ม่านหมอกสีน้ำเงินข้นคลั่กยามโพล้เพล้เริ่มโอบล้อมเทือกเขาเหมันต์นิรันดร์จนมองไม่เห็นยอดเขาที่สูงเสียดฟ้า บรรยากาศรอบสำนักบุปผาหิมะเต็มไปด้วยความหนาวเหน็บที่บาดลึกถึงกระดูก แสงไฟจากโคมกระดาษที่สลักลวดลายเกล็ดหิมะหกเหลี่ยมแกว่งไกวไปตามแรงลมที่กรีดกรายผ่านระเบียงทางเดินไม้หอมที่สร้างจากไม้กฤษณาพันปี
ลู่ชิง ศิษย์พี่ใหญ่ผู้มีใบหน้าเรียบเนียนดุจหยกสลักและดวงตาที่แฝงไปด้วยความเมตตาอันบริสุทธิ์ ประคอง "ลูกกิเลนขาว" ไว้แนบอกอย่างมั่นคง นางก้าวเดินผ่านธรณีประตูหินอ่อนที่เย็นเฉียบเข้าสู่เขตหวงห้ามชั้นใน สถานที่ซึ่งอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของสมุนไพรลมปราณที่ถูกเคี่ยวจนหอมกรุ่น และความสงบเงียบที่บุรุษเพศไม่มีวันได้ย่างกรายเข้ามาััตลอดหลายร้อยปี
ขณะที่นางเดินผ่านสวนป่าไผ่ที่แผ่กิ่งก้านสีเขียวมรกตไปทั่วบริเวณ เสียงใสของใบไผ่ที่เสียดสีกันเป็จังหวะเหมือนเพลงธรรมชาติที่ไพเราะ แสงจันทร์สลัวส่องผ่านซอกใบไผ่ทำให้เงาของนางและกิเลนน้อยในอ้อมแขนเต้นระบำไปตามแรงลม โม่ฉีในร่างจำแลงแอบเปิดตาเล็กน้อยเพื่อสำรวจสภาพแวดล้อมรอบข้าง เขาสังเกตเห็นว่าทางเดินที่ลู่ชิงเลือกนั้นเป็เส้นทางลับที่ไม่มีศิษย์คนอื่นใช้ในยามค่ำคืน
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับเสียงเรียกที่ใสเหมือนระฆังเงิน
"ศิษย์พี่ใหญ่! ท่านกลับมาแล้วหรือเ้าคะ... เอ๊ะ! นั่นมันสิ่งใดกัน แสงสีขาวนวลที่เปล่งออกมาจากขนของมันช่างประหลาดตานัก!"
เสียงใสราวนกกระจิบยามเช้าดังขึ้นมาเป็คนแรก พร้อมกับร่างเล็กปราดเปรียวที่วิ่งถลาเข้ามาหาลู่ชิงอย่างไม่ถือตัว นางคือ **เยี่ยนเอ๋อร์** ศิษย์น้องเล็กสุดของรุ่นที่ 7 นางเติบโตมาจากครอบครัวพ่อค้าเครื่องหอมในเมืองหลวงที่ถูกกวาดล้างด้วยข้อหาฏจนต้องหนีมาพึ่งพิงสำนักั้แ่อายุห้าขวบ
ใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราดุจตุ๊กตากระเบื้องเคลือบนั้นประดับด้วยดวงตากลมโตที่เป็ประกายระยิบระยับตลอดเวลา ผิวพรรณขาวใสของนางยังคงมีความอ่อนเยาว์ของวัยสิบเจ็ด แก้มที่ยังอวบอิ่มด้วยความเป็เด็กทำให้ดูน่าเอ็นดู ผมยาวสีดำขลับถูกถักเป็เปียสองข้างแบบเด็กๆ ปลิวไหวไปตามการเคลื่อนไหวที่ร่าเริง เยี่ยนเอ๋อร์ฝึกฝน "วิชาก้าวพริบตาบุปผาร่วง" ซึ่งเน้นความรวดเร็วและความคล่องตัว ร่างกายของนางจึงนุ่มนิ่มยืดหยุ่นกว่าใครเพื่อน
นางสวมชุดศิษย์สีฟ้าอ่อนที่ตัดเย็บให้พอดีกับรูปร่างเพรียวบางของนาง แขนเสื้อกว้างปลิวไหวเผยให้เห็นข้อมือเล็กที่ขาวเนียน กระโปรงยาวที่โบกสะบัดเมื่อนางเดินเผยให้เห็นเท้าเล็กที่สวมรองเท้าผ้าสีขาว นางพยายามจะชะโงกหน้าเข้ามาจูบจมูกกิเลนน้อยในอ้อมแขนของลู่ชิงด้วยความไร้เดียงสาที่โม่ฉีมองว่ามันคือ "ช่องว่าง" ชั้นดี
โม่ฉีรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ ของเยี่ยนเอ๋อร์ที่พัดมาถึงใบหน้าเล็กๆ ของเขา กลิ่นหอมหวานของนางที่ผสมกับกลิ่นน้ำหอมจากดอกไม้ที่นางชอบเก็บไว้ในกระเป๋าเล็กๆ ทำให้เขาแทบจะเผลอส่งเสียงครางออกมาด้วยความพึงพอใจ
"เบาเสียงหน่อยเยี่ยนเอ๋อร์ เดี๋ยวสัตว์น้อยจะใกลัว" ลู่ชิงปรามด้วยรอยยิ้ม ทว่านางต้องสะดุ้งเมื่อรู้สึกถึงความร้อนจากร่างกิเลนที่ซุกอยู่ในอ้อมแขน ความร้อนนั้นแปลกประหลาดเพราะสัตว์ที่าเ็ควรจะมีอุณหภูมิกายต่ำกว่าปกติ แต่กิเลนน้อยตัวนี้กลับอุ่นเหมือนก้อนถ่านที่ยังคุกรุ่นอยู่
ตามมาติดๆ คือ **เสี่ยวหรู** ศิษย์น้องผู้ร่าเริงและรักความสวยความงาม นางเป็บุตรสาวเ้าเมืองที่ถูกส่งมาบำเพ็ญเพียรเพื่อขจัดนิสัยเอาแต่ใจ เสี่ยวหรูมีเสน่ห์แบบดรุณีแรกรุ่นที่เริ่มจะผลิบาน อายุสิบแปดปีของนางเริ่มแสดงออกถึงความเป็ผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบ
ใบหน้าของนางมักจะแต่งแต้มด้วยแป้งหอมจางๆ และมีกลิ่นกายที่หอมหวานดุจน้ำผึ้ง ริมฝีปากชมพูอ่อนที่เป็ธรรมชาติทำให้ดูน่าจูบ ดวงตาโตกลมที่มีขนตายาวดกดำ คิ้วโค้งเป็ธรรมชาติ และผิวพรรณที่ขาวใสเหมือนกลีบบัวที่เพิ่งบาน ทรวงอกของนางเริ่มชูชันเต็มที่ เอวคอดสะโพกโค้งในสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบ
นางฝึกฝน "เพลงกระบี่พิรุณโปรย" ที่เน้นความพลิ้วไหวสวยงามดุจการร่ายรำ ทำให้ทุกการเคลื่อนไหวของนางดูสง่างามและเย้ายวน นางสวมชุดศิษย์สีฟ้าเข้มที่เน้นรูปร่างของนางได้อย่างลงตัว ผ้าไหมเนื้อดีรัดพอดีกับทรวงอกที่เต็มเปี่ยม เอวที่คาดด้วยสายผ้าไหมสีทองทำให้เอวคอดดูเด่นชัด
นางคือคนแรกที่กล้ายื่นมือเรียวบางมาลูบไล้แผ่นหลังของโม่ฉี "โอ้โห! ขนมันนุ่มยิ่งกว่าปุยเมฆเสียอีกเ้าค่ะศิษย์พี่" เสี่ยวหรูหัวเราะคิกคัก เสียงหัวเราะของนางไพเราะเหมือนเสียงระฆังเงินที่กังวาน
โม่ฉีรู้สึกถึงััจากปลายนิ้วที่นุ่มนวลของเสี่ยวหรู การลูบไล้ที่อ่อนโยนทำให้เขาแทบจะส่งเสียงครางออกมาด้วยความสุข ความอบอุ่นจากมือของนางซึมผ่านขนปุยมาถึงิัของเขา ทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังถูกนวดด้วยมือของเทพธิดา
ความสัมพันธ์ของนางกับเยี่ยนเอ๋อร์นั้นสนิทสนมกันดุจพี่น้องท้องเดียวกัน มักจะพากันหนีไปเล่นซนที่สระน้ำมรกตอยู่บ่อยครั้ง ทั้งสองมักจะกระซิบคุยกันเื่ความลับของสำนัก เล่าเื่ตลกให้กันฟัง หรือแบ่งปันขนมที่ซ่อนไว้ในห้อง
ทว่าบรรยากาศที่แสนรื่นเริงกลับถูกขัดจังหวะด้วยเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นของ **รั่วซี** ศิษย์สายบู๊ผู้มีบุคลิกมุทะลุ นางมีพื้นเพมาจากตระกูลทหารที่ล่มสลาย ทำให้รั่วซีฝังใจเื่ความแข็งแกร่ง ร่างกายของนางถูกหล่อหลอมด้วย "ลมปราณเกราะน้ำแข็ง" จนมีมัดกล้ามเนื้อที่งดงามในแบบฉับบจอมยุทธ์หญิง ผิวกายของนางดูเข้มกว่าคนอื่นเล็กน้อยจากการฝึกกลางแจ้ง ใบหน้าคมคายดวงตาฉายแววดุดัน
รั่วซีมีรูปร่างสูงโปร่งกว่าศิษย์น้องคนอื่นๆ ด้วยส่วนสูงที่เกือบเท่าลู่ชิง ไหล่กว้างที่แสดงถึงความแข็งแกร่ง แขนที่มีกล้ามเนื้อชัดเจนจากการฝึกยกดาบหนัก ทรวงอกที่แน่นกระชับแต่ยังคงความเป็หญิงสาว เอวที่แข็งแรงและขาที่ยาวมั่นคงเหมาะสำหรับการต่อสู้ ผมสีดำถูกมัดเป็หางม้าสูงอย่างเรียบร้อย เผยให้เห็นต้นคอที่เรียวยาวและแข็งแรง
นางสวมชุดศิษย์สีน้ำเงินเข้มที่ตัดเย็บให้เหมาะสำหรับการเคลื่อนไหวในการต่อสู้ แขนเสื้อที่ไม่กว้างเกินไปเพื่อไม่ให้เป็อุปสรรคในการชักดาบ กระโปรงที่แยกข้างเพื่อความสะดวกในการก้าวขา และเข็มขัดหนังที่คาดไว้รอบเอวพร้อมกับฝักดาบที่ห้อยอยู่ข้างสะโพก
รั่วซีมักจะทำหน้าที่เป็ "องครักษ์" ของกลุ่ม คอยตักเตือนศิษย์น้องเื่ระเบียบวินัยเสมอ นางเดินเข้ามาด้วยท่าทางระมัดระวัง มือวางอยู่ใกล้ด้ามดาบ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มจับจ้องไปที่กิเลนน้อยในอ้อมแขนของลู่ชิงด้วยความระแคะระคาย
"ถอยออกมาให้ห่างเถอะพวกเ้า สัตว์มงคลที่าเ็เช่นนี้อาจแฝงไว้ด้วยอันตราย" นางกดเสียงต่ำพยายามใช้จิตสังหารกดดันกิเลนน้อย แววตาของนางบอกชัดว่าพร้อมจะชักกระบี่ออกมาทุกเมื่อ
โม่ฉีรู้สึกถึงแรงกดดันจากจิตสังหารของรั่วซี แต่สำหรับพญากิเลนเฒ่าผู้มีพลังมหาศาลแล้ว การโจมตีระดับนี้เหมือนสายลมเบาๆ ที่พัดผ่าน เขาแอบจดบันทึกจุดอ่อนของรั่วซีไว้ในใจ การที่นางแสดงความแข็งกร้าวออกมาเช่นนี้แสดงว่าภายในนางมีความอ่อนไหวที่ถูกซ่อนไว้
*'ผู้หญิงที่สร้างกำแพงน้ำแข็งห่อหุ้มใจเช่นนี้... หากได้ถูกไฟราคะของข้าแผดเผาจนเกราะแตกสลาย นางคงจะเผยด้านที่อ่อนไหวที่สุดออกมาให้ข้าได้เชยชม'* โม่ฉีนึกในใจพลางแอบสำรวจรูปร่างของรั่วซีที่แข็งแกร่งแต่ยังคงความเป็หญิงสาว
ขณะที่ทุกคนกำลังรุมล้อมกิเลนน้อยอยู่นั้น เสียงฝีเท้าที่เบาเหมือนใบไม้ร่วงดังขึ้นจากเงามืด **อวี่เหวิน** ศิษย์น้องผู้สุขุม เยือกเย็น และมีความรอบรู้เป็เลิศ ก็ก้าวออกมาจากมุมมืดอย่างเงียบเชียบ นางเป็ทายาทตระกูลบัณฑิตที่รักสันโดษ จึงเลือกฝึก "เนตรมนต์ดารา" วิชาสายสนับสนุนที่ช่วยให้อ่านกระแสลมปราณและกับดักได้
อวี่เหวินมีรูปร่างเพรียวบางสูงปานกลาง ไม่สูงเท่ารั่วซีแต่ก็ไม่เตี้ยเท่าเยี่ยนเอ๋อร์ ร่างกายของนางดูสมส่วนและสง่างามในแบบของนักปราชญ์ ผิวพรรณขาวซีดเล็กน้อยจากการใช้เวลาอยู่ในห้องสมุดมากเกินไป แต่ก็ยังคงความงดงามในแบบที่เรียบง่าย ใบหน้าที่เป็รูปไข่สมบูรณ์แบบ จมูกโด่งเล็กน้อย และริมฝีปากบางที่มักจะกำแน่นเป็เส้นตรง
นางสวมชุดสีขาวขลิบม่วงเข้ม ผ้าไหมเนื้อดีที่ตัดเย็บอย่างเรียบหรู ไม่มีลวดลายฟุ่มเฟือยแต่ดูดีด้วยความเรียบง่าย เส้นผมดำขลับรวบตึงไว้อย่างเป็ระเบียบด้วยกิ๊บไม้สีดำที่แกะสลักลวดลายดอกบัว ไม่มีเครื่องประดับใดๆ เพิ่มเติม ใบหน้าของนางนิ่งสงบดุจผิวน้ำ ทว่าดวงตาที่แหลมคมนั้นกลับแฝงไปด้วยปัญญาที่น่าเกรงขาม
อวี่เหวินเปรียบเสมือน "ที่ปรึกษา" ของลู่ชิง แต่นางมักจะรักษาระยะห่างจากคนอื่นเพื่อใช้ความคิดเสมอ นางเป็คนที่สังเกตการณ์และวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างแม่นยำ ทำให้เป็ที่พึ่งพาของลู่ชิงในเื่การตัดสินใจที่สำคัญๆ
นางเดินเข้ามาด้วยท่าทางสงบเสงี่ยม แต่ดวงตาที่เฉียบคมจับจ้องไปที่กิเลนน้อยในอ้อมแขนของลู่ชิงอย่างไม่วางใจ มือของนางวางอยู่ข้างลำตัวในท่าที่พร้อมจะเสกคาถาป้องกันตัวเองได้ทุกเมื่อ
"ศิษย์พี่ใหญ่... กิเลนตัวนี้ดูเหมือนจะผูกพันกับท่านมากเกินไปจนผิดสังเกต" อวี่เหวินเอ่ยขึ้นพร้อมกับเดินเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นไออุ่นจากตัวโม่ฉี น้ำเสียงของนางเ็าแต่แฝงไปด้วยความกังวล "ข้าััได้ว่าในลมปราณของมัน มิได้มีเพียงความศักดิ์สิทธิ์ แต่มันยังมีกลิ่นอายที่ชวนให้ลุ่มหลงแฝงอยู่ด้วย ท่านต้องระวังให้ดี"
โม่ฉีรับรู้ได้ทันทีว่าอวี่เหวินคือคู่ปรับที่รับมือยากที่สุดในกลุ่มนี้ ความสามารถในการอ่านลมปราณของนางแม่นยำเกินกว่าที่เขาคาดไว้ เขาจึงต้องระมัดระวังให้มากขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน เขาก็เริ่มแผนการทันทีโดยการปลดปล่อย "ปราณมลัก" ออกมาเจือจางในอากาศ
ปราณมลักเป็เทคนิคพิเศษที่โม่ฉีพัฒนาขึ้นมาเองใน่หลายร้อยปีที่ผ่านมา มันคือการผสมผสานระหว่างปราณหยางที่ร้อนแรงกับสารเคมีธรรมชาติที่หลั่งออกมาจากต่อมพิเศษในร่างกายของเขา เมื่อสูดดมเข้าไป ปราณนี้จะเข้าไปกระตุ้นปมในใจที่แต่ละคนซ่อนไว้ ปลุกความปรารถนาที่ถูกฝังลึกให้ลุกโชนขึ้นมา
การปลดปล่อยปราณมลักครั้งนี้เขาทำอย่างระมัดระวัง ใช้เพียงปริมาณเล็กน้อยที่จะไม่ทำให้ใครสังเกตได้ แต่เพียงพอที่จะเริ่มสร้างผลกระทบ เขาเฝ้าสังเกตการเปลี่ยนแปลงของเหล่าศิษย์น้องอย่างละเอียด
เยี่ยนเอ๋อร์เป็คนแรกที่ได้รับผลกระทบ นางเริ่มรู้สึกโหยหาอ้อมกอดโดยไม่รู้สาเหตุ ดวงตากลมโตของนางเริ่มมีประกายแปลกๆ เมื่อมองไปที่กิเลนน้อย นางอยากจะอุ้มมันไว้แนบอกและให้ความอบอุ่น ความรู้สึกนี้แปลกใหม่สำหรับนางที่ไม่เคยมีความปรารถนาทางกายมาก่อน
เสี่ยวหรูรู้สึกร้อนวูบวาบตามเนื้อตัว ิัของนางเริ่มมีอุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย แก้มที่เคยขาวใสเริ่มแดงระเรื่อ นางรู้สึกอยากจะััขนนุ่มของกิเลนน้อยมากขึ้น มือของนางเริ่มสั่นเล็กน้อยด้วยความ้าที่ไม่เข้าใจ
รั่วซีรู้สึกสับสนจนหัวใจที่เคยนิ่งเริ่มแกว่ง กำแพงน้ำแข็งที่นางสร้างขึ้นรอบหัวใจเริ่มมีรอยร้าวเล็กๆ นางรู้สึกอยากจะปล่อยวางการเฝ้าระวังและให้ตัวเองผ่อนคลายลง ความรู้สึกนี้ทำให้นางใเพราะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ส่วนอวี่เหวิน... แม้ใบหน้าจะยังนิ่งสงบ แต่ลมหายใจของนางกลับเริ่มติดขัดอย่างควบคุมไม่ได้เมื่อจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของกิเลนเฒ่า นางรู้สึกเหมือนกำลังถูกดูดเข้าไปในห้วงลึกที่เต็มไปด้วยความลึกลับและอันตราย แต่แทนที่จะหนีออกมา นางกลับรู้สึกอยากจะจมลึกลงไปมากขึ้น
โม่ฉีพอใจกับผลลัพธ์เบื้องต้น เขาสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ในท่าทางและสีหน้าของเหล่าศิษย์น้อง แต่เขาก็รู้ว่าต้องระมัดระวังไม่ให้ใครสงสัย โดยเฉพาะอวี่เหวินที่มีความไวในการสังเกตสูงกว่าคนอื่น
ลู่ชิงสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในอารมณ์ของศิษย์น้องทั้งสี่ แต่นางคิดว่าเป็เพราะความตื่นเต้นจากการได้เห็นสัตว์มงคลที่หายาก นางไม่ได้คิดอะไรมากมายและตัดสินใจที่จะรีบพากิเลนน้อยไปพักผ่อน
"ข้าจะพามันไปที่เรือนพักของข้าเอง พวกเ้าไม่ต้องห่วง" ลู่ชิงรีบตัดบทเมื่อรู้สึกว่าอารมณ์ของศิษย์น้องแต่ละเริ่มแปรปรวนอย่างประหลาด นางกอดกิเลนน้อยแน่นขึ้นเล็กน้อย ทำให้โม่ฉีได้ัักับความนุ่มนวลของทรวงอกนางอีกครั้ง
"แต่ศิษย์พี่ใหญ่..." เยี่ยนเอ๋อร์พยายามจะประท้วง เสียงของนางฟังดูเศร้าโศกเหมือนกำลังจะสูญเสียของเล่นชิ้นโปรด "ข้าอยากจะดูแลมันด้วยเ้าค่ะ มันน่ารักมาก"
"ข้าก็อยากจะช่วยดูแลเหมือนกัน" เสี่ยวหรูเสริมด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวานกว่าปกติ "ขนของมันนุ่มจังเลย ข้าอยากจะลูบมันอีก"
รั่วซีไม่พูดอะไร แต่ดวงตาของนางยังคงจับจ้องไปที่กิเลนน้อยด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ส่วนหนึ่งของนางยังคงระแคะระคาย แต่อีกส่วนหนึ่งกลับรู้สึกอยากจะเข้าใกล้และััสัตว์น้อยนั้น
อวี่เหวินยังคงเฝ้าสังเกตด้วยสายตาที่เฉียบคม แต่นางก็ไม่ได้ขัดขวางการตัดสินใจของลู่ชิง เพียงแต่กล่าวเตือนเบาๆ "ศิษย์พี่ใหญ่ควรจะระวังให้ดี หากมีอะไรผิดปกติ ให้เรียกพวกเราทันที"
โม่ฉีแอบแสยะยิ้มในใจขณะที่ลู่ชิงประคองเขาเดินจากไป สายตาของศิษย์น้องทั้งสี่ยังคงจับจ้องตามหลังมาด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป โดยที่พวกนางไม่รู้เลยว่าบัดนี้ "ปีศาจเฒ่า" ได้ร่ายมนต์บทแรกครอบงำหัวใจของพวกนางไว้เรียบร้อยแล้ว
เมื่อร่างของลู่ชิงและกิเลนน้อยหายไปในความมืดของสวนป่าไผ่ เหล่าศิษย์น้องทั้งสี่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม แต่ละคนจมอยู่ในความรู้สึกที่แปลกใหม่และไม่เข้าใจ
เยี่ยนเอ๋อร์ลูบอกตัวเองเบาๆ ด้วยความรู้สึกเหงาๆ "ข้าอยากจะอุ้มมันไว้จัง... มันดูอบอุ่นและน่ารักมาก"
เสี่ยวหรูพัดลมให้ตัวเองด้วยมือ ใบหน้าของนางยังคงแดงระเรื่อ "อากาศร้อนจังเลยคืนนี้... หรือเป็เพราะกิเลนน้อยนั่นกันนะ"
รั่วซีกำมือแน่น พยายามควบคุมความรู้สึกที่วุ่นวายในใจ "ข้าต้องไปฝึกซ้อมต่อ... ไม่ควรเสียเวลากับเื่ไร้สาระเช่นนี้"
อวี่เหวินเป็คนสุดท้ายที่เดินจากไป แต่ก่อนจะไป นางหันกลับมามองทิศทางที่ลู่ชิงเดินไปอีกครั้ง "มีอะไรแปลกๆ เกิดขึ้นแน่ๆ... ข้าต้องคอยสังเกตให้ดี"
ขณะที่ทั้งสี่คนเดินกลับไปยังเรือนพักของตัวเอง แต่ละคนต่างก็ไม่รู้ว่าในใจของพวกนางได้ถูกหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความปรารถนาไว้แล้ว เมล็ดพันธุ์ที่จะค่อยๆ งอกงามและเติบโตขึ้นในคืนต่อๆ ไป จนกระทั่งพวกนางไม่สามารถต้านทานได้อีกต่อไป
และคืนนี้... ลู่ชิงจะเป็ผู้รับบทลงโทษเป็คนแรกในฐานะที่พา "ภัยอันตราย" เข้ามาสู่สำนัก โดยที่นางไม่รู้เลยว่าสัตว์น้อยที่นางอุ้มไว้แนบอกนั้น แท้จริงแล้วคือพญากิเลนเฒ่าผู้กำลังวางแผนจะทำลายความบริสุทธิ์ของสำนักบุปผาหิมะให้พังทลายลงั้แ่รากฐาน
ลมหนาวที่พัดผ่านยอดเขาในคืนนั้นเหมือนกำลังกระซิบเตือนถึงพายุที่กำลังจะมาถึง แต่ไม่มีใครในสำนักรู้เลยว่าความสงบสุขที่พวกนางรักษามานับร้อยปีกำลังจะสิ้นสุดลงในไม่ช้า