เดือน9 วันที่ 25 ไท่โจวปีที่ 50
ฮัดชิ้ว...
“พี่ใหญ่ท่านป่วยแล้ว”
ลูกสมุนทั้งสี่มองจ้าวห่าวหลินอย่างเป็นห่วงเขาถูจมูกอย่างรำคาญ ไม่ต้องคิดให้มากความเรื่องนี้ต้องเป็นเพราะตาเฒ่าหวางที่โดนเขาชิงตัวลูกสมุนทั้งสี่กลับมาแน่นอน
ดวงตาของเขามองไปยังลูกสมุนทั้งสี่ที่ช่วยกันพิมพ์ตำรากันอย่างขมักเขม้นแล้วก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“พวกเจ้าทำไปก่อนเดี๋ยวข้าไปหาพี่ใหญ่เฉินหน่อย เฉินเช่อดูด้วยอย่าให้สลับหน้ากันและอย่าให้ตกหล่นเด็ดขาดเข้าใจหรือไม่?”
“รับทราบขอรับพี่ใหญ่”ทั้งสี่คนตอบรับอย่างแข็งขันและช่วยกันพิมพ์ตำราต่อ
เพราะเป็นการทำงานด้วยคนดังนั้นทุกอย่างจะต้องรอบคอบและระมัดระวังพอสมควรไม่อย่างนั้นบางเล่มอาจจะมีบางหน้าตกหล่นหรือไม่ก็ตัวอักษรพิมพ์ได้ไม่ชัดเจนหรืออาจวางตำแหน่งผิดทำให้ทั้งเล่มเบี้ยวได้
วันนี้เป็นวันแรกของการเริ่มพิมพ์ตำราชุดแรกเขาจึงคอยตรวจสอบให้แน่ใจว่าเจ้าพวกนี้จะไม่ทำให้กระดาษแสนแพงพวกนี้เสียหาย
ไม่แปลกใจเลยที่ทำไมตำราเล่มหนึ่งอย่างน้อยก็แปดร้อยถึงหนึ่งตำลึงกระดาษเกรดดีสำหรับคัดตำราอยู่ที่แผ่นละสิบอีแปะ อย่างเช่นตำราหลุนอวี่ที่เป็นต้นฉบับเล่มนี้ยังมีจำนวนหน้าอยู่ที่หกสิบสี่หน้าหรือก็คือแค่ต้นทุนกระดาษก็อยู่ที่หกร้อยสี่สิบอีแปะ ยังไม่รวมไปถึงค่าแท่นหมึก ค่าเสื่อมของพู่กันและค่าจ้างคัดตำราอีกสามสิบห้าอีแปะอีก โดยรวมแล้วก็ประมาณเจ็ดร้อยอีแปะต่อหนึ่งเล่ม
นับเป็นการค้าที่ราคาสูงแต่เสี่ยงขาดทุนสูง
โดยเฉพาะเป่ยเฉิงที่วรรณกรรมและนักปราชญ์ไม่ได้รุ่งเรืองเทียบเท่ากับแคว้นอื่นของต้าโจวผู้คนในเป่ยเฉิงนั้นยากจนคนที่อ่านออกเขียนได้แทบจะนับหัวได้
แล้วตำราที่แพงขนาดที่สามารถเลี้ยงครอบครัวชาวนาหนึ่งครอบครัวได้หลายเดือนเช่นนี้ช่างไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
น่าแปลกที่ตระกูลจางเลือกที่จะจับธุรกิจที่ทำเงินได้ยากเช่นนี้
จ้าวห่าวหลินกวาดตามองทั้งสี่คนช่วยกันจัดการตำราคนหนึ่งเรียกแท่นพิมพ์ตามหน้าตำรา อีกคนฝนหมึกสำหรับพิมพ์ อีกคนก็จับคู่เข้าเล่มกระดาษส่วนอีกคนก็พิมพ์หน้ากระดาษ
แม้ว่าพวกเขาจะไม่รู้หนังสือแต่เฉินเฟิงเป็นคนละเอียดอ่อนสามารถจดจำรูปร่างของตัวอักษรและเทียบกับตำราก่อนจะเรียงอักษรสำหรับพิมพ์ได้อย่างแม่นยำทำให้ไม่ได้เสียเวลามากนัก
เขาไม่ได้อยู่คุ้มงานต่อแต่เดินออกจากเรือนไปยังบ้านสกุลเฉินด้านข้างแทน
ปกติยามเช้าบ้านสกุลเฉินจะไม่ได้ปิดประตูรั้วจ้าวห่าวหลินเดินตรงไปยังลานหลังบ้านที่ใช้เลี้ยงกระต่ายเหมือนทุกวัน มองเห็นควันลอยออกมาจากบานหน้าต่างและมีกลิ่นหอมโชยออกมา ดูเหมือนพี่สะใภ้กำลังทำกับข้าวอยู่ในห้องครัว
ลานด้านหลังบ้านสกุลเฉินมีคอกกระต่ายขนาดใหญ่จัดวางไว้พอเดินไปถึงเขาก็มองเห็นแผ่นหลังของพี่ใหญ่กำลังนั่งมองกระต่ายกระโดดโลดเต้นอยู่ในคอก
“พี่ใหญ่”เขาเดินไปจับบ่า มองลงไปยังขาที่ยังดามอยู่ “ขาพี่เป็นอย่างไรบ้างแล้ว?”
“ฮ่าๆๆเจ้าไม่เชื่อใจท่านหมอหรือ นี่ผ่านมาไม่นานข้าก็ไม่เจ็บไม่ปวดแล้ว อีกไม่นานก็คงหาย”เขาตอบอย่างอารมณ์ดี แม้ว่าตอนนี้อาการบาดเจ็บของเขาไม่อาจออกไปล่าสัตว์ได้แต่ว่าหลังบ้านของเขามีกระต่ายมากมายกระโดดโลดเต้น ยังต้องกลัวจะไม่มีเนื้อกินอีกหรือ
“วันนี้มีตัวเมียคลอดลูกเพิ่มอีกตัวได้ลูกกระต่ายออกมาแปดตัว แปดตัวเชียวนะ แล้วก็ยังมีกระต่ายอีกตัวท้องด้วยเจ้าพ่อกระต่ายตัวนี้ไม่เลวเลยจริง ๆ ฮ่าๆๆ”
จ้าวห่าวหลินเดินไปดูยังคอกเล็กที่จัดแยกให้ลูกกระต่ายเพิ่งคลอดกับแม่กระต่ายอยู่ด้วยกันอย่างสงบมุมหนึ่งนับดูแล้วมีแปดตัวจริงด้วย
“ตอนนี้กระต่ายในคอกมีเท่าไรหรือพี่ใหญ่”
“ข้าดักได้สามสิบตัวที่คลอดรอบแรกหกตัว รอบสองอีกเจ็ดตัว ตอนนี้คลอดเพิ่มอีกแปดตัว รวมแล้ว เอ่อ...” เฉินเหลียงโง่คำนวณเขาพยายามนับนิ้วใหญ่ๆของตัวเองด้วยสีหน้ามึนงง
จ้าวห่าวหลินหัวเราะ“ห้าสิบเอ็ดตัว” เขาคว้าเอาผักป่าที่หลินซื่อตากแห้งเพื่อใช้เลี้ยงกระต่ายออกมากำหนึ่งเพื่อเอาไปให้พวกกระต่ายกิน “ข้าว่าท่านสามารถแยกตัวผู้ไปขายสักชุดก่อนดีหรือไม่?”
“เฮ้ย! ไม่ได้ ๆจะขายตอนนี้ไม่ได้”
“ทำไมเล่า?”จ้าวห่าวหลินหันไปมองเขาอย่างไม่เข้าใจ ก็เห็นอยู่ว่าพ่อกระต่ายพวกนี้ตัวอ้วนกลมสมบูรณ์พอที่จะขายเหลาอาหารแล้ว
เฉินเหลียงยิ้มมีเลศนัย“เจ้าพวกนี้มันคึกคักดี ข้าเก็บไว้ให้แม่กระต่ายคลายเหงาอีกสักสองสามครอกให้พวกมันแก่ตัวอีกหน่อยแล้วค่อยเอาไปขายเถอะ ขายตอนที่พวกมันเรี่ยวแรงดีข้าทำใจไม่ได้”
จ้าวห่าวหลินหัวเราะลั่น“กระต่ายพวกนี้คลอดลูกไวแถมยังคลอดทีละเยอะ ๆ ท่านยังต้องกังวลอีกหรือ”
“อย่าคิดเช่นนั้นเด็กรุ่นใหม่หรือจะเท่าผู้มีประสบการณ์เล่า เชื่อข้าเถิดเก็บไว้ก่อนอีกสักหน่อยค่อยขาย”
จ้าวห่าวหลินส่ายหน้าแต่ไม่ได้โต้เถียงอะไร
ตอนนี้เดือนเก้าแล้วหากเก็บไว้จนเข้าหน้าหนาวตอนเดือนสิบเอ็ดก็นับว่าไม่เลวตอนนั้นกระต่ายจะขายได้ราคาถึงชั่งละยี่สิบอีแปะ กระต่ายตัวหนึ่งหนักประมาณสี่ชั่งก็ได้ตัวละร้อยอีแปะ
เท่ากับที่วิ่งอยู่ในคอกนี้เป็นก้อนเงินแวววาวทั้งสิ้น
กระต่ายใช้เวลาประมาณสามเดือนก็โตเต็มวัยถ้าคิดง่าย ๆ คือสามเดือนได้ห้าตำลึง หนึ่งปีได้ยี่สิบตำลึง นี่นับเป็นเงินที่มากมายนักสำหรับชาวบ้านในหมู่บ้านเล็กๆ
ไม่แปลกเลยที่เฉินเหลียงจะอารมณ์ดีและเฝ้าดูแลพวกมันอย่างดีราวกับพวกมันเป็นลูกในไส้
หลินซื่อทำอาหารมื้อเช้าเสร็จนางได้ยินเสียงหัวเราะของสามีก็เช็ดมือเดินออกมาจากในห้องครัว เห็นจ้าวห่าวหลินกำลังทำความสะอาดคอกกระต่ายให้นางอยู่นางก็แย้มยิ้มอ่อนโยน
“ปล่อยไว้เถอะข้าทำเองได้”
จ้าวห่าวหลินหันไปมองหลินซื่อ“พี่สะใภ้ดูแลพี่ใหญ่เถอะ เรื่องแค่นี้เองข้าจัดการได้”
เฉินเหลียงหัวเราะปัดมือ“ปล่อยให้เขาทำไปเถอะน่า”
หลินซื่อตีมือสามี“ท่านจะเกียจคร้านเกินไปแล้ว แอบใช้เสี่ยวหลินเช่นนี้ไม่กลัวจะโดนท่านหมอดุเอาหรือไง?”
พอได้ยินภรรยาพูดถึงท่านหมอเขาก็ชะงักไปเล็กน้อยกลอกตามองไปมาก่อนจะหัวเราะ“มีเสี่ยวหลินอยู่ยังต้องกังวลอีกหรือ?”
เสี่ยวหลินรีบตะโกนสวนกลับมา“กังวลสิขอรับ ข้าเองก็ยังกลัวนาง”
ทั้งสามคนหัวเราะกันอย่างครื้นเครงสนุกสนานหลินซื่อชวนจ้าวห่าวหลินกินมื้อเช้าด้วยกัน แต่ว่าเขาปฏิเสธเพราะที่บ้านยังมีเจ้าพวกลูกน้องอีกสี่คนรออยู่ทั้งสองคนจึงได้แต่ปล่อยให้เขากลับบ้านไป
หลงลิ่วเย่ที่แอบซุ้มคอยปกป้องจ้าวห่าวหลินอ้าปากค้าง
นายน้อย...เลี้ยงกระต่าย?ทักทายผู้คนอย่างกันเอง? แล้วตอนนี้ยังทำอาหารกินเอง?
เขายกมือขึ้นขยี้ตาตัวเองซ้ำอีกรอบมองดูให้แน่ชัดก็ยังคงเห็นเป็นชายหนุ่มคนเดิมที่เขาติดตามรับใช้
คนก็คนเดิมแต่เหมือนคนละคน....
อ่า!พอแต่งงานแล้วย่อมนิสัยเปลี่ยนไปสินะ อืม... ฮูหยินน้อยไม่ธรรมดาจริง ๆ
อีกคนหนึ่งที่ยังหาคำว่าไม่ธรรมดาจาก‘น้องสะใภ้’ ไม่พบก็คืออี้โยว
เขาใช้วิชาตัวเบาแอบกระโดดติดตามหลี่เจี่ยหลิงไปห่างๆ เพื่อคอยสังเกตการณ์ ผ่านมาแล้วสี่วันที่เขาติดตามหญิงสาว สิ่งเดียวที่เขารู้คือน้องสะใภ้คนนี้วรยุทธไม่ธรรมดาดังที่จ้าวห่าวหลินบอกคนที่คอยติดตามนางได้จึงเหลือเพียงเขาคนเดียว
หลงลิ่วเย่ถูกสั่งการให้คอยปกป้องจ้าวห่าวหลินอยู่ใกล้ๆ ส่วนหวงหยุนซานกับเหยาเวยถูกสั่งการให้คอยตรวจสอบโดยรอบหมู่บ้านหนิวเจียและตัวเมืองอย่างเข้มงวดเพื่อตรวจสอบคนเข้าออกในช่วงนี้
มีเพียงพี่น้องเซวี่ยสองคนที่มุ่งหน้าไปสืบค้นข้อมูลของหลี่เจี่ยหลิงโดยละเอียด
อี้โยวไม่เข้าใจวิชาแพทย์ย่อมไม่เข้าใจความเก่งกาจของน้องสะใภ้ เพียงแต่รู้ว่าน้องสะใภ้คนนี้มีฝีมือและได้รับการยกย่องจากชาวบ้านแปดลี้สิบหมู่บ้านโดยรอบ
ไม่ใช่ว่าเจ้าห่าวหลินบอกว่าน้องสะใภ้คิดค้นเทียบยาสำหรับถอนพิษได้แล้วอย่างนั้นหรอกหรือ?
ต้องรู้ก่อนว่าพิษที่อยู่ในร่างของห่าวหลินตอนนี้แม้แต่เจ้าสำนักยังทำได้เพียงแค่สะกัดมันเอาไว้ด้วยวิชาสะกดจุดเส้นลมปราณของสำนักเต๋าและตาเฒ่าหลี่เองก็ได้เชิญทั้งหมอหลวงหมอเลื่องชื่อจากทั่วใต้หล้ามาตรวจสอบอาการของห่าวหลิน แต่ไม่มีใครสามารถรับรู้ได้ถึงพิษในร่างของเจ้าเด็กนั่นได้แม้แต่คนเดียวแต่...ห่าวหลินบอกว่าน้องสะใภ้คนนี้สามารถรับรู้ถึงพิษได้นอกจากนี้ยังสามารถคิดค้นยาถอนพิษได้แล้วอีกด้วย
หรือว่า...น้องสะใภ้กำลังปลอบใจเจ้าเด็กนั่นกัน?
อี้โยวหยุดที่ต้นไม้ห่างออกไประยะหนึ่งมองตรงไปยังหญิงสาวทั้งสองที่เข้าไปในบ้านดินของชาวบ้านหลังหนึ่งเขาถอนหายใจเอกเขนกอยู่บนต้นไม้ คว้าเอาถุงเหล้าสาโทออกมากระดก
รสชาตินุ่มนวลและหวานปลายลิ้นช่างแตกต่างกับสุราที่ขายในท้องตลาดนักถึงจะห่างชั้นกับเหล้าดอกท้อของน้องสาวเล็กน้อยแต่ก็นับว่าไม่เลวทีเดียว
สมองครุ่นคิดหากเป็นเช่นนี้คงไม่ดีแน่... พอนึกภาพชายหนุ่มอีกคนมองเขาด้วยสายตาเหยียดหยามสมเพชที่ไม่อาจทำเรื่องนี้ได้สำเร็จแล้วก็รู้สึกไม่ยินยอม
“โฉมงามสะคราง...”เสียงอ้อแอ้มึนเมาเดินผ่านใต้ต้นไม้ที่เขากำลังนอนเอกเขนกอยู่
ดวงตาของอี้โยวเปล่งประกายเจ้าเล่ห์
.......
หลี่เจี่ยหลิงทอดสายตาสีท้องฟ้าเบื้องบนแล้วก็ถอนหายใจ
ชุนเชียงตีคู่เข้ามาข้างกายหญิงสาว“เจ้ากังวลเรื่องสมุนไพรที่เหลือของท่านเขยใช่หรือไม่?”
“อืม...เหลืออีกสิบกว่าชนิด แต่สมุนไพรที่หายากที่สุดและยังไม่มีเบาะแสเลยในตอนนี้ก็คือ ‘หญ้าเหล่ากู่’ข้าจำได้เพียงแต่หญ้าชนิดนี้จะอยู่ในพื้นที่มืดทึบและอับชื้นแต่ข้าจำไม่ได้แล้วว่าครั้งนั้นอาจารย์ได้หญ้าชนิดนี้จากที่ไหน?”
“ใช่หญ้าสีเขียวสะท้อนแสงในที่มืดที่เจ้าใช้เป็นส่วนผสมของยาหยินหยางหรือไม่?”
“ใช่หญ้าเหล่ากู่มีคุณสมบัติในการขจัดพิษร้อยชนิดและเป็นตัวยาสำคัญอีกตัวที่ใช้ในการถอนพิษครั้งนี้”สีหน้าของหลี่เจี่ยหลิงมีความหนักใจและอ่อนล้า
ชุนเชียงมีสีหน้าย่ำแย่เห็นใจตามไปด้วย“เอาน่า... ไม่เป็นไรนี่ เจ้ามักจะหาวิธีได้เสมอ ข้าว่าหากพวกเราพยายามมากพอก็คงจะพบหญ้าชนิดนี้แน่เจ้าไม่ต้องกังวลหรอก”
“คงเป็นเช่นนั้น”
หลี่เจี่ยหลิงจะบอกได้หรือว่าตอนนี้พิษที่อยู่ในร่างของชายหนุ่มโดยเจ้าสำนักเต๋าสะกัดจุดเส้นลมปราณเอาไว้และเขาเหลือเวลาอีกเพียงแค่ไม่กี่เดือน ก่อนที่เส้นลมปราณจะสะบั้นแล้วพิษชนิดนั้นจะกระจายไปทั่วร่างถึงตอนนั้นต่อให้เป็นเซียนลงมาช่วยด้วยตัวเอง ก็ไม่อาจยื้อชีวิตของห่าวหลินกลับมาได้
ตอนนี้...เวลาเขาใกล้จะหมดแล้ว
ตอนนี้เป็นเวลายามโหย่วท้องฟ้าย้อมเป็นสีแสดของยามเย็น ชาวบ้านทั่วไปคงเตรียมตัวเข้านอนแล้ว
“อ๊าก....”เสียงร้องโหยหวนดังขึ้น
ชุนเชียงหันมองหน้าหลี่เจี่ยหลิงก่อนจะเร่งม้าควบนำหน้าขึ้นไปก่อนเพื่อตรวจสอบสถานการณ์
“แย่แล้วหลิงเอ๋อร์มีคนบาดเจ็บหนัก!”
หลี่เจี่ยหลิงรีบควบม้าเข้าขึ้นไปหาชุนเชียงอย่างรวดเร็วมองเห็นชายวัยกลางคนนอนอาบเลือดทั่วตัวบาดเจ็บสาหัส “พาเขาไปในป่าข้างทาง”
ชุนเชียงพยุงร่างของชายคนนั้นขึ้นมาแล้วพุ่งกระโดดหายเข้าไปในป่าข้างทางหลี่เจี่ยหลิงเองก็กระโดดลงจากหลังม้าพุ่งตามติดเข้าไป
อี้โยวแย้มยิ้มพอใจรีบติดตามไปทันทีเช่นกัน
ขวับ....
หลี่เจี่ยหลิงหันกลับมามองทางทิศของอี้โยวอย่างรวดเร็วชายหัวโล้นรีบพุ่งถอยกลับไปเล็กน้อยซ่อนตัวหลังต้นไม้ปิดกั้นลมหายใจและลมปราณพลังของตัวเองรออยู่สักพักก็ออกมาไม่เห็นหญิงสาวอยู่ตรงนั้นแล้ว
ยอดฝีมือ...หึ! เจ้าห่าวหลินไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
มีเมียทั้งคนก็ได้ทั้งหมอทั้งยอดฝีมือจิ๊ ๆ ...เสน่ห์เหลือร้าย
รอบนี้อี้โยวระวังตัวในการติดตามสองสาวมากขึ้นทันทีที่ไปถึงก็เห็นหลี่เจี่ยหลิงกำลังสั่งการสาวใช้ให้ปลดเสื้อของชายขี้เมาคนนั้นเรียบร้อยแล้วหญิงสาวเรียกของออกมาจากความว่างเปล่า
....แหวนมิติ!
อี้โยวขมวดคิ้วผู้ที่ได้ครอบครองแหวนมิติล้วนแต่เป็นผู้ที่มีประวัติไม่ธรรมดาทั้งสิ้น
ห่าวหลิน...เจ้าไปหาเมียมาจากไหนกันแน่เนี่ย?