั้นก็ะโขึ้นมาแถมน้ำเสียงดูไม่ได้เป็มิตรเหมือนก่อนหน้าแม้แต่น้อยนกที่อยู่ในป่าก็พากันบินออกจากต้นไม้พร้อมๆกัน ทั้งกลุ่มโจรไม่มีใครกล้าขยับถึงจะวิ่งหนีสุดชีวิตก็ไม่มีทางหนีปีศาจระดับนั้นได้อยู่แล้วมีแต่ต้องฟังมันเท่านั้น
บรรยากาศเงียบสนิทความตึงเครียดกลับมาอีกครั้ง ส่วนเด็กสาวยังคงพยายามเอาอากาศเข้าปอดเพราะอาการาเ็ทำให้เธอหายใจลำบากเธอยังคงเหม่อจนไม่ได้รู้สถานการณ์ปัจจุบันแม้แต่น้อย ไม่ได้หันกลับไปมองที่มาของเสียงด้วยซ้ำ
“โทษทีๆพอดีเปลี่ยนใจนิดหน่อยน่ะ” ปีศาจพูดขึ้นมา มองไปที่กลุ่มโจรอย่างศัตรูเล็บของเขาค่อยๆ งอกออกมาจากนิ้วมือทั้งสองข้าง
เมื่อเห็นดังนั้นกลุ่มโจรต่างรีบหันมาจับอาวุธแน่น
“darkness..” ปีศาจพูดคำนึงออกมา