รุ่งอรุณแห่งความแค้น(กำเนิด PALMER46 ภาค 2)
“เมื่อคืนนี้มีการพบศพมนุษย์จำนวน 6 ราย เพศหญิง 1 รายและเพศชาย 5 ราย สภาพศพของชายทั้ง 5 ถูกทำร้ายอย่างโเี้ด้วยอาวุธมีคมเบื้องต้นทราบว่าชายทั้ง 5 เป็ลูกชายของเ้าหน้าที่ระดับสูงของFIB (กรมสอบสวนคดีพิเศษ) ตอนนี้เ้าหน้าที่ตำรวจและ FIBกำลังเร่งติดตามตัวคนร้ายอย่างเต็มกำลัง” เสียงผู้ประกาศข่าวดังออกมาจากจอโทรทัศน์ภายในห้องเงียบสงัด
ภาพบนจอโทรทัศน์เปลี่ยนไปฉายภาพของซอยแห่งหนึ่งที่มีเทปกั้นของตำรวจพยานและชาวบ้านถูกกันให้อยู่ห่างจากที่เกิดเหตุ บรรยากาศดูตึงเครียดและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
…ที่ตึกร้างแห่งหนึ่งในเช้าตรู่
ผมยืนอยู่บนขอบตึกร่างกายสั่นเทิ้มภายใต้ความเงียบที่ค่อยๆ ปกคลุมหัวใจความเหน็บหนาวของลมยามเช้าตรู่ไม่ได้เย็นเฉียบเท่าความรู้สึกภายใน ผมชื่อปาล์ม…ในคืนที่ผ่านมาผมฆ่าคนไป 5 คนใช่…ฆาตกรในข่าวคนนั้นก็คือผมเอง เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกินไปตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนทุกอย่างในชีวิตได้สิ้นสุดลงแล้ว ไม่มีความหมายไม่มีอนาคตให้มองหาอีกต่อไป
ผมมองลงไปยังพื้นเบื้องล่างที่เงียบสงบแสงอ่อนๆ ของดวงอาทิตย์เพิ่งเริ่มส่องเข้ามามันเป็ความเงียบที่เหมือนจะเชิญชวนให้ผมหลับตาไปตลอดกาล
“ทำไม…ทำไมทุกอย่างต้องจบแบบนี้?” เสียงของผมแตกพร่าออกมาพร้อมกับลมหายใจที่สั่นเครือ“อาย… ฉันขอโทษ… ฉันไม่สามารถปกป้องเธอได้ ฉันไม่สามารถช่วยอะไรเธอได้เลย…”คำพูดสุดท้ายที่ผมกระซิบเบา ๆ ต่อความว่างเปล่า ราวกับว่ามันจะเป็คำสารภาพสุดท้ายก่อนที่ผมจะก้าวออกไปสู่ความมืดที่รอคอยอยู่เบื้องล่าง…
ในขณะที่ผมกำลังจะก้าวข้ามขอบตึกลงไปสู่ความว่างเปล่าเสียงร้องขอความช่วยเหลือที่ดังขึ้นจากด้านล่างฉุดผมให้หยุดนิ่งเสียงนั้นเป็เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังะโด้วยความหวาดกลัวผมมองลงไปข้างล่างและเห็นชายคนหนึ่งกำลังพยายามข่มขืนเธอ ร่างของเขากดเธอลงกับพื้นขณะที่เธอพยายามดิ้นรนเพื่อหนีจากเงื้อมมือของมัน
ภาพนั้นทำให้ผมนึกถึงคืนที่ผ่านมาทันที…คืนที่ผมไม่สามารถช่วยคนที่ผมรักได้มันเป็ความเ็ปที่กัดกินหัวใจของผมอย่างไม่หยุดหย่อนความโกรธพุ่งทะยานขึ้นมาอีกครั้ง ผมรู้ว่าผมไม่สามารถยืนดูเฉยๆ ได้อีกแล้ว
โดยไม่คิดอะไรผมก้าวเท้าถอยออกจากขอบตึก หันหลังและรีบลงไปยังที่เกิดเหตุผมคว้าเศษแก้วที่ตกอยู่บนพื้นใกล้ๆ นั้น แล้วตรงไปที่ชายโรคจิตจากทางด้านหลังก่อนที่มันจะทันรู้ตัว ผมจ้วงเศษแก้วเข้าไปที่คอของมันเืพุ่งกระเซ็นขณะที่มันล้มลงไปนอนดิ้นกับพื้น เสียงของมันเริ่มเงียบลงเมื่อการหายใจขาดห้วงสุดท้าย…มันก็หมดลมหายใจในที่สุด
ผมหันไปหาผู้หญิงคนนั้นซึ่งยังคงช็อกกับสิ่งที่เกิดขึ้นเธอมองมาที่ผมด้วยสายตาตื่นตระหนกแต่ในแววตาของเธอก็มีความรู้สึกขอบคุณแฝงอยู่เช่นกัน
“เธอปลอดภัยแล้ว…”ผมบอกกับเธอด้วยเสียงที่เงียบลง และยืนห่างออกมาเล็กน้อย
แต่ก่อนที่ผมจะพูดอะไรได้มากกว่านี้เสียงรถตำรวจและไซเรนดังกึกก้องมาจากทุกทิศ เ้าหน้าที่ตำรวจและ FIBหลายคนบุกเข้ามาจับตัวผมไว้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่ผมจะทันได้ขยับไปไหน
FIB คนหนึ่งเดินเข้ามายืนตรงหน้าและพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว“แกโดนจับแล้วในข้อหาฆาตกรรม 6 รายและเมื่อกี้แกก็เพิ่งฆ่าเพิ่มไปอีก 1 ราย” ผมมองสบตาเขาด้วยความนิ่งเฉยตอนนี้…ผมไม่ได้รู้สึกอะไรอีกแล้ว
…ณห้องสืบสวน
ผมนั่งอยู่บนเก้าอี้โลหะเย็นเฉียบในห้องสืบสวนที่เงียบกริบ มีเพียงเสียงนาฬิกาที่ดังเป็จังหวะเบา ๆผมถูกล้อมรอบด้วยเ้าหน้าที่ 3 คนสายตาของพวกเขาจับจ้องมาที่ผมราวกับจะค้นหาคำตอบที่ยังคงเป็ปริศนาอยู่ในใจ
เ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งยืนขึ้นและเดินเข้ามาใกล้ผมเธอดูมั่นใจและเต็มไปด้วยพลังอำนาจ
“ฉันชื่อแคร์เป็รองหัวหน้า FIB ส่วนนาย…ชื่อปาล์มใช่ไหม?” เธอหยุดพูดชั่วครู่ก่อนจะยื่นแฟ้มเอกสารตรงหน้าผม“ตอนนี้นายโดนจับในข้อหาฆาตกรรม จากคำให้การของพยานมีคนเห็นนายเดินออกมาจากที่เกิดเหตุในสภาพที่มีเืติดตามร่างกายนอกจากนี้หลักฐานยังบ่งชี้ว่า อาวุธมีดที่ใช้ก่อเหตุมีลายนิ้วมือของนายและเสื้อผ้าที่นายใส่อยู่ตอนนี้ก็มีเืที่ตรวจสอบแล้วว่ามี DNA ตรงกับผู้เสียชีวิตติดอยู่” เธอจ้องหน้าผมด้วยสายตาเ็า“นายมีอะไรจะแก้ตัวไหม?”
ผมสบตาเธออย่างนิ่งสงบไม่มีความลังเลอยู่ในใจอีกต่อไป ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง “ใช่…ผมเอง ผมไม่มีอะไรจะแก้ตัว พวกมันสมควรตายแล้ว”
บรรยากาศในห้องเงียบงันราวกับว่าทุกคนหยุดหายใจไปชั่วขณะ ก่อนที่แคร์จะพิงเก้าอี้เบื้องหน้าเธอยังคงจ้องมองผมอย่างสงสัยและท้าทาย
“แล้วอะไรเป็เหตุจูงใจให้นายทำแบบนั้น?”เธอถาม น้ำเสียงของเธอช่างคมกริบและเยือกเย็นเหมือนกับใบมีด
ผมรู้สึกถึงความเ็ปที่แล่นผ่านหัวใจมันเป็ความเจ็บที่ไม่มีวันจางหาย ผมก้มหน้าลงเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตาเธออีกครั้ง
“เพราะพวกมันพรากสิ่งสำคัญของผมไป…”
เสียงในห้องยังคงเงียบทุกสายตาจ้องมาที่ผม แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรสำคัญอีกแล้วความเงียบของผมตอบแทนทุกอย่างที่พวกเขาอยากรู้
เ้าหน้าที่แคร์ยืนกอดอกจ้องมาที่ผมด้วยสายตาเ็า เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ดูท้าทาย “เหตุผลแค่นี้อะนะ นายถึงกับฆ่าคนไป 7 คน ผู้ชาย 6คน และผู้หญิงอีก 1 คน”
ผมกัดฟันแน่นพยายามกดความรู้สึกเ็ปที่พลุ่งพล่านในหัวใจก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่แฝงความโกรธ “ผมไม่ได้ฆ่าผู้หญิงคนนั้น…เธอเป็คนรักของผม พวกมันต่างหาก…พวกมันบังอาจทำให้เธอต้องตาย”
เ้าหน้าที่ Aซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ แคร์พลันแทรกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “เห้ยๆ แกอย่าแต่งเื่ใส่ร้ายผู้เสียชีวิตแบบนั้นสิแกนั่นแหละคือคนที่ฆ่าพวกเขาทั้งหมด!”
ผมจ้องหน้าเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเ็ปและโกรธแค้น
“แล้วผมจะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร?ถ้าคุณไม่เชื่อ ลองไปดูสิ…แถวนั้นมีกล้องวงจรปิดพวกคุณจะได้รู้ความจริง”
เ้าหน้าที่ Bเข้ามาเสริมด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “ก็กล้องมันเสียก็เลยต้องมาถามแกอยู่นี่ไง ไอ้ฆาตกร แล้วแกรู้ไหม หนึ่งในนั้น คนที่แกฆ่าไป…คือลูกชายของหัวหน้าของพวกเรา หัวหน้าองค์กร FIB แกน่ะหมดอนาคตแล้ว”
ผมจ้องหน้าเขาด้วยความรู้สึกที่นิ่งสงบมากขึ้นตอนนี้มันไม่สำคัญแล้วว่าผมจะต้องเจอกับอะไรต่อจากนี้ผมรู้ว่าความจริงจะต้องถูกเปิดเผยในที่สุด
เ้าหน้าที่แคร์ยกมือขึ้นเป็สัญญาณให้ทั้งสองหยุด
“เอาล่ะพอแล้ว พวกนายออกไปก่อน…ฉันจะคุยกับไอหนูนี่เอง”
เ้าหน้าที่ Aและ B มองมาที่เธออย่างไม่ค่อยพอใจแต่ก็ยอมทำตามคำสั่ง พวกเขาเดินออกจากห้องไป พร้อมกับเสียงบ่นเบาๆ
“ชิ…”
เมื่อพวกเขาออกไปแล้วห้องทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง เ้าหน้าที่แคร์กลับมานั่งลงตรงข้ามผมจ้องมองด้วยสายตาที่ผมอ่านไม่ออก
เ้าหน้าที่แคร์ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเ็าแต่ยังแฝงด้วยความเห็นใจเล็กน้อย
“เอาล่ะ…นายก็รู้แล้วสินะว่าพึ่งฆ่าลูกชายของผู้มีอำนาจไปนายคงจบแล้วล่ะ หลังจากนี้นายจะต้องไปขึ้นศาลโทษของนาย…ถ้าไม่ปะาชีวิตก็คงจำคุกตลอดชีวิต นายมีเวลาอีกไม่กี่วันก่อนขึ้นศาลนาย้าอะไรไหม”
ผมกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากก่อนจะตอบกลับด้วยเสียงที่สั่นเครือ “ผมขอคุยกับพ่อแม่ได้ไหม”
เ้าหน้าที่แคร์พยักหน้าเบาๆ“ได้สิ”
…ไม่กี่นาทีต่อมาผมยกโทรศัพท์ขึ้นหู เสียงของแม่ที่ผมคุ้นเคยดังก้องอยู่ในสายเสียงที่ผมไม่คิดว่าจะได้ยินในสถานการณ์แบบนี้
“แม่ครับ…”ผมพูดเบาๆ น้ำเสียงของผมเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
แม่เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูสับสนและเป็กังวล“ปาล์ม…นั่นลูกเหรอ? เกิดอะไรขึ้น ทำไมลูกทำแบบนั้น”
ผมกัดฟันแน่นพยายามกลั้นน้ำตาที่เริ่มไหลออกมา ความเ็ปในใจล้นเอ่อขึ้นมาอย่างท่วมท้น
“ผมขอโทษครับแม่…ความจริงมันไม่ใช่แบบที่ออกข่าวนะครับ ผม…ผมแค่ออกไปเดินเล่นกับแฟนของผมแล้วพวกเลวพวกนั้นก็โผล่มาจู่โจมพวกมัน…พวกมันข่มขืนเธอจนเธอต้องขาดใจตายต่อหน้าผม ผมก็เลย…”เสียงของผมขาดห้วงลงเมื่อความเศร้าและความโกรธผสมปนเปจนกลายเป็น้ำตาที่ไหลรินออกมาไม่หยุด
แม่ฟังผมอย่างเงียบๆ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและมั่นคง
“แม่เชื่อ…แม่เชื่อลูกนะ ไม่ว่าจะยังไง แม่ก็อยู่ข้างลูกเสมอ”
คำพูดของแม่ทำให้ผมสะอื้นออกมาอย่างหนักแต่ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นในใจราวกับว่าน้ำหนักที่แบกไว้ทั้งหมดถูกปลดออกไปแม้เพียงชั่วคราว
…วันขึ้นศาล
ผมถูกพาตัวออกจากห้องขังเชื่อมตรวนเดินผ่านเส้นทางที่ดูเหมือนจะยาวกว่าที่เคยรถตำรวจที่พาผมไปยังศาลเคลื่อนตัวไปช้า ๆ ผมมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นนักข่าวหลายคนกำลังกรูกันเข้ามา จ้องมองผมผ่านเลนส์กล้อง บางคนถือไมโครโฟนพูดจาเสียงดังใส่หน้าผม เหมือนกับว่าพวกเขากำลังเฝ้ารอคำสารภาพจากปากผมโดยไม่สนใจเื่ราวที่แท้จริง
รอบๆ รถ มีฝูงชนมากมายกำลังะโสาปแช่งผมด้วยความเกลียดชังเสียงก่นด่าดังก้องอยู่ในหูมันเป็เสียงที่ปนเปไปกับความคิดของตัวเองที่เต็มไปด้วยความสับสนและความสิ้นหวัง
ท่ามกลางฝูงชนผมมองเห็นพ่อแม่ของผม…ทั้งสองยืนอยู่ที่ข้างทาง น้ำตาของพวกเขาไหลรินไม่หยุดผมอยากจะบอกพวกเขาว่าทุกอย่างมันไม่ใช่อย่างที่เห็น อยากจะบอกให้พวกเขาหยุดร้องไห้แต่ไม่มีคำพูดใดจะออกมาจากปากผมได้อีกแล้ว
เมื่อผมมาถึงศาลบรรยากาศเต็มไปด้วยความกดดันผมมองเห็นเหล่าผู้มีอำนาจและเ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนที่มองมาที่ผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นพวกเขา้าให้ผมตาย…พวกเขาไม่ได้มองว่าผมเป็มนุษย์อีกต่อไป
กระบวนการพิจารณาคดีดำเนินไปอย่างรวดเร็วข้อกล่าวหาที่รุมประดังเข้ามาเหมือนคลื่นซัดใส่หัวใจผมไม่มีหยุดผมไม่สามารถอธิบายอะไรได้มากไปกว่าสิ่งที่ผมได้พูดออกไปก่อนหน้านี้
สุดท้าย…คำตัดสินออกมาแม้จะมีเสียงเรียกร้องให้ผมถูกปะาชีวิต แต่เพราะในอดีตประวัติของผมยังขาวสะอาดไม่มีข้อผิดพลาดใด ๆ มาก่อน ศาลจึงตัดสินให้ผมจำคุกตลอดชีวิตแทน
เสียงของศาลที่ดังก้องในห้องเงียบสงัดนั้นเป็คำตัดสินสุดท้ายที่ผมต้องรับฟังผมก้มหน้าลง มองโซ่ตรวนที่ล่ามขาผมอยู่ และยอมรับชะตากรรมของตัวเองผมอาจจะรอดจากความตายทางกาย…แต่หัวใจของผมคงไม่รอดไปด้วย
หลังจากคำตัดสินของศาลจบลงผมถูกพาตัวออกจากห้องพิจารณาคดี ทันทีที่ออกมานอกศาล ผมเห็นเ้าหน้าที่ FIBสามคนยืนรออยู่ หนึ่งในนั้นคือหัวหน้า FIB พ่อของชายที่ผมฆ่าสายตาของเขาจ้องมองผมด้วยความโกรธแค้นที่ไม่สามารถซ่อนเอาไว้ได้เขาเดินเข้ามาใกล้ผมช้า ๆ ก่อนจะเอ่ยคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบ
“พาตัวมันไปฆ่าทิ้งซะ…อย่าให้มันมีชีวิตรอดกลับมาได้”
เ้าหน้าที่อีกสองคนที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาพยักหน้าอย่างเคร่งเครียด พวกเขาเข้ามาล็อกตัวผมทันทีมือของพวกเขาหยิบโม่งสีดำมาคลุมหัวผมจนมองไม่เห็นอะไรความมืดที่ปกคลุมทำให้ผมหายใจติดขัด ความตึงเครียดพุ่งทะยานในจิตใจของผม
พวกเขาลากตัวผมขึ้นรถและพาออกไปจากเมือง ทุกอย่างเงียบงันนอกจากเสียงเครื่องยนต์ที่ดังอย่างหนักหน่วงพวกเขาไม่พูดอะไร…และผมก็รู้ดีว่าไม่มีอะไรที่ผมจะพูดได้อีกแล้ว
เมื่อรถหยุดลงผมถูกลากตัวไปยังโรงงานร้างแห่งหนึ่งเสียงประตูเหล็กที่ถูกเปิดออกดังแว่วเข้ามาในโสตประสาทของผมจากนั้นผมก็ถูกโยนลงไปบนพื้นคอนกรีตแข็ง ๆ เ็ปเกินจะบรรยาย
เ้าหน้าที่ทั้งสองเริ่มซ้อมผมอย่างทารุณหมัดและเท้ากระแทกลงบนร่างกายที่อ่อนแอของผมซ้ำแล้วซ้ำเล่าความเ็ปแผ่กระจายไปทั่วทั้งร่างจนผมแทบจะหมดสติแต่ยังมีสติพอที่จะรับรู้ถึงความโหดร้ายที่พวกเขากำลังทำกับผม
ผมหายใจไม่ออกโม่งที่ปิดหน้าผมแน่นเกินไป ผมพยายามดิ้นรนหายใจ แต่ทุกครั้งที่พยายามมันกลับยิ่งทำให้ผมทรมานมากขึ้น
หนึ่งในเ้าหน้าที่หยุดซ้อมแล้วหันไปพูดกับอีกคนด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเ็า “เอาล่ะ…หมดเวลาสนุกแล้ว ยิงมันให้จบ ๆ ไป”
ผมรู้ดีว่าถึงเวลาสิ้นสุดของผมแล้ว…ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นผมคงไม่รอดพ้นจากชะตากรรมนี้ ผมคิดในใจว่า…มันคงถึงเวลาที่ผมต้องตายแล้วสินะ
…เสียงปืนดังขึ้นปัง! ปัง! สองนัด
ทำไมถึงไม่รู้สึกอะไรเลยไม่เจ็บเลยสักนิด... นี่ผมตายแล้วเหรอ
ในความมืดที่ปกคลุมหน้าผมอยู่จู่ๆ โม่งที่คลุมศีรษะผมก็ถูกดึงออกอย่างรวดเร็ว แสงไฟจ้าเข้าตา ผมกระพริบตาถี่ๆเพื่อปรับสายตา และเมื่อภาพเริ่มชัดเจนขึ้นผมเห็นคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมคือรองหัวหน้า FIB เ้าหน้าที่แคร์เธอยืนมองผมด้วยสีหน้าที่แฝงความเคร่งขรึมแต่ในแววตานั้นกลับแฝงไปด้วยบางสิ่งที่ผมไม่เข้าใจ
ผมมองเธออย่างสับสนก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“คุณ...คุณคือนางฟ้าเหรอ”
เ้าหน้าที่แคร์กลอกตาเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยว “เลิกเพ้อเจ้อซะ…ฉันมาเพื่อช่วยนาย เอาล่ะ ฉันจะปลดกุญแจมือนาย”
เธอก้มลงปลดกุญแจมือที่ตรึงข้อมือผมไว้ความเ็ปจากการถูกซ้อมยังคงแผ่กระจายทั่วร่างแต่ความรู้สึกเบาสบายที่มือเป็สิ่งเดียวที่ทำให้ผมรู้สึกว่าโลกนี้ยังมีอะไรเหลืออยู่บ้าง
“ทำไมคุณถึงช่วยผมล่ะ”ผมถามออกไปอย่างสับสน แม้ในหัวใจจะเต็มไปด้วยคำถามมากมาย
เ้าหน้าที่แคร์หยุดชั่วครู่เธอหันมาจ้องผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ก่อนจะพูดอย่างหนักแน่น “หยุดถามแล้วตามฉันขึ้นรถมา”
เธอพาผมออกจากโรงงานร้างอย่างรวดเร็วทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนผมแทบตามไม่ทันแต่ผมรู้ดีว่าทุกวินาทีที่ผ่านไปคือการยื้อชีวิตของผมจากความตายที่เกือบจะเข้ามาแตะต้อง
…ในรถของเ้าหน้าที่แคร์
เสียงเครื่องยนต์ดังเป็จังหวะขณะที่รถเคลื่อนตัวไปตามถนนที่เงียบสงบในยามค่ำคืนเ้าหน้าที่แคร์นั่งขับรถไปอย่างเงียบ ๆ สายตาของเธอจดจ่อที่ถนนเบื้องหน้าก่อนที่เธอจะพูดขึ้น
“ฉันจะพานายไปที่ปลอดภัย…บ้านของฉัน”
ผมมองเธอด้วยความสับสนแต่ก็เอ่ยขอบคุณออกมาอย่างจริงใจ “ขอบคุณที่ช่วยผม…แต่คุณยังไม่ได้ตอบผมเลยทำไมคุณถึงช่วยผม?”
เธอเงียบไปชั่วครู่ราวกับกำลังรวบรวมความคิด ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น “ฉันรู้ความจริงเกี่ยวกับนาย…ความจริงแล้วกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุไม่ได้เสีย หัวหน้า FIB สั่งทำลายหลักฐานทั้งหมดทิ้งเพราะเขาไม่อยากให้คนอื่นรู้ถึงพฤติกรรมอันต่ำช้าของลูกชายเขาและเมื่อ…นายดันไปฆ่าลูกชายของเขา เขาจึง้าให้นายตาย”
เธอหยุดพูดชั่วครู่สายตาของเธอดูเคร่งเครียดมากขึ้น “แต่ฉัน…ฉันได้ดูและเห็นหลักฐานเ่าั้ก่อนที่มันจะถูกทำลายฉันเห็น…”
ก่อนที่เธอจะพูดจบผมรีบตัดบทเธอด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเ็ป “พอแล้ว…คุณรู้ความจริงก็ดีแล้วผมไม่อยากนึกถึงเื่นั้นอีก…”
ความเงียบเข้าปกคลุมรถชั่วขณะผมมองออกไปนอกหน้าต่าง รู้สึกเหมือนหัวใจถูกกดทับด้วยความทุกข์ที่ไม่อาจลบเลือนได้
“สรุปคุณช่วยผมเพราะสงสารสินะ”ผมถามเธอด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าและไม่แน่ใจว่าตัวเองควรจะรู้สึกอย่างไร
เธอหันมามองผมแวบหนึ่งก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนกว่าก่อนหน้านี้“ไม่ใช่เพราะสงสารหรอก…แต่เพราะนายสมควรได้รับความยุติธรรมและฉันไม่สามารถยืนดูความอยุติธรรมเกิดขึ้นต่อหน้าตัวเองได้”
เ้าหน้าที่แคร์เงียบไปสักพักก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและแฝงด้วยความสงสัย“ก็ใช่อยู่…แต่เหตุผลนั้นไม่ใช่ทั้งหมดหรอกนะในคลิปที่กล้องวงจรปิดบันทึกไว้ ฉันเห็นว่านายสามารถชนะชาย 5 คนที่ดูแล้วแต่ละคนมีร่างกายใหญ่และพละกำลังมากกว่านายด้วยซ้ำนายทำได้ยังไง”
ผมถอนหายใจรำลึกถึงภาพเหตุการณ์ในคืนนั้นที่ยังติดตาก่อนจะตอบออกไปด้วยน้ำเสียงที่แฝงความเหนื่อยล้า
“ไม่รู้สิ…ตอนนั้นผมคิดแค่ว่าต้องฆ่าพวกมันให้ได้…”
เ้าหน้าที่แคร์พยักหน้าเบาๆ สายตาของเธอเปลี่ยนเป็ความคิดที่ลึกซึ้งกว่าเดิม “ก็คงเป็แบบนั้นแหละ…ฉันเห็นทักษะของนาย มันน่าจะมีประโยชน์และอีกอย่างนะ…ตอนนี้สิ่งที่คนอื่นรู้คือ…นายได้ตายไปแล้วหลังจากที่ไอ้หัวหน้านั้นสั่งคนให้พานายไปฆ่า เขาก็แจ้งกับพวกนักข่าวไปว่านายทำร้ายเ้าหน้าที่และพยายามหลบหนีขณะถูกส่งตัวไปขัง…สุดท้ายก็เลยโดนวิสามัญฆาตกรรมไป”
ผมมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้งภาพของชีวิตที่ผมเคยมีและสิ่งที่เกิดขึ้นแวบผ่านเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็วผมรู้สึกเหมือนความเ็ปและความทุกข์ทรมานทั้งหมดรวมตัวกันกลายเป็ความว่างเปล่า
“งั้นเหรอ…คงไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้แล้วล่ะ”ผมพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความยอมรับในชะตากรรมของตัวเอง
แคร์หันมามองผมเธอเห็นความสิ้นหวังในสายตาของผมและบางที…เธออาจจะกำลังคิดว่าความหวังยังไม่หมดไปสำหรับผม
“อย่าเพิ่งยอมแพ้…นายยังมีโอกาสที่จะเริ่มต้นใหม่”เธอพูดเบา ๆ แต่คำพูดนั้นกลับแฝงไปด้วยความหวังเล็ก ๆ ที่ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อน
…ณบ้านหรูหลังใหญ่แห่งหนึ่งนอกเมือง
บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่เงียบสงบล้อมรอบด้วยรั้วสูงและต้นไม้หนาทึบ ภายนอกดูเหมือนบ้านพักธรรมดาของคนมีฐานะแต่ผมรู้ดีว่ามันไม่ใช่แค่ที่พักผ่อนธรรมดา บ้านหลังนี้คือที่ซ่อนที่ที่ผมถูกนำตัวมาหลังจากรอดพ้นจากการถูกฆ่าทิ้งโดย FIB
เ้าหน้าที่แคร์เดินนำผมเข้าไปในห้องโถงใหญ่เธอหยุดตรงหน้าผม ก่อนจะหันมาพูดด้วยน้ำเสียงที่เฉียบขาด
“เอาล่ะ…หลังจากนี้นายต้องอยู่ที่นี่ เวลาที่ฉันว่างจากงาน ฉันจะคอยฝึกนาย เพื่อให้นายเป็นักฆ่าทำงานสกปรกให้ฉันแบบลับๆ”
ผมมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสนและความโกรธก่อนจะพูดสวนขึ้นทันที “งานฆ่าคนเหรอ ผมไม่เอาด้วยหรอก…งานเลวๆ แบบนั้น ผมไม่ใช่คนที่จะทำอะไรแบบนั้น และอีกอย่าง ผมก็เป็แค่คนธรรมดาคนนึงนะ”
แคร์ยืนตรงหน้าผมมองเห็นแววตาที่เ็าและเด็ดเดี่ยวของเธอเธอยิ้มเยาะเล็กน้อยก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เข้มแข็ง “นายมีทางเลือกด้วยเหรอ ถ้านายไม่ทำ งั้นก็ออกไปจากที่นี่ซะ…แต่ถ้า FIBคนอื่นรู้ว่านายยังไม่ตาย พวกมันก็จะตามล่านายอีก และครั้งนี้นายอาจจะไม่โชคดีเหมือนครั้งก่อน”
คำพูดของเธอเต็มไปด้วยความจริงที่ผมไม่อาจปฏิเสธได้ความเป็จริงที่ว่าผมไม่มีที่ไป ไม่มีที่ซ่อน และไม่มีชีวิตที่ผมจะกลับไปได้อีก
ผมกัดฟันแน่นความรู้สึกสิ้นหวังกลับมาอีกครั้งผมมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเ็ปและพูดออกมาอย่างเ็า
“งั้นก็เอาสิ…ผมก็ไม่อยากจะมีชีวิตต่อไปอีกแล้ว…”
เ้าหน้าที่แคร์ยืนจ้องผมอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยวและแฝงไปด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย
“ฉันอุตส่าช่วยนายมาแล้วนะ…แต่ถ้านาย้าแบบนั้นก็เชิญเถอะ!แต่ลองคิดดูดีๆ นายอยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นกับนายต้องเกิดขึ้นกับคนอื่นอีกเหรอ ฉันกำลังมอบโอกาสให้นาย…โอกาสที่จะหยุดเื่พวกนี้คนที่ฉันจะให้นายฆ่าคือพวกสารเลวที่ทำผิด แต่กลับได้รับการลงโทษแค่เล็กน้อยหรือบางคนก็แทบจะไม่โดนลงโทษอะไรเลย”
ผมเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้ามองเธอด้วยความสงสัยผมพยายามเข้าใจถึงสิ่งที่เธอพูดความรู้สึกของความอยุติธรรมที่ผมเคยเผชิญกลับมาอีกครั้ง ผมพูดขึ้นอย่างช้าๆ
“แบบนั้นเองเหรอ…ถ้างั้นผมเอาด้วยก็ได้แต่…คนธรรมดาแบบผมจะทำอะไรได้”
เ้าหน้าที่แคร์ยิ้มเล็กน้อยสายตาของเธอดูเฉียบคมเหมือนกับคนที่มองเห็นแผนการที่ล้ำลึกกว่าใคร “ดีมาก…งั้นฉันจะเปลี่ยนนายให้กลายเป็สุดยอดมือสังหาร เตรียมใจไว้ซะนายจะไม่ได้เป็แค่คนธรรมดาอีกต่อไป”
คำพูดของเธอทำให้ผมรู้สึกถึงความตึงเครียดที่กำลังจะมาเยือนมันเป็เส้นทางที่ผมไม่เคยคิดว่าจะเดิน แต่ตอนนี้…ผมไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
ขณะที่ผมเดินตามเ้าหน้าที่แคร์ไปยังห้องพักผมสังเกตเห็นว่ามีคนอื่นอยู่ในบ้านหลังนี้ด้วย ผมหันไปมองและเอ่ยขึ้น
“มีคนอื่นในบ้านด้วยสินะ…”
เ้าหน้าที่แคร์หันมามองผมก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่สงบ“ใช่…ฉันบอกและเล่าเื่นายให้พวกเขาฟังแล้วคนที่รู้เื่นายมีแค่ลูกสาวของฉัน และแม่บ้านอีกคนอย่าคิดอะไรบ้า ๆ เชียว…เพราะแม่บ้านคนนี้ เธอเองก็เป็ FIB ที่ทำงานขึ้นตรงกับฉันโดยเฉพาะ”
ผมมองหน้าเธออย่างสับสนแต่ก่อนที่ผมจะถามอะไรเพิ่มเติม เธอก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง “ถ้าไม่มีคำถามอะไรแล้ว…ไปพักซะเถอะ วันนี้นายเหนื่อยมามากพอแล้วฉันมีห้องว่างให้นายหนึ่งห้อง นายจะพักที่นั่น”
ผมพยักหน้ารับเบาๆความเหนื่อยล้าจากวันที่ยาวนานเริ่มถาโถมเข้ามา ผมเอ่ยตอบสั้นๆ “ครับ…”
แคร์พาผมไปยังห้องที่เธอจัดเตรียมไว้ผมรู้สึกได้ถึงความปลอดภัยชั่วคราว แต่มันก็ยังคงมีเงาของความกังวลที่ปกคลุมหัวใจผมรู้ดีว่านี่อาจจะเป็จุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่ผมไม่อาจหันหลังกลับได้อีก
…เช้าวันถัดมา
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ แต่มั่นคง ผมสะดุ้งตื่นจากความฝันอันสับสน ก่อนที่ประตูห้องจะเปิดออกเผยให้เห็นเ้าหน้าที่แคร์ยืนอยู่ที่หน้าประตูเธอมองผมด้วยสายตาจริงจังที่บอกให้รู้ว่าไม่มีเวลาสำหรับการพักผ่อนอีกแล้ว
“ตื่นได้แล้วไอ้หนู”เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเร่งรีบผมขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงอย่างเกียจคร้านก่อนจะหันไปมองนาฬิกาบนผนังที่บอกเวลาตี 4 ผมขมวดคิ้วและพูดออกไปด้วยความงุนงง
“นี่พึ่งจะตี4 เองนะ…”
เ้าหน้าที่แคร์ไม่สนใจคำทักท้วงของผมเธอเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทีที่เฉียบขาดและพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ยอมให้มีข้อโต้แย้ง“ลุกขึ้นแล้วรีบตามฉันมาซะ นายไม่มีเวลามานอนี้เีอีกต่อไปแล้ว”
ผมพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจนักแต่ก็รู้ว่าตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่น ผมลุกขึ้นอย่างช้า ๆและเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในเช้าวันนี้
…ณโรงยิมภายในบ้าน
ผมเดินตามเ้าหน้าที่แคร์เข้าไปในโรงยิมที่ตั้งอยู่ภายในบ้านหลังใหญ่มันเป็ห้องที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ออกกำลังกายที่ดูแข็งแกร่งและทันสมัยั้แ่ม้านั่งยกน้ำหนักไปจนถึงลู่วิ่งและถุงทรายทุกอย่างดูเหมือนถูกจัดเตรียมไว้เพื่อฝึกฝนให้คนธรรมดากลายเป็นักสู้
เ้าหน้าที่แคร์หันมามองผมด้วยสายตาวิพากษ์วิจารณ์เธอขยับตัวไปข้างหน้าและเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เย้ยหยัน “หุ่นนายนี่มันโครต…กุ้งแห้งชัด ๆ ถ้านายอยากจะเป็มากกว่าคนธรรมดางั้นเริ่มจากการเพิ่มพละกำลังก่อน ที่นี่มีอุปกรณ์มากมายและฉันจะให้นายทำตามที่ฉันบอก”
ผมพยักหน้ารับอย่างเงียบๆ แม้ในใจจะรู้สึกหดหู่กับคำพูดนั้น แต่ก็รู้ดีว่าสิ่งที่เธอพูดมันคือความจริงผมไม่เคยสนใจเื่การออกกำลังกายมาก่อน ใช้ชีวิตแบบกินนอนเล่นไปวัน ๆ มาตลอดแต่วันนี้…ผมไม่มีทางเลือกอื่น
“ครับ…”ผมตอบด้วยเสียงที่แฝงความเหนื่อยล้าั้แ่ยังไม่เริ่มฝึก
แคร์เริ่มสั่งให้ผมทำแบบฝึกออกกำลังกายธรรมดา—แต่สำหรับผมมันไม่ธรรมดาเลยสักนิดทุกอย่างดูเหมือนเป็การทรมานร่างกายที่ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อนวิดพื้นแค่ไม่กี่ครั้ง แขนของผมก็สั่นเทาอย่างหนักลมหายใจของผมเริ่มหอบถี่เร็วเมื่อเธอสั่งให้ผมวิ่งบนลู่วิ่ง แต่เพียงไม่กี่นาทีผมก็รู้สึกว่าขาของตัวเองหมดแรง
ความอ่อนแอในร่างกายของผมทำให้ผมรู้สึกท้อแท้แต่ทุกครั้งที่ผมพยายามจะหยุดแคร์จะเข้ามาใกล้และพูดบางอย่างที่ทำให้ผมต้องลุกขึ้นใหม่—เหมือนเธอกำลังท้าทายความสามารถของผมในทุกย่างก้าว
ผมรู้ดีว่าการฝึกฝนนี้เป็แค่จุดเริ่มต้นแต่แค่นี้ก็ทำให้ผมรู้แล้วว่ามันจะไม่ใช่เื่ง่ายเลยสำหรับผม
…3 เดือนต่อมา
ร่างกายของผมเปลี่ยนไปจากหุ่นผอมแห้งที่แทบไม่มีเรี่ยวแรงจนตอนนี้เริ่มมีกล้ามเนื้อขึ้นมาบ้าง มันไม่มากนักแต่เพียงพอที่จะทำให้ผมรู้สึกได้ถึงพละกำลังที่เพิ่มขึ้นผมรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองแข็งแรงกว่าที่เคยเป็มา
เ้าหน้าที่แคร์ยืนมองผมอยู่ห่างๆ เธอยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความพอใจ “หุ่นนายเริ่มดูดีใช้ได้แล้วนิ…งั้นฉันจะให้ฝึกทักษะการต่อสู้ได้แล้วเข้ามาสิ ต่อยหน้าฉันให้ได้”
ผมชะงักเล็กน้อยและตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่แฝงความลังเล“ผมไม่ต่อยผู้หญิงหรอกนะ…”
แคร์หัวเราะเบาๆ ก่อนจะยิ้มเยาะแล้วพูดท้าทาย “กลัวแพ้หรือไง มาซะ…นี่คือคำสั่ง”
ผมถอนหายใจเบา ๆและยอมรับคำท้าด้วยความไม่เต็มใจ “ก็ได้…แต่อย่ามาโกรธกันก็แล้วกันนะ”
ผมปล่อยหมัดตรงไปที่หน้าเธอด้วยความระมัดระวังแต่เ้าหน้าที่แคร์กลับหลบได้อย่างรวดเร็วและในพริบตาเธอก็สวนหมัดกลับมาที่หน้าของผมอย่างแรงจนผมรู้สึกถึงความเจ็บแปลบ
“โอ้ย…เจ็บ”ผมอุทานออกมา ขณะที่มือจับแก้มตัวเอง
แคร์ยิ้มเยาะและพูดด้วยน้ำเสียงที่เ็า“ยังอ่อนหัดเกินไป…เอาล่ะ เข้าอีกรอบ”
ผมพยักหน้ารับขณะที่ความเ็ปเริ่มจางหายไป ความมุ่งมั่นของผมกลับมาอีกครั้งผมพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยว “งั้นขอไม่เกรงใจแล้วกันนะ”
ผมพุ่งหมัดไปอีกครั้งด้วยความมั่นใจว่าครั้งนี้จะต้องโดนแน่แต่เ้าหน้าที่แคร์ก็ยังคงหลบได้อีกครั้งด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง ก่อนที่เธอจะใช้ท่าจระเข้ฟาดหางตวัดขาของผมจนผมล้มลงกับพื้นอย่างแรง
ผมนอนลงกับพื้นขณะที่จ้องมองไปที่เธอด้วยความตะลึง
“เร็วชะมัด…”ผมพึมพำออกมา
เ้าหน้าที่แคร์ยืนอยู่เหนือผมด้วยท่าทีที่มั่นใจเธอยิ้มอย่างมีชัยและพูดขึ้น “นี่เป็แค่จุดเริ่มต้น…เตรียมตัวให้ดีนายยังต้องเรียนรู้อีกมาก”
เ้าหน้าที่แคร์ะโเสียงดัง“คุณแม่บ้าน มานี่หน่อย!”
ไม่นานหลังจากนั้นแม่บ้านก็เดินเข้ามา เธอดูสง่างามและเป็ระเบียบแต่มีแววตาที่เฉียบคมไม่ต่างจากเ้าหน้าที่ FIB คนอื่นๆแคร์หันไปหาผมและพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง “เหมือนฉันจะเคยบอกนายแล้วใช่ไหมว่าแม่บ้านคนนี้เธอก็เป็ FIB เหมือนกัน…เธอมีชื่อว่าฟ้า”
ฟ้ายิ้มเล็กน้อยก่อนจะหันไปทักทาย“สวัสดีค่ะ มีอะไรเหรอคะ คุณรองหัวหน้า”
เ้าหน้าที่แคร์พยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะพูดออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด “ช่วยฝึกร่างกายและทักษะการต่อสู้ให้เ้าเด็กนี่หน่อยเอาแบบหนักๆ เลย…ไม่จำเป็ต้องไปสงสารมัน”
ฟ้ายิ้มอีกครั้งแต่ครั้งนี้แววตาของเธอดูมีความหมายลึกซึ้งกว่าเดิมเธอหันมามองผมด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ค่ะ…เอาล่ะ ไอ้เด็กดื้อ ฉันจะสอนแกให้กลายเป็เด็กดีเอง”
หลังจากนั้นการฝึกของผมก็เข้มข้นยิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่การฝึกร่างกายธรรมดาอีกต่อไปฟ้าเข้ามาควบคุมการฝึกของผมทุกวัน มันเป็การฝึกที่ทรมานอย่างมากทุกกล้ามเนื้อในร่างกายของผมถูกทดสอบถึงขีดสุดไม่ว่าจะเป็การฝึกฝนการต่อสู้ระยะประชิด การป้องกันตัว หรือการใช้อาวุธทุกรูปแบบ
ผมล้มลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ฟ้าไม่เคยยอมให้ผมหยุด เธอเข้มงวดทุกครั้งที่ผมพยายามจะท้อถอย แต่ในขณะเดียวกันเธอก็เป็คนที่ช่วยยกระดับความสามารถของผมให้สูงขึ้นเรื่อยๆการฝึกนั้นโหดร้ายจนทำให้ผมแทบจะทนไม่ไหว แต่ทุกวันที่ผ่านไปผมก็เริ่มเก่งขึ้นทีละเล็กทีละน้อย
ความทรมานนั้นกลายเป็แรงผลักดันที่ทำให้ผมแข็งแกร่งขึ้นและผมก็เริ่มเข้าใจว่าการเป็นักฆ่าที่เธอ้านั้นไม่ได้เป็เพียงแค่การมีทักษะการต่อสู้แต่ยังเป็การควบคุมทั้งร่างกายและจิตใจให้อยู่ในจุดสูงสุด
…อีก 3เดือนต่อมา
ร่างกายของผมเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากวันที่ผมเริ่มต้นวิดพื้นแล้วแขนสั่นแทบจะไม่ไหว ตอนนี้ผมสามารถทำมันได้อย่างสบายกล้ามเนื้อของผมเริ่มชัดเจนและแข็งแรงขึ้นจนตัวเองยังแทบไม่เชื่อว่าร่างกายนี้เป็ของผม
แต่ในส่วนของการต่อสู้…ผลลัพธ์ยังคงเดิมผมฝึกทักษะการต่อสู้กับคุณฟ้าทุกวัน แต่ผมชนะ 0 ครั้งและแพ้ถึง 300 ครั้ง มันเป็การต่อสู้ที่โหดร้ายแต่ก็เต็มไปด้วยบทเรียนที่ไม่มีวันลืม
ในวันนี้หลังจากที่ผมล้มลงกับพื้นอีกครั้งจากการต่อสู้เ้าหน้าที่แคร์ก็เดินเข้ามาพร้อมเสียงตบมือเบา ๆด้วยสีหน้าที่แสดงถึงความพอใจเล็กน้อย
“นายดูเก่งขึ้นเยอะแล้วนะ…”เธอพูดพร้อมกับยิ้มบาง ๆ “แต่ยังไม่พอ…ฉันจะเพิ่มระดับความยากขึ้นอีก”
ฟ้าหันมามองเธอด้วยความสงสัยเล็กน้อยและพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเป็ห่วง“แต่เขายังไม่เคยชนะฉันเลยสักครั้งนะคะ…”
เ้าหน้าที่แคร์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เฉียบขาด
“บททดสอบที่โหดร้าย…จะสร้างคนที่แข็งแกร่ง”
ผมนอนอยู่บนพื้นในสภาพที่ร่อแร่แต่ก็ยังสามารถยิ้มออกมาได้ ผมพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แฝงความท้าทาย “ก็มาสิ…เจ๊”
เ้าหน้าที่แคร์ยิ้มบางๆ ก่อนจะเดินไปยืนข้างแม่บ้านฟ้าเธอมองลงมาที่ผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความท้าทายและพูดต่อ “พวกฉันสองคนจะรุมนาย…และนายต้องเอาชนะให้ได้ ลุกขึ้นมาซะ ไอ้ขี้แพ้”
ฟ้าหันมามองผมด้วยความเป็ห่วงแต่ก็ไม่พูดอะไรเพิ่ม เธอเพียงแค่ยืนรอให้ผมลุกขึ้นมา เธอรู้ดีว่าผมไม่มีทางเลือก
ผมค่อย ๆลุกขึ้นจากพื้น รู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่ถาโถมเข้ามา แต่ในขณะเดียวกันผมก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นผมมองไปที่ทั้งสองคนและพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่แฝงความยั่วย “ก็แค่มีอีป้าเพิ่มมาอีกหนึ่งคน…”
เมื่อพูดจบผมพุ่งตัวไปข้างหน้า เตรียมเข้าสู่การต่อสู้กับทั้งสองคน ผมรู้ดีว่ามันจะไม่ง่ายแต่มันคือสิ่งที่ผมต้องทำเพื่อที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง
…อีก 6เดือนต่อมา
จากการออกกำลังกายอย่างหนักควบคู่กับการฝึกทักษะการต่อสู้มาตลอด1ปี ร่างกายของผมแข็งแกร่งขึ้นมากผมสามารถวิดพื้นขาลอยได้อย่างง่ายดาย การเคลื่อนไหวของผมก็คล่องแคล่วขึ้นรู้สึกได้ถึงพลังที่เพิ่มขึ้นในทุกการเคลื่อนไหว
แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังไม่เคยชนะพวกเธอได้เลย…ชนะ 0 ครั้งแพ้ 2003 ครั้ง แต่ผมเริ่มเก่งขึ้นเรื่อยๆจนเกือบจะชนะได้อยู่หลายครั้ง แต่วันนี้ ผมรู้ว่ามันอาจจะเป็จุดเปลี่ยน
เ้าหน้าที่แคร์มองมาที่ผมขณะที่ผมล้มลงกับพื้นอีกครั้งเธอพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ลุกขึ้นมาซะลองนึกถึงอะไรสักอย่าง…นายต้องทำอะไร ทำไปทำไม ทำไปเพื่ออะไร นายอยากให้เื่ที่เกิดขึ้นกับนายต้องเกิดขึ้นกับคนอื่นเหรอ”
คำพูดของเธอกระตุ้นบางอย่างในใจผมผมคิดถึงสิ่งที่ผมได้ผ่านมาทั้งหมด ความอยุติธรรมที่ผมต้องเผชิญและความเ็ปที่ไม่อยากให้ใครต้องเจออีก ผมค่อย ๆ ลุกขึ้นมายืนอีกครั้งแล้วพุ่งตัวไปข้างหน้า จู่โจมด้วยท่าโจมตีที่พวกเธอไม่สามารถหลบได้
มือของผมเกือบจะััเ้าหน้าที่แคร์แต่ผมหยุดมือไว้ก่อนที่จะโดนเธอ
ชัยชนะครั้งแรกของผม…ชนะ1ครั้ง แพ้ 2003 ครั้ง
เ้าหน้าที่แคร์ทำสีหน้าใเล็กน้อยเธอมองผมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความทึ่ง “เก่งดีนะ…หลังจากนี้นายก็ต้องฝึกใช้อาวุธด้วย เพราะในการต่อสู้จริง นายจะต้องใช้อาวุธ”
ผมยิ้มเล็กน้อยแล้วตอบกลับไปอย่างยียวน“ครับคุณป้า”
เ้าหน้าที่แคร์ทำหน้าตึงและพูดอย่างไม่พอใจ“อย่าเรียกฉันว่าป้านะ ไอ้เด็กเวร”
ผมหัวเราะเบา ๆแล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่แฝงความขี้เล่น “ครับ…ป้าแคร์”
เ้าหน้าที่แคร์จ้องผมด้วยสายตาท้าทายก่อนจะพูดออกมาอย่างไม่พอใจ “หน่อยแน่ะไอ้เด็กเวรนี่…”
แม่บ้านฟ้าที่อยู่ใกล้ๆ หัวเราะเบา ๆ กับการหยอกล้อของพวกเราเธอมองผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในความก้าวหน้าของผม
…อีก 6เดือนต่อมา
ผมใช้เวลาอีก 6เดือนฝึกฝนทั้งการใช้อาวุธมีดและปืนอย่างชำนาญ ทุกครั้งที่ฝึกผมรู้สึกถึงการพัฒนาของตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ จากการที่ไม่เคยชนะพวกเธอเลย ตอนนี้ผมสามารถเอาชนะทั้งคุณฟ้าและเ้าหน้าที่แคร์ได้อย่างง่ายดายความเร็วของผมเพิ่มขึ้น การโจมตีของผมคมชัด และการเคลื่อนไหวของผมไม่เคยพลาดเป้า
1 ปีกับอีก 6 เดือนที่ผมทุ่มเทให้กับการฝึกฝนในโรงยิมของบ้านหลังนี้ทุก ๆ วันเป็การต่อสู้กับขีดจำกัดของตัวเอง ผมผลักดันตัวเองให้สูงขึ้นเรื่อย ๆไม่มีวันไหนที่ผมหยุดพัก แม้ในวันที่ผมคิดว่าตัวเองไม่ไหวแต่ก็มีบางสิ่งที่ผลักดันผมให้ลุกขึ้นมาสู้ต่อเสมอ
การฝึกฝนที่หนักหน่วงทำให้ผมกลายเป็คนที่ต่างออกไปจากเดิมโดยสิ้นเชิงผมไม่ใช่แค่ชายหนุ่มธรรมดาที่ใช้ชีวิตไปวัน ๆ อีกต่อไปตอนนี้ผมคือคนที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่รออยู่เบื้องหน้าผมมีทั้งทักษะและพละกำลังที่จะทำให้ทุกภารกิจสำเร็จลุล่วง
แต่ถึงแม้จะผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วงผมก็ยังคงจำสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตได้ความเ็ปที่นำผมมาสู่เส้นทางนี้ยังคงฝังลึกอยู่ในใจและมันคือสิ่งที่ทำให้ผมไม่หยุดที่จะก้าวไปข้างหน้า
“นี่…ผมอยู่แต่ในบ้านนี้มาปีครึ่งแล้วผมอยากออกไปข้างนอกบ้าง” ผมเอ่ยขึ้นพร้อมกับถอนหายใจเบา ๆความรู้สึกของการถูกกักขังในที่เดิม ๆ เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
เ้าหน้าที่แคร์หันมามองผมด้วยสายตาคิดคำนึงก่อนจะพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “ก็ดีเลย…นายจะได้ฝึกการพรางตัวไปด้วยงั้นฉันจะให้นายไปรับเจน ลูกสาวของฉันกลับจากโรงเรียนเอานี่ไปด้วย…โม่งดำนี้ ถ้ามีคนอื่นรู้ว่านายยังไม่ตาย มันจะลำบาก”
ผมรับโม่งดำมาพร้อมกับทำหน้าลังเลเล็กน้อย“ก็ได้…” ผมตอบออกมาอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
เ้าหน้าที่แคร์ชี้ไปที่รถของเธอที่จอดอยู่ในโรงรถ“เอารถฉันไปสิ เดี๋ยวฉันจะโทรบอกลูกสาวไว้”
ผมมองไปที่รถ BMWS1000RR ที่จอดอยู่แล้วพูดอย่างตื่นเต้นปนเยาะเย้ยเล็กน้อย“ว้าว…จะได้ขับ BMW S1000RR ที่ได้มาจากเงินสกปรกสินะ”
เ้าหน้าที่แคร์หันขวับมามองด้วยสีหน้าไม่พอใจ“แกว่าอะไรนะ?”
ผมรีบยิ้มแห้ง ๆแล้วตอบกลับทันที “ป่าวครับ…ไปแล้วครับ! แต่ใส่หมวกกันน็อคก็พอแล้วนี่ทำไมต้องใส่โม่งด้วยล่ะ”
แคร์ยิ้มเยาะเล็กน้อยก่อนจะอธิบาย“เพราะเวลาแกทำงานให้ฉัน นายต้องปิดบังตัวตนด้วยโม่งดำนี้…ใส่ ๆ ไปซะถือว่าเป็การฝึก”
ผมพยักหน้า“อ้อ…เข้าใจแล้ว ไปละครับ”
ผมสวมโม่งดำและหมวกกันน็อคก่อนจะขึ้นคร่อมรถ BMW S1000RR แล้วขับออกไปสู่ถนนเบื้องหน้าความรู้สึกของการออกไปสู่โลกภายนอกหลังจากถูกกักตัวในบ้านมานานแสนนานทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นอย่างประหลาด
…16:30 น.
ผมขับรถไปที่โรงเรียนที่เจนเรียนระหว่างทางก่อนที่จะถึง ผมเห็นเจนยืนอยู่ข้างถนน กำลังทะเลาะกับผู้ชายคนหนึ่งดูเหมือนสถานการณ์จะตึงเครียด ผมบีบแตรเรียก แต่เจนกลับไม่ยอมเดินมาหาผมผมจึงตัดสินใจใส่โม่งแล้วเดินตรงเข้าไปหา
เมื่อผมเข้ามาใกล้ผมสังเกตเห็นได้ชัดว่าเจนกำลังทะเลาะกับแฟนเก่าของเธอ
เจนหันมามองผมอย่างรวดเร็วแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงความโกรธ“นี่…นายคือคนที่แม่ฉันส่งมาสินะ จัดการไอ้บ้านี่ให้ฉันที”
ผมมองเธอด้วยความสงสัยก่อนจะหันไปมองแฟนเก่าของเธอ ผมถามด้วยน้ำเสียงที่สงบ “แฟนเธอไม่ใช่เหรอ? ทำไมไม่คุยกันดี ๆ ล่ะ”
แฟนเก่าของเจนยิ้มเยาะแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงท้าทาย“ใช่…ทำไมไม่คุยกันดี ๆ ล่ะ? เดี๋ยวคุณคนรับใช้ของเธอจะเจ็บตัวเปล่าๆ นะ”
เจนหน้าตาเคร่งเครียดน้ำตาเริ่มซึมออกมา เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความผิดหวังและเ็ป “เราเลิกกันแล้ว…ก็ไอ้บ้านี่มันเอารูปโป๊ของฉันส่งให้คนอื่นดูไปทั่วฉันอุตส่ารักและไว้ใจเขาแท้ ๆ แต่เขากลับทรยศฉัน…”
ผมหันไปมองแฟนเก่าของเธออีกครั้งความโกรธเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ แต่ผมยังคงควบคุมตัวเองได้ผมพูดออกไปด้วยน้ำเสียงเ็า “งั้นเหรอ…นายเป็แฟนของเจนไม่ใช่เหรอทำไมถึงทำแบบนั้นล่ะ ขอโทษเธอแล้วลบมันออกซะ”
แฟนเก่าของเจนยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจและพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูถูก“ไม่ล่ะ…เราเลิกกันแล้ว จะให้ลบก็ได้แต่ตอนนี้มันคงมีเต็มอินเทอร์เน็ตไปหมดแล้ว นี่ไง…ลบแล้ว”
เขากดลบภาพในโทรศัพท์อย่างไม่ใส่ใจแต่ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว ผมรู้ดีว่าเื่นี้ลึกซึ้งกว่าที่เห็นผมจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“ขอโทษเจนซะ…”ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่เ็าและเด็ดขาด
แฟนเก่าของเจนทำหน้าเยาะเย้ยและพูดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ“ไม่…ก็ฉันลบแล้วนี่”
ผมจ้องมองเขาด้วยสายตาเ็าก่อนจะพูดเสียงเรียบ “งั้นเหรอ…”
ผมปล่อยหมัดตรงไปที่ท้องของเขาโดยไม่ทันตั้งตัวแรงต่อยทำให้เขาจุกจนทรุดลงไปกุมท้องบนพื้นเขาเบ้หน้าด้วยความเ็ปและะโเรียกเพื่อนของเขามาอีก 10คน
ผมไม่ได้กังวลกับจำนวนคนที่เพิ่มขึ้นพวกนั้นพุ่งเข้ามาโจมตีผมพร้อมกัน แต่ผมจัดการพวกมันไป 3คนอย่างง่ายดายหมัดและเตะที่เคยฝึกมาทำให้ผมเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำจนคนที่เหลือเห็นแล้วเริ่มถอยหนี พวกมันที่เหลือแตกกระเจิงและวิ่งหนีไปในที่สุด
ผมหันไปจับแฟนเก่าของเจนที่ยังคงกุมท้องด้วยความเ็ปผมก้มลงไปใกล้ ๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธและเ็า “นี่มันยังน้อยไป…ถ้าเทียบกับหัวใจของผู้หญิงที่แกพึ่งทำลาย”
พูดจบผมปล่อยเขา ก่อนจะต่อยเข้าที่หน้าของเขาอีกครั้ง หมัดนั้นส่งเขาล้มลงไปนอนกับพื้นเขาร้องไห้ออกมาด้วยความเ็ปและความอับอายก่อนจะรีบลุกขึ้นและวิ่งหนีไปโดยไม่หันกลับมามอง
เจนยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความรู้สึกหลากหลายเธอหันมามองผม น้ำตายังไหลอยู่บนใบหน้าแต่ในแววตาของเธอมีทั้งความซาบซึ้งและความเศร้าที่ปนกันอยู่
ผมเดินกลับไปที่รถความรู้สึกของอะดรีนาลีนยังคงวิ่งพล่านอยู่ในเส้นเืขณะที่สายลมเย็นยามบ่ายปลายเดือนพัดผ่านตัวผมมันทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายลงเล็กน้อยหลังจากเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น
เมื่อผมขึ้นรถเจนเธอนั่งมองผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจและชื่นชม “นี่…นายเก่งดีนะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความทึ่ง
ผมยิ้มเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบๆ“ก็…แม่ของเธอฝึกฉันน่ะ”
เจนหัวเราะเบา ๆก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจ เธอหันไปมองทางข้างหน้าขณะที่ผมสตาร์ทรถและเริ่มขับออกไป ความเงียบเกิดขึ้นระหว่างเราสองคนแต่เป็ความเงียบที่ไม่ได้รู้สึกอึดอัด มันเป็ความสงบหลังจากพายุที่ผ่านพ้นไป
ในใจของผมรู้ดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้เป็เพียงจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่ใหญ่กว่าการฝึกฝนที่ผ่านมาทำให้ผมแข็งแกร่งขึ้น แต่มันยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดยังมีสิ่งที่ต้องเผชิญอีกมากมาย และผมก็พร้อมสำหรับมัน
ก่อนที่ผมจะขับมอเตอร์ไซค์กลับบ้านผมคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ความคิดนั้นทำให้ผมตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางขับมอเตอร์ไซค์ไปยังที่ที่ผมไม่ได้ไปมานาน
เจนที่ซ้อนอยู่ข้างหลังผมเธอมองออกไปนอกทางก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงสัย “นี่…นายไปผิดทางหรือเปล่าบ้านไม่ได้ไปทางนี้นะ”
ผมเหลือบมองถนนเบื้องหน้าแล้วตอบกลับไป“ฉันจะแวะไปเอาของที่ห้องพักเก่าฉัน…หวังว่ามันจะยังอยู่”
เจนขยับตัวเล็กน้อยบนมอเตอร์ไซค์เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่มั่นใจ “ตั้ง1 ปีแล้วนะ…เ้าของห้องพักเขาคงเอาไปทิ้งหมดแล้วมั้ง”
ผมยักไหล่เล็กน้อยขับต่อไปขณะที่ตอบกลับ “ไม่ไปก็ไม่รู้หรอก…เผื่อบางทีอาจโชคดีก็ได้”
ผมรู้ดีว่ามันอาจจะเป็ไปได้ยากแต่บางสิ่งในใจผมบอกให้ลองดู ผมเร่งเครื่องเล็กน้อยและขับมอเตอร์ไซค์ต่อไป ความเงียบเข้าครอบงำระหว่างเราเจนไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่ผมรู้ว่าเธอเข้าใจในสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่
ขณะที่ผมขับมอเตอร์ไซค์ไปตามถนนเจนที่ซ้อนอยู่ข้างหลังผมก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความสงสัยและเล่นสนุก “นี่…หรือว่านายคิดจะลักพาตัวฉัน นายคิดจะทำอะไรกับฉันหรอ”
ผมหัวเราะเบา ๆก่อนจะตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจนัก “ก็บอกแล้วไงว่าฉันจะไปเอาของ…แล้วทำไมถึงคิดไปถึงเื่นั้นได้ล่ะ”
เจนหัวเราะเบา ๆพร้อมกับพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจในตัวเอง “ก็ฉันทั้งสวยและน่ารักนี่นา…ใครๆ ก็อยากได้ฉันทั้งนั้น”
ผมยิ้มแล้วตอบกลับไปอย่างขบขัน“ถ้าฉันลักพาตัวเธอ ฉันจะไปกินนอนอยู่ที่ไหนล่ะ ฉันก็อยู่บ้านเดียวกับเธอนี่นา”
เจนหยุดคิดชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้าอย่างเห็นด้วย“เออ…ก็จริงนะ”
บรรยากาศระหว่างเราผ่อนคลายลงเสียงลมพัดผ่านขณะที่เราขับมอเตอร์ไซค์ต่อไปมันเป็่เวลาที่ผสมผสานระหว่างความสนุกและความเป็กันเองที่ช่วยให้เราทั้งสองผ่อนคลายจากสถานการณ์ที่เครียดมาได้บ้าง
การขับมอเตอร์ไซค์ไปยังห้องพักเก่าครั้งนี้ไม่ใช่แค่การไปเอาของมันเหมือนกับการย้อนกลับไปสู่ชีวิตเก่าที่ผมเคยมี…ชีวิตที่ผมทิ้งไว้เื้ัั้แ่วันนั้น
…ถึงห้องพักเก่า
ผมจอดมอเตอร์ไซค์ไว้ในมุมเงียบๆ ที่ห่างจากสายตาผู้คน ห้องพักเก่า ๆที่ครั้งหนึ่งเคยเป็ที่อยู่ของผมและคนที่ผมรักที่สุดตอนนี้ดูเงียบสงัดและเหมือนถูกทิ้งร้างมานาน
ผมมองซ้ายมองขวาหาจังหวะที่ไม่มีใครสนใจ ก่อนจะค่อย ๆ แอบเข้าไปในห้องพักทุกอย่างภายในห้องยังคงเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนไปจากวันที่ผมจากไป
“ทุกอย่างยังอยู่ปกติ…เหมือนวันสุดท้ายที่ฉันอยู่โชคดีชะมัด” ผมพึมพำเบา ๆ ในใจ
ผมเดินตรงไปยังตู้เสื้อผ้าเปิดออกแล้วหยิบเสื้อฮูดสีน้ำเงินและหน้ากากที่มีไฟสีน้ำเงินมันคือของขวัญที่คนรักของผมเคยมอบให้ผมจำได้ทุกความรู้สึกในตอนที่เธอให้ของชิ้นนี้กับผม มันไม่ใช่แค่เสื้อผ้ามันคือสัญลักษณ์ของความทรงจำที่ไม่มีวันลืม
“ฉันไม่ยอมใส่ไอ้โม่งดำนี้หรอก…ดีล่ะต่อไปนี้ฉันคือ PALMER46” ผมพูดกับตัวเองก่อนจะหยิบชุดนั้นและนำมันกลับไปที่มอเตอร์ไซค์
เมื่อผมกลับมาถึงเจนที่นั่งรออยู่ถามด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ “นายมาที่นี่เพื่อมาเอาของแค่นี้เองเหรอ?แค่เสื้อฮูดและหน้ากากเนี่ยนะ ฉันซื้อให้นายใหม่กี่ชุดก็ได้…”
ผมยิ้มเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่แฝงความรู้สึก“ไม่เป็ไร…ของชิ้นนี้มันมีค่ามากสำหรับฉัน มันคือของที่แฟนฉันให้มา”
เจนหันมามองผมอย่างลังเลก่อนจะพูดบางสิ่งที่เธออาจจะไม่ตั้งใจ “คนที่ตาย…เพราะโด…”ผมชะงักลง หน้าผมเศร้าลงทันที ความทรงจำที่เ็ปกลับมาท่วมท้นในหัวใจ
เจนเห็นสีหน้าของผมแล้วรีบพูดต่อด้วยความเสียใจ“เอ่อ…ฉันขอโทษนะ นายคงจะเ็ปมากสินะ…”
ผมไม่ได้พูดอะไรต่อผมเพียงแค่พยักหน้าเบา ๆ และหันไปมองทางข้างหน้าความเงียบที่ตามมาทำให้เราทั้งสองคนรู้ว่ามันคือความเ็ปที่ไม่มีคำพูดใดจะเยียวยาได้
ผมขับมอเตอร์ไซค์ไปเรื่อยๆกับบรรยากาศที่เงียบสงบ หลังจากที่ผ่านเหตุการณ์อันหนักหน่วงมาความเงียบนี้ทำให้ผมได้คิดทบทวนหลายสิ่งหลายอย่างจนกระทั่งเราขับมาถึงตลาดแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยผู้คนและแสงสีของยามเย็น
เจนที่ซ้อนอยู่ข้างหลังผมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “จอดก่อนๆตรงนี้มีของกินเพียบ ลงไปหาอะไรกินกันเถอะ”
ผมถอนหายใจเบา ๆก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “ก็ได้…แต่รีบๆ หน่อยล่ะ”
เมื่อผมจอดรถและเตรียมจะอยู่รอข้างนอกเจนก็หันมามองผมอย่างสงสัย “แล้วนายไม่มาด้วยเหรอ”
ผมส่ายหัวเล็กน้อยและตอบกลับ“ไม่ล่ะ…เธอไปเถอะ”
แต่เจนกลับไม่ยอมเธอยื่นมือมาจับแขนผมแล้วดึงผมลงจากมอเตอร์ไซค์อย่างไม่ยอมแพ้ “น่า…มาเถอะน่า เดี๋ยวฉันเลี้ยงนายเองถือว่าเป็การขอบคุณที่นายช่วยฉันไว้ในวันนี้”
ผมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะเดินตามเธอไปแม้ว่าผมจะยังคงสวมโม่งดำและหมวกกันน็อคอีกชั้นดูเหมือนเจนไม่สนใจสายตาของคนรอบข้างที่อาจจะจ้องมองเราด้วยความสงสัยเธอยิ้มและพาผมเดินไปตามตลาดอย่างร่าเริง
บรรยากาศในตลาดเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของอาหารหลากหลายชนิดเสียงคนเดินและเสียงพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของกันดังไปทั่ว ผมมองไปรอบ ๆขณะที่เจนกำลังมองหาอาหารที่เธออยากจะกิน มันเป็ความสงบเล็ก ๆใน่เวลาที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
เจนเดินผ่านร้านรวงต่างๆ อย่างสนุกสนาน แต่เธอหันมามองผมด้วยความสงสัยและเอ่ยถาม “นี่…เดินผ่านมาตั้งหลายร้านแล้ว นายไม่อยากได้อะไรเลยเหรอ”
ผมตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบๆ“ไม่นะ…ฉันยังไม่หิว”
เจนยิ้มเล็กน้อยและพูดต่อ“งั้นเดี๋ยวฉันซื้อให้นายเอง”
ผมพยายามจะห้ามเธอ“ก็บอกแล้วไงว่ายังไม่หิว…”
แต่ไม่ทันที่จะพูดจบเจนก็จับมือผมแล้วจูงไปยังร้านปลาหมึกย่างคุณลุงเ้าของร้านยืนย่างปลาหมึกด้วยท่าทางที่ดูคุ้นเคยกับการทำงานกลางแดดร้อน ๆเธอพูดกับคุณลุงอย่างร่าเริง “คุณลุงคะ…เอาปลาหมึกอันนี้5 ไม้ค่ะ”
คุณลุงยิ้มกว้างและถามด้วยน้ำเสียงเป็มิตร“มากับแฟนเหรอ ถอดหมวกก่อนก็ได้นะ แถวนี้ร้อนจะตาย”
เจนหัวเราะเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับไปอย่างคล่องแคล่ว “ไม่ค่ะ…ไม่ใช่แฟนเขาเป็พี่ชายค่ะ พอดีเขาขี้อายนิดหน่อยเลยชอบใส่หมวกไว้”
ผมยืนเงียบ ๆในขณะที่เจนสั่งซื้อของกินให้ผมหลายอย่าง แม้ว่าผมจะบอกว่าไม่หิวแต่เธอก็ยังยืนยันที่จะซื้อให้จนในที่สุดเราก็เดินทางกลับบ้านพร้อมกับของกินเต็มมือ
การเดินผ่านตลาดที่คึกคักและเต็มไปด้วยผู้คนทำให้ผมรู้สึกถึงความเป็ธรรมชาติใน่เวลานี้มันเป็การพักผ่อนสั้น ๆ หลังจากวันที่หนักหน่วง และแม้ว่าผมจะยังคงปิดบังตัวตนแต่การเดินทางครั้งนี้ก็ทำให้ผมรู้สึกเบาขึ้นเล็กน้อย
…ถึงบ้านเวลา19:00 น.
เมื่อเราขับมอเตอร์ไซค์กลับมาถึงบ้านเ้าหน้าที่แคร์ยืนรออยู่หน้าประตูเธอมองมาที่ผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจและพูดขึ้นทันที “แกเห็นเวลาไหม นี่มันกี่โมงแล้ว แกออกไปั้แ่ 4 โมงเย็น…นี่มัน1 ทุ่มแล้วนะ แกคงไม่ได้ทำอะไรบ้า ๆ กับลูกสาวฉันใช่ไหม”
ผมรีบตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่แฝงความเหนื่อยล้า“ผมแค่แวะไปเอาของหนะ…”
ก่อนที่เ้าหน้าที่แคร์จะได้พูดอะไรต่อเจนเดินเข้าบ้านมาพร้อมกับถุงของกินมากมายในมือ เธอยิ้มแล้วรีบพูดเสริม “คือหนูขอให้เขาแวะซื้อของกินที่ตลาดนะคะ นี่ไง…ของเต็มเลย”
ผมยักไหล่เล็กน้อยและพูดสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงที่แฝงความขี้เล่น “ก็ตามนั้นแหละ…เจ๊”
เ้าหน้าที่แคร์ถอนหายใจและมองมาที่เราทั้งสองคนก่อนจะพยักหน้าเบาๆ เหมือนกับว่าเธอจะยอมรับคำอธิบายของเราแม้ว่าจะยังคงมีความไม่พอใจเล็กน้อยในสายตา
เ้าหน้าที่แคร์มองเราสองคนด้วยสายตาที่ดูผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อยหลังจากที่เห็นว่าเราทั้งสองปลอดภัย เธอพยักหน้าและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เบาลง “พวกเธอปลอดภัยดีก็ดีแล้ว…”
หลังจากนั้นพวกเราก็ไปนั่งรวมตัวกันที่โต๊ะอาหารภายในบ้าน อาหารจากตลาดที่เจนซื้อมาเต็มโต๊ะบรรยากาศรอบโต๊ะเต็มไปด้วยความสบายใจ แม้ว่าจะเป็่เวลาสั้น ๆแต่ก็เป็่เวลาที่เงียบสงบหลังจากวันที่ยาวนาน
ขณะที่เรากำลังรับประทานอาหารเจนยื่นขนมที่เธอซื้อมาให้ผม พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงสดใส “นี่…นาย ลองกินอันนี้ดูสิ อร่อยนะ”
ผมรับขนมจากมือเธอมาแม้ว่าผมจะยังไม่ได้หิวมาก แต่รอยยิ้มและความกระตือรือร้นของเจนทำให้ผมไม่อาจปฏิเสธได้ผมลองกัดเข้าไปหนึ่งคำ รสชาติหวานหอมของขนมทำให้ผมยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
“อร่อยดีนะ…”ผมพูดพร้อมกับพยักหน้าให้เจน เธอยิ้มกว้างอย่างพอใจ
บรรยากาศรอบโต๊ะอาหารเป็ไปอย่างเรียบง่ายและสบายใจเป็่เวลาที่ผ่อนคลายและช่วยให้เราทั้งหมดได้ลืมความเครียดของวันไปชั่วขณะ
เ้าหน้าที่แคร์มองเราสองคนด้วยรอยยิ้มเล็กๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความอบอุ่น “นี่…นายเริ่มสนิทกับลูกฉันแล้วสินะ อยู่มาเป็ปีเพิ่งเห็นคุยกันก็วันนี้แหละงั้นก็สนิทกันเข้าไว้นะ…เราเป็ครอบครัวเดียวกันแล้วนะ ไอ้ลูกชาย”
ผมหันมามองเธอด้วยความสงสัยเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ยังคงแฝงความไม่เชื่อใจ “คุณไม่ใช่แม่ของผมสักหน่อย…”
เ้าหน้าที่แคร์หัวเราะเบาๆ ก่อนจะพูดต่อ “ฉันให้ที่พักที่อบอุ่นกับอาหารที่อร่อย…คิดซะว่าฉันเป็แม่นายละกันอยากได้อะไรก็บอกมาได้เลย”
ผมหรี่ตามองเธอด้วยความสงสัยและถามออกไปตรงๆ“ทำไม่นี้คุณถึงใจดีกับผมแปลกๆ”
เ้าหน้าที่แคร์ยิ้มบางๆ และตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล “ก็ไม่มีอะไรหรอก…ฉันก็เลี้ยงเธอเหมือนลูกนั่นแหละใจดีบ้างใจร้ายบ้างก็เพื่อให้เธอแข็งแกร่งขึ้นงั้นฉันขอไปนอนก่อนนะ…อย่านอนดึกนักล่ะ เด็กๆ”
หลังจากพูดจบเธอลุกขึ้นจากโต๊ะและเดินไปที่ห้องนอนทิ้งให้ผมและเจนนั่งอยู่ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและสงบเสงี่ยม แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเราจะยังคงซับซ้อนแต่ก็เริ่มมีความรู้สึกของครอบครัวที่ก่อตัวขึ้นทีละน้อย
ผมสังเกตเห็นใบหน้าของเจนที่ดูเศร้าลงหลังจากที่เ้าหน้าที่แคร์ลุกจากโต๊ะไปความสดใสที่เธอมีเมื่อสักครู่หายไป ผมจึงถามเธอด้วยความเป็ห่วง “นี่…เธอ เป็อะไรหรือเปล่า”
เจนถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความกังวล “นายจำเื่ที่ไอ้แฟนเก่าฉันทำได้ไหม…ที่มันเอารูปโป๊ฉันส่งให้คนอื่นน่ะฉันไม่รู้ว่าควรทำยังไงดี…”
ผมพยักหน้ารับรู้ก่อนจะตอบกลับไปอย่างมั่นใจ “เดี๋ยวฉันลบให้ก็ได้น่า”เจนหันมามองผมด้วยความสงสัย “นายทำได้เหรอ มันอยู่ทั่วอินเทอร์เน็ตเลยนะ…”
ผมยิ้มเล็กน้อยแล้วตอบกลับไปอย่างสบายๆ“ได้สิ…1 ปีที่ผ่านมา่ว่างๆ ฉันฝึกแฮ็กด้วยแค่นี้จิ๊บๆ งั้นขอดูรูปนั้นหน่อย”
เจนทำหน้าใเล็กน้อยก่อนจะตีแขนผมเบาๆ แล้วพูดขึ้น “ไอ้บ้าเอ๊ย! สุดท้ายก็แค่จะดูรูปสินะไอ้ลามก…”
ผมรีบแก้ตัวทันที“ไม่ใช่นะเว้ย ถ้าฉันไม่ได้ดู…แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าต้องลบรูปไหน”
เจนทำหน้าหงุดหงิดหน้าเธอเริ่มแดงเล็กน้อยก่อนจะยื่นมือถือที่เปิดรูปของเธอมาให้ผมด้วยท่าทางไม่พอใจ “ก็ได้วะ…นี่ ดูสิ รูปนี้แหละ”
ผมรับมือถือมาและมองรูปนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าและพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “โอเค…เข้าใจแล้วภายในคืนนี้ฉันจะลบทั้งหมดให้ ว่าแต่…หุ่นเธอนี่ดีจังนะ”
เจนตีแขนผมทันทีด้วยความเขินอายและหงุดหงิด“เงียบไปเลย ไอ้ลามก แต่ก็ฝากด้วยนะ…”
ผมยิ้มเล็กน้อยแล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงมั่นใจ“ไว้ใจได้เลย”
แม้ว่าบทสนทนาของเราจะมีการหยอกล้อกันไปมาแต่ผมรู้ดีว่าเื่นี้สำคัญมากสำหรับเธอ และผมตั้งใจจะช่วยเธอให้ดีที่สุด
…เช้าวันถัดมา
ผมกำลังนอนหลับสบายอยู่ในห้องจู่ๆ เจนก็เข้ามาปลุกผมด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความร้อนใจ
“นี่…นายตื่นสิ! ตื่น ตื่น”
ผมครางออกมาอย่างอ่อนล้า“อะไร…ฉันเพิ่งจะนอนเอง…”
เจนยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงความกังวล“เอ่อ…คือ เื่รูปฉันน่ะ”
ผมพยักหน้าเบา ๆพร้อมกับตอบกลับไป “อ้อ…ลบให้หมดแล้วล่ะ”
เจนถอนหายใจด้วยความโล่งใจ“งั้นเหรอ…ขอบคุณมากนะ”
ผมยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง“ถึงจะลบไปก็จริง…แต่ฉันลบมันออกจากความทรงจำของคนไม่ได้หรอกเื่นี้มันอาจจะทำใจยาก แต่ถ้าหากมีใครล้อเธอหรือทำอะไรให้เธอเสียใจ…เธอบอกฉันนะฉันจะจัดการพวกมันให้เธอเอง”
ขณะที่เรากำลังคุยกันเ้าหน้าที่แคร์ก็เดินเข้ามาในห้อง เธอถามด้วยน้ำเสียงที่ดูสงสัย “มีอะไรกันหรือเปล่า เด็กๆ”
เจนรีบตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว“เปล่าค่ะ…คุณแม่ แค่มาทักทายเขานิดหน่อย”
เ้าหน้าที่แคร์มองเธอแวบหนึ่งก่อนจะพูดต่อ“ลูกไปรอที่รถก่อนนะ เดี๋ยวแม่ตามไป”
เจนพยักหน้าและหันมามองผม“งั้น…ฉันไปเรียนก่อนนะ”
ผมยิ้มเล็กน้อยและพูดออกไปด้วยน้ำเสียงสบายๆ“อือ…โชคดีนะ”
หลังจากเจนออกไปเ้าหน้าที่แคร์เดินเข้ามาใกล้ผมและพูดด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม “นายพักผ่อนให้เต็มที่ล่ะ…คืนนี้ฉันจะให้นายได้เริ่มงาน”
ผมหรี่ตามองเธอด้วยความสงสัยเล็กน้อยแต่ก็พยักหน้ารับ ก่อนที่เธอจะเดินออกจากห้องไปทิ้งให้ผมอยู่กับความคิดของตัวเองและเตรียมตัวสำหรับงานที่จะเกิดขึ้นในคืนนี้
…เวลา 23:00น.
เ้าหน้าที่แคร์ยื่นเอกสารข้อมูลของเป้าหมายให้ผมดูเอกสารนั้นเต็มไปด้วยรายละเอียดของคนที่ผมต้องจัดการในคืนนี้เธอมองผมด้วยสายตาที่เ็าและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เอาล่ะ…มาเริ่มงานของนายกัน นี่คือข้อมูลของคนที่ฉันจะให้นายฆ่า”
ผมหยิบเอกสารขึ้นมาเปิดดูก่อนจะถามเธอด้วยความสงสัย “แล้วทำไมต้องฆ่าเขาล่ะ”
เ้าหน้าที่แคร์ยักไหล่เล็กน้อยก่อนจะตอบกลับ“ก็อ่านดูสิ…”
ผมก้มมองข้อมูลในเอกสารหน้าของผมค่อย ๆ แสดงความไม่พอใจขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่อ่านรายละเอียด
“นายสมเดช…ฆาตกรฆ่าข่มขืนถูกจับวันที่ 15 กันยายน และถูกปล่อยตัวในวันที่ 1 ธันวาคม…นี่มันอะไรกัน เขาข่มขืนและฆ่านะ ทำไมถึงถูกปล่อยตัวเร็วแบบนี้”
เ้าหน้าที่แคร์พยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะอธิบายด้วยน้ำเสียงเ็า“เขาคงมีเส้นสายกับพวกผู้มีอำนาจ…และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกของเขา”
ความโกรธในใจผมพลุ่งพล่านผมพูดออกมาอย่างเด็ดเดี่ยว “ผมเกลียดคนแบบพวกมันที่สุด…”
เ้าหน้าที่แคร์ยิ้มบางๆ ก่อนจะพูดต่อ “ฉันก็เกลียดพวกมัน…งั้นก็ไปฆ่ามันซะมันน่าจะอยู่แถวชุมชนคลองเตย แต่งชุดซะ และอย่าลืมปิดบังตัวตนของนายให้ดี”
ผมพยักหน้าก่อนจะมองไปที่ชุดที่เธอเตรียมไว้ ทุกอย่างพร้อมสำหรับงานแรกของผมในคืนนี้ผมรู้ว่ามันไม่ใช่แค่การฆ่าแต่เป็การล้างแค้นให้กับความอยุติธรรมที่โลกนี้มอบให้กับผู้บริสุทธิ์
คืนนี้…ผมจะเป็มือของความยุติธรรม
ผมแต่งตัวด้วยเสื้อฮูดสีน้ำเงินและสวมหน้ากากที่มีไฟสีน้ำเงินมันคือชุดที่ผมได้รับมาจากคนที่ผมรักที่สุดเป็เครื่องเตือนใจถึงความทรงจำที่ยังคงติดอยู่ในหัวใจผม
เ้าหน้าที่แคร์มองผมด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความสงสัยเธอขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วพูดขึ้น “นี่…ชุดอะไรของนายกันน่ะ”
ผมหันมามองเธอด้วยท่าทีที่มั่นใจก่อนจะตอบกลับ “ผมจะไปชุดนี้…ผมไม่ยอมใส่โม่งดำนั่นหรอก”
เ้าหน้าที่แคร์ยักไหล่เล็กน้อยก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เ็าแต่ก็ยอมรับ “จะยังไงก็เื่ของนาย…เอานี่ไป”เธอยื่นหูฟังมาให้ผม “ใส่หูฟังนี้ไว้คุยกับฉัน เผื่อเกิดอะไรขึ้น”
ผมรับหูฟังจากมือเธอและสวมใส่พร้อมกับตรวจสอบอุปกรณ์ทั้งหมดให้แน่ใจว่ามันทำงานอย่างถูกต้องความเงียบสงบก่อนพายุจะมาเยือนเริ่มคืบคลานเข้ามาในใจผมผมรู้ว่างานคืนนี้ไม่ใช่เื่ง่าย แต่ผมก็พร้อมสำหรับมัน
เ้าหน้าที่แคร์ยืนมองผมอีกครั้งก่อนจะพยักหน้าเบาๆ ราวกับว่าเธอยอมรับการตัดสินใจของผม ผมหันหลังและเดินออกจากบ้านความมุ่งมั่นเต็มเปี่ยมในใจ พร้อมกับความปรารถนาที่จะนำความยุติธรรมกลับคืนมา
คืนนี้…ผมจะเป็เงาที่พวกมันไม่ทันเห็นและเป็ฝันร้ายที่พวกมันไม่มีวันลืม
…เวลา 01:00น. ณ ชุมชนคลองเตย
บรรยากาศยามค่ำคืนในชุมชนคลองเตยยังคงเงียบสงบในบางจุดแต่ที่มุมหนึ่งของซอย นายสมเดชกำลังนั่งดื่มเหล้ากับเพื่อนอยู่ 5คนเสียงหัวเราะและการพูดคุยของพวกเขาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบของคืนที่ดึกดื่น
ผมเดินเข้าไปหาพวกเขาอย่างเงียบๆ เสื้อฮูดสีน้ำเงินและหน้ากากไฟสีน้ำเงินทำให้ผมดูแตกต่างจากผู้คนทั่วไปในย่านนี้ทันทีที่พวกเขาเห็นผมเดินเข้ามานายสมเดชเงยหน้าขึ้นมองและพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเยาะเย้ย “เฮ้ย…ดูนั่นสิ มีคนบ้ามาว่ะ ดูมันแต่งตัวสินี่ไอ้ปัญญาอ่อน…ที่นี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่นนะเว้ย”
เหล่าเพื่อนของนายสมเดชหัวเราะเสียงดังพวกเขายกแก้วเหล้าขึ้นพร้อมกับขำขันอย่างสะใจ
ผมเดินเข้ามายืนตรงหน้านายสมเดชมองเขาด้วยสายตาที่เ็า ผมไม่สนใจเสียงหัวเราะของพวกเขาและพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่นิ่ง “นายชื่อสมเดช…สินะ”
นายสมเดชยิ้มเยาะและตอบกลับมาอย่างไม่ใส่ใจ “ใช่…ทำไมหรอ ไอ้บ้า”
เสียงหัวเราะของเพื่อนๆ ของเขาดังขึ้นอีกครั้ง พวกเขามองผมเหมือนกับว่าผมเป็แค่เื่ตลกในยามดึก
แต่พวกเขายังไม่รู้เลยว่าคืนนี้จะเป็คืนสุดท้ายที่พวกเขาจะได้หัวเราะแบบนี้…
ผมมองนายสมเดชด้วยสายตาที่เ็าและพูดออกไปอย่างเรียบง่าย“ฉันจะมาฆ่านาย…”
บรรยากาศรอบตัวเรากลายเป็ความเงียบงันเหล่าเพื่อนของนายสมเดชหยุดหัวเราะไปชั่วครู่ก่อนที่เสียงหัวเราะจะดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ดังยิ่งกว่าเดิมเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเยาะเย้ยและดูถูก
นายสมเดชหัวเราะออกมาดังที่สุดก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ “กูว่าไอ้นี่โคตรบ้าเลยวะ!มึงเห็นไหมว่าพวกกูมีกี่คน สงสัยแม่งดูหนังมากไปแล้วล่ะ”
แต่ผมไม่สนใจเสียงหัวเราะของพวกเขาผมพุ่งตัวไปข้างหน้าและถีบเข้าที่กลางตัวของนายสมเดชเต็มแรงจนเขากระเด็นล้มลงกับพื้นเสียงหัวเราะหยุดลงทันทีเหล่าเพื่อนของเขาลุกขึ้นยืนอย่างโกรธแค้นและพากันเข้ามาหาผมพร้อมจะจัดการผม
แต่พวกเขายังไม่รู้เลยว่าพวกเขากำลังเผชิญกับอะไรผมจัดการพวกเขาอย่างง่ายดาย ทุกการโจมตีของผมตรงเป้าหมัดและเตะของผมรวดเร็วและแม่นยำ บางคนล้มลงหมดสภาพนอนจมอยู่กับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง บางคนเห็นท่าไม่ดีก็รีบวิ่งหนีไปด้วยความกลัว
เหลือเพียงนายสมเดชที่นอนกุมท้องอยู่บนพื้นเขามองผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและความหวาดกลัวเสียงหัวเราะที่เคยดังลั่นหายไป กลายเป็ความเงียบที่น่ากลัว
นายสมเดชที่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้นเขามองมาที่ผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวังเขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา “แก้าอะไรถ้าอยากได้เงินก็เอาไปเลย…ได้โปรด ปล่อยฉันไปเถอะ…”
“รีบฆ่ามันซะก่อนที่ตำรวจจะมา” เสียงของเ้าหน้าที่แคร์ดังขึ้นผ่านหูฟังของผมน้ำเสียงของเธอเ็าและเด็ดขาด
ผมยืนนิ่งอยู่เหนือร่างของนายสมเดชขณะที่คำสั่งของเ้าหน้าที่แคร์ก้องอยู่ในหู แต่ในใจผมเกิดความขัดแย้ง ความโกรธที่ผมรู้สึกต่อคนแบบเขาเริ่มถูกท้าทายด้วยความรู้สึกอื่นๆ ที่ผมไม่อาจเพิกเฉยได้ ผมพูดตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่แฝงความลังเล
“ไม่…ผมทำไม่ได้…ผมไม่กล้าดับชีวิตเขา…”
ความเงียบชั่วขณะทำให้ผมรู้สึกถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในขณะที่นายสมเดชยังคงนอนอยู่ที่พื้น ขอร้องให้ผมปล่อยเขาไปการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่แค่เื่ของชีวิตเขา แต่มันเป็เื่ของตัวผมเองด้วย
ผมต้องตัดสินใจว่าจะยืนอยู่ในจุดไหนของเส้นทางที่ผมเลือกเดิน
เสียงของเ้าหน้าที่แคร์ดังผ่านหูฟังมาอีกครั้งน้ำเสียงของเธอแฝงไปด้วยความกดดันและความมุ่งมั่น “งั้นเหรอนายฟังฉันนะ…นายอยากให้เหตุร้าย ๆ ต้องเกิดขึ้นกับคนอื่นอีกเหรอ นายอยากให้มีคนต้องตายต้องโดนข่มขืนเพราะไอ้บ้านี่อีกหรือเปล่า แต่ตอนนี้…นายสามารถหยุดเหตุการณ์พวกนี้ได้ด้วยตัวนายเอง ด้วยสิ่งที่นายเป็…”
นายสมเดชนอนอยู่บนพื้นเขาร้องขอชีวิตอย่างหมดหวัง น้ำเสียงของเขาสั่นเทาและเต็มไปด้วยความกลัว “นายเป็ใครกัน…ได้โปรด ไว้ชีวิตฉันเถอะ ขอร้องล่ะ”
ผมหยิบปืนออกมาจากเสื้อฮูดจ้องมองไปที่นายสมเดชที่ยังคงอ้อนวอนขอชีวิตความโกรธและความชิงชังพลุ่งพล่านในใจผม ผมหัวเราะยาวๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเ็า“ร้องขอชีวิตเหรอ งั้นขอถามหน่อย…ตอนที่นายฆ่าและข่มขืนผู้หญิงพวกนั้นพวกเธอร้องขอนายไหม พวกเธอร้องขอความเมตตาจากนายไหม? แต่ถึงอย่างนั้น…นายก็ยังทำมันอยู่ดี…”
นายสมเดชพยายามจะคลานเข้ามาหาผมเขายังคงร้องขออย่างน่าสมเพช “ขอร้องล่ะ…ฉันจะไม่ทำมันอีก…”
ผมยืนนิ่งอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น “เมื่อกี้นายถามฉันสินะว่าฉันเป็ใคร…ฉันจะบอกให้ก่อนตายก็ได้…ฉันคือPALMER46”
พูดจบผมจบชีวิตของเขาด้วยการยิงที่หัว เสียงปืนดังก้องไปในความมืดของค่ำคืนนี้ เืที่กระจายบนพื้นเป็สิ่งสุดท้ายที่เขาทิ้งไว้
ความเงียบที่ตามมาคือสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดของเขาแต่ในใจของผม…การต่อสู้เพิ่งจะเริ่มต้น
…เช้าวันต่อมา
บรรยากาศในที่เกิดเหตุยังคงเต็มไปด้วยความวุ่นวายนักข่าวและเ้าหน้าที่ตำรวจเต็มพื้นที่แสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูปและเสียงสัมภาษณ์สื่อสารกันเป็ระลอกนักข่าวคนหนึ่งกำลังยืนรายงานข่าวสดจากสถานที่เกิดเหตุ
“ที่นี่คือจุดที่นายสมเดชถูกยิงเสียชีวิตเมื่อคืนนี้ตามข้อมูลที่ได้รับ มีการโจมตีจากบุคคลที่ยังไม่ทราบตัวตนโดยคนร้ายแต่งกายในชุดเสื้อฮูดสีน้ำเงินและหน้ากากไฟสีน้ำเงินขณะนี้ทางเ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งสืบสวนเพื่อหาตัวคนร้าย…”
เพื่อนของนายสมเดชที่อยู่ในเหตุการณ์เมื่อคืนยืนให้สัมภาษณ์ต่อสื่อเขามีท่าทางที่ยังคงใกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนใบหน้าของเขายังเต็มไปด้วยร่องรอยาเ็ เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “ไอ้ฆาตกรนั่น…มันอัดผมจนหมดสภาพ แล้วก็ยิงนายสมเดชมันแต่งตัวแปลกมาก…ใส่เสื้อฮูดสีน้ำเงิน แล้วก็มีหน้ากากไฟสีน้ำเงินผมจำได้…มันเหมือนจะบอกชื่ออะไรของมันด้วย…ปาล์ม ใช่ PALMER46…ปาล์มเมอร์สี่สิบหก”
นักข่าวหันกลับมามองกล้องก่อนจะรายงานต่อ“ก็ขอให้ผู้ชมทางบ้านระมัดระวังตัวกันด้วยนะคะ…ตอนนี้เ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งหาตัวคนร้ายและจะทำการแถลงข่าวในเร็วๆ นี้”
เสียงรายงานข่าวและการสัมภาษณ์ดังสะท้อนอยู่ในพื้นที่ขณะที่ความหวาดกลัวเริ่มแพร่กระจายออกไปในชุมชน ไม่มีใครรู้เลยว่าคนร้ายที่ชื่อ PALMER46จะโผล่มาอีกครั้งเมื่อใดและที่ไหน…
เช้าวันนี้ ผม,เ้าหน้าที่แคร์, และเจนกำลังนั่งรับประทานอาหารเช้าด้วยกันที่โต๊ะอาหารขณะที่ทีวีในห้องนั่งเล่นกำลังรายงานข่าวเื่การฆาตกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อคืนข่าวที่ผมรู้ดีว่ามันเกี่ยวข้องกับผมโดยตรง
เจนหันมามองผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงความไม่มั่นใจ“นั่น…ชุดนายใช่ไหม หรือว่าฆาตกรคนนั้นคือนาย”
ผมหยุดชะงักชั่วครู่ก่อนจะตอบกลับไปตรง ๆ ด้วยน้ำเสียงที่ไม่ปิดบัง “ใช่…ฉันเอง”
เจนหันมามองผมด้วยความใขณะที่เ้าหน้าที่แคร์หัวเราะออกมาเบา ๆ พร้อมกับพูดอย่างไม่ใส่ใจนัก “ปาล์มนี่ตลกจัง คิดว่ามันจะเป็แบบนั้นได้ยังไง”
แต่ผมไม่หัวเราะด้วยผมหันมามองเธอและพูดด้วยน้ำเสียงที่นิ่ง “ก็คุณให้งานผมไปเองไม่ใช่เหรอ”
เ้าหน้าที่แคร์หยุดหัวเราะทันทีเธอจ้องมาที่ผมด้วยความใและความไม่พอใจ “โถ่…ไอ้เด็กโง่เอ๊ย!นี่แกซื่อบื้อหรือไง จะบอกให้เจนรู้ทำไมกันล่ะ”
บรรยากาศที่เคยผ่อนคลายเปลี่ยนเป็ความตึงเครียดทันทีเจนยังคงนั่งเงียบ มองสลับไปมาระหว่างผมและเ้าหน้าที่แคร์ เธอยังไม่สามารถประมวลผลกับสิ่งที่เธอเพิ่งได้ยิน
เจนมองแม่ของเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจก่อนจะพูดขึ้น “แม่…หนูไม่ได้โง่นะเมื่อคืนหนูลุกขึ้นมาดื่มน้ำแล้วบังเอิญเจอปาล์มแต่งตัวแบบนั้นพอดีและหนูเคยเห็นปาล์มสู้กับคนหลายคนมาแล้วด้วย ตอนที่เขาไปรับหนูจากที่โรงเรียนยังไงเราก็เป็ครอบครัวเดียวกัน ไม่เห็นจะต้องปิดบังอะไรเลย”
ผมพยักหน้าและเสริมด้วยน้ำเสียงที่สบายๆ“ใช่ ๆ…”
เ้าหน้าที่แคร์ถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงความกังวล “โถ่…มันไม่ใช่สิ่งที่เด็กธรรมดาควรจะรู้เลยเจน…เมื่อคืนตอนนายกลับมา ไม่มีใครเห็นนาย นอกจากเจนใช่ไหม นายไม่ทิ้งหลักฐานหรือเบาะแสอะไรไว้ใช่ไหม”
ผมหัวเราะเบาๆก่อนจะตอบกลับไปอย่างมั่นใจ “ไม่มีแน่นอน…ก็คุณฝึกผมมาเองนี่นาที่เจนเขารู้และเห็นผม เพราะผมไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังเธอั้แ่แรกอยู่แล้ว”
เ้าหน้าที่แคร์พยักหน้าเบาๆเมื่อได้ยินคำตอบของผม ความกังวลในสายตาของเธอเริ่มคลายลงเธอยิ้มเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นจากโต๊ะอาหาร “ก็ดี…งั้นฉันไปทำงานก่อนนะเด็กๆ”
หลังจากนั้นเธอเดินออกจากบ้านไป ปล่อยให้ผมและเจนนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารบรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลง เจนมองผมด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเข้าใจผมรู้สึกว่าความสัมพันธ์ของเรากำลังเปลี่ยนไปในทางที่ลึกซึ้งและซับซ้อนมากขึ้น
ผมมองตามเ้าหน้าที่แคร์ที่เดินออกไปจากบ้านก่อนจะหันกลับมาถามเจนด้วยความสงสัย “โชคดีครับ…แล้วเธอล่ะเจน ไม่ไปโรงเรียนเหรอ”
เจนหัวเราะเบา ๆก่อนจะตอบกลับ “วันนี้วันเสาร์นะ”
ผมพยักหน้าและพูดต่อ“อ๋อ…แล้วคุณแคร์ที่ต้องไปทำงานนี่ คงเหนื่อยมากเลยสินะวันหยุดก็ไม่ได้หยุดเลย…”
เจนยิ้มเล็กน้อยก่อนจะอธิบาย“ก็คุณแม่เป็ถึงระดับรองหัวหน้า FIB นี่นางานของท่านเลยไม่ค่อยมีวันหยุดหรอก”
เธอหยุดคิดชั่วครู่ก่อนจะถามขึ้นด้วยความอยากรู้ “นี่…นายเคยเรียนวิศวกรรมศาสตร์ไม่ใช่เหรอมันยากไหมอะ”
ผมครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบ“ไม่รู้สิ…แต่สำหรับฉัน ยากมากเลย โดยเฉพาะไอ้วิชาแคลคูลัสนั้นเท่าที่จำได้ ฉันแทบจะทำมันไม่ได้เลย”
เจนหัวเราะเบาๆ เมื่อได้ยินคำตอบของผมเธอพยักหน้าอย่างเข้าใจและพูดต่อด้วยความสนุกสนาน “เข้าใจเลย…แคลคูลัสนี่แหละที่ทำให้คนปวดหัวไปตามๆกัน”
บรรยากาศระหว่างเราสองคนเต็มไปด้วยความสบายใจและความเข้าใจในกันและกันการพูดคุยที่ผ่อนคลายช่วยให้ผมรู้สึกว่าชีวิตของผมเริ่มกลับเข้าสู่ความสมดุลเล็กน้อยแม้ว่ามันจะยังคงซับซ้อนอยู่ก็ตาม
เจนยิ้มอย่างเ้าเล่ห์และพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตั้งใจ“งั้น…กินข้าวเสร็จแล้วมาที่ห้องฉันสิ เดี๋ยวฉันจะสอนแคลคูลัสให้นายเอง”
ผมหัวเราะเบา ๆก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่แฝงความขี้เล่น “แล้วฉันจะให้เธอสอนมันไปทำไมฉันเป็นักฆ่านะ”
เจนไม่สนใจคำตอบของผมเธอพูดต่อด้วยความมั่นใจ “ก็ฉันอยากสอนนายนี่มีคนเคยพูดไว้นะว่า…ไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการเรียนรู้”
ผมกลอกตาและตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงขี้เล่น“ช่างหัวคนที่พูดเถอะ…”
เจนยิ้มเ้าเล่ห์ก่อนจะยั่วยวนด้วยการลูบไล้ร่างกายของเธอ“นะ…ให้ฉันสอนเถอะ…น้าาาาา เดี๋ยวฉันจะให้รางวัลพิเศษ”
ผมหัวเราะเบา ๆก่อนจะยอมแพ้ “ก็ได้วะ…”
เจนยิ้มกว้างและะโดีใจ“เย้”
หลังจากนั้นใน่เวลาว่างระหว่างวันจันทร์ถึงศุกร์ ผมฝึกทักษะต่าง ๆ ทั้งการต่อสู้และการฆ่าโดยมีคุณแม่บ้านฟ้าและเ้าหน้าที่แคร์คอยสอน ส่วนการแฮ็คผมฝึกด้วยตัวเองในเวลาว่าง
แต่ในวันเสาร์และอาทิตย์ผมกลายเป็นักเรียนของเจน ซึ่งแม้ว่าเธอจะยังอยู่แค่ ม.ปลาย แต่เธอฉลาดมากและมีความรู้ที่น่าทึ่ง
และในทุกคืน…ผมออกล่าฆ่าพวกสารเลวที่สมควรตาย
…1 เดือนต่อมา
เสียงทีวีในบ้านดังขึ้นขณะที่รายการข่าวกำลังรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ะเืสังคมข่าวของฆาตกรต่อเนื่องที่เรียกตัวเองว่า PALMER46 ยังคงเป็ประเด็นร้อนที่ผู้คนสนใจอย่างต่อเนื่อง
นักข่าวสาวยืนรายงานจากหน้าจอด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง“ฆาตกรต่อเนื่องที่ใช้ชื่อว่า PALMER46 ตอนนี้ฆ่าคนไปแล้ว31 ศพจากการสืบสวนพบว่าเขาจะฆ่าเฉพาะพวกฆาตกรหรืออดีตฆาตกรเท่านั้นเหมือนว่าเขาตั้งตัวเองเป็ศาลเตี้ย ซึ่งขณะนี้เ้าหน้าที่ตำรวจและ FIB กำลังเร่งตามหาตัวฆาตกรคนนี้อย่างเร่งด่วน…”
ภาพตัดไปที่นักข่าวกำลังสัมภาษณ์ชาวบ้านสองคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับการกระทำของPALMER46
ชาวบ้าน Aยืนให้สัมภาษณ์ด้วยท่าทีที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ “ผมเห็นด้วยกับเขานะ…คนพวกนั้นมันเคยฆ่าคนมาก่อนพวกมันสมควรโดนแล้ว ถือว่าเป็เวรกรรมของพวกมัน”
ในขณะเดียวกันชาวบ้าน Bกลับแสดงความไม่พอใจต่อการกระทำของ PALMER46 “ฉันไม่เห็นด้วยค่ะ…มันเป็การกระทำที่ต่ำช้ามากเขาไม่มีสิทธิ์มาตัดสินชีวิตคนอื่นแบบนี้”
นักข่าวหันกลับมามองกล้องพร้อมกับรายงานต่อ“นี่คือความคิดเห็นจากชาวบ้านที่ต่างกันไป บางคนเห็นด้วยกับการกระทำของ PALMER46ในขณะที่บางคนมองว่าเป็การกระทำที่ผิดศีลธรรมและไร้ความยุติธรรมเราจะคอยติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิดต่อไปค่ะ…”
นักข่าวหญิงยืนรายงานข่าวต่อจากสถานที่เกิดเหตุขณะที่หัวหน้า FIB เพิ่งลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบคดี PALMER46ด้วยตัวเอง นักข่าวรีบเข้าไปสัมภาษณ์เขาทันที “ตอนนี้หัวหน้า FIB ลงพื้นที่มาแล้วค่ะเราจะลองไปถามเขาดูว่าเขาคิดยังไงกับเื่นี้…”
หัวหน้า FIBหันมามองกล้องด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึมและเต็มไปด้วยความโกรธแค้นเขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “มันเป็การกระทำที่เลวทรามมากครับ!พวกเราจะเร่งตามหาตัวมันมาลงโทษให้ได้ ตอนนี้พวกเราได้ตั้งค่าหัวมันไว้ 1,000,000บาท เป็รางวัลสำหรับคนที่จับมันมาได้ ไม่ว่าจะเป็หรือตาย”
ภาพตัดกลับมาที่โต๊ะอาหารเช้าในบ้านของผมขณะที่เรากำลังนั่งรับประทานอาหารและดูข่าวนี้อยู่เหมือนเช่นทุกวันเจนหันมามองผมด้วยรอยยิ้มขี้เล่นและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น “ว้าว…นายมีค่าหัวด้วย”
ผมหัวเราะเบาๆและตอบกลับด้วยท่าทางที่สบายๆ “แจ๋วเลย…อย่างกับในการ์ตูนแน่ะ”
เ้าหน้าที่แคร์มองผมและเจนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวลก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “มันไม่ใช่เื่ที่น่าดีใจหรอกนะ…การมีค่าหัวแบบนี้มันอันตรายฉันต้องไปทำงานแล้ว ดูแลตัวเองดีๆ ล่ะ”
เธอพูดจบก็ลุกขึ้นจากโต๊ะและเดินออกจากบ้านไปเจนหันมามองผมพร้อมกับยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงความขี้เล่น “กินเสร็จก็ตามฉันมาที่ห้องด้วยนะ…”
ผมหัวเราะเบา ๆและตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่เล่นตาม “ค้าบบบบ…”
บรรยากาศในบ้านยังคงผ่อนคลายแม้ว่าข้างนอกจะเต็มไปด้วยความกดดันจากการตามล่า PALMER46 แต่ภายในบ้าน เรากลับยังคงรักษาความเป็กันเองและความสนิทสนมกันไว้ได้
…1 ชั่วโมงต่อมาผมเดินไปที่ห้องของเจน เธอหันมามองผมด้วยรอยยิ้มขี้เล่นก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงความกวน “เข้าเรียนสายนะ…นักเรียนปาล์ม”
เวลาผ่านไปจนถึง16.00น. หลังจากการเรียนที่เหนื่อยล้าเจนยืดตัวและบิดี้เีเล็กน้อยก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่แสดงความเหนื่อย “อ้าาาา…เสร็จสักที! สอนนายนี่เหนื่อยชะมัด…”
ผมยิ้มเล็กน้อยและตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่สบายๆ“อย่าบ่นน่า…ฉันก็ไม่ได้ขอให้เธอสอนสักหน่อย…”
เจนหันมามองผมด้วยสายตาที่แฝงความลึกลับก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เ้าเล่ห์ “ฉันเคยบอกไว้ว่าจะให้รางวัลพิเศษกับนายนี่…”
ผมขมวดคิ้วเล็กน้อยและตอบกลับไปอย่างกึ่งจริงกึ่งเล่น“ใช่ ๆ ก็ผ่านมา 1 เดือนแล้ว…แต่ไม่เห็นมีอะไรเลย…”
บรรยากาศในห้องเริ่มเต็มไปด้วยความขี้เล่นและการหยอกล้อระหว่างเราทั้งการเรียนและการพูดคุยเหล่านี้เป็สิ่งที่ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในชีวิตของผมได้อย่างมากแม้ว่าภายนอกจะเต็มไปด้วยความท้าทายแต่ภายในห้องนี้…เรายังคงสามารถยิ้มและหัวเราะกันได้
เจนถอดเสื้อผ้าของเธอออกอย่างช้าๆเธอปลดกระดุมอย่างช้าๆ เผยให้เห็นร่างกายและผิวอันนุ่มนวลผมรู้สึกถึงความสับสนและความไม่แน่ใจที่ท่วมท้นเข้ามาในจิตใจ ผมหันมามองเธอรู้สึกถึงการเต้นของหัวใจที่เร็วขึ้น ภายในหัวของผมเต็มไปด้วยความคิดมากมายทั้งความหวั่นไหวและความลังเล
"เราไม่ได้เป็อะไรกัน…"ผมพยายามจะพูดออกมา แต่คำพูดกลับถูกกลืนหายไปท่ามกลางความเงียบที่ตามมา
ผมไม่แน่ใจว่าควรจะทำอะไรต่อไปความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นระหว่างเราทำให้ผมต้องถามตัวเองว่ามันถูกต้องหรือไม่ทุกอย่างในห้องนั้นดูเงียบสงบ แต่ในใจผมกลับเต็มไปด้วยความวุ่นวาย
เจนยืนอยู่ตรงหน้าผมด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและความรู้สึกที่ลึกซึ้งระหว่างเราผมพยายามจะพูดอะไรสักอย่างเพื่อห้ามเธอแต่เธอเดินเข้ามาใกล้และยกนิ้วขึ้นมาปิดปากผมเบา ๆ สายตาของเธอบอกทุกอย่าง “ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว…”
ผมรู้สึกถึงความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นระหว่างเราความรู้สึกที่ลึกซึ้งกว่าคำพูดใด ๆความเงียบที่ตามมานั้นเต็มไปด้วยความเข้าใจและความอบอุ่นเราสองคนได้สร้างความเชื่อมโยงที่ไม่มีใครสามารถอธิบายได้ด้วยคำพูดมันเป็่เวลาที่ไม่มีใครสามารถลืมเลือนได้
…18:00 น.หลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมที่เกิดขึ้น เราสองคนนอนคุยกันในความเงียบสงบของยามเย็นเจนยิ้มอย่างพอใจและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงความภาคภูมิใจ “นายน่ะ…เสร็จฉันแล้ว”
ผมหันมามองเธอยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนเื่ด้วยคำถามที่ยังค้างคาใจ “คุณแคร์ใกล้จะกลับมาแล้วนี่…ฉันขอถามอะไรหน่อย พ่อของเธอ…เขาไปไหนล่ะ”
เจนมองมาที่ผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความจริงจังเธอพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง “อ้อ…พ่อของฉันก็คือหัวหน้าFIB…คนในข่าวนั่นแหละ”
ผมหรี่ตาลงด้วยความสงสัย“จะโกหกก็ให้มันมีขอบเขตหน่อยสิ…แม่ของเธอ คุณแคร์…เธอก็เป็รองหัวหน้า FIBอยู่แล้ว แล้วจะให้พ่อเธอเป็หัวหน้า FIB อีกเหรอ”
เจนหันมามองผมด้วยสายตาที่จริงจังขึ้นกว่าเดิมเธอพูดช้า ๆ และชัดเจน “ฉันไม่ได้โกหกนะ…ฉันพูดจริง…”
ผมรู้สึกถึงความจริงจังในน้ำเสียงของเธอทำให้ผมเริ่มคิดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น พ่อของเจนคือหัวหน้า FIBคนเดียวกับคนที่กำลังตามล่าผมอยู่…และเขาก็เป็พ่อของไอ้หัวหน้าอันธพาลที่ข่มขืนคนที่ผมรักจนตายงั้นแสดงว่า…ไอ้อันธพาลนั่นก็คือพี่ชายของเจน และเป็ลูกของคุณแคร์…
แต่สิ่งที่ทำให้ผมสับสนยิ่งขึ้นคือทำไมคุณแคร์ถึงยังช่วยผม ทั้งๆ ที่ผมเป็คนฆ่าลูกแท้ๆ ของเธอ
ความคิดในหัวผมวนเวียนไปมาผมไม่สามารถเข้าใจเหตุผลที่แท้จริงของเธอได้แต่ผมรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่เื้ัสิ่งที่ผมเห็น…
ทันใดนั้นเสียงประตูหน้าบ้านเปิดออก เ้าหน้าที่แคร์กลับมาถึงบ้านผมรู้สึกถึงความโกรธแค้นที่เริ่มคุกรุ่นในใจผมหันไปมองเธอด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความรู้สึกที่สับสน
“กลับมาแล้วเหรอครับ…”ผมพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงความโกรธ
เ้าหน้าที่แคร์พยักหน้ารับและเดินเข้ามาในบ้านโดยไม่พูดอะไรมาก“อือ…”
เธอเดินตรงไปยังห้องของเธอปิดประตูและถอดเสื้อผ้าก่อนจะเริ่มอาบน้ำ ผมยืนอยู่หน้าประตูคิดถึงทุกอย่างที่ผมเพิ่งรู้มาหัวใจของผมเต็มไปด้วยความสงสัยและความโกรธที่ยากจะควบคุมได้
ผมตัดสินใจอย่างรวดเร็วเปิดประตูห้องน้ำเข้าไป และใช้มือขวาบีบคอของเธอ ดันเธอจนติดกำแพง น้ำจากฝักบัวยังคงไหลลงมาแต่ในใจของผมกลับเต็มไปด้วยคำถามที่้าคำตอบ
“นี่คุณรองหัวหน้าFIB…คุณมีความจริงอะไรอยากจะบอกผมไหม” ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่เ็าและกดดัน
เ้าหน้าที่แคร์มองผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจและความสับสนความเงียบครอบงำห้องน้ำในขณะที่ความตึงเครียดเริ่มก่อตัวขึ้น ผม้าคำตอบ้ารู้เหตุผลว่าทำไมเธอถึงช่วยผม ทั้งที่ผมเป็คนฆ่าลูกของเธอ
เ้าหน้าที่แคร์มองผมด้วยความโกรธและะโออกมา“นี่แกเป็บ้าอะไรไปวะ โรคจิตรึไง”
ผมยังคงบีบคอเธอด้วยความโกรธและพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น“พูดมาสิ…คิดว่าผมไม่รู้หรือไง”
เ้าหน้าที่แคร์ยังคงจ้องผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสนเธอะโกลับมา “พูดบ้าอะไรของแกวะไม่เห็นหรือไงว่าฉันโป๊และกำลังอาบน้ำอยู่”
ผมไม่สนใจคำพูดของเธอความโกรธที่อัดอั้นภายในผมะเิออกมา ผมตะคอกใส่เธอด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเ็ป“ทำไม…ทำไมคุณถึงช่วยผม ทั้งที่ผมเป็คนฆ่าลูกชายของคุณ!และคุณก็รู้ว่าผมเกลียดสามีของคุณมากแค่ไหน ไอ้หัวหน้า FIB นั่น”
เ้าหน้าที่แคร์หายใจลึกๆ และตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึมและเ็า “มันไม่ใช่สามีของฉันอีกต่อไปแล้ว…ฉันหย่ากับไอ้สวะนั่นไปนานแล้วและไอ้ลูกชายที่นายฆ่าไปน่ะ…ฉันไม่โกรธหรือเกลียดนายเลยเพราะมันเป็ไอ้ลูกสารเลวที่วันๆ เอาแต่สร้างปัญหา”
เธอหยุดชั่วครู่ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเ็ป“มันเคยพยายามข่มขืนเจน…น้องสาวแท้ๆ ของมันเองยังดีที่ฉันได้ยินเสียงกรีดร้องของเจน…ฉันเลยเข้าไปช่วยได้ทัน! ฉันโกรธมันมากแจ้งตำรวจจับมันไป แต่ไอ้สามีสวะนั่น…มันกลับช่วยลูกมันทำให้ลูกฉันไม่ต้องรับโทษใดๆ”
ความจริงที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนกระแทกเข้ามาในใจของผมความโกรธที่เคยมีต่อเ้าหน้าที่แคร์กลับกลายเป็ความสงสารและเข้าใจผมปล่อยมือจากคอของเธออย่างช้าๆ น้ำจากฝักบัวยังคงไหลลงมาขณะที่ผมยืนเงียบอยู่ในห้องน้ำความเงียบที่ตามมานั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียดและความซับซ้อนในจิตใจของเราทั้งสอง
เ้าหน้าที่แคร์แสดงความรู้สึกเ็ปและเป็กังวลก่อนจะตอบ“ฉันผิดเองที่ไม่บอกนายให้เร็วกว่านี้และอีกอย่างเพราะไอลูกชายสารเลวของฉันไปทำเื่เลวร้ายกับนายฉันก็เลยอยากช่วยนายนะ”
ผมรู้สึกถึงความผิดพลาดที่ตัวเองทำและพูดออกมาด้วยเสียงที่อ่อนลง “ผมขอโทษที่ไม่ถามให้ดีก่อน”
เ้าหน้าที่แคร์ส่ายหัวด้วยความเหนื่อยหน่ายและพูดออกมาอย่างไม่พอใจ“ไม่เป็ไรหรอก แต่นิฉันโป๊อยู่นะ เมื่อไหร่นายจะออกไปหละ”
ผมแอบยิ้มเล็กน้อยที่การตอบกลับของเธอและพูดออกมาอย่างหยอกล้อ “หุ่นคุณดูดีนะถือว่าไม่เลวสำหรับเจ๊อายุ 40”
เ้าหน้าที่แคร์ยิ้มให้เล็กน้อยแต่ก็ยังคงมีความเครียดในน้ำเสียง “รีบออกไปเลยนะไอเด็กลามก”
ผมเดินออกจากห้องไปพร้อมกับความรู้สึกที่ผสมปนเประหว่างความโล่งใจและความรู้สึกผิด
…1 เดือนต่อมา
เวลาผ่านไปสองเดือนแล้วที่ผมออกล่าคนเลวตอนนี้ผมฆ่าไปแล้วประมาณ 60 คนค่าหัวของผมเพิ่มขึ้นเป็ 1,500,000 บาทแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือทักษะแฮ็กของผมได้พัฒนาไปถึงจุดที่ผมสามารถแฮ็กเข้าสู่ระบบของสื่อต่างๆได้อย่างง่ายดาย
คืนนี้ผมตัดสินใจที่จะก้าวไปอีกขั้นผมแฮ็กหน้าจอโฆษณาในเมืองแทบทุกจอพร้อมกับปล่อยคลิปที่อัดไว้ล่วงหน้าออกไปทั่วทั้งเมือง
เสียงในคลิปวิดีโอ“ผมคือ PALMER46... ครั้งหนึ่งเคยมีพวกที่ใช้เงินและอำนาจในทางที่ผิดทำให้คนเลวที่สมควรถูกลงโทษรอดไปได้ พวกมันพรากชีวิตคนอื่นโดยที่ตัวเองแทบไม่ต้องรับโทษอะไรเลยงั้นถ้าอำนาจเงินทำให้กฎหมายทำอะไรพวกมันไม่ได้ ผมก็จะลงมือกับพวกมันเอง…”
(เสียงจบพร้อมกับสัญญาณ"ตื๊ดดดดดดดดดดด")
หลังจากคลิปสิ้นสุดลง,ผมยืนอยู่ในความเงียบ ไม่สนใจความโกลาหลที่เกิดขึ้นข้างนอกแต่ก็รู้ดีว่าได้จุดชนวนาเข้าแล้ว
ทันใดนั้น... เสียงของเ้าหน้าที่แคร์ดังขึ้นทันทีที่เธอเห็นสิ่งที่ผมทำเธอกลับมาที่บ้านด้วยท่าทางโกรธเกรี้ยว “นี่นายทำบ้าอะไรนายพึ่งประกาศากับ FIB นะรู้ตัวไหมว่ามันอันตรายแค่ไหน”
ผมนั่งมองข่าวบนหน้าจอทีวีเสียงของผู้ประกาศข่าวดังขึ้น "ฆาตกรที่ใช้ชื่อว่าPALMER46 ตอนนี้มีค่าหัวเพิ่มขึ้นเป็ 3,000,000 บาท จากเดิมที่เป็ 1,500,000 บาท..."
ผมหัวเราะเบา ๆและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความขี้เล่น “น่า…ไม่เป็ไรหรอกว้าว ดูนี่สิ พวกเขาเพิ่มค่าหัวผมเป็ 3,000,000 บาท!เพิ่มตั้ง 2 เท่าเลยนะ”
เ้าหน้าที่แคร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ หันมามองผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวลและโกรธ “นายจะบ้าเหรอ! นายอยากตายมากหรือไง”
ผมหันไปยิ้มให้เธอและพูดด้วยความมั่นใจ“ใครหน้าไหนก็มาสิ จะตำรวจหรือ FIB ก็เข้ามาเลย”
เ้าหน้าที่แคร์ถอนหายใจอย่างหมดหวัง“ฉันจะบ้าตายกับนายจริง ๆ…”
ผมหันไปมองเธอด้วยสายตาที่อ่อนโยนกว่าเดิมและพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงความจริงจัง “เถอะน่าถึงคุณจะเป็รองหัวหน้า FIB แต่ผมก็ไม่ทำอะไรคุณหรอก…ผมรักคุณเหมือนแม่ของผมคนนึงเลยนะ”
เ้าหน้าที่แคร์ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดของผมความเงียบเกิดขึ้นชั่วครู่หนึ่งก่อนที่เธอจะยิ้มออกมาเล็กน้อยแม้ว่าจะยังคงมีความกังวลในสายตาแต่ผมรู้ว่าคำพูดของผมได้สร้างความหมายใหม่ในความสัมพันธ์ของเราสองคน
…เวลา 17.00น.
ผมเดินไปหาเจนที่ห้องความรู้สึกของผมเต็มไปด้วยความคิดถึงและความกังวลผมอยากรู้ว่าพ่อแม่ของผมเป็อย่างไรบ้าง แต่ด้วยสถานการณ์ของผมตอนนี้ผมไม่สามารถติดต่อพวกท่านเองได้
"เจน…เธอช่วยอะไรฉันหน่อยสิ ช่วยโทรหาพ่อแม่ของฉันให้หน่อย ฉันโทรเองไม่ได้เพราะทุกคนคิดว่าฉันตายไปนานแล้ว… เธอแกล้งโทรผิดไปก็ได้ฉันแค่อยากได้ยินเสียงพวกท่าน…”
เจนยิ้มให้ผมเล็กน้อยและรับเบอร์จากผมไป“ได้สิ… เอาเบอร์มาสิ”
เธอกดเบอร์ที่ผมบอกแล้วโทรออกแต่เสียงตอบรับที่ผมหวังกลับไม่มี
เจนขมวดคิ้วเล็กน้อย“ไม่มีคนรับสายเลยนะ…”
ผมเริ่มรู้สึกกังวลมากขึ้น“งั้นลองอีกเบอร์สิ…”
เจนทำตามคำแนะนำของผมอีกครั้งแต่ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม ไม่มีเสียงตอบรับจากหมายเลขนั้นเช่นกัน
ผมเริ่มรู้สึกไม่สบายใจความเงียบที่เกิดขึ้นกลับทำให้หัวใจผมเต้นแรงขึ้นผมบอกเจนด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล “อะไรกัน…แปลกจังเลย…เอาเบอร์เพื่อนบ้านนี้ไปโทรดูสิ…”
เจนกดเบอร์ที่ผมให้และครั้งนี้สัญญาณโทรศัพท์เชื่อมต่อสำเร็จ
“ฮัลโหลสวัสดีครับ” เสียงเพื่อนบ้านตอบกลับมา
เจนถามต่ออย่างสุภาพ“สวัสดีค่ะ… ไม่ทราบว่าเพื่อนบ้านข้างบ้านคุณ คือพ่อแม่ของคนที่ชื่อปาล์มคุณสามารถติดต่อพวกเขาได้ไหมคะ”
เสียงจากปลายสายตอบกลับด้วยความเศร้า“อ่อ… ไม่เห็นพวกเขามานานแล้วนะครับครั้งสุดท้ายที่เห็นเหมือนมีรถตำรวจกับพวกอะไรสักอย่าง… อ่อ ใช่ๆ FIB มารับตัวพวกเขาไป หลังจากนั้นก็ไม่เห็นอีกเลย สงสารพวกเขาจัง…สงสัยบ้านหลังนี้ทำให้นึกถึงลูกชายของพวกเขา เลยย้ายออกไปแล้วมั้งครับ…”
เจนพยักหน้าช้าๆถึงแม้ปลายสายจะมองไม่เห็น ก่อนจะพูดตอบกลับไป “งั้น…ขอบคุณมากค่ะ”
เธอวางสายลง หันมามองผมด้วยสีหน้าที่ไม่แน่ใจว่าจะพูดอะไรดีผมหยุดนิ่งไปชั่วขณะหนึ่ง ความเงียบที่ตามมาทำให้ผมรู้สึกหนาวเย็นเข้าไปถึงหัวใจ
ผมรู้สึกช็อกจากสิ่งที่เพิ่งได้ยินจากเพื่อนบ้านความกังวลและความโกรธในใจเริ่มท่วมท้นขึ้น
“FIB อีกแล้วเหรอ…”ผมพึมพำกับตัวเองก่อนจะเดินไปหาเ้าหน้าที่แคร์
ผมเผชิญหน้ากับเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธและความไม่พอใจ“เกิดอะไรขึ้นกับพ่อแม่ผม”
เ้าหน้าที่แคร์มองมาที่ผมด้วยความสงสัย“อะไรของนาย… ฉันไม่รู้หรอก”
ความอดทนของผมหมดลงผมทุบโต๊ะอย่างแรงและตะคอกออกไป “ตอบมาซะว่าเกิดอะไรขึ้น!ตอบมา”
เ้าหน้าที่แคร์พยายามสงบสติอารมณ์และพูดด้วยน้ำเสียงที่นิ่ง“ใจเย็นก่อน… ฉันบอกแล้วว่าฉันไม่รู้ไง”
แต่คำตอบนั้นไม่พอสำหรับผมผมเดินเข้าไปหาเธอและจับแขนเธออย่างแรง “อย่ามาปิดบังผม…ผมรู้ว่าคุณรู้ทุกอย่าง บอกมาซะ…คุณรองหัวหน้า FIB”
เ้าหน้าที่แคร์มองผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกดดันก่อนที่เธอจะถอนหายใจลึก ๆ และพูดอย่างยอมจำนน “ก็ได้…ฉันจะบอกทุกอย่าง…แต่ทำใจดีๆนะ”
ผมปล่อยมือจากเธอความเงียบเกิดขึ้นชั่วครู่หนึ่งก่อนที่ผมจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“เอาหละ…พูดมา”
เ้าหน้าที่แคร์มองผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวลก่อนที่เธอจะพูดออกมาอย่างเคร่งเครียด “พวกเขาตายแล้ว…ตายหลังจากวันที่หัวหน้า FIB สั่งฆ่านาย…ไม่กี่วันต่อมาหัวหน้า FIB ก็สั่งฆ่าพ่อแม่ของนายต่อฉันก็ไม่รู้เหตุผลที่แน่ชัดหรอกนะ… ที่ฉันไม่บอกนายเพราะกลัวว่าสภาพจิตใจของนายจะรับไม่ไหว… นายผ่านเื่แย่ๆ มาเยอะแล้ว…”
คำพูดของเธอดังก้องอยู่ในหัวของผมความจริงที่เธอเพิ่งบอกผมมันหนักเกินกว่าที่ผมจะรับได้ความโกรธและความเศร้าสับสนกันในใจจนผมแทบจะไม่สามารถควบคุมตัวเองได้
ผมเดินออกไปที่ระเบียงเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดครึ้ม ความหนาวเย็นของลมพัดผ่านตัวผมแต่กลับไม่สามารถเยียวยาหัวใจที่แตกสลายได้ ผมคุกเข่าลงบนพื้นระเบียงความสิ้นหวังท่วมท้นเข้ามา ผมหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา ความรู้สึกบ้าๆที่ก่อตัวขึ้นในใจไม่อาจระงับได้
“ทำไม…ทำไมต้องเกิดเื่พวกนี้ขึ้นกับฉัน… โลกใบนี้เกลียดฉันหรือไง…” น้ำเสียงของผมเริ่มสั่นผมคิดถึงแฟนของผม… พ่อแม่ของผม… คนที่ผมรักที่สุดในชีวิตแต่พวกเขากลับถูกพรากไปจากผมอย่างไร้เหตุผล
“พวกเขาไม่ได้ทำอะไรผิด…แฟนของฉัน… พ่อของฉัน… แม่ของฉัน… พวกเขาไม่สมควรตาย… ทำไม! ทำไมกัน!” ผมะโออกมาเต็มเสียงความเ็ปและความโกรธที่ท่วมท้นจนผมแทบจะไม่สามารถรับมันได้อีกต่อไป
เ้าหน้าที่แคร์เดินเข้ามาหาผมเธอวางมือเบา ๆ บนไหล่ของผม พยายามปลอบโยน “ฉันเข้าใจความรู้สึกของนายนะ…”
แต่ผมส่ายหัวและตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเ็ป“ไม่… คุณไม่เข้าใจหรอก…”
ผมหันหลังให้เธอและเดินตรงไปที่ตู้เสื้อผ้าหยิบชุด PALMER46ขึ้นมาใส่ ก่อนจะเดินไปที่ทางออกเ้าหน้าที่แคร์มองตามผมด้วยความใและรีบพูดขึ้น “นั่นนายจะไปไหน”
ผมหันกลับมามองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและโกรธเกรี้ยว“ผมจะไปฆ่าพวก FIB…”
เ้าหน้าที่แคร์ขยับเข้ามาหาผมพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงความกังวลอย่างชัดเจน “นายจะบ้าเหรอFIB ไม่ใช่พวกฆาตกรกระจอกที่นายเคยจัดการมาก่อนแถมตอนนี้พวกเขาน่าจะอยู่หลายร้อยคนด้วย”
ผมกัดฟันและตอบกลับด้วยความมั่นใจที่แน่วแน่“จะ 100 หรือ 200 คนผมก็จะฆ่าให้หมด…”
ทันใดนั้นเจนก็วิ่งเข้ามา หยุดผมไว้ก่อนที่ผมจะเดินออกไปเธอมองผมด้วยน้ำตาที่คลอเบ้าและพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความวิงวอน “ขอร้องล่ะ…อย่าไปเลย… ฉันรู้ว่านายต้องเจออะไรมาบ้างแต่นายก็ยังมีพวกเราอยู่นะ…”
น้ำเสียงและสายตาของเจนทำให้ผมชะงักไปชั่วครู่ความโกรธในใจเริ่มสลายลงเล็กน้อย แต่ความเ็ปยังคงอยู่ความลังเลที่เกิดขึ้นทำให้ผมต้องยืนหยุดนิ่ง คิดทบทวนสิ่งที่ผมกำลังจะทำ
ผมหันมามองเจนที่ยังคงมองผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยน้ำตาและความกังวลผมพยายามยิ้มให้เธอ แม้ว่าความรู้สึกภายในจะหนักอึ้ง “ฉันดีใจนะที่เธอพูดแบบนี้…แต่ยังไงฉันก็จะไปอยู่ดี”
เจนเริ่มร้องไห้น้ำตาของเธอไหลลงมาเป็สายขณะที่เธอเข้ามากอดผมอย่างแน่น “ขอร้องล่ะ…อย่าไปเลย…ฉันไม่อยากเสียนายไป…”
ผมรู้สึกถึงความอบอุ่นของอ้อมกอดของเธอหัวใจของผมสั่นไหวเล็กน้อย ผมยิ้มออกมาอย่างฝืนใจและกอดเจนกลับเบาๆ “ฉันไม่ยอมตายหรอก…ฉันสัญญา”
เ้าหน้าที่แคร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ มองมาที่ผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเป็ห่วงเธอถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะพูดออกมา “ไม่ว่าจะพูดยังไงนายก็จะไปอยู่ดีสินะ… แต่ฉันจะบอกอะไรไว้อย่างหนึ่ง… FIB น่ะไม่ได้เลวไปหมดทุกคนหรอก… ในหน่วยนั้นยังมีคนดีอยู่บ้างนะ”
ผมหันมามองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย“แล้วผมจะรู้ได้ไงว่าใครเลวหรือดี”
เ้าหน้าที่แคร์ยิ้มเล็กน้อยแต่แฝงไปด้วยความขมขื่น “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน…งั้นถ้าใครคิดจะฆ่านาย นายก็ฆ่ามันซะ”
ผมหันมามองเธอเป็ครั้งสุดท้ายความมุ่งมั่นกลับมาที่สายตาของผม “แล้วแต่เวรแต่กรรมสินะ…งั้นไปก่อนล่ะ”
เจนมองผมด้วยความห่วงใยเธอจับมือผมไว้แน่น น้ำตายังคงไหลลงมา “ฉันจะรอนายกลับมานะ…ต้องกลับมาให้ได้นะ…”
ผมยิ้มให้เธออีกครั้งก่อนจะปล่อยมือและเดินออกไปจากบ้านความเงียบตามมาขณะที่ความมืดของยามค่ำคืนกำลังครอบงำโลกภายนอกผมรู้ว่าทางที่ผมเลือกเดินมันไม่มีทางหวนกลับ แต่ผมก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน
ณมุมมืดบริเวณใกล้ตึก FIB
ผมซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของถนนที่เงียบสงบใกล้ตึกสำนักงานใหญ่ของ FIB ซึ่งมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดในมือของผมมีโทรศัพท์ที่ขโมยมา ผมเปิดเครื่องและโทรตรงไปหาหัวหน้า FIB พร้อมกับใช้แล็ปท็อปที่ขโมยมาเช่นกันเพื่อแฮ็กเข้าดูกล้องวงจรปิดและข้อมูลแผนผังตึก
เสียงสัญญาณเรียกเข้าสั้นๆ ดังขึ้น ก่อนที่อีกฝั่งหนึ่งจะรับสาย ผมพูดขึ้นทันที “สวัสดีครับ…คุณหัวหน้า FIB”
หัวหน้า FIBตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความสงสัยและความเข้มงวด “แกเป็ใคร แกเอาเบอร์นี้มาจากไหน”
ผมหัวเราะเบา ๆพลางมองจอแล็ปท็อปที่แสดงภาพกล้องวงจรปิดที่แฮ็กเข้ามาได้สำเร็จ “ผมจะเอาเบอร์มาจากไหนมันไม่สำคัญหรอก…สิ่งที่สำคัญคือ ผมคือ PALMER46…คนที่คุณตามล่าอยู่นั่นไง”
หัวหน้า FIBหัวเราะเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยการยั่วยุ “แกเองเหรอ…จะมามอบตัวหรือไง”
ผมกัดฟันกรอดความโกรธท่วมท้นในใจแต่ผมพยายามควบคุมตัวเองและตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง “คุณจำเหตุการณ์ที่ลูกชายคุณก่อไว้ได้ใช่ไหม? เพราะพ่อสารเลวอย่างคุณ…มันถึงได้กล้าทำเื่เลวๆ แบบนั้น และจากประวัติของคุณแล้ว…คุณสมควรตายสุด ๆ เลย”
หัวหน้า FIBหัวเราะดังขึ้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความยียวน “แกคิดจะฆ่าฉันเหรอ?อย่าพูดให้ขำหน่อยเลย! เข้ามาสิ ถ้าแกคิดว่ากล้าพอจะเอาชนะ FIBติดอาวุธหนึ่งร้อยกว่าคนได้แล้วเมื่อกี้แกพูดถึงเหตุการณ์ที่ลูกชายฉันก่อไว้สินะ? มันดันเจอนางกะหรี่ก็เลยข่มขืนไปเท่านั้นเอง แล้วแฟนของมันก็รับไม่ได้ เลยฆ่าลูกฉัน…โถ่…ลูกชายของฉันชั่งน่าสงสารจริง ๆ ไม่น่ามีส่วนไปก่อเหตุข่มขืนนางกะหรี่นั่นเลย…”
คำพูดของเขาทำให้ผมโกรธจนแทบจะะเิออกมาผมหายใจแรงด้วยความโกรธแค้นและะโกลับไปในสาย “หุบปากไปเลยแกบังอาจดูถูกเธอ…แกมันไอ้สารเลว ฉันจะฆ่าแก…ฉันจะฆ่าแก”
ไม่รอคำตอบจากอีกฝั่งผมกดตัดสายทันที เสียงโทรศัพท์เงียบลง แต่ความโกรธในใจผมยังคงลุกโชนเหมือนเปลวไฟ
ภายในตึก FIB
ทันทีที่ผมตัดสายผมพุ่งตัวไปยังตึก FIB โดยไม่ลังเลผมหยิบปืนขึ้นและยิงกระจกที่หน้าตึกแตกกระจายเสียงดังสนั่นก่อนจะพุ่งตัวผ่านเศษกระจกเข้ามาด้านในสายตาของทุกคนที่อยู่ในตึกจับจ้องมาที่ผมด้วยความใพวกเขาไม่คาดคิดว่าจะมีใครกล้าบุกเข้ามาแบบนี้
เสียงปืนดังขึ้นจากทุกทิศทางหลายคนพยายามควักปืนยิงใส่ผม แต่ผมเร็วกว่าผมยิงพวกมันก่อนที่พวกมันจะทันได้ลั่นไก ลูกะุพุ่งเข้าปะทะร่างของพวกมันทีละคนผมไม่หยุดวิ่ง ขึ้นไปยังชั้นสูงสุดของตึก เป้าหมายของผมชัดเจน...ห้องของหัวหน้า FIB
ทุกคนที่ขวางทางผมผมฆ่ามันหมด ไม่มีความเมตตาหรือการยั้งมือทุกย่างก้าวของผมทิ้งไว้ด้วยเืของพวกมัน
ตอนนี้ผมมาได้เพียงครึ่งทางของตึกพวก FIBเต็มไปหมดในทุกมุม พวกมันเริ่มเข้ามาเป็กลุ่มเพื่อสกัดผม ผมต่อสู้กับพวกมันอย่างดุเดือดฆ่าพวกมันไปหลายคน แต่การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ง่ายเลยตอนนี้ร่างกายของผมเต็มไปด้วยาแ ะุบางนัดเจาะเข้ามาในร่างของผมโชคดีที่มันไม่โดนจุดสำคัญ
ผมกัดฟันหายใจหนัก พยายามรักษาสติใช้ศพของพวกมันเป็โล่มนุษย์เพื่อบังตัวเองจากะุที่พุ่งเข้ามาผมเก็บมีดและปืนของพวกมันมาใช้ในการต่อสู้ ฆ่าพวกมันต่อไป
ทุกก้าวที่ผมขึ้นบันไดไปเรื่อยๆเหมือนกับผมกำลังปีนขึ้นไปสู่จุดจบ ไม่ว่าจะเป็ชัยชนะหรือนรกผมรู้ดีว่ามันไม่มีทางหันหลังกลับแล้ว
ผมยืนอยู่ท่ามกลางศพของพวกFIBที่ถูกฆ่าไปเกือบ 60 คนเืสีแดงเปื้อนไปทั่วทั้งพื้นและกำแพง ตึก FIB ที่เคยเป็สถานที่ที่เต็มไปด้วยความเคร่งครัดและระเบียบกลับกลายเป็นรกที่ลุกโชนไปด้วยความโกรธและความสิ้นหวัง
ร่างกายของผมเต็มไปด้วยาแและความเหนื่อยล้าทุกก้าวที่เดินไปข้างหน้ารู้สึกหนักอึ้ง แต่ผมยังคงเดินต่อไปเสียงฝีเท้าที่เบาลงบ่งบอกให้รู้ว่าพวก FIB ที่เหลือกลัวจนวิ่งหนีไปแล้วพวกมันรู้ว่าต่อสู้ไปก็ไม่มีประโยชน์
ตอนนี้ผมยืนอยู่หน้าประตูห้องของหัวหน้าFIBความโกรธในใจผมยังคงร้อนแรงเหมือนเปลวไฟที่ไม่มีวันมอดดับผมเปิดประตูอย่างรวดเร็ว ไม่มีการลังเล ไม่มีการหยุดคิด
ภายในห้องหัวหน้า FIBนั่งอยู่ตรงนั้น ผมยกปืนขึ้นและยิงไปที่ขาของมันทั้งสองข้างเสียงปืนดังสนั่น ะุพุ่งเข้าทะลุขาของมัน เืพุ่งกระเซ็น หัวหน้า FIBร้องออกมาด้วยความเ็ป ร่างของมันล้มลงกับพื้นดิ้นด้วยความทรมาน
ผมยืนมองมันด้วยสายตาที่เ็าไม่มีความสงสารหรือความเห็นใจ ผมรอให้มันเงยหน้าขึ้นมามองผมในที่สุด
ไอ้หัวหน้า FIBที่นอนดิ้นอยู่บนพื้นพยายามหายใจลึก ๆและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงความกลัวและเ็ป “นี่…ใจเย็นก่อนนายจะฆ่าฉันไปทำไม เรามาคุยกันดีๆ เถอะนะ…”
ผมหยุดนิ่งอยู่ชั่วครู่ก่อนจะถอดหน้ากากออก เผยใบหน้าที่มันคงจำได้ดีผมมองมันด้วยสายตาที่เ็าและพูดออกมา “คุยเหรอ…ก็ได้งั้นจำฉันได้ไหมล่ะ”
หัวหน้า FIBมองมาที่ผมด้วยความใ และน้ำเสียงที่เริ่มสั่น “นี่…แก…ไอ้เด็กคนนั้นเหรอ แกน่าจะตายไปนานแล้วนี่…ฉันสั่งฆ่าแกไปแล้วนี่”
ผมหัวเราะเบา ๆแล้วก้มลงมองมันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธ
“ใช่แล้ว…ฉันเอง…ฉันคือคนที่ถูกแกและลูกชายสารเลวของแกทำลายชีวิตก่อนหน้านี้แกพูดอะไรสักอย่าง…ว่าแฟนของฉันเป็อะไรนะ แกบังอาจดูถูกเธอขอโทษเธอซะ…แล้วบางทีฉันอาจจะยกโทษให้แก…”
เสียงของผมเข้มข้นและชัดเจนมันไม่ใช่คำขอ แต่เป็คำสั่ง หัวหน้า FIB ที่นอนเจ็บอยู่จ้องมองผมด้วยความสับสนและความหวาดกลัวมันเริ่มรู้ว่าตอนนี้มันไม่มีทางหนีหรือหลบเลี่ยงจากชะตากรรมที่กำลังจะมาถึง
หัวหน้า FIBมองมาที่ผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเ็ปและความกลัวน้ำเสียงของเขาแ่เบา “ฉันขอโทษ… ขอโทษที่พูดจาไม่ดีไป…”
ผมหัวเราะเ็าและพูดกลับด้วยน้ำเสียงที่เย้ยหยัน“งั้นเหรอ… ฉันก็จะไม่ฆ่านายแล้ว… ซะเมื่อไหร่กันล่ะ”
ทันใดนั้นผมยกปืนขึ้นและยิงไปที่แขนขวาของมันหนึ่งนัดเสียงปืนดังขึ้นพร้อมกับเสียงกรีดร้องด้วยความเ็ปของมัน
“เอาสิ…ร้องเลย… ร้องอีกสิ… มันเจ็บมากใช่ไหมล่ะ นี่สำหรับชีวิตพ่อของฉัน…”
หัวหน้า FIBพยายามอ้อนวอนต่อด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “อย่าทำฉันเลย…ได้โปรด…”
แต่ผมไม่สนใจคำขอของมันผมยกปืนขึ้นอีกครั้งและยิงไปที่แขนซ้ายของมันเสียงปืนดังขึ้นพร้อมกับเสียงร้องไห้ของมัน
“นี่สำหรับชีวิตแม่ของฉัน…”
ผมมองมันด้วยสายตาเ็าก่อนจะยกปืนขึ้นเป็ครั้งสุดท้ายและยิงไปที่ท้องของมัน เสียงปืนดังขึ้นอีกครั้งคราวนี้เสียงของหัวหน้า FIB เริ่มเบาลงเหมือนคนใกล้ตาย
“และนี่…สำหรับชีวิตแฟนของฉัน…”
หัวหน้า FIBพูดด้วยน้ำเสียงแ่เบาเหมือนกับลมหายใจสุดท้ายของคนที่ใกล้จะสิ้นใจ “ฉันจะไม่ทำเื่พวกนี้อีกแล้ว…ได้โปรด… อย่าฆ่าฉันเลย…”
ผมยืนมองร่างของมันที่นอนจมกองเืความโกรธยังคงลุกไหม้ในใจ
ผมยกปืนขึ้นอีกครั้งเล็งไปที่หน้าต่างกระจกบานใหญ่ในห้องของหัวหน้า FIB แล้วลั่นไก เสียงกระจกแตกดังสนั่น เศษกระจกกระจายทั่วห้องลมเย็นจากภายนอกพัดเข้ามาทำให้บรรยากาศภายในห้องเย็นะเื
ผมเดินเข้าไปหาหัวหน้าFIBที่นอนจมกองเือยู่บนพื้น ร่างของมันยังคงกระตุกเล็กน้อยผมกระชากร่างมันขึ้นมาอย่างแรง ลากมันไปที่ขอบหน้าต่างที่แตกแล้วผมมองดูมันที่กำลังหายใจรวยรินด้วยความเ็ปและสิ้นหวัง
“ถึกใช่ได้นี่…โดนยิงขนาดนี้ยังไม่ตายอีก… ไปลงนรกซะ”
ผมใช้แรงทั้งหมดที่มีโยนร่างของมันออกไปทางหน้าต่างร่างของมันพุ่งลงไปสู่เบื้องล่าง เสียงของมันกระแทกกับพื้นข้างล่างดังสนั่นร่างของมันแตกกระจาย เืสาดกระจายไปทั่วพื้น
ผมยืนมองลงไปข้างล่างมั่นใจว่ามันตายแล้วจริง ๆ ก่อนจะหันหลังกลับ ผมรู้ว่าต้องรีบหนีไปจากที่นี่ผมออกจากห้องอย่างรวดเร็ว
ณตึกร้าง
ผมกลับมาที่ตึกร้างแห่งนี้อีกครั้งที่ที่ครั้งหนึ่งผมเคยคิดจะจบชีวิตตัวเองที่ที่ความสิ้นหวังและความเ็ปเคยเข้าครอบงำผมตอนนั้นผมคิดว่าชีวิตไม่มีความหมายอีกต่อไปแล้ว แต่วันนี้มันต่างออกไป
ผมยืนอยู่ตรงจุดเดิมที่เคยยืนเมื่อหลายเดือนก่อนมองออกไปยังท้องฟ้าสีหม่นที่ดูเหมือนจะสะท้อนถึงความรู้สึกของผมในตอนนี้ลมเย็นพัดผ่าน ทำให้ความเหนื่อยล้าในร่างกายรู้สึกชัดเจนขึ้นาแที่ผมสะสมจากการต่อสู้เริ่มแผลงฤทธิ์ แต่ในใจผมกลับรู้สึกโล่งอย่างประหลาด
ผมเงยหน้ามองท้องฟ้าความเงียบที่เคยเต็มไปด้วยเสียงในหัวของผมตอนนี้กลับเงียบสงบอย่างแท้จริงมันจบแล้ว…หัวหน้า FIB คนนั้นได้ชดใช้ในสิ่งที่มันทำลงไปความโกรธที่เคยลุกโชนในใจผมดับลงช้าๆ
แต่ถึงแม้จะรู้สึกโล่ง…ความว่างเปล่ากลับเข้ามาแทนที่ผมยังคงต้องอยู่ต่อไป จะทำยังไงกับชีวิตต่อไป ผมยังไม่รู้
ผมยืนเงียบๆอยู่ในตึกร้างที่เคยเป็สัญลักษณ์แห่งความตายของผม
ผมยังคงยืนอยู่ที่เดิมมองออกไปยังท้องฟ้าที่มืดครึ้ม จนกระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนใกล้เข้ามาผมหันไปมอง เห็นเ้าหน้าที่แคร์เดินเข้ามาใกล้ เธอมีท่าทางที่สงบแต่แฝงไปด้วยความเป็ห่วง
“ฉันแอบใส่เครื่องติดตามไว้ที่ชุดของนายนะก็เลยหานายเจอ” เธอพูดพร้อมกับยิ้มบางๆ “นายทำเื่ใหญ่โตไว้นี่…”
ผมหันไปมองเธอด้วยความไม่แปลกใจนัก“ผมก็ตั้งใจให้คุณหาเจออยู่แล้ว ก็เลยไม่ได้เอาเครื่องติดตามออกแล้วคุณจะมาจับผมหรือไง”
เ้าหน้าที่แคร์ส่ายหัวเล็กน้อย“เปล่า…แค่จะมาดูว่านายยังมีชีวิตอยู่ไหม นายปลอดภัยก็ดีแล้วล่ะ…แต่นี่น่ะสิเพราะนายดันเล่นถล่มตึก FIB ด้วยตัวคนเดียวรัฐบาลเลยตั้งค่าหัวนายเป็ 10,000,000 บาทแล้ว”
ผมหัวเราะเบา ๆแต่ความว่างเปล่าในใจยังคงอยู่ “งั้นเหรอ…ตอนนี้ผมรู้สึกว่างเปล่าไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ไปทำไมแล้วล่ะ…”
เ้าหน้าที่แคร์มองผมด้วยความเห็นใจเธอเดินเข้ามาใกล้กว่าเดิม พลางพยายามหาคำพูดบางสิ่ง
“บางทีชีวิตมันก็ไม่ได้มีคำตอบที่ชัดเจนในทันทีหรอกนะ…”เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความอ่อนโยน
ผมยืนเงียบฟังเธอความคิดในหัวของผมยังคงหมุนวนแต่ตอนนี้ผมรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นเล็กน้อยจากการที่เธอยังอยู่ข้างๆ
เ้าหน้าที่แคร์มองผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความเข้าใจเธอพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง
“งั้นก็เริ่มต้นชีวิตใหม่สิอย่ากลัวการเริ่มต้นใหม่ โลกนี้ยังมีอะไรอีกเยอะแยะ วันนี้นายอาจเจอแต่สิ่งร้ายๆแต่สักวันนายอาจเจอสิ่งดีๆ เข้ามาอย่าลืมสิ…นายยังมีฉันและเจนที่รอนายกลับไปบ้านอยู่นะอย่าทำให้ผู้หญิงต้องมีน้ำตาสิ…”
คำพูดของเธอทำให้ผมเงยหน้าขึ้นมองดูเธอด้วยความรู้สึกที่อบอุ่นขึ้นเล็กน้อยผมยิ้มออกมาอย่างจริงใจเป็ครั้งแรกในรอบหลายเดือนความว่างเปล่าในใจเริ่มถูกเติมเต็มด้วยความหวังและความเชื่อที่ว่าชีวิตยังมีโอกาสใหม่ๆรออยู่
“ครับ…”ผมตอบกลับเบาๆ แต่ในใจผมกลับรู้สึกหนักแน่นขึ้น ผมพร้อมแล้วที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะ PALMER46 และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นผมรู้ว่าผมยังมีคนที่รอคอยผมอยู่