8
คู่หมั้นที่แสนดี (กับคนอื่น)
“เหมยลี่ลูก”
“ขอโทษค่ะ หนูแค่ใมากไปหน่อย” เหมยลี่ก้มหัวขอโทษทุกคน พอเจอหน้าคู่หมั้นหนุ่มเธอก็ร้อง โอ้โห.... ภายในใจ ตะลึงในความหล่อมากไปหน่อย ก็แค่อาการแพ้คนหล่อมันกำเริบกะทันหัน
“เยียหลุน ทักทายน้องสิ นี่น้องเหมยลี่ คู่หมั้นของลูก” เจียงฝูเฉินอยากให้ทั้งสองคนได้พบหน้ากัน หนูเหมยลี่ทั้งหน้าตาน่ารัก นิสัยใจคอก็ร่าเริงสดใส เหมาะกับลูกชายคนเล็กของตนที่สุดแล้ว
“สวัสดีครับ” เขาทักทายอีกฝ่ายอย่างสุภาพ
“สวัสดีค่ะ” พอตั้งสติได้แล้ว ความหล่อของเขาก็ไม่สามารถทำให้อาการแพ้คนหล่อของเธอกำเริบได้อีก พยายามบอกตัวเองว่าอย่างจ้องมองอีกฝ่ายมากเกินไป
จากนั้นทุกคนก็พูดคุย ทำความรู้จักกันอยู่พักหนึ่ง ประโยคสนทนาส่วนใหญ่เป็ลุงเจียงและคุณพ่อที่เอ่ยถาม เธอและคู่หมั้นหนุ่มได้แค่เอ่ยตอบ
เขาเป็ทหาร เป็ผู้ชายในเครื่องแบบ อดคิดไม่ได้ว่าหากเขาใส่ชุดทหารเต็มยศจะหล่อเท่ขนาดไหน แต่ต้องดูดีมาก ๆ อย่างแน่นอน
หยางเฟยน้องชายของเธอตื่นเต้นมาที่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็ทหาร แล้วลุงเจียงก็ด้วย ครอบครัวของลุงเจียงเป็ทหารกันทั้งบ้าน ตามคำบอกเล่าของลุงเจียง
หยางเฟยชวนคู่หมั้นหนุ่มพูดคุยเื่การเป็ทหาร อย่างที่คิดหยางเฟยอยากเป็ทหาร คนเป็พ่อเองก็สนับสนุน ส่วนหยางหลงไม่ได้สนใจเข้าร่วมกองทัพ เขาชอบทำการค้ามากกว่า เขาอยากเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เขาอยากเป็นักธุรกิจ เธอเชื่อว่าน้องชายเธอจะต้องเป็นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน
หลังมื้ออาหารค่ำทุกคนพูดคุยกันอย่างถูกคอ หยางเฟยชวนเจียงเยียหลุนคุยไม่หยุด ปกติเขาไม่ค่อยพูดหรือสนิทกับคนที่เพิ่งรู้จักกันขนาดนี้
ส่วนผู้ใหญ่ก็แยกตัวไปพูดคุยเื่ส่วนตัวกัน คงเป็เื่การหมั้นหมายของเธอและเจียงเยียหลุนอย่างเป็ทางการ เหมยลี่และน้อง ๆ อยู่ที่โถงหน้าบ้าน เธอแค่รับฟังการพูดคุยของน้องชายและคู่หมั้นหนุ่มเท่านั้น
“หยางเฟย หยางหลง มาช่วยแม่เก็บของในครัวหน่อยลูก” ผู้เป็แม่ออกมาตามลูกชายทั้งสอง
“หนูช่วยเองค่ะแม่” เหมยลี่รับอาสา
“ลูกอยู่คุยเป็เพื่อนพี่เยียหลุนดีกว่าจ้ะ หยางเฟย หยางหลงตามแม่มา” น้องชายทั้งสองคนทำตามที่แม่บอกอย่างว่าง่าย
ทำให้ตอนนี้ที่โถงหน้าบ้านมีแค่เหมยลี่และเจียงเยียหลุน พออยู่กันสองคนก็มีแต่ความเงียบ ไม่มีใครเอ่ยประโยคเปิดบทสนทนาระหว่างพวกเขาทั้งสองคน
“เออ...คุณจะกลับวันไหน ?” เหมยลี่เอ่ยประโยคคำถามแรกออกมา แต่กลับไม่มีประโยคออกจากปากของอีกฝ่าย เขาเพียงแค่จ้องมองใบหน้าของเธอ
“คุณจะเดินทางกลับวันไหนคะ ?” เหมยลี่เอ่ยถามอีกครั้ง
“เธอไล่ฉันหรือ ?” ประโยคแรกที่เขาตอบกลับมา เหมยลี่ถึงกับงง การที่เธอถามว่าเขาจะกลับวันไหน ? เป็การไล่เขาอย่างนั้นหรือ ?
“นึกว่าเธอจะอยากเข้าพิธีหมั้นกับฉันเร็ว ๆ เสียอีก”
“...” อิหยังวะ เพิ่งเจอหน้ากันยังไม่ถึงสองชั่วโมง พูดคุยกันนับคำได้ เอาอะไรไปคิดว่าเธออยากหมั้นกับเขา เธอแค่แพ้คนหล่อ ไม่ใช่ว่าเธอจะชอบคนหล่อทุกคนนะเว้ย โดยเฉพาะกับคนหล่อตรงหน้า
“ใครเขาอยากจะหมั้นกัน” เหมยลี่บ่นพึมพำออกมา แต่เจียงเยียหลุนได้ยินมันชัดเจน
“คิดว่าฉันอยากจะหมั้นกับผู้หญิงสติไม่ดีนักหรือไง ?” ผู้หญิงสติไม่ดี นี้เขากำลังหมายถึงเธอใช่ไหม ? เธอกลายเป็ผู้หญิงสติไม่ดีั้แ่เมื่อไหร่ ?
“ฉันเป็คนสติดี คุณเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า คุณเจียงเยียหลุน” มีใครเคยบอกเขาไหม ? ว่าเขาเป็คนหน้าตาดี แต่ปากร้าย
“ก็เธอไง”
“ฉันสติดี”
“หึ ๆ คนสติไม่ดีมักบอกว่าตัวเองสติดีเสมอ”
“...” กวนตีนเกินไปแล้วนะคะ
“งั้นก็ขอแสดงความยินดีด้วย ที่คุณจะได้หมั้นหมายกับผู้หญิงสติไม่ดี คนนี้” เหมยลี่เอ่ยวาจาประชดประชัน ก็เขามาว่าเธอก่อน พร้อมกับส่งรอยยิ้มแสนร่าเริงให้กับอีกฝ่าย กำลังเล่นละครแสดงออกถึงความดีใจที่จะได้หมั้นหมายกับอีกฝ่ายอย่างเป็ทางการ
“ดีใจด้วยนะคะพี่เยียหลุนที่ได้หมั้นกับคนสวยแสนดีอย่างฉัน” เจียงเยียหลุนถึงกับคิ้วกระตุก เจอหน้ากันตอนแรก เธอดูตระหนกใ จ้องมองเขาด้วยความไร้สติ มาตอนนี้กลับเอ่ยวาจาชวนให้เขามีน้ำโหขึ้นมาหน่อย ๆ
“คนสวย ? ?”
“ในห้องเธอมีกระจกหรือเปล่า ?” เหมยลี่ถึงกับคิ้วกระตุก เธอเข้าใจความหมายที่เขากำลังจะสื่อเป็อย่างดี ปากร้ายจริง ๆ พ่อคุณ
“แน่นอนว่ามีค่ะ ฉันถึงรู้ว่าฉันสวยมาก” ไม่มีคนมาหลงเราก็ต้องหลงตัวเองเอาไว้ก่อน
“หึ ไร้สาระ” เห็นอีกฝ่ายลอยหน้าลอยตาตอบอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร ทำเอาเขาเริ่มหงุดหงิดขึ้นมา
“หรือคุณจะบอกว่าฉันไม่สวย” ก็ไม่ได้มั่นหน้ามั่นโหนกขนาดนั้น รู้แหละว่ามีคนที่สวยกว่า
“ไม่เห็นจะน่ารักตรงไหนเลย”
“ดูใกล้ ๆ ก่อนสิ ไม่เห็นจะน่าเกลียดตรงไหนเลย” นี่ใบหน้านางเอกเลยนะ จะน่าเกลียดได้ยังไง เหมยลี่ยื่นหน้าเข้าไปใกล้อีกฝ่าย จากนั้นทำตาโต ตาแบ๊วใส่อีกฝ่าย
“ก็ยังน่าเกลียดอยู่ดี”
“...”
ขณะที่ทั้งคู่ยืนต่อล้อต่อเถียงกันอยู่ ผู้ใหญ่ที่ยืนมองอยู่ไกล ๆ กำลังยิ้มกับภาพที่เห็น เห็นหนุ่มสาวทั้งสองคน พูดคุยและยิ้มให้กัน พวกเขาก็สบายใจ
“น้องอี้หยาง พี่บอกแล้วว่าพวกเขาทั้งสองต้องเข้ากันได้ดี” เจียงฝูเฉินยิ้มอย่างพอใจ
“ครับ ผมก็คิดแบบพี่เจียง”
“เรามาคุยเื่งานหมั้นต่อกันเถอะ พี่ว่าเราเร่งเข้ามาอีกหน่อยดีไหม ? เด็ก ๆ เข้ากันได้ดีคงไม่มีปัญหาอะไร ?”
“ผมว่าก็ดีเหมือนกันครับ”
ส่วนฝ่ายหนุ่มสาวก็ไม่ได้รู้เื่รู้ราวเื่ที่ผู้ใหญ่เขาคุยกัน เอ๊ะหรือจะมีแค่เหมยลีที่ไม่รู้เื่คนเดียว...
“คุณเจียงเยียหลุน” เหมยลี่เอ่ยเรียกเขาด้วยน้ำเสียงจริงจัง เธอคิดอยู่พักหนึ่งถึงได้เอ่ยเรียกชื่อเขา
น้ำเสียงจริงจังของเธอทำให้อีกฝ่ายหันมาสบตาเธอ เมื่อครู่เธอยังพูดจาประชันฝีปากกับเขาอยู่เลย แต่ตอนนี้แววตา สีหน้าของเธอกลับจริงจังขึ้นราวกับคนละคนกับเมื่อครู่
“ฉันมีเื่อยากจะร้องขอให้คุณช่วย”
“ทำไมฉันต้องช่วยเธอ ?”
“ก็เพราะฉันขอร้องคุณไง ขอร้องจากใจเลย ?”
“แล้วทำไมฉันต้องช่วย”
“คุณยังไม่ได้ฟังเื่ที่ฉันจะขอร้องคุณเลยนะ” เขาก็ตัดสินใจจะไม่ช่วยเธอเสียแล้ว
“หรือว่าคุณอยากหมั้นหมายและแต่งงานกับฉัน”
“ไร้สาระ” แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเื่นี้ ผู้หญิงคนนี้คิดเข้าข้างตัวเองไปไกลขนาดนี้ได้ยังไง ถ้าเป็ลูกน้องในค่ายทหารเขาจะสั่งทำโทษเธอ
“ฉันอยากยื้อเวลาการหมั้นหมายของเราออกไปอีกหน่อย” นี่คือเื่จริงจังที่เธอ้าพูดคุยกับเขา
“ไม่ได้”
“ทำไม ?” เหมยลี่ได้แต่งง เขาไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายจะตอบกลับโดยไม่ผ่านการตรึกตรองเสียก่อน
“พ่อของฉันคงไม่ยอม ยังไงกำหนดการหมั้นหมายก็จะต้องมีขึ้นในเดือนสาม”
“เดือนสาม” เหมยลี่ถึงกับเบิกตากว้าง เดือนสามก็อีกสองเดือนนี้แล้ว ทำไมอะไร ๆ มันรวดปานนั้น
“ทำไม ดีใจจนเป็บ้าที่จะได้หมั้นหรือไง ?”
“อะไรทำให้คุณคิดแบบนั้น ไร้สาระ” ขอยืมคำพูดของเขามาเอาคืนเขาหน่อยเถอะ
“นี่เธอ!!”
“ไม่ต้องมาชี้หน้า คุณมันก็หลงตัวเองไม่ต่างจากฉัน ชอบคิดเองเออเอง คิดได้ไงว่าฉันดีใจที่ได้หมั้นกับคุณ ถึงคุณจะหน้าตาดี ดูหล่อ ดูเท่ แต่ใช่ว่าฉันจะชอบคุณเสียหน่อย...ฉันก็แค่แพ้คนหล่อ” แต่ไม่ใช่คนหล่อทุกคนที่จะทำให้เธอมีอาการแบบนี้เสียหน่อย
“หึ เธอกำลังชมฉันอย่างนั้นหรือ ?”
“ชม ?”
“ก็พอเข้าใจได้ ความหล่อและความดูดีของฉันคงถูกใจเธอไม่น้อย เจอกันตอนแรกเธอถึงได้จ้องฉันขนาดนั้น”
“….” โอเคเลยพ่อคุณ คุณเป็คนหล่อที่หลงตัวเองสุด ๆ เลยตอนนี้
“เข้าบ้านกันได้แล้ว อีกเดี๋ยวฉันก็ต้องกลับแล้ว”
“....”
“พรุ่งนี้เช้าฉันจะแวะมาใหม่”
“....”
เจียงเยียหลุนเข้าไปเอ่ยลาทุกคนในบ้าน แล้วพาลุงเจียงกลับไปพักผ่อน โดยมีเธอเดินออกมาส่งกับน้องชายทั้งสองคน
พอรถเขาแล่นออกไปจากหน้าบ้าน เหมยลี่ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ไปเสียที
“เหมยลี่ลูก มานั่งตรงนี้มา พ่อกับแม่มีเื่จะคุยด้วย ส่วนลูกทั้งสองคนไปพักผ่อนได้” หยางเฟยและหยางหลงเดินหายเข้าไปในห้องของตัวเองทันที
“พ่อมีเื่อะไรคะ” ทั้ง ๆ ที่ก็เดาได้อยู่แล้ว
“เื่งานหมั้นของลูก จะจัดขึ้นในเดือนสาม พ่อกับแม่ปรึกษากันแล้ว ยังไงลูกก็เตรียมตัวเอาไว้”
“ค่ะ” เธอได้แต่ขานรับ ในเมื่อพ่อแม่ตัดสินใจ จะให้เอ่ยค้านก็คงไม่ดี ผู้ใหญ่ตัดสินใจกันไปแล้ว ก็แค่หมั้นเอง หมั้นหมายอย่างเป็ทางการ
“พ่อคะ แม่คะ หนูมีเื่สำคัญอยากจะปรึกษาค่ะ” มันถึงเวลาที่เหมาะสมแล้ว สำหรับเื่ที่เธอคิดเอาไว้
“เื่อะไรหรือลูก” คนเป็แม่เอ่ยถามขึ้น
“หนูอยากซื้อตึกแถว ที่ดินในเมืองค่ะ” ที่นี่คือเมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้งจะกลายเป็เมืองนำร่องของรัฐบาลและผู้นำคนใหม่ พัฒนาเศรษฐกิจและดึงกลุ่มนักลงทุนต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุน ทำให้เซินเจิ้นเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ จากทางฮ่องกง ไหนจะกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ เซินเจิ้นจะเป็เมืองที่เจริญรุ่งเรือง จริง ๆ แล้วเซินเจิ้นคือถูกพัฒนาให้เป็เมืองเศรษฐกิจ การสร้างเมืองถูกวางแผนมาเป็อย่างดี เพื่อพัฒนาเซินเจิ้นให้เป็เมืองใหญ่ในอนาคต
แน่นอนว่ามันคือโอกาสการทำเงินและสร้างรายได้ที่มั่นคง ถึงเธอจะไม่มีความรู้ด้านการบริหาร แต่เธอก็พอจะรู้ว่าต่อไปตึกแถว ที่ดินในเมืองจะมีราคาสูงมากขึ้นอย่างแน่นอน
และเธอเองก็แอบมีความฝันเล็ก ๆ เธออยากเป็ดีไซน์เนอร์ อยากจะเปิดห้องเสื้อเป็ของตัวเอง
“ลูกอยากจะซื้อไปทำไม ?” คนเป็แม่เอ่ยถามด้วยความสงสัย
“แค่อยากจะซื้อเก็บไว้นะคะ อีกอย่างหยางหลงเองก็ชอบการค้าขาย หากมีตึกแถวเอาไว้ก็ดีสำหรับน้อง” เหมยลี่ไม่ได้บอกเหตุผลจริง ๆ
“ที่จริงการซื้อตึกแถวและที่ดินก็พอจะทำได้ ลูกลองปรึกษาเื่นี้กับลุงเจียงดีไหม เขาเป็คนกว้างขวาง เขาน่าจะช่วยลูกได้” เทียนอี้หยางแนะนำลูกสาว เขากับภรรยาไม่ได้มีเส้นสายพอที่จะทำเื่ที่ลูกสาว้าได้
“ขอบคุณค่ะคุณพ่อ”
“ลูกจะทำอะไรก็คิดให้รอบคอบ พ่อกับแม่ไม่คิดจะห้ามลูก ที่จริงการมีตึกแถวเอาไว้การค้าก็เป็เื่ที่ดี” มีแต่จะช่วยสนับสนุน เขาคิดว่าเป็เื่ที่ดีที่จะมีตึกแถวเอาไว้ค้าขาย
แต่เหมยลี่คิดไปไกลกว่านั้น เธอคิดจะซื้อทั้งตึกแถว บ้าน ที่ดิน ที่สามารถซื้อได้ นอกจากเก็บเงินเอาไว้เรียนหนังสือ ก็เก็บเอาไว้ใช้กับเื่นี้ด้วย ตึกแถว บ้าน สามารถปล่อยเช่า ทำกำไรระยะยาวได้ แบบนี้ตอนที่เธอเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็ยังคงมีรายได้เข้ามาทุกเดือน
มื้อเช้าวันนี้สองพ่อลูกเจียงมากินอาหารเช้าตามคำชวนของคุณพ่อ เมื่อกินข้าวเสร็จ เหมยลี่ก็ขออนุญาตพ่อและแม่เข้าไปพูดคุยกับลุงเจียง
“คุณลุงคะ” เธอเอ่ยทักทายอย่างสุภาพ
“มานั่งสิ ลุงกับเยียหลุนกำลังจิบชากันอยู่” อีกฝ่ายตอบรับด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะให้หญิงสาวนั่งลงข้าง ๆ ลูกชายคนเล็ก
“คุณพ่อคงคุยกับคุณลุงเื่ของหนูแล้ว คือหนูอยากซื้อตึกแถวในเมืองเซินเจิ้น คุณลุงพอจะให้คำแนะนำได้ไหมคะ ?” เป็หญิงสาวที่มองการณ์ไกลจริง ๆ เจียงฟูเฉินนึกชื่นชม
“แล้วอยากจะได้ตึกแถวกี่ตึกละ ลุงพอจะมีคนรู้จักพออยู่บ้าง”
“ต้องขอดูตึกแล้วก็ทำเลก่อนค่ะ” ใจกลางเมืองจะเป็ศูนย์กลางการค้า แต่รอบนอกเมืองเองก็น่าสนใจ อนาคตตัวเมืองจะขยายใหญ่ขึ้น รอบนอกเมืองหากได้ที่ดินมาจะเป็เื่ดี
“เยียหลุน ช่วยน้องหน่อยสิ” เจียงฟูเฉินหันมาเปิดโอกาสให้ลูกชาย ได้ทำความรู้จักกับคู่หมั้นของตนเอง
“จะเอาไปทำอะไร ?” ทั้งที่เมื่อวานยังเป็คนไร้สติในสายตาของเขา วันนี้เธอทำให้เขาแปลกใจเล็กน้อยที่พูดคุยเื่ซื้อตึกแถว บ้านและที่ดิน แต่ก็ลบภาพผู้หญิงไร้สติไม่ได้อยู่ดี
“ก็แค่อยากได้ค่ะ” เหมยลี่บอกกับอีกฝ่าย
“พอดีเลย เพื่อนลุงเขามีตึกแถวแล้วก็บ้านอยู่ในเมือง ถ้าหนูเหมยลี่สนใจ ให้เยียหลุนพาไปดูที่สิ หรือจะซื้อเป็ของขวัญรับหมั้นให้น้องก็ได้” เจียงฟูเฉินบอกกับลูกชาย
“คุณลุงคะ หนูซื้อเองดีกว่านะคะ ไม่ต้องรบกวนพี่เยียหลุน คือหนูเกรงใจ” เธอมีกำลังที่จะซื้อด้วยตนเองได้ คำว่าของขวัญรับหมั้นบอกจากใจเลยเธอไม่กล้ารับเอาไว้หรอก
จากนั้นทุกคนก็เห็นดีเห็นงามให้เหมยลี่ไปดูที่กับเจียงเยียหลุน บรรยากาศในรถบอกเลยว่าเงียบยิ่งกว่าป่าช้า ตัวเมืองอยู่ห่างราว ๆ 30 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถแค่ครึ่งชั่วโมงก็มาถึง ตลอดเวลาที่ขับรถออกมาไม่มีบทสนทนาใด ๆ เกิดขึ้นเลย
จนกระทั่งมาหาคนที่ลุงเจียงบอกให้มาหา แค่พูดคุยและทักทายกันนิดหน่อย เขาก็พาไปดูบ้านและตึกแถวที่้าขาย นับว่าทำเลทองโดยแท้
ที่เขาต้องขายเพราะลูกชายปักหลักอยู่ปักกิ่ง เลยต้องย้ายไปอยู่ที่โน้นด้วย เหมยลี่ไม่พลาดโอกาส นี่คือก้าวแรกแห่งการเป็เ้าแม่อสังหาริมทรัพย์ในเซินเจิ้น
ที่แรกที่มาดูคือตึกแถว สภาพไม่ใหม่มากนัก แต่ก็ไม่ได้ดูทรุดโทรม ยังดูดีใช้ได้ เป็ตึกแถวสองห้องติดกัน ทำเลนั้นดีมาก ๆ
จากนั้นก็มาดูบ้าน เนื้อที่กว้างราว ๆ 6 หมู่ สภาพบ้านดูเก่ากว่าตึกแถว แต่ผ่านการซ่อมบำรุง มีรั้วอิฐล้อมรอบตัวบ้าน บรรยากาศในตัวบ้านก็ดูร่มรื่น
“เป็ยังไงบ้าง ถูกใจหรือเปล่า ราคาลุงลดให้ได้อีกนะ”
“ถ้าคุณลุงลดให้อีกนิดหนึ่งได้ไหมคะ หนูจะซื้อทั้งตึกแถวแล้วก็บ้านด้วยเลยค่ะ” ที่จริงราคาถูกกว่าที่เหมยลี่คิดเอาไว้มาก แต่ก็ขอต่อราคาอีกนิดหน่อย ไหน ๆ คุณลุงเ้าของบ้านก็คิดจะลดให้อีกนิด
“ได้สิ ถ้าซื้อทั้งหมด ลุงคิดให้ในราคา 4,000 หยวน หนูคิดว่ายังไง” ลดเพิ่มมาตั้ง 600 หยวน เหมยลี่ส่งยิ้มกว้าง ๆให้กับอีกฝ่าย
“ตกลงค่ะ” เธอรีบตอบรับกลัวอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ ทำเอาเ้าของบ้านหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู หญิงสาวตรงหน้าช่างเป็คนใสซื่อ ตรงไปตรงมา คิดอย่างไรก็แสดงออกอย่างนั้น นายใหญ่เจียงเลือกลูกสะใภ้ได้เหมาะกับลูกชายคนเล็กจริง ๆ
“แล้วนี้เตรียมเอกสารมาหรือเปล่า ?”
“เตรียมมาค่ะ” คุณพ่อบอกให้เธอเตรียมเอกสารมาด้วย ตอนนี้เจียงเยียหลุนก็เหมือนผู้ปกครองของเธอ เขาไม่พูดอะไร ไม่แสดงความคิดเห็นแค่เดินตามเธอเงียบ ๆ
ใช้เวลาทำเอกสารและทำการซื้อขายกันเพียงแค่หนึ่งชั่วโมง ทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อย เหมยลี่มองโฉนดที่ดินในมือแล้วยิ้มออกมาด้วยความดีใจ
“จะยิ้มจนเหงือกแห้งเลยหรือไง ?” เสียงดุ ๆ ของคนที่นั่งเงียบมาตลอดเอ่ยถามขึ้น ทำเอาเหมยลี่ตวัดสายตาไม่พอใจไปมองอีกฝ่าย ก่อนจะฉีกยิ้มอย่างอารมณ์ดี
“วันนี้ฉันอารมณ์ดีมาก มีความสุขสุด ๆ ไม่ถือสาหาความกับคุณหรอกนะ เราไปหาอะไรกินกันดีไหม ? ไหน ๆ ก็เข้าเมืองมาทั้งที” ถือโอกาสฉลองที่เธอเป็เ้าของตึกแถวและบ้านในตัวเมือง
เธอคุยกับคุณลุงหลี่เป็เพื่อนคุณลุงไป๋ที่ขายตึกและขายบ้านให้เธอ หากว่ามีตึกแถว ที่ดิน บ้านประกาศขายในตัวเมืองและรอบนอกเขตตัวเมืองให้คุณลุงติดต่อมาได้เลย เธอยินดีให้ค่าหน้านายคุณลุงหลี่อย่างงาม