เื่ทั้งหมดจบลงโดยที่บัลคาไม่ได้ลงมือทำอะไร เขาปล่อยให้ทั้งสองคนออกไป โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวเลยว่า ความขัดแย้งครั้งใหญ่เกือบจะปะทุขึ้น ก่อนแยกจากกัน เขากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“เื่ในวันนี้ พวกเ้าเก็บไว้เป็ความลับด้วยล่ะ โดยเฉพาะเ้าดร๊อกป้า… แรงริษยานั้นน่ากลัวกว่าที่เ้าคิด โดยเฉพาะสำหรับเ้าที่มาจากภายนอก”
ดร๊อกป้าพยักหน้า สีหน้านิ่งสงบ แต่แววตามุ่งมั่น
“ไม่ต้องห่วง ท่านบัลคา ข้าจะเก็บเงียบให้ถึงที่สุด”
บัลคาพยักหน้าเบาๆ ก่อนหยิบเอกสารจากโต๊ะขึ้นมาดู ก่อนกล่าวเสียงเรียบ
“อีกเื่หนึ่ง เป็เื่งานของพวกเ้า พวกเ้าไม่ต้องถามข้าว่าต้องทำอย่างไร ลองเข้าไปที่อาคารดำเนินงานแล้วแสดงป้ายของฝ่ายลงทัณฑ์ให้พวกเขาดู เ้าจะเข้าใจเองว่างานของเ้าต้องทำยังไงบ้าง งานของฝ่ายลงทัณฑ์ให้อิสระเต็มที่ แต่หากเกิดปัญหา พวกเ้าต้องรับผิดชอบทุกอย่าง”
คำพูดนั้นแฝงด้วยน้ำเสียงที่ทำให้รู้สึกถึงทั้งความไว้ใจและการเตือนกลายๆ
“พวกเราเข้าใจ ท่านบัลคา” ดร๊อกป้าตอบพร้อมรอยยิ้มที่พยายามซ่อนความกังวลเล็กน้อย
บัลคาฉีกยิ้มให้เล็กน้อย ก่อนโบกมือไล่เบาๆ
เมื่อทั้งสองหมุนตัวเดินออกไป เสียงฝีเท้าของพวกเขาค่อยๆ หายไปในความเงียบ ทิ้งให้ภายในห้องเหลือเพียงบัลคาอยู่ลำพัง
‘หรือบางที…เขาอาจจะรู้’
บัลคาคิดในใจ ขณะนึกถึงชายหนุ่มผมขาวผู้มองตรงมายังเขาด้วยสายตาเรียบเฉย ความรู้สึกตื่นเต้นที่เขาไม่ได้ััมานานเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ คล้ายคลื่นอ่อนๆ ที่กระเพื่อมในทะเลสาบเงียบสงบ แต่มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ ว่าความแข็งแกร่งของตัวเองนั้นมากมายเพียงใด
บัลคาสะบัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป ก่อนจะพึมพำกับตัวเองเบาๆ
“เอาต้นกล้าพวกนี้ไปให้ท่านเหลียงตรวจสอบจะดีกว่า”
เขาเดินไปหยิบต้นอ่อนที่งอกแตกหน่ออยู่มุมห้อง แต่เมื่อจ้องมองมันใกล้ๆ หัวคิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
‘บางที…นี่อาจจะไม่ใช่ต้นกล้าอีกต่อไปแล้ว’
…
…
ดร๊อกป้าเดินลงมาข้างล่างด้วยท่าทางเหม่อลอยราวกับจิตใจล่องลอยไปไกล สติของเขาไม่ได้อยู่กับเนื้อกับตัว
ั้แ่น้ำท่วม ชีวิตของเขาพลิกผันจนเกิดเื่อะไรหลายอย่างขึ้น
จนตอนนี้เพียงรอจนถึงปีหน้า เขาก็จะกลายเป็ผู้ควบคุมธาตุแล้ว
ดร๊อกป้าคิดพลางถอนหายใจเบาๆ
อุปสรรคเพียงอย่างเดียวคือแค่หลีกเลี่ยงการกินผลไม้์ ซึ่งเป็ข้อห้ามสำคัญ
แต่ดร๊อกป้าก็ไม่คิดว่าตัวเองจะโง่เขลาถึงขนาดนั้นหรอก
จากนั้นดร๊อกป้าก็ฉุนคิดพลางเหลือบมองชายหนุ่มผมขาวข้างกาย ใบหน้าของเขานิ่งเฉยเหมือนทุกครั้ง
‘แสดงว่าหลังจากนี้ ข้าคงต้องแยกจากอาโปแล้วสินะ’
ความคิดนั้นแล่นผ่านหัวจนเขารู้สึกโหวงในใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้แสดงมันออกมา อาโปคือผู้ที่มีคุณสมบัติเพียงธาตุเดียว เขาคือคนที่ไม่เหมาะที่สุดในการเป็ผู้ควบคุมธาตุ
แม้จะเป็อย่างนั้นอาโปก็ไม่ได้แสดงท่าทีเสียใจเลยแม้แต่น้อย
เขามักจะเป็แบบนี้เสมอ จนคาดเดาอารมณ์ไม่ได้
แต่แล้ว อาโปหันหน้ามามองเขา กล่าวว่า
“จะถึงปีหน้าอีกกี่วัน?”
คำถามนั้นทำให้ดร๊อกป้าชะงักไปเล็กน้อย เขาอึ้งกับปฏิกิริยาที่ไม่คาดคิดของอีกฝ่าย จนการตอบสนองช้าไปครู่หนึ่ง แต่ก่อนที่จะได้กล่าว เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นแทน
“เหลืออีกสามเดือน ประมาณเก้าสิบวัน”
ผู้ตอบคือยาซูชิ ชายหนุ่มที่มีแผลเป็บริเวณหน้าอก ตอนนี้เขาสวมเสื้อเรียบร้อยแล้วและยืนอยู่ไม่ไกลจากพวกเขานัก ใบหน้าของยาซูชิแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มบางๆ พลางจ้องมองพวกเขาด้วยแววตาผ่อนคลาย
อาโปพยักหน้าเบาๆ ราวกับรับรู้ในสิ่งที่ได้ยิน แต่ไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่มเติม เพียงทอดสายตามองผู้คนที่กำลังทยอยเดินออกจากอาคารด้วยท่าทีสงบนิ่ง
ยาซูชิเห็นเช่นนั้นย่อมไม่พลาดโอกาส เขา้าสร้างความสนิทสนมกับอาโปมาั้แ่แรก แม้เขาจะเป็ที่รู้จักในฐานะ “โรคสีขาว” ผู้แปลกแยก แต่พลังที่ชายหนุ่มผมขาวแสดงออกเมื่อวานนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เขาอยากรู้จักอย่างลึกซึ้ง
ยาซูชิเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความจริงใจ
“แม้จะไม่มีข้อบังคับที่ชัดเจน แต่ส่วนใหญ่ในฝ่ายลงทัณฑ์มักมาฝึกร่างกายกันทุกเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น เมื่อเสียงระฆังดัง เราจะแยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่ของแต่ละคน”
พูดจบ เขาเหลือบมองดร๊อกป้ากับอาโปอย่างลังเลเล็กน้อย ก่อนเอ่ยถาม
“พวกเ้าจะไปหอดำเนินงานต่อเลยหรือไม่?”
ดร๊อกป้าพยักหน้าตอบทันที
“แน่นอน”
ยาซูชิฉีกยิ้มพลางกล่าว
“ดีเลย เช่นนั้นไปพร้อมข้าสิ หากสงสัยเื่ใดก็ถามข้าได้ตลอดทาง”
ดร๊อกป้าหันไปมองอาโปเพื่อถามความเห็น แต่ชายหนุ่มผมขาวยังคงนิ่งเฉย ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา ด้วยเหตุนี้ ดร๊อกป้าจึงตัดสินใจแทน
“ตกลง งั้นพวกข้าจะไปพร้อมเ้า”
แม้คำพูดของบัลคาจะบอกเป็นัยว่างานไม่ได้ยากเกินไป แต่ดร๊อกป้าก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกังวลเล็กน้อย
ระหว่างทาง ดร๊อกป้าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงใคร่รู้
“ท่านบัลคาบอกว่าถ้าเรามอบป้ายให้หอดำเนินงาน พวกเราจะเข้าใจงานเอง หอดำเนินงานจะมอบหมายอะไรให้พวกเรากันหรือ? มันเกี่ยวพันกับหน้าที่ของฝ่ายลงทัณฑ์ยังไง?”
ยาซูชิไตร่ตรองเล็กน้อยก่อนตอบ
“ดร๊อกป้า…ข้าขอพูดแบบกันเองนะ หอดำเนินงานมีหน้าที่บันทึกข้อมูลการทำงานของผู้รับใช้ทั้งหมดในพื้นที่นี้ พวกเขาจะแยกประเภทและจัดระเบียบข้อมูลก่อนส่งต่อมายังฝ่ายลงทัณฑ์เพื่อให้เราตรวจสอบว่างานเ่าั้สำเร็จจริงหรือไม่ หากพวกเราเดินตรวจสอบเองโดยไม่มีข้อมูลนำ มันคงวุ่นวายและเต็มไปด้วยช่องโหว่”
ดร๊อกป้าพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนถามต่อ
“ข้าสงสัยว่าเราสามารถเลือกว่าจะตรวจสอบงานไหนได้หรือไม่?”
ยาซูชิยิ้มแห้ง ก่อนกล่าว
“แน่นอนว่าเลือกได้…แต่เฉพาะคนที่ไปถึงไวเท่านั้น งานที่ง่ายจะถูกแย่งไปอย่างรวดเร็วมาก ข้าคิดว่าพวกเราที่เป็กลุ่มสุดท้ายตอนนี้คงเหลือแต่งานตรวจสอบต้นไม้ที่ถูกตัดโดยคนตัดไม้เท่านั้น ซึ่งไม่ค่อยมีใครอยากทำเท่าไรนัก เพราะมันเกี่ยวข้องกับผลไม้แห่ง์”
น้ำเสียงของยาซูชิแ่ลงเล็กน้อย ขณะเอ่ยถึงหัวข้อที่ดูอึดอัด “หากตรวจพบร่องรอยการถูกเด็ด แต่ไม่มีผู้ใดส่งมอบผลไม้แห่ง์ให้กับพวกเรา นั่นหมายความว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น หลังจากนั้นมันก็คือความยุ่งยากประการหนึ่ง…กรณีถือว่าเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่ก็มีโผล่มาให้เห็นตลอด”
“ประตูหน้าสำหรับผู้รับใช้ทั่วไป แต่พวกเราต้องเข้าทางประตูหลัง”
ยาซูชิกล่าว พร้อมกับพยักหน้าไปทางด้านข้างของอาคาร ก่อนเดินนำพวกเขาเข้าไป
เมื่อเปิดประตูเข้าไป ภายในห้องมีขนาดไม่ใหญ่มากเพราะมีกองเอกสารตั้งเรียงรายสูงหลายกองจนแทบจะไม่มีพื้นที่ให้เดิน มองไปข้างหน้าเห็นทางเดินเพียงทางเดียวที่เชื่อมไปยังโต๊ะทำงานที่หญิงชราคนหนึ่งนั่งอยู่ ซึ่งตอนนี้เธอกำลังสนทนากับชายคนหนึ่งจากฝ่ายลงทัณฑ์ สีหน้าของชายคนนั้นดูไม่ค่อยดีมากนัก คล้ายเพิ่งได้รับมอบหมายงานที่ไม่น่าพึงพอใจ
ยาซูชิหัวเราะแห้งๆ พลางกระซิบกับดร๊อกป้า “ดูสีหน้าเขาสิ อย่างที่ข้าบอก งานของพวกเราต้องเป็การตรวจสอบไม้แน่ๆ แถมยังต้องอยู่ในเขตที่ไม่ค่อยดีอีกด้วย”
ดร๊อกป้าขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำว่าเขตที่ไม่ค่อยดีจากปากของยาซูชิ เขารู้สึกสงสัยว่า การตัดไม้มีการแบ่งเขตที่ดีและไม่ดีด้วยหรือ?
ก่อนที่เขาจะทันได้ถามอะไร ชายจากฝ่ายลงทัณฑ์ผละออกจากโต๊ะของหญิงชรา พร้อมถือเอกสารในมือด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย ยาซูชิไม่รอช้า เดินก้าวขึ้นไปด้านหน้าแทน ขณะที่ดร๊อกป้ากับอาโปเดินไปตามหลัง
อาโปมองเอกสารที่สูงเหล่านี้ ก่อนที่สายตาเขาจะเงยหน้าไปเห็นสัตว์สี่ขามีขนตัวหนึ่งที่นอนอยู่บนกองเอกสาร สายตาของมันเหลือบมองมาที่เขา ก่อนจะหันหน้าหนีไปอย่างไม่แยแส
?
….…
…….
สุดยอดเดดไลน์