สโรชาอาศัยอยู่กับอนงค์พรรณที่อพาร์ทเม้นท์ วันนี้อนงค์พรรณกลับจากที่ทำงานเวลาทุ่มนึง เธอเข้าไปในห้องพักตามปกติ แล้วมุ่งตรงไปที่ตู้เย็นเพื่อดื่มน้ำอย่างสดชื่น แต่ทว่าอยู่ดีๆ สโรชาก็ร้องทัก
“กลับมาแล้วหรอ”
อนงค์พรรณใสุดขีด เธอถึงขั้นสำลักน้ำและเผลอทำขวดน้ำตกพื้นด้วยอาการมือไม้อ่อน
“เป็อะไรไปน่ะ พรรณ ทำอย่างกับเจอผี” รชาทัก
“ระ ระชา ธะ เธอตายไปแล้วนี่” พรรณพูดติดอ่างเพราะกลัวเพื่อน
“บ้าสิ อยู่ดีๆ ก็มาอำกัน” รชาคิดว่าเพื่อนล้อเธอเล่น
“จริงๆ เธอตายไปแล้วจริงๆ ตอนนี้เธอคงยังไม่รู้ตัวสินะ” พรรณพยายามบอกให้เพื่อนตั้งสติ
“พรรณ อย่าพูดเล่นแบบนี้สิ มันเป็เื่ความเป็ความตายเลยนะ” รชาเห็นสีหน้าจริงจังของพรรณ ทำให้รชารู้สึกใจหายวูบ
“งั้นเอาอย่างนี้ ฉันจะพาเธอไปวัด เธอจะได้เห็นงานศพของตัวเอง” แม้ว่าพรรณจะกลัวผีมาก แต่นั่นก็เป็เพื่อนรักของเธอเอง ดังนั้นพรรณจะทำให้เพื่อนรักไปสู่สุคติให้จงได้
รชาเห็นเพื่อนบอกอย่างมั่นใจ เธอจึงคิดว่าเธอคงไม่รู้ตัวเองจริงๆ ดังนั้นรชาจึงเดินตามพรรณไปขึ้นรถด้วยจิตอันเศร้าหมอง
พรรณพยายามเปิดเพลงฟังเพื่อดึงสติของตัวเอง จะได้ไม่แสดงอาการกลัวผีมากจนเกินไป
“แต่ทำไมฉันถึงไม่รู้ตัวเองเลยล่ะพรรณ ทำไมฉันถึงรู้สึกเป็ปกติทุกอย่าง สรุปว่าฉันตายด้วยสาเหตุอะไรงั้นหรอ” รชาถาม
“เธอคงไม่รู้ตัวเองจริงๆ นั่นแหละ เธอทำงานที่พิพิธภัณฑ์ และที่นั่นเกิดไฟไหม้ เธอถูกไฟครอกตาย” พรรณยอมเล่า
“ม้นเป็วันไหนงั้นหรอ” รชาสงสัย
“ก็วันนั้นไง…” พรรณหยุดพูดกะทันหัน เพราะเธอเหยียบเบรกทันทีที่มองเห็นแมว เพราะแมวมันวิ่งตัดหน้ารถ เมื่อปลอดภัยแล้ว พรรณจึงพูดอีกว่า “เธออย่าเพิ่งชวนฉันคุยเลยนะ ไว้พวกเราไปถึงวัด เธอก็รู้เอง”
พรรณมาถึงที่วัด ตอนแรกเธอว่าจะมางานศพเพื่อนในวันพรุ่งนี้ แต่ไหนๆ ก็มาแล้ว พอเธอมาถึง พระท่านก็กำลังทำการสวดอภิธรรมพอดี
รชาใสุดขีด เมื่อเธอมองไปที่รูปที่ตั้งอยู่หน้าศพ นั่นเป็รูปของเธอจริงๆ รชาช็อคก็เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกับมีน้ำตาไหล เธอจึงเดินไปดูรูปของตัวเองอย่างช้าๆ “ไม่ ไม่จริง นี่ฉันตายไปแล้วงั้นหรอ”
แต่ทว่าทุกคนในงานพากันลุกพรวด พร้อมกับรวมกระจุกเป็กลุ่มเดียวกัน
“ทำไมเฮี้ยนแบบนี้นี่” ป้าคนหนึ่งกล่าว
“ลูกแม่ ลูกตายไปแล้วนะ อย่าหลอกอย่าหลอนพวกเราเลย ไปสู่สุคติเถอะลูก” แม่พูดกล่อม
รชากำลังจะเดินเข้าไปหาแม่ แต่ญาติๆ รีบมาดึงตัวแม่ของรชาเข้าไปข้างใน
“ไปที่ชอบที่ชอบเถอะหนูรชา ไม่ต้องเป็ห่วงนะ เดี๋ยวพวกน้าๆ จะช่วยดูแลแม่ของหนูให้เอง ไม่ต้องห่วงนะหลาน” น้ากล่าว
รชามองไปรอบๆ ก็มีแต่คนกลัวเธอ ดังนั้นเธอจึงยอมเดินจากไปแต่โดยดี ในตอนนี้รชาเดินเข้าไปในป่าช้าด้วยจิตใจที่เศร้าหมอง เธอยอมรับไม่ได้จริงๆ ในใจคิดว่า “ทำไมฉันมีอายุสั้นแบบนี้นะ ว่าแต่ทำไมฉันถึงไม่รู้ตัวเลยล่ะ และฉันยังไม่ได้บอกรักอรรณพเลยด้วยซ้ำ”
เพื่อทำให้ตัวเองจากไปอย่างหมดห่วง ดังนั้นรชาจึงเดินทางไปที่คอนโดของอรรณพ เธอตั้งใจว่าจะไปดูหน้าเขาเป็ครั้งสุดท้าย ถ้าเขาสามารถมองเห็นเธอ ก็จะได้บอกรักเขาเสียเลย” รชาเดินทางมาไกลมาก และคิดในใจว่า “กรรมแท้ๆ อุตส่าห์ได้เป็ผีแล้ว ดันหายตัวไม่เป็ เลยต้องเดินอย่างคนธรรมดา”
และแล้วรชาก็มาถึงคอนโดของอรรณพ โชคดีที่มีคนกำลัง scan คีย์การ์ดพอดี รชาจึงรีบวิ่งเข้าไปแล้วขึ้นลิฟท์อย่างคนธรรมดา
เมื่อมาถึงห้องชายที่หมายปอง เธอก็ทำการเคาะประตูอย่างคนปกติ เพราะเธอหายตัวไม่เป็
“ทำไมมาดึกสงัดแบบนี้ครับ รชา” อรรณพกล่าวทัก
“คุณมองเห็นฉันด้วยหรอคะ” รชาสงสัย
“ก็ต้องมองเห็นสิครับ รีบเข้ามาก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวเพื่อนบ้านพากันใ” อรรณพทำท่าเชิญ
รชาเดินเข้าไปในคอนโดของชายหนุ่ม
“มีอะไรก็ว่ามาผมง่วงนอนแล้ว” อรรณพทำท่าหาว
รชามีน้ำตาไหล สะอึกสะอื้น “ฉันตายไปแล้ว ทำไมคุณไม่ไปงานศพฉันบ้างล่ะคะ”
“นี่อำกันเล่นหรือเปล่าครับ” อรรณพไม่เชื่อ
“สีหน้าฉันดูเหมือนพูดเล่นงั้นหรอคะ” รชาย้อนถาม
“แต่ผมมองเห็นคุณก็เหมือนคนปกติทั่วไปนี่ครับ” อรรณพกล่าว
“วันนี้ฉันก็เลยมาสารภาพรักกับคุณ ไหนๆ ฉันก็ตายไปแล้ว ดังนั้นฉันจะบอกคุณเป็ครั้งสุดท้าย ฉันแอบชอบคุณมานานแล้ว แต่เพราะบุญน้อย ฉันคงไม่อาจสมหวังในความรักอีกแล้ว คุณดูแลตัวเองดีๆ ก็แล้วกัน ลาก่อนค่ะอรรณพ” รชากล่าวลา
สักพักอรรณพก็ดึงตัวหญิงสาวเข้ามาจูบ ทั้งคู่จูบกันอย่างดูดดื่ม จนกระทั่งรชาเป็ฝ่ายหายใจหอบ แล้วรีบผลักชายหนุ่มทันที
รชาเผลอตบหน้าชายตรงหน้า “คุณไม่มีสิทธิ์รังแกฉันแบบนี้นะคะ”
“ผมจะแสดงให้เห็นว่า คุณยังมีตัวตน เห็นมั้ยล่ะครับ คุณยังหายใจอยู่ และพวกเราก็สามารถัักันได้ด้วย นั่นหมายความว่าคุณยังไม่ตาย" อรรณพอธิบาย
“จะเป็ไปได้ยังไงคะ ก็เมี่อกี้นี้ฉันเพิ่งจะไปที่วัดมาหยกๆ ทุกคนในงานศพต่างพากันยืนยันว่าฉันตายไปแล้ว” รชาแสดงสีหน้าเศร้า
“ผมดูข่าวแล้ว ในคืนที่พิพิธภัณฑ์ไฟไหม้ คุณนอนค้างบ้านผม นี่คุณจำไม่ได้งั้นหรอครับ”
“เหตุเกิดคืนนั้นเองงั้นหรอคะ ว่าแต่คุณพูดให้มันจบด้วยสิ ว่าฉันนอนโซฟาส่วนคุณนอนที่เตียงอย่างสบาย ที่ฉันสงสัยหนักก็คือศพในโลงเป็ใครกันแน่ ทำไมทุกคนเข้าใจว่าเป็ฉันล่ะ” รชาสงสัย
“ในข่าวบอกว่า ผู้หญิงซึ่งมีใบหน้าไหม้เกรียมได้สวมชุดทำงานที่ปักชื่อคุณน่ะสิครับ” อรรณพกล่าว
“แล้วทำไมไม่พิสูจน์ดีเอ็นเอล่ะคะ” รชาสงสัย
“พอเ้าหน้าที่เห็นชุดทำงานชุดนั้น ทุกคนก็เลยไม่เสียเวลาตรวจสอบอะไรอีก” อรรณพกล่าว
“ทำงานแย่จริงๆ นี่ฉันก็เผลอคิดว่าตัวเองตายไปแล้วจริงๆ และเผลอ เอ่อ” รชาพูดไม่หมด
“คุณบอกรักผมแล้ว” อรรณพยิ้มกรุ้มกริ่ม
“ในเมื่อคุณไม่ได้รักฉันตอบ งั้นฉันกลับล่ะ” รชาถือโอกาสหนีกลับบ้านเพราะเธอทั้งอายและเขิน
อรรณพรีบกอดหญิงสาวจากด้านหลัง “เดี๋ยวสิรชา ในเมื่อทุกคนต่างเชื่อว่าคุณตายไปแล้ว คุณควรอยู่กับผมที่นี่ดีกว่า" อรรณพเสนอ
“เดี๋ยวก็มีคนเข้าใจพวกเราผิดหรอกค่ะ พวกเราไม่ได้เป็อะไรกันเสียหน่อย” รชากล่าว
“ผมก็รักคุณเหมือนกัน รชา ดังนั้นพวกเราตกลงเป็แฟนกันเถอะครับ” อรรณพกล่าว
“คุณพูดเล่นล่ะสิคะ” รชาไม่เชื่อ
“ผมพูดแค่ครั้งเดียวนะครับ และตอนนี้คุณไปนอนบนเตียงเถอะ คืนนี้ผมนอนบนพื้นเอง” อรรณพกล่าว
“ทำไมคุณใจดีอย่างนี้ล่ะคะ” รชาสงสัย
“ไปเถอะ ผมง่วงนอนมากแล้วครับ” อรรณพพูดตัดบท
แต่ทว่าเช้าวันรุ่งขึ้น รชาก็รู้สึกตัวตื่นพร้อมกับสำรวจตัวเอง เธอใที่อรรณพนอนกอดเธออย่างไม่เกรงใจ เธอเลยรีบตีเขาอย่างแรง
“โอ๊ย! ผมเจ็บนะรชา” อรรณพโวยวาย
“ทำไมคุณฉวยโอกาสแบบนี้คะ” รชาหน้าแดงเพราะเขิน
“แต่พวกเราเป็แฟนกันแล้วนี่ครับ” อรรณพกล่าวอ้าง
“ยังไม่แต่งงานเสียหน่อยค่ะ” รชาท้วง
“ผมขอโทษก็ได้ครับ ่นี้มันเป็หน้าหนาวนะ ผมทนไม่ไหวเลยขอมานอนบนเตียงด้วย ซึ่งคุณเองก็อนุญาต” อรรณพกล่าวอ้าง
“ฉันนอนหลับจะอนุญาตคุณได้ยังไงคะ” รชาสงสัย
“คุณละเมอบอกผมครับ” อรรณพกล่าวตามจริง
“ไม่เอาด้วยแล้ว ฉันี้เีต่อล้อต่อเถียงกับคุณค่ะ พวกเรารีบอาบน้ำ แล้วไปทานโจ๊กเ้าอร่อยกันเถอะนะคะ” รชาเสนอ
“และพอเวลาสายๆ ผมค่อยพาคุณไปสถานีตำรวจนะครับ” อรรณพอธิบาย
“ขอบคุณค่ะ อรรณพ” รชากล่าวอย่างซึ้งใจ