ความวุ่นวายด้านล่างเวทีดำเนินไปครู่หนึ่งก่อนจะสงบลงเมื่ออวี๋ล่างถูกหามออกไปอย่างรวดเร็วทว่าสายตาหลายคู่ที่มองมายังหลี่ลั่วนั้นกลับแฝงไปด้วยความหวาดกลัวเล็กน้อย
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาตกใจที่หลี่ลั่วลงมือหนักเกินไป
หลี่ลั่วเห็นดังนั้นก็รู้สึกจนใจอยู่บ้างเหมือนกันแอบด่าอวี๋ล่างในใจ ไอ้เวรนี่ อยู่ดีๆ ก็มาทำให้เขาเสียชื่อไปด้วยเฉยเลย
เขายืนอยู่บนเวทีกวาดสายตามองไปรอบๆ สุดท้ายก็หยุดลงที่ตำแหน่งหนึ่ง
ตรงจุดนั้นซ่งอวิ๋นเฟิงกำลังพูดคุยหัวเราะอย่างสนุกสนานอยู่ท่ามกลางฝูงชนและเหมือนจะรู้สึกได้ถึงสายตาของหลี่ลั่ว จึงเงยหน้าขึ้นมองหลี่ลั่วอย่างเย็นชาครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับไป
หลี่ลั่วเองก็ไม่ได้คิดจะเข้าไปพูดคุยด้วยแต่อย่างใดจึงหันหลังลงจากเวทีต่อสู้ไปโดยตรง
“พี่ลั่วพี่ร้ายเหมือนกันนะ แม้แต่อวี๋ล่างยังจัดการได้”จ้าวคั่วที่อยู่ล่างเวทีก็ตรงเข้ามาหาพร้อมกล่าวชื่นชม
“เจ้านั่นประมาทเกินไปหน่อย”หลี่ลั่วประเมินความแข็งแกร่งของทั้งสองฝ่ายดูเล็กน้อย หากยังสู้กันต่อไปละก็เขาก็ยังสามารถเอาชนะอวี๋ล่างได้อยู่ดี แต่คงต้องใช้เวลานานเล็กน้อย
เช่นนี้แล้วพลังต่อสู้ของเขาในตอนนี้น่าจะถือได้ว่าเป็นจุดสูงสุดแห่งระดับเจ็ดตราแล้วด้วยความแข็งแกร่งระดับนี้ การติดยี่สิบอันดับแรกก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรแล้ว
ตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่การประลองอีกสองรอบในวันพรุ่งนี้เท่านั้นหากเขาชนะได้ทั้งสองรอบ เขาก็จะต้องติดหนึ่งในยี่สิบอันดับแรกได้อย่างแน่นอนเมื่อถึงตอนนั้นเขาก็จะได้พักผ่อนบ้างเสียที
ได้ยินว่าหลังจากที่ปรากฏผู้เข้ารอบยี่สิบอันดับแรกออกมาแล้วก็จะเลือกได้ว่าจะประลองเพื่อจัดอันดับต่อหรือไม่หลี่ลั่วไม่ได้สนใจเรื่องนี้มากนักเพราะอย่างไรเสียเพียงติดยี่สิบอันดับแรกก็มีสิทธิ์เข้าร่วมการสอบใหญ่ของวิทยาลัยอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องมาเสียเวลาต่อสู้อย่างไร้ความหมายพวกนี้อีก
เอาเวลาพวกนั้นไปหลอมสร้างน้ำยาแสงวิเศษยังจะดีกว่า
หลังจากการประลองสองรอบในวันนี้จบลงหลี่ลั่วไม่ได้ออกจากวิทยาลัยทันทีเพราะตารางการประลองสองรอบสุดท้ายในวันพรุ่งนี้จะถูกประกาศออกมาล่วงหน้าในวันนี้
เขาต้องการจะรอดูคู่ต่อสู้ในวันพรุ่งนี้
การรอคอยของเขาก็ไม่ได้ใช้เวลานานมากเท่าใดนักหลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมงแล้วก็มีเสียงกระดิ่งดังขึ้นจากลานกว้างหลี่ลั่วและจ้าวคั่วจึงเดินตรงไปยังกำแพงหินแห่งหนึ่ง
รอบๆกำแพงหินมีนักศึกษาล้อมรอบอยู่เต็มไปหมดหลี่ลั่วกวาดสายตามองตัวอักษรที่ปรากฏขึ้นบนกำแพงหินอย่างต่อเนื่องจากนั้นไม่นานก็พบกับคู่ต่อสู้สองคนของเขาในวันพรุ่งนี้
คู่ต่อสู้คนแรกเป็นนักศึกษาจากตึกหนึ่งที่มีความแข็งแกร่งระดับเจ็ดตราน่าจะอ่อนแอกว่าอวี๋ล่างเล็กน้อย ไม่น่าจะมีปัญหามากนัก
แต่เมื่อหลี่ลั่วเห็นคู่ต่อสู้คนสุดท้ายที่เขาต้องเผชิญหน้าด้วยแล้วดวงตาก็หรี่ลงเล็กน้อย
“พี่ลั่วคู่ต่อสู้คนสุดท้ายของพี่คือซ่งอวิ๋นเฟิง!” จ้าวคั่วที่อยู่ข้างๆก็เห็นตารางนั้นเช่นกัน จึงส่งเสียงออกมาด้วยความตกใจ
ใช่แล้วคู่ต่อสู้ในรอบสุดท้ายของหลี่ลั่วคือซ่งอวิ๋นเฟิงผู้ที่อยู่ในอันดับสองของตึกหนึ่ง!
สายตาหลายคู่จับจ้องมองมาที่เขาด้วยความเห็นใจ
ถึงแม้ว่าช่วงนี้หลี่ลั่วจะพัฒนาความแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันนี้เขายังเอาชนะอวี๋ล่างมาได้แต่ย่างก้าวของเขาคงต้องหยุดลงเพียงเท่านี้แล้ว เพราะเขาต้องเจอกับซ่งอวิ๋นเฟิง
“ตอนนี้ซ่งอวิ๋นเฟิงมีความแข็งแกร่งระดับแปดตราแล้วด้วยจะดวงซวยเกินไปแล้ว” จ้าวคั่วถอนหายใจออกมาด้วยความเสียดายแทนหลี่ลั่ว
หลี่ลั่วไม่ได้รู้สึกแปลกใจมากนัก“คนที่สามารถอยู่รอดมาได้จนถึงตอนนี้ล้วนไม่ใช่คนอ่อนแอ การที่ต้องมาเจอกับซ่งอวิ๋นเฟิงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร”
“แต่ไม่เป็นไรหรอกถึงแม้ว่าพรุ่งนี้พี่จะแพ้ไปหนึ่งรอบแต่พี่ก็ต้องติดยี่สิบอันดับแรกได้แน่นอนอยู่แล้ว” จ้าวคั่วกล่าวปลอบใจ
หลี่ลั่วได้ยินเช่นนั้นกลับพยักหน้าด้วยรอยยิ้มแววตาล้ำลึก ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
ส่วนอีกด้านหนึ่งของลานกว้างซ่งอวิ๋นเฟิงเองก็เห็นรายชื่อผู้เข้าประลองในวันพรุ่งนี้บนกำแพงหินแล้วเช่นกันเขาจ้องมองชื่อของหลี่ลั่วอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะแสยะยิ้มที่มุมปาก
“เมื่อครู่นี้เจ้ายังสีหน้าไม่ค่อยดีอยู่เลยทำไมตอนนี้อยู่ๆ ก็อารมณ์ดีขึ้นมาแล้วล่ะ?” ด้านข้างได้มีเสียงของหญิงสาวดังขึ้นด้วยความสงสัยเป็นตี้ฝ่าฉิงนั่นเอง
“เพราะพรุ่งนี้ข้าจะได้เจอกับคู่ต่อสู้ที่ทำให้อารมณ์ดีขึ้นมาได้ไงล่ะข้าคาดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าจะมีเรื่องโชคดีราวกับสวรรค์ดลบันดาลเช่นนี้เกิดขึ้นด้วย”ซ่งอวิ๋นเฟิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ตี้ฝ่าฉิงมองด้วยดวงตาคู่สวยจากนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่งเช่นกันก่อนจะกล่าวว่า “ที่แท้ก็ได้เจอกับหลี่ลั่ว...ก็ไม่แปลก พวกเจ้าต่างก็ชนะรวดมาเหมือนกันโอกาสที่ต้องมาเจอกันมันก็ไม่น้อยอยู่แล้ว”
“แต่มันก็ดวงซวยจริงๆดูท่าสถิติชนะรวดอย่างสวยงามของมันคงต้องจบลงเพียงเท่านี้แล้ว”
ตี้ฝ่าฉิงรู้ดีว่าซ่งอวิ๋นเฟิงแข็งแกร่งมากแค่ไหนในทั่วทั้งวิทยาลัยหนานเฟิงนั้นมีเพียงหลี่ว์ชิงเอ๋อร์เท่านั้นที่สามารถเอาชนะเขาได้ถึงแม้ว่าช่วงนี้หลี่ลั่วจะมีทีท่าว่าจะผงาดกลับขึ้นมาได้อีกครั้งแล้วแต่เมื่อเทียบกับซ่งอวิ๋นเฟิง มันก็ยังคงห่างชั้นกันจนยากจะก้าวข้ามไปได้อยู่ดี
นางสามารถจินตนาการได้เลยด้วยซ้ำว่าการต่อสู้ในวันพรุ่งนี้ หลี่ลั่วจะต้องพ่ายแพ้ยับเยินแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้นนางยังรู้ด้วยว่าในใจของซ่งอวิ๋นเฟิงนั้นมีความขุ่นเคืองต่อหลี่ลั่วอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะด้วยเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องความแค้นระหว่างตระกูลซ่งกับคฤหาสน์ลั่วหลานก็ตามดังนั้นพรุ่งนี้เมื่อซ่งอวิ๋นเฟิงลงมือ เกรงว่าเขาคงจะใช้วิธีที่ดุดันร้ายกาจที่สุดจากนั้นก็กระทืบหลี่ลั่วกลับลงไปในโคลนตมอีกครั้ง
ตอนนี้กระทั่งตี้ฝ่าฉิงก็ยังอดรู้สึกเห็นใจหลี่ลั่วขึ้นมาไม่ได้เหตุการณ์ในวันพรุ่งนี้ มันจะจบลงอย่างไรกัน
แต่เจ้าบ้าหลี่ลั่วเองก็เหลือเกินรู้ทั้งรู้ว่าซ่งอวิ๋นเฟิงหมายปองหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ แต่กลับยังไปสนิทสนมกับนาง...ต้องรู้ว่าผู้ชายที่เพลิงริษยาลุกโชนขึ้นมาแล้ว มันไม่ค่อยมีเหตุผลกันหรอกนะ
อีกด้านหนึ่งหลังจากที่หลี่ลั่วรู้ว่าคู่ต่อสู้ในวันพรุ่งนี้คือใครแล้วเขาก็แยกทางกับจ้าวคั่วท่ามกลางสายตาที่มองมาด้วยความเห็นใจจากนั้นก็ออกจากวิทยาลัยไปโดยตรง
บนรถม้าที่กำลังมุ่งหน้ากลับบ้านหลี่ลั่วหลับตาครุ่นคิด
การต่อสู้กับซ่งอวิ๋นเฟิงในวันพรุ่งนี้ต้องยอมรับว่ามันยากลำบากมากจริงๆ ฝ่ายตรงข้ามไม่เพียงแต่อยู่ในระดับแปดตราพลังอัตลักษณ์ของซ่งอวิ๋นเฟิงเองเดิมทีก็แข็งแกร่งกว่าเขาอยู่แล้วด้วยยิ่งไปกว่านั้น ซ่งอวิ๋นเฟิงยังมีอัตลักษณ์อินทรีแดงระดับเจ็ดอีก
อัตลักษณ์เก้าระดับระดับเจ็ดถึงเก้าถือเป็นระดับสูง ดังนั้นอัตลักษณ์ที่ไปถึงระดับเจ็ดได้ก็จะสามารถเรียกว่าเป็นอัตลักษณ์ระดับสูงได้ด้วย
อย่าได้ดูถูกคำว่าระดับสูงเป็นอันขาดเพราะมันไม่ได้เปลี่ยนแค่ชื่อเท่านั้นแต่เมื่อใดก็ตามที่อัตลักษณ์ไปถึงระดับเจ็ดแล้วพลังอัตลักษณ์ที่บำเพ็ญออกมาได้ก็จะเปลี่ยนไปแตกต่างจากคนทั่วไปด้วย พูดง่ายๆก็คือ พลังอัตลักษณ์ที่บำเพ็ญออกมาจากอัตลักษณ์ระดับสูงนั้น จะมีเอกลักษณ์ที่มากกว่าพลังอัตลักษณ์ที่บำเพ็ญออกมาจากอัตลักษณ์ระดับต่ำและระดับกลาง
เอกลักษณ์ที่ว่านี้ยากจะอธิบายอย่างละเอียดได้แต่ความมหัศจรรย์ของมัน มีเพียงผู้ที่ต้องต่อกรด้วยเท่านั้นจึงจะรับรู้ได้
ดังนั้นอัตลักษณ์ระดับเจ็ดจึงเป็นดั่งเส้นแบ่งเขตเมื่อก้าวข้ามผ่านกำแพงนี้ไปได้ก็จะกลายเป็นอัตลักษณ์ระดับสูง
แม้แต่ในอัตลักษณ์ระดับสูงก็ยังคงแบ่งออกได้อีกสองชั้นซึ่งการแบ่งย่อยเช่นนี้จะไม่มีในอัตลักษณ์ระดับหนึ่งถึงหกดูจากจุดนี้ก็สามารถบ่งบอกถึงความห่างชั้นของระดับสูงได้เช่นกัน
ซึ่งอัตลักษณ์อินทรีแดงที่ซ่งอวิ๋นเฟิงครอบครองอยู่นั้นเป็นอัตลักษณ์ระดับเจ็ดชั้นล่าง
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นความแข็งแกร่งของพลังอัตลักษณ์หรือระดับของอัตลักษณ์หลี่ลั่วก็ด้อยกว่าซ่งอวิ๋นเฟิงทั้งหมดการต่อสู้ครั้งนี้กล่าวได้ว่าไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
ไม่มีใครมองว่าหลี่ลั่วจะชนะซ่งอวิ๋นเฟิงในการต่อสู้ครั้งนี้ได้แม้แต่ตัวหลี่ลั่วเองก็เช่นกัน
“ลำบากมากจริงๆ”
หลี่ลั่วพึมพำกับตัวเองถึงแม้ว่า “อัตลักษณ์น้ำแสง” ของเขาจะพิสดาร แต่ไม่ว่าจะพิสดารเพียงใดมันก็ยังคงเป็นเพียงแค่อัตลักษณ์ระดับห้าถึงแม้ว่าอัตลักษณ์น้ำแสงจะสามารถใช้หลอมสร้างน้ำยาแสงวิเศษได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ด้อยไปกว่าอัตลักษณ์ระดับเจ็ดเลยแต่หากใช้ในการต่อสู้ละก็มันก็ไม่สามารถสร้างความได้เปรียบเมื่อต้องเผชิญหน้ากับระดับเจ็ดได้มากเท่าใดนักอยู่ดี
หากสามารถยกระดับ“อัตลักษณ์น้ำแสง” ขึ้นไปถึงระดับหกได้ละก็ แรงกดดันของเขาก็คงจะลดน้อยลงไปได้มากแต่น่าเสียดายที่แม้ช่วงนี้หลี่ลั่วจะใช้น้ำยาแสงวิเศษระดับห้าอย่างต่อเนื่องแต่การจะยกระดับไปสู่ระดับหกได้ ก็ยังคงต้องใช้เวลาอีกพอสมควรซึ่งมันไม่ทันอย่างแน่นอน
“หรือว่า...จะยอมแพ้ไปเลยดี?”
หลี่ลั่วเกาหัวอันที่จริงทางเลือกนี้ก็สามารถเก็บไว้เป็นทางเลือกสำรองได้เหมือนกันเพราะไม่ว่าจะมองมุมไหน ทางเลือกนี้ก็เป็นทางเลือกที่ปกติที่สุดอยู่แล้วเพราะคนที่ฉลาดย่อมต้องมองออกอยู่แล้วว่าทั้งสองฝ่ายมันห่างชั้นกันมากเกินไปซึ่งหากรู้ทั้งรู้ว่าต้องพ่ายแพ้ยับเยินอยู่แล้วแต่ยังฝืนสู้อีกแบบนั้นมันพวกโรคจิตชอบเจ็บตัวไม่ใช่หรือ?
หลี่ลั่วครุ่นคิดครู่หนึ่งสุดท้ายวันนี้เขาก็ไม่ได้ไปที่เรือนซีหยาง แต่กลับตรงกลับไปยังบ้านเก่าทันทีเพราะถึงแม้จะมีทางเลือกสำรองแล้วแต่เขาก็ยังรู้สึกว่าต้องเตรียมพร้อมเผื่อรับมือเหตุการณ์ไม่คาดฝันเอาไว้ด้วย