พลิกฟ้าครองดารา

    ตอนที่ 32 สตรีในผลึกน้ำแข็ง

    หนึ่งส่วนสิบก้านธูปผ่านไปอย่างเชื่องช้า

    ในโถงกระดูกเก่าแก่ ไม่มีผู้ใดพูดคุยฟุ่มเฟือย
    มีเพียงเสียงลมหายใจที่ค่อย ๆ กลับสม่ำเสมอ
    เสียงผงโอสถตกกระทบผ้าพันแผล
    และเสียงลมเย็นซึ่งพัดลอดแนวซี่โครงสัตว์เทวะมาทีละระลอก

    อี้ซินลืมตาขึ้นช้า ๆ

    ลมปราณที่ปั่นป่วนในอกสงบลงมากแล้ว
    แม้กล้ามเนื้อแขนขวายังตึงจากการยกชิ้นส่วนอาวุธดำ
    แต่หยกดาราในชีพจรกลับอุ่นเรื่อยสม่ำเสมอ
    ช่วยประคองเส้นลมปราณมิให้สะท้านหนักกว่าเดิม

    ชิ้นส่วนอาวุธดำวางพาดอยู่บนตักของเขา
    สงบนิ่ง
    หนักหน่วง
    ไร้แสง
    ไร้ชื่อ

    ทว่าทุกครั้งที่สายตาเขาตกลงบนมัน
    สิ่งลึกลับคล้ายไข่ในอกกลับเต้นตอบเบา ๆ
    ราวกับสิ่งนี้มิใช่ของแปลกหน้าโดยแท้

    เขาเงยหน้าขึ้นมองประตูมังกรบานเล็กที่ซ่อนอยู่หลังแท่นหิน

    ประตูนั้นยังปิดสนิท
    สีดำหม่นดุจเหล็กเก่า
    ภาพสลักมังกรบนบานประตูดูแตกต่างจากลายอื่นที่พวกเขาพบมาก่อน

    มังกรบนประตูนี้มิได้แผ่กางกรงเล็บหรือคำรามสู่ฟ้า
    หากขดกายเป็นวง
    ก้มเศียรลงเล็กน้อย
    ดวงตาเรียวยาวครึ่งปิดครึ่งเปิด
    ท่าทางของมันคล้ายกำลังเฝ้า
    มิใช่กำลังสังหาร

    นั่นยิ่งทำให้ประตูนี้น่ากลัวขึ้นอีกชั้น

    สือเหยียนลุกขึ้นก่อนใคร
    บิดไหล่ช้า ๆ แล้วเดินเข้ามาใกล้

    “เจ้าพร้อมหรือยัง”

    อี้ซินพยักหน้า

    เยี่ยซูซินเก็บห่อสมุนไพรเข้าชายแขนเสื้อ
    แผลของทุกคนยังไม่หาย
    แต่คนที่เหลืออยู่ถึงจุดนี้ ย่อมไม่มีผู้ใดคิดถอยเพราะความเจ็บเล็กน้อยอีกแล้ว

    จ้าวคุนลุกขึ้นช้า ๆ
    ดวงตาจับอยู่ที่ประตูมังกรไม่วาง

    โจวเหอแม้สีหน้าไม่ดีนัก
    แต่เมื่อเห็นจ้าวคุนก้าวออกมา มันก็รีบเดินตามทันที

    ส่วนหนิงเยว่อิง...
    นางลุกขึ้นเป็นคนสุดท้าย

    เพียงยืนตรงใต้แสงผลึกหม่น
    เรือนกายอรชรระหงในอาภรณ์สีเงินขาวที่ยังมีคราบโลหิตบางแห่ง
    ก็ยิ่งขับให้ความงามเย็นลึกของนางชัดเจนกว่าเดิม

    ผิวขาวเนียนราวหยกหิมะ
    ดวงตาใสดุจธารน้ำแข็งยามเที่ยงคืน
    ริมฝีปากบางได้รูป
    เส้นผมดำขลับยาวถึงเอว
    แม้จะมีผมบางส่วนหลุดจากปิ่นลงมาระชายบ่า
    กลับยิ่งทำให้ความงามของนางดูเป็นธรรมชาติจนยากละสายตา

    ยิ่งเมื่อนางก้าวมาอยู่ข้างอี้ซิน
    ความแตกต่างระหว่างเขาซึ่งดุดัน มั่นคง และเต็มไปด้วยแรงกดอันเงียบลึก
    กับนางซึ่งเย็น ละมุน และสูงส่ง
    กลับยิ่งทำให้ภาพของทั้งคู่สะดุดตานัก

    จ้าวคุนเห็นดังนั้น
    ดวงตาก็ยิ่งเย็นลงโดยไม่อาจปิดบัง

    อี้ซินมิได้สนใจสายตาของมัน
    เขายกชิ้นส่วนอาวุธดำขึ้นถือในมือขวา
    จากนั้นจึงเดินตรงไปยังประตูมังกร

    เมื่อเข้าใกล้ประตูในระยะสามก้าว
    แหวนลึกลับโบราณที่นิ้วมือซ้ายพลันเย็นวาบขึ้นอีกครา
    หยกดาราอุ่นจัด
    สิ่งคล้ายไข่ในอกเต้นหนักกว่าเดิมชัดเจน

    อี้ซินหยุดยืน
    ปล่อยให้ลมหายใจสงบหนึ่งชั่วอึดใจ

    หนิงเยว่อิงเหลือบมองมือซ้ายของเขา
    นางไม่ถามว่าแหวนวงนั้นเกี่ยวข้องสิ่งใด
    แต่ดวงตาเย็นคู่นั้นกลับจับอยู่ที่มันนานกว่าปกติ

    “ประตูนี้ต่างจากบานก่อน” นางกล่าวเบา ๆ

    “ต่างอย่างไร”

    “บานก่อนคล้ายใช้ค่ายกลคัดเลือก” นางตอบ “แต่บานนี้...”
    นางเว้นคำไปเพียงน้อย
    “คล้ายรอให้ผู้ที่มีบางอย่างตรงกันมาเปิด”

    อี้ซินยกมือซ้ายขึ้นช้า ๆ
    ปลายนิ้วแตะลายสลักมังกรตรงกลางบาน

    วูบ...

    แสงสีครามหม่นไหลผ่านร่องสลักเพียงเสี้ยวหนึ่ง
    ดวงตาของมังกรบนบานประตูพลันสว่างขึ้นอย่างแผ่วเบา

    คนทั้งกลุ่มนิ่งพร้อมกัน

    ไม่มีแรงสะท้อน
    ไม่มีค่ายกลโจมตี
    มีเพียงเสียงต่ำลึกคล้ายหัวใจโบราณเต้นดังมาจากหลังประตู

    ตึก...

    ตึก...

    อี้ซินหรี่ตาลง
    เสียงนั้นคล้ายตอบรับกับสิ่งลึกลับในอกของเขา

    หนิงเยว่อิงจึงกล่าวขึ้นอีกครั้ง

    “ลองใช้แหวน”

    อี้ซินไม่ลังเล
    เขาถอดแหวนลึกลับโบราณออกจากนิ้ว
    แล้วกดลงตรงดวงตาของมังกรบนบานประตูอย่างช้า ๆ

    แคร่ก...

    เสียงกลไกเก่าแก่ดังขึ้นจากภายใน
    รอยสลักทั่วทั้งบานประตูสว่างเป็นแนวสีเงินอมฟ้า
    จากกลางหน้าผากมังกรลามลงตามเกล็ด ทั้งลำคอ ทั้งลำตัว และทั้งปลายหาง

    จากนั้นประตูก็ค่อย ๆ แยกออกช้า ๆ

    ลมเย็นยิ่งกว่าหมอกทุกชั้นที่พวกเขาเคยผ่าน พุ่งออกมาปะทะหน้าในทันที
    แต่มิใช่ลมแห่งความตายแบบก่อนหน้า
    หากเป็นลมสะอาด เย็น และเก่าแก่
    คล้ายลมจากโลกอีกฟากหนึ่งซึ่งไม่เคยถูกแตะต้องโดยมนุษย์มายาวนานเหลือเกิน

    เมื่อประตูเปิดพอให้มองเห็นด้านใน
    แม้แต่หนิงเยว่อิงยังมีแววสะท้อนบางอย่างในดวงตา
    ส่วนสือเหยียนถึงกับหลุดลมหายใจยาวโดยไม่รู้ตัว

    เบื้องหลังประตูมังกร
    มิใช่ห้องหินแคบ
    มิใช่ทางเดินมืด

    แต่เป็น “โลกใต้พิภพ” กว้างใหญ่แห่งหนึ่ง

    เพดานด้านบนสูงมหาศาล
    คล้ายฟ้าค่ำซึ่งเต็มไปด้วยผลึกหินสีน้ำเงินนับไม่ถ้วน
    พวกมันเปล่งแสงอ่อน ๆ ลงมาราวดาวยามราตรี

    พื้นเบื้องหน้าเป็นลานกว้างสีดำสนิท
    ไกลออกไปมีภูผาหินลอยอยู่กลางอากาศหลายลูก
    มีสะพานหินเชื่อมกันเป็นช่วง ๆ
    มีกระแสน้ำสีเงินไหลอยู่ท่ามกลางความมืด
    และมีเสาหินสีดำมหึมาปักอยู่ทั่วดินแดน บ้างตรง บ้างเอน บ้างหักครึ่ง

    ที่ลึกไปกว่านั้น
    ยังเห็นยอดตำหนักโบราณหลังหนึ่งตั้งอยู่บนเกาะหินลอยกลางธารสีเงิน
    ตัวตำหนักสีขาวหม่นเก่าแก่
    หลังคางอนทั้งสี่มุม
    เหนือหลังคามีรูปสลักสัตว์โบราณเก้าตนนั่งล้อมเป็นวง

    เพียงมองก็รู้ทันทีว่า
    สถานที่แห่งนี้...มิใช่ส่วนหนึ่งของแดนทดสอบเมฆาครามอย่างแท้จริง

    มันยิ่งใหญ่เกินไป
    ลึกล้ำเกินไป
    และเก่าแก่เกินกว่าสำนักเมฆาครามจะสร้างขึ้นได้

    สือเหยียนเอ่ยออกมาแผ่วเบา
    ราวเกรงว่าเสียงของตนจะไปรบกวนอะไรบางอย่าง

    “สนามทดสอบสัตว์เทวะ...”

    ไม่มีผู้ใดโต้แย้ง

    เพราะถึงไม่เคยเห็นมาก่อน
    แต่ทุกคนก็รู้แล้วว่า ดินแดนเบื้องหน้านี้หาใช่ที่อื่นไม่

    อี้ซินก้าวผ่านประตูเป็นคนแรก

    ทันทีที่เท้าแตะพื้นลานดำ
    แรงกดเก่าแก่สายหนึ่งก็ถาโถมเข้าสู่ร่างในทันที
    หนักยิ่งกว่าทุกเขตที่เขาเคยผ่าน
    หนักจนคนระดับศิษย์ใหม่ทั่วไปอาจทรุดเข่าลงตั้งแต่ก้าวแรก

    ทว่าหยกดาราในร่างเขากลับอุ่นจัดในคราเดียว
    คล้ายรับแรงกดนั้นแล้วหมุนสลายไปส่วนหนึ่งอย่างรวดเร็ว

    อี้ซินขมวดคิ้วเล็กน้อย
    แต่ยังยืนมั่นคง

    หนิงเยว่อิงเดินตามมาเป็นคนที่สอง
    นางเองชะงักไปเสี้ยวลมหายใจเมื่อแรงกดเข้าสู่ร่าง
    แต่แล้วลมปราณเย็นบริสุทธิ์ในกายก็ค่อย ๆ หมุนขึ้น
    พาให้นางตั้งหลักได้เช่นกัน

    เมื่อคนอื่น ๆ ทยอยก้าวพ้นประตูตามมา
    สีหน้าของแต่ละคนก็เปลี่ยนไปไม่เหมือนกัน

    หลินเซวียนถึงกับหน้าเผือดวูบ
    หานหลงเบิกตากว้าง
    โจวเหอทรุดลงครึ่งเข่าก่อนรีบยันตัวขึ้นด้วยสีหน้าอับอาย
    จ้าวคุนเองแม้ฝืนยืนตรง แต่เส้นเลือดตรงขมับก็เต้นชัดจนเห็นได้ด้วยตาเปล่า

    เยี่ยซูซินหายใจลึก
    ก่อนกล่าวเบา ๆ

    “ที่นี่กดพลังปราณ...แต่กลับกระตุ้นประสาทสัมผัส”

    หนิงเยว่อิงพยักหน้าเล็กน้อย
    “สถานที่ทดสอบของจริง ย่อมไม่ให้ผู้ใดใช้เพียงพลังระดับผิวเผินฝ่าไปได้”

    อี้ซินกวาดตามองดินแดนเบื้องหน้าอีกครั้ง

    แหวนลึกลับโบราณที่นิ้วเย็นสงบลงเล็กน้อยหลังพ้นประตู
    ราวกับมันเพียงทำหน้าที่ “พาเข้ามา” แล้ว
    ทว่าสิ่งคล้ายไข่ในอกกลับยิ่งเต้นชัดขึ้นกว่าเดิม
    และยิ่งมองไปยังตำหนักบนเกาะหินกลางธารสีเงินเท่าใด
    การตอบรับนั้นก็ยิ่งแรงเท่านั้น

    เขาจับได้ในทันทีว่า
    ใจกลางของดินแดนนี้...อยู่ที่นั่น

    แต่ก่อนคนทั้งกลุ่มจะได้ขยับต่อ
    เสียงหนึ่งก็พลันดังขึ้นจากฝั่งธารสีเงินด้านขวา

    เสียงนั้นอ่อนใส
    ฟังคล้ายธารน้ำยามเช้าไหลผ่านหินหยก
    แต่อยู่ในดินแดนเช่นนี้กลับทำให้ผู้ฟังทั้งแปลกใจทั้งขนลุกพร้อมกัน

    “ผู้ใด...เข้ามาที่นี่ได้อีก”

    ทุกคนหันขวับพร้อมกัน

    ธารสีเงินสายหนึ่งไหลอยู่ไม่ไกล
    เหนือน้ำมีหมอกขาวเย็นลอยอ้อยอิ่ง
    และท่ามกลางหมอกนั้น
    มีแท่นผลึกน้ำแข็งขนาดใหญ่ตั้งอยู่

    บนแท่นผลึกมีร่างสตรีผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่

    ผมของนางยาวถึงพื้น
    มิใช่สีดำ
    หากเป็น “สีขาวเงิน” ละเอียดอ่อนดุจเส้นจันทรา
    ปลิวแผ่วเบาอยู่รอบกาย

    อาภรณ์ของนางเป็นชุดยาวสีฟ้าขาวคล้ายทอจากเกล็ดน้ำแข็ง
    เรียบง่าย
    แต่สูงส่งอย่างยิ่ง
    ขับให้ผิวของนางขาวผ่องเกินธรรมชาติ
    ราวหิมะแรกบนยอดเขาศักดิ์สิทธิ์

    ใบหน้าของนางนั้น...งามจนผู้คนในลานถึงกับหยุดหายใจ

    งามคนละแบบกับหนิงเยว่อิง

    หากหนิงเยว่อิงงามเย็นลึกดุจจันทร์เหนือบึงน้ำแข็ง
    สตรีผู้นี้กลับงามบริสุทธิ์สูงส่งดุจเทพธิดาแห่งหิมะยามแรกตื่นจากนิทรา

    คิ้วของนางเรียวยาวประหนึ่งปีกผีเสื้อแตะหิมะ
    ดวงตาคู่งามเป็นสีฟ้าอ่อนลึกเย็นราวธารน้ำแข็งใต้แสงดาว
    ริมฝีปากบางซีดระเรื่อดังกลีบบุปผาบนน้ำค้างแข็ง
    ลำคอขาวระหง
    ไหล่บางรับกับส่วนโค้งของเรือนกายอรชรจนแม้ชุดจะปกปิดมิดชิด ก็ยังทำให้คนมองใจสั่นอย่างประหลาด

    ที่สำคัญยิ่งกว่าใบหน้า
    คือ “กลิ่นอาย” ของนาง

    มันสงบ
    เย็น
    บริสุทธิ์
    แต่สูงส่งจนทำให้ทุกสิ่งรอบข้างดูพร่าและด้อยลงในทันที

    แม้แต่น้ำสีเงินใต้แท่นผลึก
    ยังคล้ายยอมไหลช้าลงเมื่อผ่านใกล้ร่างนาง

    หลินเซวียนถึงกับตาเบิกกว้างพูดไม่ออก
    หานหลงหายใจติดขัด
    โจวเหอมองค้างอย่างลืมอับอาย
    แม้แต่จ้าวคุนยังเผลอชะงักไปชั่วขณะเมื่อเห็นใบหน้านั้นชัดเต็มตา

    หนิงเยว่อิงเองก็หันมามองสตรีผู้นั้นอย่างนิ่งงันอยู่หนึ่งลมหายใจ
    ดวงตาเย็นของนางพลันหรี่ลงเล็กน้อย
    ไม่ใช่เพราะริษยา
    แต่เพราะรับรู้ได้ทันทีว่า ผู้ที่อยู่บนแท่นผลึกนั้นมิใช่คนธรรมดาแม้แต่น้อย

    สตรีผู้นั้นค่อย ๆ ลืมตาขึ้นเต็มที่
    ดวงตาสีฟ้าเย็นคู่นั้นกวาดผ่านคนทั้งกลุ่ม
    ก่อนหยุดอยู่ที่อี้ซิน

    หยุดอยู่นานกว่าคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด

    เมื่อสบตากัน
    หยกดาราในร่างอี้ซินพลันอุ่นวาบ
    สิ่งคล้ายไข่ในอกเต้นแรงขึ้นฉับพลัน
    แม้แต่แหวนลึกลับโบราณก็เย็นสะท้านอีกครา

    สตรีผู้นั้นเองก็มีแววไหววูบในดวงตา

    “กลิ่นอายนี้...” นางพึมพำเบามาก
    จากนั้นสายตาจึงเลื่อนไปยังชิ้นส่วนอาวุธดำในมือขวาของอี้ซิน
    แววตาฟ้ายิ่งสั่นไหวชัดขึ้น

    “เจ้าถือสิ่งนั้นอยู่ได้หรือ”

    คำถามนั้นตรงเกินคาด
    และน้ำเสียงอ่อนใสของนางแม้ไม่ดัง
    กลับชัดจนสะท้อนอยู่ในลานกว้างแห่งนี้ไม่จางหาย

    อี้ซินตอบเรียบ

    “ยังไม่ตาย”

    มุมปากบางของสตรีงามผู้นั้นพลันไหวขึ้นน้อยยิ่ง
    ราวมิได้ยิ้มมานานนัก
    แต่เพียงเสี้ยวของความเคลื่อนไหวนั้น
    ก็ทำให้ความงามเหนือดินแดนของนางยิ่งบาดตายิ่งขึ้นอีกชั้น

    “เช่นนั้น...” นางกล่าวเบา ๆ “นับว่าเจ้ามิใช่ผู้บุกรุกธรรมดา”

    หนิงเยว่อิงเหลือบมองอี้ซินแวบหนึ่ง
    แต่ไม่ได้พูดอะไร

    ส่วนจ้าวคุนที่เพิ่งได้สติกลับมาจากความตะลึงในความงาม
    ดวงตาก็เย็นลงทันที

    อีกแล้ว

    อีกสตรีหนึ่ง
    อีกสายตาหนึ่ง
    และอีกคำพูดหนึ่งที่พุ่งไปหาอี้ซินก่อนผู้ใด

    สิ่งนี้ยิ่งทำให้โทสะในใจมันยิ่งลึก ยิ่งขม ยิ่งคมกว่าเดิมอีกมาก

    อี้ซินมิได้สนใจมัน
    เขามองสตรีผมเงินบนแท่นผลึกนิ่ง ๆ ก่อนถามกลับ

    “เจ้าคือผู้ใด”

    สตรีผู้นั้นเงียบไปอึดใจ
    ลมเย็นเหนือธารสีเงินพัดให้ผมขาวเงินยาวของนางพลิ้วอ่อน
    ภาพนั้นงามจนคนทั่วไปยากจะละสายตาได้

    จากนั้นนางจึงตอบช้า ๆ

    “เสวี่ยอวิ๋นเหยา”

    ชื่อของนางดังลอยอยู่เหนือธารสีเงิน
    เย็น
    ใส
    และสะกดผู้ฟังอย่างประหลาด

    อี้ซินพยักหน้าเพียงเล็กน้อย
    ยังไม่ทันถามต่อ
    เสวี่ยอวิ๋นเหยาก็กล่าวขึ้นก่อน

    “ผู้ที่เข้ามาถึงชั้นนี้ได้...”
    “หากไม่ตายเสียก่อน ย่อมต้องเผชิญด่านสัตว์เทวะทั้งเก้า”
    นางหยุดเล็กน้อย
    ดวงตาสีฟ้าจับอยู่ที่ชิ้นส่วนอาวุธดำในมือเขาอีกครา
    “และผู้ที่ถือสิ่งนั้น ย่อมไม่มีสิทธิ์เดินทางง่ายกว่าคนอื่นแม้แต่น้อย”

    ลมทั้งลานพลันเย็นจัดขึ้นอีกครา

    อี้ซินยังยืนนิ่ง
    แต่ในส่วนลึกของจิต เขารับรู้ชัดแล้วว่า
    การก้าวผ่านประตูมังกรเข้ามา หาใช่เพียงเข้าสู่ “สถานที่” ใหม่
    หากเป็นการก้าวเข้าสู่การทดสอบที่แท้จริงแล้วจริง ๆ

    คล้ายกับเรื่องพลิกฟ้าครองดารา ที่คุณอ่าน

    God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    146K 311
    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.58M 3380
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    2.76M 3640
    [จบ] บันทึกตำนานราชันอหังการ

    [จบ] บันทึกตำนานราชันอหังการ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.22M 3696
    [New Life] อิสระของชีวิต

    [New Life] อิสระของชีวิต

    นิยาย แฟนตาซี
    140K 171
    (The Eternal God) ผ่าชะตาสวรรค์ สยบสิ้นสรรพสิ่ง

    (The Eternal God) ผ่าชะตาสวรรค์ สยบสิ้นสรรพสิ่ง

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    279K 178
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498