ในโถงกระดูกเก่าแก่ ไม่มีผู้ใดพูดคุยฟุ่มเฟือย
มีเพียงเสียงลมหายใจที่ค่อย ๆ กลับสม่ำเสมอ
เสียงผงโอสถตกกระทบผ้าพันแผล
และเสียงลมเย็นซึ่งพัดลอดแนวซี่โครงสัตว์เทวะมาทีละระลอก
อี้ซินลืมตาขึ้นช้า ๆ
ลมปราณที่ปั่นป่วนในอกสงบลงมากแล้ว
แม้กล้ามเนื้อแขนขวายังตึงจากการยกชิ้นส่วนอาวุธดำ
แต่หยกดาราในชีพจรกลับอุ่นเรื่อยสม่ำเสมอ
ช่วยประคองเส้นลมปราณมิให้สะท้านหนักกว่าเดิม
ชิ้นส่วนอาวุธดำวางพาดอยู่บนตักของเขา
สงบนิ่ง
หนักหน่วง
ไร้แสง
ไร้ชื่อ
ทว่าทุกครั้งที่สายตาเขาตกลงบนมัน
สิ่งลึกลับคล้ายไข่ในอกกลับเต้นตอบเบา ๆ
ราวกับสิ่งนี้มิใช่ของแปลกหน้าโดยแท้
เขาเงยหน้าขึ้นมองประตูมังกรบานเล็กที่ซ่อนอยู่หลังแท่นหิน
ประตูนั้นยังปิดสนิท
สีดำหม่นดุจเหล็กเก่า
ภาพสลักมังกรบนบานประตูดูแตกต่างจากลายอื่นที่พวกเขาพบมาก่อน
มังกรบนประตูนี้มิได้แผ่กางกรงเล็บหรือคำรามสู่ฟ้า
หากขดกายเป็นวง
ก้มเศียรลงเล็กน้อย
ดวงตาเรียวยาวครึ่งปิดครึ่งเปิด
ท่าทางของมันคล้ายกำลังเฝ้า
มิใช่กำลังสังหาร
นั่นยิ่งทำให้ประตูนี้น่ากลัวขึ้นอีกชั้น
สือเหยียนลุกขึ้นก่อนใคร
บิดไหล่ช้า ๆ แล้วเดินเข้ามาใกล้
“เจ้าพร้อมหรือยัง”
อี้ซินพยักหน้า
เยี่ยซูซินเก็บห่อสมุนไพรเข้าชายแขนเสื้อ
แผลของทุกคนยังไม่หาย
แต่คนที่เหลืออยู่ถึงจุดนี้ ย่อมไม่มีผู้ใดคิดถอยเพราะความเจ็บเล็กน้อยอีกแล้ว
จ้าวคุนลุกขึ้นช้า ๆ
ดวงตาจับอยู่ที่ประตูมังกรไม่วาง
โจวเหอแม้สีหน้าไม่ดีนัก
แต่เมื่อเห็นจ้าวคุนก้าวออกมา มันก็รีบเดินตามทันที
ส่วนหนิงเยว่อิง...
นางลุกขึ้นเป็นคนสุดท้าย
เพียงยืนตรงใต้แสงผลึกหม่น
เรือนกายอรชรระหงในอาภรณ์สีเงินขาวที่ยังมีคราบโลหิตบางแห่ง
ก็ยิ่งขับให้ความงามเย็นลึกของนางชัดเจนกว่าเดิม
ผิวขาวเนียนราวหยกหิมะ
ดวงตาใสดุจธารน้ำแข็งยามเที่ยงคืน
ริมฝีปากบางได้รูป
เส้นผมดำขลับยาวถึงเอว
แม้จะมีผมบางส่วนหลุดจากปิ่นลงมาระชายบ่า
กลับยิ่งทำให้ความงามของนางดูเป็นธรรมชาติจนยากละสายตา
ยิ่งเมื่อนางก้าวมาอยู่ข้างอี้ซิน
ความแตกต่างระหว่างเขาซึ่งดุดัน มั่นคง และเต็มไปด้วยแรงกดอันเงียบลึก
กับนางซึ่งเย็น ละมุน และสูงส่ง
กลับยิ่งทำให้ภาพของทั้งคู่สะดุดตานัก
จ้าวคุนเห็นดังนั้น
ดวงตาก็ยิ่งเย็นลงโดยไม่อาจปิดบัง
อี้ซินมิได้สนใจสายตาของมัน
เขายกชิ้นส่วนอาวุธดำขึ้นถือในมือขวา
จากนั้นจึงเดินตรงไปยังประตูมังกร
เมื่อเข้าใกล้ประตูในระยะสามก้าว
แหวนลึกลับโบราณที่นิ้วมือซ้ายพลันเย็นวาบขึ้นอีกครา
หยกดาราอุ่นจัด
สิ่งคล้ายไข่ในอกเต้นหนักกว่าเดิมชัดเจน
อี้ซินหยุดยืน
ปล่อยให้ลมหายใจสงบหนึ่งชั่วอึดใจ
หนิงเยว่อิงเหลือบมองมือซ้ายของเขา
นางไม่ถามว่าแหวนวงนั้นเกี่ยวข้องสิ่งใด
แต่ดวงตาเย็นคู่นั้นกลับจับอยู่ที่มันนานกว่าปกติ
“ประตูนี้ต่างจากบานก่อน” นางกล่าวเบา ๆ
“ต่างอย่างไร”
“บานก่อนคล้ายใช้ค่ายกลคัดเลือก” นางตอบ “แต่บานนี้...”
นางเว้นคำไปเพียงน้อย
“คล้ายรอให้ผู้ที่มีบางอย่างตรงกันมาเปิด”
อี้ซินยกมือซ้ายขึ้นช้า ๆ
ปลายนิ้วแตะลายสลักมังกรตรงกลางบาน
วูบ...
แสงสีครามหม่นไหลผ่านร่องสลักเพียงเสี้ยวหนึ่ง
ดวงตาของมังกรบนบานประตูพลันสว่างขึ้นอย่างแผ่วเบา
คนทั้งกลุ่มนิ่งพร้อมกัน
ไม่มีแรงสะท้อน
ไม่มีค่ายกลโจมตี
มีเพียงเสียงต่ำลึกคล้ายหัวใจโบราณเต้นดังมาจากหลังประตู
ตึก...
ตึก...
อี้ซินหรี่ตาลง
เสียงนั้นคล้ายตอบรับกับสิ่งลึกลับในอกของเขา
หนิงเยว่อิงจึงกล่าวขึ้นอีกครั้ง
“ลองใช้แหวน”
อี้ซินไม่ลังเล
เขาถอดแหวนลึกลับโบราณออกจากนิ้ว
แล้วกดลงตรงดวงตาของมังกรบนบานประตูอย่างช้า ๆ
แคร่ก...
เสียงกลไกเก่าแก่ดังขึ้นจากภายใน
รอยสลักทั่วทั้งบานประตูสว่างเป็นแนวสีเงินอมฟ้า
จากกลางหน้าผากมังกรลามลงตามเกล็ด ทั้งลำคอ ทั้งลำตัว และทั้งปลายหาง
จากนั้นประตูก็ค่อย ๆ แยกออกช้า ๆ
ลมเย็นยิ่งกว่าหมอกทุกชั้นที่พวกเขาเคยผ่าน พุ่งออกมาปะทะหน้าในทันที
แต่มิใช่ลมแห่งความตายแบบก่อนหน้า
หากเป็นลมสะอาด เย็น และเก่าแก่
คล้ายลมจากโลกอีกฟากหนึ่งซึ่งไม่เคยถูกแตะต้องโดยมนุษย์มายาวนานเหลือเกิน
เมื่อประตูเปิดพอให้มองเห็นด้านใน
แม้แต่หนิงเยว่อิงยังมีแววสะท้อนบางอย่างในดวงตา
ส่วนสือเหยียนถึงกับหลุดลมหายใจยาวโดยไม่รู้ตัว
เบื้องหลังประตูมังกร
มิใช่ห้องหินแคบ
มิใช่ทางเดินมืด
แต่เป็น “โลกใต้พิภพ” กว้างใหญ่แห่งหนึ่ง
เพดานด้านบนสูงมหาศาล
คล้ายฟ้าค่ำซึ่งเต็มไปด้วยผลึกหินสีน้ำเงินนับไม่ถ้วน
พวกมันเปล่งแสงอ่อน ๆ ลงมาราวดาวยามราตรี
พื้นเบื้องหน้าเป็นลานกว้างสีดำสนิท
ไกลออกไปมีภูผาหินลอยอยู่กลางอากาศหลายลูก
มีสะพานหินเชื่อมกันเป็นช่วง ๆ
มีกระแสน้ำสีเงินไหลอยู่ท่ามกลางความมืด
และมีเสาหินสีดำมหึมาปักอยู่ทั่วดินแดน บ้างตรง บ้างเอน บ้างหักครึ่ง
ที่ลึกไปกว่านั้น
ยังเห็นยอดตำหนักโบราณหลังหนึ่งตั้งอยู่บนเกาะหินลอยกลางธารสีเงิน
ตัวตำหนักสีขาวหม่นเก่าแก่
หลังคางอนทั้งสี่มุม
เหนือหลังคามีรูปสลักสัตว์โบราณเก้าตนนั่งล้อมเป็นวง
เพียงมองก็รู้ทันทีว่า
สถานที่แห่งนี้...มิใช่ส่วนหนึ่งของแดนทดสอบเมฆาครามอย่างแท้จริง
มันยิ่งใหญ่เกินไป
ลึกล้ำเกินไป
และเก่าแก่เกินกว่าสำนักเมฆาครามจะสร้างขึ้นได้
สือเหยียนเอ่ยออกมาแผ่วเบา
ราวเกรงว่าเสียงของตนจะไปรบกวนอะไรบางอย่าง
“สนามทดสอบสัตว์เทวะ...”
ไม่มีผู้ใดโต้แย้ง
เพราะถึงไม่เคยเห็นมาก่อน
แต่ทุกคนก็รู้แล้วว่า ดินแดนเบื้องหน้านี้หาใช่ที่อื่นไม่
อี้ซินก้าวผ่านประตูเป็นคนแรก
ทันทีที่เท้าแตะพื้นลานดำ
แรงกดเก่าแก่สายหนึ่งก็ถาโถมเข้าสู่ร่างในทันที
หนักยิ่งกว่าทุกเขตที่เขาเคยผ่าน
หนักจนคนระดับศิษย์ใหม่ทั่วไปอาจทรุดเข่าลงตั้งแต่ก้าวแรก
ทว่าหยกดาราในร่างเขากลับอุ่นจัดในคราเดียว
คล้ายรับแรงกดนั้นแล้วหมุนสลายไปส่วนหนึ่งอย่างรวดเร็ว
อี้ซินขมวดคิ้วเล็กน้อย
แต่ยังยืนมั่นคง
หนิงเยว่อิงเดินตามมาเป็นคนที่สอง
นางเองชะงักไปเสี้ยวลมหายใจเมื่อแรงกดเข้าสู่ร่าง
แต่แล้วลมปราณเย็นบริสุทธิ์ในกายก็ค่อย ๆ หมุนขึ้น
พาให้นางตั้งหลักได้เช่นกัน
เมื่อคนอื่น ๆ ทยอยก้าวพ้นประตูตามมา
สีหน้าของแต่ละคนก็เปลี่ยนไปไม่เหมือนกัน
หลินเซวียนถึงกับหน้าเผือดวูบ
หานหลงเบิกตากว้าง
โจวเหอทรุดลงครึ่งเข่าก่อนรีบยันตัวขึ้นด้วยสีหน้าอับอาย
จ้าวคุนเองแม้ฝืนยืนตรง แต่เส้นเลือดตรงขมับก็เต้นชัดจนเห็นได้ด้วยตาเปล่า
เยี่ยซูซินหายใจลึก
ก่อนกล่าวเบา ๆ
“ที่นี่กดพลังปราณ...แต่กลับกระตุ้นประสาทสัมผัส”
หนิงเยว่อิงพยักหน้าเล็กน้อย
“สถานที่ทดสอบของจริง ย่อมไม่ให้ผู้ใดใช้เพียงพลังระดับผิวเผินฝ่าไปได้”
อี้ซินกวาดตามองดินแดนเบื้องหน้าอีกครั้ง
แหวนลึกลับโบราณที่นิ้วเย็นสงบลงเล็กน้อยหลังพ้นประตู
ราวกับมันเพียงทำหน้าที่ “พาเข้ามา” แล้ว
ทว่าสิ่งคล้ายไข่ในอกกลับยิ่งเต้นชัดขึ้นกว่าเดิม
และยิ่งมองไปยังตำหนักบนเกาะหินกลางธารสีเงินเท่าใด
การตอบรับนั้นก็ยิ่งแรงเท่านั้น
เขาจับได้ในทันทีว่า
ใจกลางของดินแดนนี้...อยู่ที่นั่น
แต่ก่อนคนทั้งกลุ่มจะได้ขยับต่อ
เสียงหนึ่งก็พลันดังขึ้นจากฝั่งธารสีเงินด้านขวา
เสียงนั้นอ่อนใส
ฟังคล้ายธารน้ำยามเช้าไหลผ่านหินหยก
แต่อยู่ในดินแดนเช่นนี้กลับทำให้ผู้ฟังทั้งแปลกใจทั้งขนลุกพร้อมกัน
“ผู้ใด...เข้ามาที่นี่ได้อีก”
ทุกคนหันขวับพร้อมกัน
ธารสีเงินสายหนึ่งไหลอยู่ไม่ไกล
เหนือน้ำมีหมอกขาวเย็นลอยอ้อยอิ่ง
และท่ามกลางหมอกนั้น
มีแท่นผลึกน้ำแข็งขนาดใหญ่ตั้งอยู่
บนแท่นผลึกมีร่างสตรีผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่
ผมของนางยาวถึงพื้น
มิใช่สีดำ
หากเป็น “สีขาวเงิน” ละเอียดอ่อนดุจเส้นจันทรา
ปลิวแผ่วเบาอยู่รอบกาย
อาภรณ์ของนางเป็นชุดยาวสีฟ้าขาวคล้ายทอจากเกล็ดน้ำแข็ง
เรียบง่าย
แต่สูงส่งอย่างยิ่ง
ขับให้ผิวของนางขาวผ่องเกินธรรมชาติ
ราวหิมะแรกบนยอดเขาศักดิ์สิทธิ์
ใบหน้าของนางนั้น...งามจนผู้คนในลานถึงกับหยุดหายใจ
งามคนละแบบกับหนิงเยว่อิง
หากหนิงเยว่อิงงามเย็นลึกดุจจันทร์เหนือบึงน้ำแข็ง
สตรีผู้นี้กลับงามบริสุทธิ์สูงส่งดุจเทพธิดาแห่งหิมะยามแรกตื่นจากนิทรา
คิ้วของนางเรียวยาวประหนึ่งปีกผีเสื้อแตะหิมะ
ดวงตาคู่งามเป็นสีฟ้าอ่อนลึกเย็นราวธารน้ำแข็งใต้แสงดาว
ริมฝีปากบางซีดระเรื่อดังกลีบบุปผาบนน้ำค้างแข็ง
ลำคอขาวระหง
ไหล่บางรับกับส่วนโค้งของเรือนกายอรชรจนแม้ชุดจะปกปิดมิดชิด ก็ยังทำให้คนมองใจสั่นอย่างประหลาด
ที่สำคัญยิ่งกว่าใบหน้า
คือ “กลิ่นอาย” ของนาง
มันสงบ
เย็น
บริสุทธิ์
แต่สูงส่งจนทำให้ทุกสิ่งรอบข้างดูพร่าและด้อยลงในทันที
แม้แต่น้ำสีเงินใต้แท่นผลึก
ยังคล้ายยอมไหลช้าลงเมื่อผ่านใกล้ร่างนาง
หลินเซวียนถึงกับตาเบิกกว้างพูดไม่ออก
หานหลงหายใจติดขัด
โจวเหอมองค้างอย่างลืมอับอาย
แม้แต่จ้าวคุนยังเผลอชะงักไปชั่วขณะเมื่อเห็นใบหน้านั้นชัดเต็มตา
หนิงเยว่อิงเองก็หันมามองสตรีผู้นั้นอย่างนิ่งงันอยู่หนึ่งลมหายใจ
ดวงตาเย็นของนางพลันหรี่ลงเล็กน้อย
ไม่ใช่เพราะริษยา
แต่เพราะรับรู้ได้ทันทีว่า ผู้ที่อยู่บนแท่นผลึกนั้นมิใช่คนธรรมดาแม้แต่น้อย
สตรีผู้นั้นค่อย ๆ ลืมตาขึ้นเต็มที่
ดวงตาสีฟ้าเย็นคู่นั้นกวาดผ่านคนทั้งกลุ่ม
ก่อนหยุดอยู่ที่อี้ซิน
หยุดอยู่นานกว่าคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อสบตากัน
หยกดาราในร่างอี้ซินพลันอุ่นวาบ
สิ่งคล้ายไข่ในอกเต้นแรงขึ้นฉับพลัน
แม้แต่แหวนลึกลับโบราณก็เย็นสะท้านอีกครา
สตรีผู้นั้นเองก็มีแววไหววูบในดวงตา
“กลิ่นอายนี้...” นางพึมพำเบามาก
จากนั้นสายตาจึงเลื่อนไปยังชิ้นส่วนอาวุธดำในมือขวาของอี้ซิน
แววตาฟ้ายิ่งสั่นไหวชัดขึ้น
“เจ้าถือสิ่งนั้นอยู่ได้หรือ”
คำถามนั้นตรงเกินคาด
และน้ำเสียงอ่อนใสของนางแม้ไม่ดัง
กลับชัดจนสะท้อนอยู่ในลานกว้างแห่งนี้ไม่จางหาย
อี้ซินตอบเรียบ
“ยังไม่ตาย”
มุมปากบางของสตรีงามผู้นั้นพลันไหวขึ้นน้อยยิ่ง
ราวมิได้ยิ้มมานานนัก
แต่เพียงเสี้ยวของความเคลื่อนไหวนั้น
ก็ทำให้ความงามเหนือดินแดนของนางยิ่งบาดตายิ่งขึ้นอีกชั้น
“เช่นนั้น...” นางกล่าวเบา ๆ “นับว่าเจ้ามิใช่ผู้บุกรุกธรรมดา”
หนิงเยว่อิงเหลือบมองอี้ซินแวบหนึ่ง
แต่ไม่ได้พูดอะไร
ส่วนจ้าวคุนที่เพิ่งได้สติกลับมาจากความตะลึงในความงาม
ดวงตาก็เย็นลงทันที
อีกแล้ว
อีกสตรีหนึ่ง
อีกสายตาหนึ่ง
และอีกคำพูดหนึ่งที่พุ่งไปหาอี้ซินก่อนผู้ใด
สิ่งนี้ยิ่งทำให้โทสะในใจมันยิ่งลึก ยิ่งขม ยิ่งคมกว่าเดิมอีกมาก
อี้ซินมิได้สนใจมัน
เขามองสตรีผมเงินบนแท่นผลึกนิ่ง ๆ ก่อนถามกลับ
“เจ้าคือผู้ใด”
สตรีผู้นั้นเงียบไปอึดใจ
ลมเย็นเหนือธารสีเงินพัดให้ผมขาวเงินยาวของนางพลิ้วอ่อน
ภาพนั้นงามจนคนทั่วไปยากจะละสายตาได้
จากนั้นนางจึงตอบช้า ๆ
“เสวี่ยอวิ๋นเหยา”
ชื่อของนางดังลอยอยู่เหนือธารสีเงิน
เย็น
ใส
และสะกดผู้ฟังอย่างประหลาด
อี้ซินพยักหน้าเพียงเล็กน้อย
ยังไม่ทันถามต่อ
เสวี่ยอวิ๋นเหยาก็กล่าวขึ้นก่อน
“ผู้ที่เข้ามาถึงชั้นนี้ได้...”
“หากไม่ตายเสียก่อน ย่อมต้องเผชิญด่านสัตว์เทวะทั้งเก้า”
นางหยุดเล็กน้อย
ดวงตาสีฟ้าจับอยู่ที่ชิ้นส่วนอาวุธดำในมือเขาอีกครา
“และผู้ที่ถือสิ่งนั้น ย่อมไม่มีสิทธิ์เดินทางง่ายกว่าคนอื่นแม้แต่น้อย”
ลมทั้งลานพลันเย็นจัดขึ้นอีกครา
อี้ซินยังยืนนิ่ง
แต่ในส่วนลึกของจิต เขารับรู้ชัดแล้วว่า
การก้าวผ่านประตูมังกรเข้ามา หาใช่เพียงเข้าสู่ “สถานที่” ใหม่
หากเป็นการก้าวเข้าสู่การทดสอบที่แท้จริงแล้วจริง ๆ