นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 186 สัตว์อสูรระดับอริยะ

        ตอนที่ 186 สัตว์อสูรระดับอริยะ

         

         

        เนื้อความนั้นทำให้เพชฌฆาตอดไม่ได้ที่จะเดินออกจากถ้ำไป ฟาง หมิงนั้นร้องไห้จนตาแดง ส่วนโฮโจและอิซึมินั้นหันหน้าหลบ พวกเขาทั้งสองล้วนมีสีหน้าปั้นยากและขมขื่น

         

        เลโอนำนิ้วมือจิ้มกับฝ่ามือ แล้วจึงสวดภาวนาอีกครั้งให้แก่สเตลล่า ครั้งนี้เธอใช้ทั้งเทียนพิธีและน้ำมันหอมระเหยสำหรับการอุทิศแด่ผู้ลาลับที่ควรค่าแก่การเคารพ

         

        นิทานเหม่อมองจดหมายนั้นด้วยความรู้สึกที่ไม่รู้จะอธิบายเช่นไร เขากอดคีตาทางด้านข้างแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว นิทานลูบไปบนจดหมายเบา ๆ ลายมือที่สั่นน้อย ๆ และคราบน้ำบนจดหมายนั้นแสดงชัดถึงความรู้สึกของสเตลล่า

         

        หากนิทานกลับมั่นใจว่ายามที่เธอเขียนจดหมายนี้ แม้เธอจะร้องไห้ แต่เธอต้องยิ้มอยู่แน่นอน เป็นรอยยิ้มของผู้ที่รู้ว่าตนได้ช่วยชีวิตของคนที่ตนรักที่สุดสำเร็จแล้ว

         

        จากพี่สาวผู้มีความสุข นิทานจดจำถ้อยคำนี้ไว้ในใจ เขาราวกับเห็นภาพของสตรีวัยกลางคนคนหนึ่งที่มีรอยยิ้มสดใสเมื่อได้พบน้องชายวัยหนุ่มของตนที่ลุกเดินมาต้อนรับยามเธอกลับบ้าน

         

        นิทานถอนหายใจน้อย ๆ เขาพับจดหมายนั้นเก็บใส่กล่องอย่างดี

         

        “คุณนิทานครับ..” โฮโจมีสีหน้าลำบากใจน้อย ๆ เขานั้นเข้าใจดีว่าทำไมสเตลล่าจึงต้องแยกจดหมายนี้ไว้เป็นพิเศษ เรื่องข่าวหลุดนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นได้จริงและตามปกติแล้วกลุ่มการค้าอิสึกะย่อมไม่ยินยอมส่งจดหมายนี้ออกไป

         

        หากมีใครที่สามารถตามรอยได้ด้วยคำแห่งพลัง เป็นไปได้สูงที่สุสานแห่งนี้จะถูกนักผจญภัยจำนวนมากรับรู้

         

        นิทานชำเลืองมองโฮโจด้วยหางตา เขาไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เพียงมองโฮโจนิ่ง ๆ เท่านั้น แต่เพียงเท่านั้นก็ทำให้โฮโจชะงักไปทั้งร่าง

         

        เหงื่อเม็ดโตไหลลงมาตามหน้าผากของโฮโจ มือที่ยกขึ้นมาสั่นน้อย ๆ แล้วจึงตกลงกับพื้น

         

        นิทานเห็นเช่นนั้นจึงเลิกจ้องมองโฮโจ เขานำกล่องใส่จดหมายเก็บเข้ากระเป๋าบรรจุวังของตน

         

        อิซึมินั้นสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ยามที่นิทานมองโฮโจด้วยสายตาเช่นนั้นสัญชาตญาณของเขาสั่งให้เขาจับหอกโดยอัตโนมัติ เขานอกจากมาในฐานะแนวหน้าแล้ว อีกหน้าที่หนึ่งของเขาคือผู้คุ้มกัน โฮโจคืออนาคตของตระกูลอิสึกะ ไม่อาจปล่อยให้เขามีอันตรายถึงชีวิตได้โดยเด็ดขาด 

         

        และหนึ่งการชำเลืองมองของนิทานนั้นทำให้ทั้งร่างของเขาเข้าสู่สภาวะพร้อมรบ เขาราวกับรู้สึกว่านายน้อยของตนกำลังเอื้อมมือไปแตะเนื้อในปากของสิงโต แต่เมื่อมือของเขาแตกไปยังหอก เขากลับไม่อาจเคลื่อนไหวใด ๆ ได้เลย

         

        การที่เขาหยุดเคลื่อนไหวนั้นไม่ใช่เพราะนิทาน นิทานไม่ได้ชำเลืองมองเขาแม้แต่น้อย แต่เขานั้นร่างกายสั่นสะท้านจากนัยน์ตาสีดำราวเม็ดลำไยอีกคู่หนึ่งที่อยู่เคียงข้างนิทานต่างหาก

         

        คีตาไม่ได้ขยับเขยื้อนร่างกายแต่อย่างใด ร่างของมันยังอิงแอบกับนิทานหลังจากที่เขากอดมันเช่นเคย แต่สายตาที่มองอิซึมิด้วยหางตานั้นทำให้เขาไม่อาจเคลื่อนไหวได้เลย

         

        นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเข้าใจความรู้สึกของกบที่ถูกอสรพิษจับจ้อง ไร้ทางหนี ไร้ทางสู้ ไร้ทางเลือกใดอื่นนอกจากนิ่งเฉยและยอมรับชะตากรรม

         

        หลังจากนิทานเก็บกล่องนั้นเข้ากระเป๋าบรรจุวังของตนแล้วทุกอย่างจึงคืนกลับสู่ความปกติ เลโอและฟาง หมิงย่อมรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแต่พวกเขาไม่ได้เอ่ยห้ามใด ๆ

         

        เลโอนั้นเห็นด้วยอย่างเต็มที่กับการจะส่งจดหมายคืน อย่างไรไลล่าก็อยู่เคียงข้างองค์หญิงไพลิน มิใช่กลุ่มการค้าอิสึกะ ส่วนฟาง หมิงนั้นไม่ทราบเพราะเหตุใด

         

        ผ่านไปครู่ใหญ่กว่าที่เพชฌฆาตจะกลับมา เขามีดวงตาที่แดงและสีหน้าที่หดหู่ แต่เมื่อเห็นท่าทีของโฮโจและอิซึมิ เขาจึงเผยรอยยิ้มออกมา เขาเข้าใจได้โดยง่ายว่าชั่วสั้น ๆ ที่เขาออกไปเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง เขายิ้มปลอบใจโฮโจและอิซึมิน้อย ๆ ตีไหล่ของทั้งคู่เบา ๆ เพื่อให้กำลังใจ

         

        เขาไม่จำเป็นต้องพูดสิ่งใด เขารู้ว่านี่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่เกิดขึ้นได้ และทั้งสองคนนั้นย่อมเป็นมืออาชีพมากพอที่จะไม่นำเรื่องนี้มาขัดขวางภารกิจ

         

        โฮโจถอนหายใจน้อย ๆ เขายินดีปล่อยผ่านเรื่องจดหมายหากนั่นหมายความว่าสัตว์ประหลาดทั้งสองตรงหน้าจะยังรู้สึกดีกับตน เรื่องแค่นี้ไม่นับเป็นอย่างไร

         

        “งั้นเป้าหมายต่อไปคือห้องกระจกใต้ดินเลยมั้ยครับ” โฮโจถามขึ้น เขาดึงการพูดคุยกลับเข้าสู่ภารกิจหลัก นิทานเผยรอยยิ้มขอบคุณน้อย ๆ เมื่อเห็นท่าทีของโฮโจที่ยอมให้เรื่องจดหมาย

         

        ไม่มีใครตอบอะไรโฮโจไปสักพักหนึ่ง ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเป็นเลโอที่เงยหน้ากลับขึ้นมาเป็นปกติ

         

        ในฐานะนักบวช เธอพบเจอการจากลามามากมาย

         

        “ฉันเห็นด้วยนะคะ ยังไงตอนนี้เราก็ไม่มีร่องรอยอื่นอีก”

         

        “แต่เราต้องวางแผนเรื่องระดับอริยะตัวนั้นก่อนนะครับ จะให้ฝากทุกอย่างให้คุณนิทานจัดการก็คงไม่ได้ ถ้าเป็นไปได้ บางทีเราอาจร่วมมือกันให้มากที่สุดเพื่อประหยัดพลังงานก็ดีนะครับ ข้างในห้องกระจกนั่นอาจจะมีศัตรูอีกก็ได้” เพชฌฆาตร่ายยาว

         

        “จากข้อมูล มันสมควรโจมตีทางกายภาพเป็นหลัก แต่สามารถพลิกแพลงความสามารถให้โจมตีระยะไกลได้จากการผสานคำ เพราะงั้นพวกผมก็น่าจะเข้าร่วมด้วยได้นะครับ แต่ต้องเสริมเรื่องการป้องกันอีก” อิซึมิเสนอความเห็น

         

        “เรื่องสายพันธุ์คงยากจะเดา แต่ดูจากที่คุณสเตลล่าบันทึกไว้ว่าเป็นเหมือนสิงโตผสมหมาป่า ไม่ได้บันทึกรายละเอียดพิเศษไว้เพราะงั้นก็น่าจะวางใจได้เรื่องความสามารถจากสายพันธุ์นะคะ”

         

        “คุณนิทานคิดว่ายังไงคะ” เลโอหันมาถามความเห็นของนิทาน เขาคือกำลังหลักในการต่อสู้กับระดับอริยะตัวนี้ เขาต้องเป็นคนประเมินความเสี่ยง

         

        นิทานก้มหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย หากมันไม่มีการโจมตีที่เขาแพ้ทางอย่างการโจมตีทางจิตหรือการโจมตีวงกว้างก็สมควรไม่มีปัญหา

         

        การโจมตีทางกายภาพไม่น่ามีปัญหามากนัก ปราการ ป้องกันได้ การป้องกันของมันไม่แน่ใจว่าสูงแค่ไหน ท่าโจมตีที่แรงพอของเรายังมีแค่วัชระดาวตก ประสานหัตถ์ไม่น่ามีประโยชน์มากนักกับศัตรูในระดับนี้ ส่วนกัดกับข่วนตรง ๆ ของคีตาน่าจะพอไหว อืม..

         

        ยังมีเรื่องการต่อสู้จริงเมื่อเสริมพลังสูงสุดด้วย คีตาต้องไล่ตามอริยะคนหนึ่งเพื่อเสริมพลังก่อน แล้วจึงส่งมอบพลังให้ฉัน แล้วมันจึงใช้ไล่ตามกับฉันอีกทีหนึ่งเพื่อให้พวกเราทั้งคู่เข้าสู่สภาวะเสริมพลังสูงสุด พลังจิตวิญญาณที่ใช้ฉันสามารถให้มันได้เพื่อลดภาระ

         

        ปัญหาคือระยะเวลาในการต่อสู้จริงนี่ล่ะ ถ้าต้องต่อสู้จริงไปด้วย ต้องคอยประคองการใช้พลังทั้งหมด จะอยู่ได้นานแค่ไหนกัน จะมากพอมั้ยสำหรับการต่อสู้ระดับนี้

         

        นิทานครุ่นคิดอย่างจริงจัง นี่สมควรเป็นครั้งแรกที่เขาต้องต่อสู้อย่างจริงจังหลังจากพัฒนามาจนถึงระดับนักสลักเอก แม้การเสริมพลังของพวกเขาจะร้ายกาจแต่ปัญหาเดิมก็ยังคงอยู่ ระยะเวลาคือข้อจำกัดสูงสุดของพวกเขา

         

        หลังจากการตัดสินใจอยู่พักหนึ่ง นิทานจึงเงยหน้าตอบกลับสมาชิกกลุ่มขุดค้นที่เฝ้ารอคำตอบ

         

        “ผมคิดว่าไหวครับ แต่คงไม่กล้าการันตีว่าจะสำเร็จแน่นอน ยังไงก็เตรียมหนทางหลบหนีไว้ด้วยนะครับ” นิทานตอบอย่างจริงจัง

         

        ทั้งหมดพยักหน้ารับโดยพร้อมเพรียง ไม่มีใครถือโทษคำพูดของเขา ในฐานะผู้ขีดเขียนชะตาแล้วไม่มีสิ่งใดแน่นอน การประมาทศัตรูคือก้าวแรกสู่ความผิดพลาด

         

        “งั้นยังไงเราควรไปตรวจสอบมันกันก่อนครับ จะได้มั่นใจด้วยว่าจะไม่มีศัตรูตัวอื่น ยังมีเรื่องห้องกระจกด้วย พอเราไปเห็นแล้วจะได้วางแผนถูกว่าควรเข้าไปเลยมั้ย” เพชฌฆาตกล่าวเสริม

         

        พวกเขาเก็บกวาดร่องรอยของถ้ำแห่งนี้อีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะออกเดินทาง นิทานหันไปทำความเคารพแก่หลุมศพของสเตลล่าอีกครั้งหนึ่ง เขานำขนมอบส่วนหนึ่งที่เขาพกติดตัวมาด้วยวางไว้ที่หลุม

         

        หลุมนี้พวกเขาทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่ใช้หินสลักวางไว้เท่านั้น นิทานรู้สึกว่ายังขาดอะไรอีกเล็กน้อย เขาจึงสลักถ้อยคำสั้น ๆ ไว้ที่หินสุสาน

         

        ‘พี่สาวผู้มีความสุข สเตลล่า’

         

        หลังจากกลบทับทั้งหมดด้วยพลังจางหายเพื่อป้องกันสัตว์อสูรแล้ว พวกเขาจึงออกเดินทางตามเส้นทางที่สเตลล่าบันทึกเอาไว้

         

        ——————————————————————————————————————————————————

         

        จุดที่เธอบันทึกไว้นั้นไม่ได้อยู่ในเส้นทางตรงของพวกเขาแม้แต่น้อย หากโดยรวมแล้วก็ยังถือว่าเป็นการมุ่งหน้าเข้าสู่ใจกลาง

         

        ตำแหน่งนั้นห่างจากถ้ำแห่งนี้ค่อนข้างมาก เห็นได้ชัดว่าสเตลล่าในยามนั้นหนีสุดชีวิตทีเดียวเพื่อที่จะได้ละทิ้งข้อความและความหวังให้แก่น้องชายของตน

         

        เมื่อมาถึงตำแหน่งนั้น ตามนาฬิกาแล้วยามนี้สมควรเป็นยามเย็น แต่ภายในป่าใต้พิภพแห่งนี้นั้นไม่มีอะไรแตกต่างกันแม้แต่น้อย ความมืดมิดและแสงที่น้อยนิดของศิลาเรืองแสงทำให้ที่นี่ไม่ต่างอะไรกับยามค่ำคืนตลอดเวลา

         

        ห่างจากพวกเขาไปหนึ่งกิโลเมตรคือจุดที่สเตลล่าบันทึกเอาไว้ พวกเขาหยุดการเดินทางลงชั่วครู่แล้วเข้าสู่สภาวะจริงจัง

         

        เพชฌฆาตสอดส่ายสายตาไปมารอบตัว เขานั้นไม่พบสัตว์อสูรมาสักพักแล้ว ดูเหมือนว่าจะเป็นอย่างที่สเตลล่าบันทึกไว้ แถวนี้นั้นไม่มีสัตว์อสูรอยู่เลยเช่นเดียวกันกับถ้ำใต้น้ำตกนั้น

         

        อิซึมิหักกิ่งไม้ทางด้านหน้ามามองในระดับสายตา ไม่มีร่องรอยของการฝนเล็บหรือการโดนกระแทกแต่อย่างใด

         

        ฟาง หมิงอยู่บนต้นไม้ เธอหดหัวของตนเองลง สำรวจตามยอดไม้ต่าง ๆ แต่เธอไม่พบวิหคหรือรังของสิ่งมีชีวิตใดเลย

         

        “ไม่มีสัตว์อสูรยังพอเข้าใจได้ แต่ถึงกับไม่มีสัตว์อื่นหรือสัตว์ป่าธรรมดาเลยเนี่ยนะ” เพชฌฆาตขมวดคิ้ว เขาพลันนึกไปถึงถ้ำใต้น้ำตกนั้น หากเขาจำไม่ผิด บ่อน้ำนั้นเชื่อมกับแม่น้ำขนาดเล็ก หากปริมาณปลาและสัตว์น้ำนั้นก็น้อยผิดปกติ

         

        “ไม่ใช่แค่สัตว์นะครับ แมลงก็ด้วย” นิทานพลิกก้อนหินและขอนไม้แถวนั้นขึ้น ด้านล่างนั้นไม่มีสิ่งมีชีวิตใดหลบซ่อนอยู่แม้แต่น้อย

         

        “ผลของกระจกนั้นเป็นตามที่บันทึกไว้ไม่มีผิดครับ ห้องนั้นต้องมีร่องรอยอยู่แน่ ๆ” โฮโจพยักหน้า ใบหน้าของเขาเริ่มปรากฏความตื่นเต้น หลังจากเดินทางอย่างว่างเปล่ามาหลายวัน ในที่สุดพวกเขาก็พอจะมีเป้าหมายเสียที

         

        ทั้งกลุ่มลดความเร็วในการเดินทางลง พวกเขาไม่จำเป็นต้องสื่อสารอะไรมากเป็นพิเศษ คราวนี้เป็นทั้งนิทานและคีตาที่นำอยู่ด้านหน้าสุดโดยไร้ข้อโต้แย้ง หากพื้นที่แถบนี้นั้นไร้สิ่งมีชีวิตเช่นนี้ พวกเขาไม่จำเป็นต้องระแวงเรื่องลอบโจมตีอีกต่อไป

         

        หลังจากเดินมาอีกสักระยะ สัญญาณสั่งให้หยุดจากนิทานก็มาถึง ทั้งกลุ่มหยุดชะงักในพริบตา คีตาแยกเขี้ยวน้อย ๆ มันคือผู้ที่ใช้งานอาณาเขต มันเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างในระยะ 300เมตร

         

        นิทานเชื่อมจิตกับคีตาผ่านการผสานทั้งเชื่อมโยง และคีตา วงจันทรา ภาพที่เขาเห็นยามนี้มาจากพลังอาณาเขตของคีตา

         

        สัตว์อสูรตัวหนึ่งนอนหลับใหลอยู่ด้านหน้า มันเป็นดั่งที่สเตลล่าบันทึกไว้ทุกประการ เป็นเหมือนส่วนผสมระหว่างสิงโตและหมาป่า หัวข้างหนึ่งคือสิงโตอีกข้างหนึ่งคือหมาป่า ตัวของมันนั้นเต็มไปด้วยกล้ามเป็นมัด ๆ ไร้หาง ขนาดของมันถึงกับใหญ่โตราวกับบ้านหลังหนึ่ง

         

        ระดับพลังที่ร่างของมันแผ่ออกมานั้นอยู่เหนือกว่าระดับนักสลักโททั้งปวง เป็นระดับพลังอันพิเศษจำเพาะที่เกิดขึ้นจากการที่เมื่อสิ่งมีชีวิตหนึ่งก้าวไปในการขีดเขียนชะตาไกลพอจะสามารถผสานคำแห่งพลังของตน

         

        กลางหน้าผากของหัวสิงโตสลักไว้ด้วยอักษรโบราณ ฉีกกระชาก

         

        ดูจากร่างกายกับลักษณะแล้วดูเหมือนจะไม่มีความสามารถทางสายพันธุ์ที่น่าปวดหัว แต่น่าจะแลกมากับศักยภาพทางร่างกายที่สูงมากขึ้นเป็นพิเศษ

         

        สัตว์อสูรโดยพื้นฐานก็แข็งแกร่งกว่ามนุษย์ในระดับเท่ากันอยู่แล้ว แต่สัตว์อสูรตัวนี้มีความสามารถทางกายสูงเป็นพิเศษอีก ดู ๆ ไปน่าจะแข็งแกร่งกว่าอริยะเข็มโลหิตด้วยซ้ำ ใบหน้าของอริยะเผ่ารูเบียสปรากฏขึ้นในห้วงจิตของนิทาน

         

        การโจมตีที่ก่อเกิดเข็มนับไม่ถ้วนนั้นนิทานยังจำได้ขึ้นใจ แม้เขาจะไม่ได้โดนโจมตีเข้าจริง ๆ แต่เขาก็ยังรู้สึกได้ว่ารัศมีพลังของสัตว์อสูรตัวนี้แข็งแกร่งกว่าการโจมตีนั้น

         

        หัวหมาป่านั้นลืมตาขึ้นน้อย ๆ แล้วจึงหาวปากกว้าง มันบิดคอไปมาอย่างเกียจคร้านจากการตื่นนอน นิทานจ้องมองหัวนั้นแล้วจึงเห็นว่านัยน์ตาของมันเป็นสีขาวขุ่น ราวกับเสียชีวิตมานานแล้ว ยิ่งตอกย้ำถึงสถานะพันธุ์ผสมอันแปลกประหลาดของมัน

         

        หืม? เมื่อนิทานจับจ้องดูดี ๆ จึงเห็นได้ว่านัยน์ตานั้นมีอักษรโบราณสลักเอาไว้ สมควรเป็นคำแห่งพลังอีกคำหนึ่งที่สเตลล่ากล่าวถึง

         

        เนตร

         

        พริบตานั้นเองที่นิทานเห็นว่ามันลุกขึ้นยืนอย่างเกียจคร้าน พร้อมกับลูกกลมลูกหนึ่งที่ปรากฏขึ้นไม่ห่างไปจากกลุ่มขุดค้นมากนัก

         

        ดวงเนตรดวงหนึ่งลอยอยู่ตรงนั้น จับจ้องมาที่พวกเขาอย่างชัดเจน


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน