กำเนิดจักรพรรดิเทพอสูร

    ตอนที่ 38

     ตอนที่ 38

     

    “แม้แต่สิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติก็ไม่ได้ไร้เทียมทามเมื่อเจอกับผู้ที่แข็งเเกร่งกว่าก็สามารถตายได้อย่างง่ายๆ” 

    “แม้ว่าข้าจะถูกชะตาที่พลิกผันผลักดันให้ต้องมาถือกำเนิดในมนุษยโลก แต่ก็ไม่มีสิ่งใดหยุดข้าที่จะเป็นผู้แข็งแกร่งได้” ไป๋ซิงส่งเสียงตะโกนก้องอยู่ในใจ “นี่จะเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น จุดเริ่มต้นของการต่อสู้”

    ด้วยประสบการณ์ทั้งมวลที่เขาได้พานพบมาในช่วงชีวิตแห่งอดีตชาติ แม้แต่ในช่วงชีวิตก่อนที่เขาเป็นทหารฝึกฝนจนแข็งแกร่งกว่าาทุกคนแข็งแรงกว่าผู้อื่นจึงจะสามารถอยู่รอดได้ในสงคราม มันเป็นที่บีบคั้นให้ไป๋ซิงหิวกระหายต่อความแข็งแกร่ง แข็งแกร่งขึ้นเพื่อไม่ให้มีผู้ใดรังแกข่มเหงแข็งแกร่งขึ้นเพื่อสามารถปกป้องสิ่งสำคัญของตนเองได้ แข็งแกร่งขึ้นเพื่อกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง ผู้ที่จะกำหนดเส้นทางชีวิตของเขาได้จะต้องเป็นตัวเขาเองเท่านั้น มิใช่ผู้อื่นมิใช่โชคชะตา

    สายลมโบกสะบัด ต้นไม้พริ้วไสวเหมือนกับมันรับรู้เจตนารมณ์ของไป๋ซิงได้ 

    บริเวณที่ฟงมู่ถูกสังหารมีสิ่งของสองสิ่งตกอยู่คือแส้เถาไม้ดำและแหวนมิติอยู่บนพื้น 

    ไป๋ซิงเก็บแส้เถาไม้ดำและแหวนมิติเข้าสู่แหวนมิติของเขาอีกทีนึงและเขาไม่ลืมที่จะเดินย้อนกลับไปที่ต้นไม้ เก็บรวบรวมธงของค่ายกลฟ้าดินกลับมา จากนั้นบรรจุสิ่งของทั้งหมดกลับลงไปใน ‘แหวนมิติ’ ประจำตัวของเขา

    เขานั่งลงบริเวณเดิมที่ฝึกกฎเกณฑ์แห่งธาตุแสงและเข้าสู่วงของการฝึกฝนอีกครั้ง  

    เลื่อนระดับกฏเกณฑ์ธาตุน้ำแข็งใช้ 100,000 แต้ม ต่อ1ระดับ

    [ตกลง-ยกเลิก]

    [ตกลง][ตกลง][ตกลง][ตกลง][ตกลง]

    กฏเกณฑ์ธาตุน้ำแข็งเลื่อนระดับ

    กฏเกณฑ์ธาตุน้ำแข็งเลื่อนระดับ

    กฏเกณฑ์ธาตุน้ำแข็งเลื่อนระดับ

    กฏเกณฑ์ธาตุน้ำแข็งเลื่อนระดับ

    กฏเกณฑ์ธาตุน้ำแข็งเลื่อนระดับ

    อุณหภูมิรอบตัวของไป๋ซิงลดลงอย่างรวดเร็วมีน้ำแข็งเริ่มเกาะกุมทั่วบริเวณที่เขาฝึกฝนอยู่

    **********

    ยามรัตติกาลมาเยือนทั่วท้องฟ้ามีแต่ความมืดมิด มีประกายแสงจากดวงดาวระยิบระยับทั่วทั้งท้องฟ้าเท่านั้นที่เป็นแสงนำทาง

    ไป๋ซิงนั่งขัดสมาธิฝึกฝนอยู่ใต้ต้นไม้บริเวณโดยรอบนั้นปกคลุมไปด้วยหมอกหนาและน้ำแข็งที่เกาะทั่วบริเวณ เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าในจิตสำนึกแก่นแท้น้ำแข็งของเขานั้นเริ่มปรากฏเป็นรูปร่างของสิ่งมีชีวิตชีวิตหนึ่ง สิ่งมีชีวิตนี้รูปร่างเหมือนไป๋ซิงแต่มีสิ่งที่แตกต่างอยู่นั่นก็คือเขามีหูและหางเหมือนกับจิ้งจอกสิ่งมีชีวิตตัวนี้นั้นเขากำหนดขึ้นมาจากเป็นความทรงจำของชีวิตก่อนนั่นให้เหมือนกับจิ้งจอกเก้าหาง เขาจะใช้คุณลักษณะของจิ้งจอกเก้าหางเป็นพื้นฐานในการดูดซับกฎเกณฑ์ต่างๆในการพัฒนาในอนาคตจิ้งจอกเก้าหางมีความสามารถที่หลากหลาย

    แก่นแท้จิ้งจอกเก้าหางของเขาตอนนี้นั้นมีแค่ความสามารถของกฎเกณฑ์ธาตุน้ำแข็งเท่านั้น เพราะเขากำหนดคุณลักษณะเป็นจิ้งจอกเก้าหางและเพิ่มแก่นแท้กฎเกณฑ์น้ำแข็งเข้าไป แต่ในอนาคตนั้นเมื่อเขาดูดซับกฎเกณฑ์ต่างๆและหลอมรวมเข้าไปจะสามารถเพิ่มจำนวนหางขึ้นมาได้

    แก่นพลังของเขานั้นเริ่มปรากฏรูปร่างเป็นมนุษย์จิ้งจอกเก้าหางขึ้นมาอย่างช้าๆและในที่สุดมันก็สำเร็จ 

    ที่เขาสามารถกำหนดรูปร่างของมันเพื่อเป็นพื้นฐานในอนาคตได้อย่างรวดเร็วนั้นก็เพราะว่าสามารถควบคุมแก่นแท้ของกฎเกณฑ์ธาตุน้ำแข็งได้อย่างดีทำให้ก่อตัวรูปร่างพื้นฐานได้อย่างรวดเร็ว

    ตอนนี้สภาพร่างกายของเขานั้นแข็งแกร่งมากไม่เหมือนกับตอนที่อยู่ในครรภ์ของมารดาเส้นชีพจรของเขาแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นเลือดเนื้อและอวัยวะภายในต่างๆนั้นต่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้นด้วยการถูกหลอมสร้างขึ้นใหม่ด้วยกายาเทพอสูรว่างเปล่าตอนที่การรับรู้วิถีแห่งเต๋าหรือตอนบรรลุขั้นเหนือธรรมชาติต่างเป็นการส่งเสริมพัฒนาร่างกายของเขาให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นเหนือระดับเหนือธรรมชาติทั่วไป

    “สำเร็จ” ไป๋ซิงลืมตาตื่นขึ้นจากการฝึกฝนและเขาสำรวจแหวนมิติของฟงมู่และภายในนั้นมีสมบัติและเหรียญทองอยู่มากมายไม่ว่าจะเป็นยารักษาต่างๆหรืออาวุธเครื่องมือต่างๆ 

    “เมื่อเขากลับไปถึงเมืองเขตปกครองตะวันตก เขาจะนำเอาแส้และอาวุธต่างๆนี้ไปแลกสมบัติวิเศษชิ้นอื่น”

    ไป๋ซิงในตอนนี้ไม่เพียงอยู่ระดับเหนือธรรมชาติอเท่านั้นไม่ว่าจะร่างกายของเขาที่แข็งแกร่งขึ้นสามารถใช้พลังจิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและกฎเกณฑ์ที่พัฒนาแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีกด้วย

     “ใช่แล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่ง” ไป๋ซิงสูดลมหายใจเข้าระงับสติอารมณ์อันพลุ่งพล่าน เขาหยิบตำรา ‘ท่าร่างอัสนีสวรรค์’ ที่มารดามอบให้เมื่อตอนก่อนออกเดินทางขึ้นมา ยอดวิชาที่มารดาของเขาเฝ้ากำชับอย่างเข้มงวดว่าห้ามมิให้ถ่ายทอดแก่สมาชิกตระกูลไป๋คนอื่นและห้ามมิให้ฝึกปรือก่อนที่จะบรรลุระดับเหนือธรรมชาติ 

    ติ้ง

    เรียนรู้ท่าร่างอัสนีสวรรค์ 

    [ตกลง]

    มีประกายแสงออกจากตำราและเข้าไปสู่จิตสำนึกของเขามีความทรงจำการฝึกฝนวิชาพลังงานตั้งแต่ต้นจนจบความทรงจำได้หลอมรวมจิตสำนึกของเขาเหมือนกับเขาได้ฝึกวิชานี้มาทั้งชีวิตและเขาสามารถใช้ออกได้อย่างง่ายดาย 

    ติ้ง

    หลอมรวมวิชาท่าร่างเงาอีสนีและท่าร่างอัสนีสวรรค์ 

    [ตกลง-ยกเลิก]

    “หลอมรวมอย่างนั้นหรอ”

    [ตกลง]

    เมื่อกดตกลงวิชาทั้งสองหลอมรวมเข้าด้วยกัน เคล็ดวิชาท่าร่างอัสนีสวรรค์ ของเขาก็อยู่ขั้นที่ 3 ระดับ2ทันที 

    เขาได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับแม่ของเขาเมื่อเขาอ่านตำราเล่มนี้ 

    “ที่แท้ท่านแม่เป็นผู้สืบทอดแห่งตระกูลเหม่ย แต่เหตุใดข้ากลับไม่เคยได้ยินผู้คนพูดถึงนามของตระกูลเหม่ยมาก่อน ท่านแม่เองก็ไม่เคยเล่าเรื่องในวัยเด็กให้ข้าฟัง” ไป๋ซิงครุ่นคิดในใจ “อีกประการ แม้ว่าข้าจะเป็นลูกของท่านแม่แต่ก็เท่ากับว่าข้าเป็นทายาทของตระกูลเหม่ยเพียงครึ่งหนึ่ง เหตุใดท่านแม่จึงยินยอมผ่อนปรนให้ข้าฝึกยอดวิชานี้กัน”

    เขาไม่เคยได้ยินชื่อตระกูลเหม่ยของแม่เขามาก่อนตระกูลเหม่ยต้องอยู่ในพื้นที่ห่างไกลจากดินแดนเทือกเขาดอยทะลุฟ้าเป็นแน่ นั่นกลับมีเหตุผลอยู่บ้าง เขาทราบว่าท่านแม่และท่านพ่อได้พบกันในทะเลทมิฬอันไกลโพ้น

    “ท่านแม่ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องของตระกูล อาจเป็นเพราะท่านแม่ออกจากตระกูลแล้วมันไม่ค่อยสำคัญกันนะ” ไป๋ซิงหยุดครุ่นคิดคาดเดาและก้มหน้าลงอ่านต่อไป

    หน้าต่อมาของคัมภีร์นั้นได้กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของเคล็ดวิชานี้ความเป็นมาของบรรพบุรุษของแม่ของเขา เดิมทีนั้นตระกูลเหม่ยเป็นเพียงตระกูลธรรมดาตระกูลหนึ่ง แต่บรรพบุรุษของแม่ของเขานั้นได้ช่วยเหลือเด็กหนุ่มที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสและช่วยรักษาจนหายดี 

    เด็กหนุ่มผู้นั้นมีชื่อว่า มู่จิน เขาได้เปิดเผยว่าเขาเป็นผู้อมตะสวรรค์ที่ลงมาจากไตรภูมิตั้งแต่ยุคแห่งเทพอสูร มู่จินได้ถ่ายทอดเคล็ดวิชาให้กับบรรพบุรุษและช่วยฝึกฝนเขาเป็นเวลาหลายปีจนเมื่อเขาถ่ายทอดเคล็ดวิชาท่าร่างอัสนีสวรรค์เสร็จสิ้น มู่จินก็ได้จากไปทิ้งเพียงคำพูดเพียงไม่กี่คำเอาไว้

    “บุญคุณที่เจ้าได้ช่วยเหลือข้านั้น ข้าได้ตอบแทนเจ้าแล้ว ถือว่าพวกเราไม่มีบุญคุณติดค้างกันอีก”

    ************

    ไป๋ซิงอยู่ฝึกฝนบ่มเพาะพลังและฝึกวิชาท่าร่างอัสนีสวรรค์เพื่อให้ใช้ออกได้อย่างใจนึกและฝึกฝนเคล็ดวิชาที่มีอยู่ทั้งหมด 

    ท่ามกลางวันเวลาที่ผ่านพ้นไป ไป๋ซิงอยู่ฝึกฝนใต้ต้นไม้ทุกวันในตอนนี้ท่าร่างอัสนีสวรรค์ของเขานั้นสามารถใช้ออกได้อย่างสมบูรณ์ 

    “ผ่านมาหนึ่งเดือนแล้ว” ไป๋ซิงแหงนหน้ามองดูดวงตะวันบนท้องฟ้า “หากข้ายังไม่กลับไป พวกเสวี่ยฉุนคงตื่นตระหนกจนส่งข่าวกลับไประดมพลที่เมืองเขตปกครองตะวันตกเป็นแน่”

    ไป๋ซิงเผยรอยยิ้มออกมา เหลียวมองดูทุกสิ่งรอบกายด้วยความอาวรณ์ เขาอยู่กับใต้ต้นดอกท้อที่เงียบสงบ เหล่าพืชพันธุ์ไม้พลิ้วไหวไปตามครรลองแห่งธรรมชาติ

    “ตั้งแต่เดินทางมาถึงที่แห่งนี้ พลังฝีมือของข้าก็รุดหน้าไปทุกด้าน ทั้งพลังปราณ กายาเทพอสูร พลังจิตและเคล็ดวิชาต่างๆ”

    ร่างของไป๋ซิงลอยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้ามีกระแสไฟฟ้าอยู่รอบตัวเขา เขาคล้ายกับเทพสายฟ้าที่เหินอยู่บนท้องนภา ระดับความรวดเร็วยิ่งกว่าฟงมู่ในยามที่ใช้ออกด้วยผนึกแห่งเต๋าทั้งสองม้วนเสียอีก

    **********

    ในโลกอันเปลี่ยวร้างโหดร้าย ชนเผ่ามากมายบ้างถูกทำลายล้าง บ้างถูกความจำเป็นบีบบังคับให้ต้องอพยพถิ่นฐาน ที่แห่งนี้เพียงเป็นหนึ่งในหมู่บ้านหลายแห่งที่ถูกทอดทิ้งไร้ผู้ครอบครอง

    เมื่อล่วงลึกเข้าไปภายใน บ้านศิลาหลายสิบหลังยังได้รับการดูแลจนสะอาดสะอาน ที่แท้พวกมันถูกกองกำลังนักรบเกราะดำของตระกูลไป๋เข้าทำการยึดครองและใช้เป็นที่พักแรมชั่วคราว 

    เสวี่ยฉุนและเสวี่ยฮวารอนายน้อยของพวกนางทุกวัน

    ก่อนหน้านี้พวกไป๋ตี้ติดตามไป๋ซิงเดินทางออกจากเผ่าเหล็กไหลเพื่อหลีกเลี่ยงการล้างแค้นของหมาป่าทะยานฟ้า หลังจากที่เรื่องราวสงบลงทั้งคู่จึงอาศัยร่วมกับกองกำลังนักรบเกราะดำในที่แห่งนี้

    พื้นที่ปกครองของตระกูลไป๋นั้นกว้างใหญ่ไพศาลจนมิอาจดูแลได้อย่างทั่วถึง ที่ทำได้ก็เพียงส่งกองกำลังนักรบออกลาดตระเวนและเฝ้าประจำตามจุดยุทธศาสตร์เท่านั้น แต่พวกมันทั้งหมดล้วนพร้อมที่จะถูกเรียกรวมพลเมื่อตระกูลไป๋ต้องการ

    “นายน้อย” เสวี่ยฉุนและเสวี่ยฮวาดวงตาเป็นประกาย รีบผุดลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นนายน้อย

    พวกไป๋ตี้ ไป๋จงและบรรดานักรบเกราะดำในบริเวณต่างหันหน้าไปตามเสียงเรียก เงาร่างดุจประกายสายฟ้าผ่านวูบเข้ามาในเขตหมู่บ้านและหยุดลง ปรากฎเป็นเด็กหนุ่มผู้งามสง่าเดินเข้าหาพวกมันพร้อมด้วยรอยยิ้ม เหล่านักรบรีบน้อมกายทำความเคารพ

    “เมื่อมาแล้วเหตุใดจึงไม่ปรากฏตัว บังอาจทำตัวหลบๆซ่อนๆอยู่ในอาณาเขตของตระกูลไป๋”

    “สมแล้วที่เป็นผู้สืบทอดของตระกูลไป๋” มีชายหญิง 4 คนออกมาจากป่าทั้ง 4 ทิศ ผู้หญิง 2 คนผู้ชาย 2 คน ในมือของพวกเขานั้นมีธงอยู่คนละผืน พวกเขาทั้ง 4 คนนั้นปักธงล้อมรอบผู้คนของตระกูลไป๋

    “ค่ายกลกักนภา” ค่ายกลรายล้อมผู้คนทั้งหมดรวมถึงชายหญิงทั้ง4คนด้วย ค่ายกลกักนภานั้นจะช่วยเพิ่มพลังให้กับผู้ใช้ค่ายกลและจะลดพลังของผู้ที่ถูกกักขังอยู่ในค่ายกลนี้ 

    “หมาป่าทะยานฟ้าส่งพวกเจ้ามาอย่างนั้นหรือ” ไป๋ซิงถามผู้คนทั้งสี่ เมื่อผู้คนของตระกูลไป๋ที่ได้ยินอย่างนั้นทำให้พวกเขาทุกคนนั้นตื่นตัวเป็นอย่างมากนั่นหมายความว่าอสูรระดับเหนือธรรมชาติขั้นต้นทั้งสี่ตนนี้มาเพื่อเล่นงานนายน้อยของตนเองโดยเฉพาะ 

    ทั้งสี่ตนนั้นไม่พูดพล่ามทำเพลงลงมือโจมตีทันที ไป๋ซิงยื่นมือออกไปข้างหน้าและสะบัดแขนทั้งสองข้างเกิดกระบี่กฎเกณฑ์แห่งธาตุทั้ง 20 เล่มแบ่งออกเป็นธาตุแสง 10 เล่มธาตุน้ำแข็ง 10 เล่ม พุ่งเข้าไปโจมตีที่การโจมตีของทั้งสี่คน

    พรึบ

    การโจมตีของทั้งสี่คนนั้นถูกทำลายได้อย่างง่ายดายแต่พลังของกระบี่กฎเกณฑ์แห่งธาตุทั้ง 20 เล่มนั้นกลับไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อยกระบี่กฎเกณฑ์แห่งธาตุนั้นเข้าโจมตีสัตว์อสูรทั้งสี่อย่างรวดเร็วไม่ให้สัตว์อสูรทั้งสี่นั้นตั้งตัวได้เลยแม้แต่น้อยทั้งสี่ตนล้มลงกับพื้นบริเวณหน้าผากมีรูของกระบี่อยู่ ค่ายกลที่ล้อมคนทั้งหมดเอาไว้นั้นเมื่อไม่มีคนคอยดูแลก็เริ่มพังทลายลง 

    “เก็บธงทั้งสี่มาด้วย เตรียมตัวให้พร้อมพวกเราจะออกเดินทางกลับ จุดหมายแรกคือหุบเขาหมาป่าทะยานฟ้า” ไป๋ซิงกล่าวอย่างอารมณ์ดี

    “ขอรับนายน้อย” ไม่ว่าจะเป็นเสวี่ยฉุน เสวี่ยฮวา ไป๋ตี้ ไป๋จงและนักรบเกราะดำก็ยังตะลึงกับการสังหารสัตว์อสูรระดับเหนือธรรมชาติขั้นต้นของนายน้อยตนเองอยู่ก่อนจะตอบรับคำของนายน้อยก็ใช้เวลาหนึ่งลมหายใจ

    หลังจากนั้นทั้งหมดก็เดินทางมุ่งหน้าไปที่หุบเขาหมาป่าทะยานฟ้า

    *********************************************************************

    ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามช่องทางyoutube ด้วยนะครับ

    ช่อง เล่าไปเรื่อย Channel

    https://www.youtube.com/channel/UCq0jhJfgu3BFHkCtMgcTBcQ

      

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดจักรพรรดิเทพอสูร ที่คุณอ่าน