บทที่ 4 หมัด์ไร้เทียมทาน
ตู้ม!
เสียงะเิดังกึกก้องราวกับอสนีบาตจากฟากฟ้า
ดั่งเสียงคำรามของวัชระ
สมาชิกของกองกำลังโลหิตทมิฬที่ไม่ทันตั้งตัวต่างก็รู้สึกเหมือนฟ้าผ่าลงกลางหูจนเสียงอื้ออึงไปหมด
กรงขังเหล็กะเิออกเป็เสี่ยง ๆ
เศษเหล็กกระเด็นไปทั่ว
ร่างหนึ่งพุ่งเข้ามาดุจสายฟ้าแลบ
หมัดนั้นรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาด
พริบตานั้น หมัดก็ทำลายดาบในมือของกงซุนอวิ่นจนแหลกละเอียด
พลังหมัดทรงอานุภาพอย่างน่าสะพรึงกลัว
จนกงซุนอวิ่นตั้งตัวไม่ทันกับสิ่งที่เกิดขึ้น
รู้สึกเพียงฝ่ามืออันเบาหวิว
ไม่เพียงแต่ดาบที่แตกละเอียด แม้แต่แขนข้างหนึ่งของเขายังถูกพลังหมัดโจมตีจนกลายเป็ละอองโลหิต
ก่อนที่ความเ็ปจากแขนที่ขาดจะแล่นเข้ามา
มืออันแข็งแกร่งคว้าเข้าที่ลำคอ แล้วยกตัวเขาขึ้น
คนที่บีบลำคอของเขาอยู่คือ อดีตนักโทษหลี่เซี่ยวเฟยนั่นเอง
หลี่เซี่ยวเฟยจ้องมองกงซุนอวิ่นด้วยดวงตาดุร้ายราวกับอสูรที่กำลังโกรธเกรี้ยว
ดวงตาคู่นั้นดั่งเปลวเพลิงที่ลุกโชน น่าหวาดกลัวราวกับราชันแห่งปีศาจ
สายตาของเขาดุจคมดาบ เขาถามทีละคำช้า ๆ "เด็กทารกตัวเล็กแค่นี้ แกก็ไม่เว้น? นี่แกยังเป็คนอยู่หรือเปล่า?"
กงซุนอวิ่นรู้สึกเหมือนถูกยมทูตจากขุมนรกกำลังจ้องมองอยู่
เขาอ้อนวอนด้วยความหวาดกลัว "ไว้ชีวิตผมด้วย... ผม..."
"สวะไร้หัวใจอย่างแก ควรถูกหั่นเป็ชิ้น ๆ ตายซะ!"
น้ำเสียงของหลี่เซี่ยวเฟยเย็นะเืราวกับน้ำแข็งในเหมันตฤดู
เมื่อเสียงพูดจบ
เด็กหนุ่มก็หมุนข้อมือ
กร๊อบ!
หัวของกงซุนอวิ่นหมุนไปหนึ่งร้อยแปดสิบองศา
โครม
กงซุนอวิ่น ฉายา ‘ฝ่ามือเพลิง’ ขั้นกลั่นดาราระดับสอง ล้มลงบนพื้นราวกับสุนัขที่ตายแล้ว
ทุกสิ่งจบลงราวสายฟ้าแลบ
ตอนนั้นเองที่เหล่าสมาชิกกองกำลังโลหิตทมิฬที่อยู่รอบ ๆ ก็ตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
พวกเขาเห็นหลี่เซี่ยวเฟยยืนนิ่งอยู่ที่เดิม สายตาเต็มไปด้วยจิตสังหารราวกับน้ำทะลักเขื่อน พลุ่งพล่านลุกโชนดั่งเปลวเพลิง
ชั่วขณะหนึ่ง เหล่าลูกน้องต่างตัวสั่นขวัญหนี สีหน้าซีดเผือด ถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ไม่มีใครกล้าก้าวมาข้างหน้า
หลี่เซี่ยวเฟยเดินเข้าไปหาทารกตัวน้อยแล้วเผยรอยยิ้มสดใสให้
เป็เื่แปลกที่ทารกตัวน้อยหยุดร้องทันที
ดวงตาอันใสบริสุทธิ์ราวกับไข่มุกสีดำของเด็กน้อย มองหลี่เซี่ยวเฟยด้วยความอยากรู้อยากเห็น แล้วก็ส่งเสียงหัวเราะอย่างซุกซนและร่าเริงออกมา
ความอ่อนโยนผุดขึ้นในใจของหลี่เซี่ยวเฟย
"ขอบคุณ ขอบคุณ..."
หญิงสาวร่ำไห้ด้วยความดีใจ
เธอโอบกอดลูกไว้แน่นราวกับกอดโลกทั้งใบ
หลี่เซี่ยวเฟยหันหลัง มองไปยังตู๋กูเจวียที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
เขาค่อย ๆ ก้าวไปหา
แววตาที่ลุกโชนด้วยเปลวไฟกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัว
“น่าสนใจ”
ตู๋กูเจวียแลบลิ้นสีชมพูอ่อนออกมาเลียริมฝีปากสีแดงสดของตน “โอ้? เหมือนว่าจะบรรลุบางอย่างจากแรงกดดันแห่งความตายเหรอ? ยอดเยี่ยม เตาหลอมแบบนี้ ต้องมีรสอร่อย... เข้ามาสิ คุกเข่าลง แล้วเลียรองเท้าของฉัน”
หลี่เซี่ยวเฟยกำหมัดเบา ๆ แล้วก็ชูนิ้วกลางขึ้น
“นังโสเภณี มารับความตายซะ”
เขากวักมือเรียกด้วยนิ้วของตน
นังโสเภณี?
รอยยิ้มบนใบหน้าของตู๋กูเจวียแข็งค้าง
เธอแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
ไม่เคยมีใครกล้าเรียกเธอแบบนี้
ไม่เคยมี!
“เมื่อครู่ แกพูดว่าอะไรนะ”
น้ำเสียงของเธอเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง
หลี่เซี่ยวเฟยชูนิ้วกลางด้วยสีหน้าดูถูก “ฉันพูดว่า นังโสเภณี มารับความตายซะ”
แววตาของตู๋กูเจวียเปลี่ยนเป็ความโเี้ในทันที
ดวงตาสีดำราวกับมีเปลวเพลิงลุกโหม
“ไอ้ปัญญาอ่อน ไอ้เศษสวะ…”
“ฉันจะหักแขนขาของแก จะตัดจมูกและหูของแกออกซะ……”
“จะให้แกเห็นกับตาว่าร่างกายของแกถูกแช่แข็งเป็ยังไง…”
“ฉัน…”
แต่…
“ไม่้าแกแล้ว”
หลี่เซี่ยวเฟยลงมือทันที “เพ้อเจ้อ”
ตัวเขาพุ่งออกไปฉับไวราวกับอัสนี
รูปร่างเหมือนสายฟ้าฟาด
หมัดวัชระกระบวนท่าแรกหมัดสายฟ้าวัชระ
ความเร็วราวฟ้าแลบ
พลังหมัดดั่งวัชระ
ร่างของเขาดุจอสนีบาต พุ่งเข้ามาตรงหน้าตู๋กูเจวีย
แสงสีทองอร่ามปะทุออกมาจากหมัด
มือข้างหนึ่งยกขึ้นชกออกไป
ตู้ม!
อากาศตรงหน้ายุบลงเป็หลุมที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า
“ฮะ?”
ท่ามกลางความเดือดดาล สัญญาณเตือนกู่ร้องในใจของตู๋กูเจวีย
ความเร็วนี้…
พลังนี้…
เหนือความคาดหมายของเธอ
เด็กคนนี้อยู่ขั้นกลั่นดาราระดับสามแล้วเหรอ?
ตู๋กูเจวียตระหนักได้ว่าตนเองประมาทไป
แต่ยังไงเธอก็ยังเป็ยอดฝีมือขั้นกลั่นดาราระดับสาม ปฏิกิริยาตอบสนองจึงว่องไวมาก
วังวนดาราสามจุดหมุนวนภายในร่าง
มือซ้ายยกขึ้นเหยียดตรงเหมือนกรงเล็บ มือขวาซ่อนไว้ใต้ข้อศอกซ้ายเหมือนจะงอยปากนกกระเรียน
'วิหคน้ำแข็ง' ที่ฝังในฝ่ามือขวา ภายใต้การกระตุ้นของพลังดวงดาว ก่อเกิดพลังเย็นะเือันเงียบงัน ไร้เสียงสะท้อน โคจรอยู่ในฝ่ามือของเธออย่างต่อเนื่อง
"หมัดนกกระเรียนเหมันต์!"
ในเสี้ยววินาทีที่หมัดทั้งสองใกล้จะปะทะกัน มือขวาที่ตู๋กูเจวียซ่อนไว้ใต้ข้อศอกซ้ายก็พุ่งออกมาอย่างรุนแรง
นี่คือท่าไม้ตายในหมัดนกกระเรียนเหมันต์
ตู๋กูเจวียเต็มไปด้วยความมั่นใจในการโจมตีครั้งนี้
เพราะนี่คือวิทยายุทธ์แบบใหม่ที่แท้จริง
ไม่ใช่พวกวิชามวยโบราณที่ต้องเก็บตัวฝึกฝนกันจนเชยแล้ว
เปรี้ยง!
หมัดทั้งสองปะทะกัน
เกิดเสียงะเิอื้ออึงหนวกหู คลื่นพลังที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าแผ่กระจายออกไปอย่างดุเดือด
พลังหมัดสีทองและพลังเยือกแข็งสีเงินปะทะกันอย่างบ้าคลั่ง
กร๊อบ
เสียงกระดูกหักดังขึ้น
หมอกโลหิตฟุ้ง เศษกระดูกกระจาย
ความมั่นใจบนใบหน้าของตู๋กูเจวียเปลี่ยนเป็ความใ
ตามมาด้วยความหวาดกลัว
พลังอันมหาศาลที่ไม่อาจต้านทานได้ แผ่ขยายราวกับูเาไฟะเิ ทำลายพลังน้ำแข็งอันเยือกเย็นทันที บดขยี้ ‘จะงอยปากนก’ ที่มือขวาของเธอจนแหลกละเอียด
ทำให้แขนขวาของเธอะเิเป็เสี่ยง ๆ
“อ๊าก…”
เสียงกรีดร้องอันโหยหวนดังขึ้น
ตู๋กูเจวียกระเด็นถอยหลังไป
ร่างกายที่เย้ายวนใจล้มลงกับพื้นอย่างรุนแรง
เืพุ่งออกจากปากราวกับน้ำพุ
“เป็ไปไม่ได้! แกเป็แค่ระดับหนึ่ง ทำไมถึงได้ทำลายหมัดนกกระเรียนเหมันต์ของฉันได้?” ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความไม่เชื่อและความโกรธเกรี้ยว “แก… นี่แกใช้กระบวนท่าอะไร?”
หลี่เซี่ยวเฟยมองดูหมัดขวาของตนเอง
ิัด้านนอกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งสีขาวบาง ๆ
มันเป็เพียงชั้นน้ำแข็งบาง ๆ เท่านั้น
ภายใต้พลังวัชระ พลังเยือกแข็งของวิหคน้ำแข็งไม่สามารถทำอันตรายเขาได้
หลี่เซี่ยวเฟยเดินเข้าไปหาเธอช้า ๆ
แล้วใช้เท้าเหยียบหัวที่งดงามและสูงศักดิ์ของเธอ
ไร้แววสงสารหรือเมตตา
“กระบวนท่าอะไรน่ะเหรอ?”
หลี่เซี่ยวเฟยจ้องมองเธอ “ก็กระบวนท่าวิชาโบราณน่ะสิ”
หมัดวัชระเป็เทคนิคจากนิยายกำลังภายในเมื่อห้าร้อยปีก่อน
อาจกล่าวได้ว่าเป็มวยชั้นยอดของวิชามวยโบราณอย่างแท้จริง
"อะไรนะ? เป็ไปไม่ได้ มันเป็ไปไม่ได้เด็ดขาด"
ตู๋กูเจวียตกตะลึงและไม่อยากจะเชื่อเลย "วรยุทธ์โบราณของต้าเซี่ยได้เสื่อมโทรมไปนานแล้ว แม้แต่คนที่ว่าสืบทอดวิชามาแล้วแท้ ๆ ก็ยังอ่อนแอเกินกว่าจะต่อสู้กับหมัดนกกระเรียนเหมันต์แบบใหม่ของฉัน"
หลี่เซี่ยวเฟยยิ้มอย่างเ็า แล้วพูดด้วยความดูถูก "วรยุทธ์โบราณของต้าเซี่ยล้ำเลิศจนไม่มีใครเทียบได้ แล้วคนสายตาสั้นอย่างเธอจะมองออกได้ยังไง?"
ในฐานะที่คลั่งไคล้นิยายกำลังภายใน ตู๋กูเจวียดูถูกวิชามวยโบราณอยู่บ่อยครั้ง หลี่เซี่ยวเฟยจึงรู้สึกโกรธมาตลอด
เพราะตามความทรงจำแล้ว ต้าเซี่ยก็คือประเทศจีนเมื่อห้าร้อยปีก่อน
หลี่เซี่ยวเฟยถือว่าตนเองเป็ผู้สืบเชื้อสายของชาวจีนฮั่นมาโดยตลอด
ดังนั้น จึงรู้สึกมียกย่องวรยุทธ์โบราณของต้าเซี่ย
เมื่อเห็นสีหน้าไม่พอใจของตู๋กูเจวีย หลี่เซี่ยวเฟยก็รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก
โรคจูนิเบียว*[1] ของเขากำลังกำเริบ ความหยิ่งผยองเริ่มพลุ่งพล่าน "การได้ตายจากวรยุทธ์โบราณของต้าเซี่ย ถือเป็บุญที่เธอสั่งสมมาหลายภพหลายชาติ"
ตู๋กูเจวียดิ้นรนอย่างหนัก
เธอะโลั่น "บุญเหรอ? แกจะฆ่าฉัน... แกรู้ไหมว่าฉันเป็ใคร?"
[1] โรคจูนิเบียว (中二病) เป็คำศัพท์ที่มาจากภาษาญี่ปุ่น ใช้พูดกันอย่างไม่เป็ทางการ เพื่ออธิบายลักษณะวัยรุ่นที่มีพฤติกรรมหลงผิด ้าโดดเด่น โดยคิดว่าตนเองมีพลังลึกลับหรือพลังพิเศษ