"ข้าชื่อบานา เป็ผู้อำนวยการแผนกการทหารของโรงเรียนคริสตัล พวกเ้าเข้าใจที่ข้าพูดอยู่หรือไม่? "
บุรุษเผ่าั์ที่สวมผ้าคลุมกันะุลายพรางสีเทา กำลังกล่าวเช่นนั้นด้วยความรู้สึกที่โกรธเล็กน้อย
ทั้งที่ควรจะเป็การเดินทางมาต่างทวีปแสนสนุกเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยของสาขาโรงเรียน และสนุกไปกับเพื่อนเก่าอย่าง [เอรีส] กับ [สเลบ] แต่กลับโดนฝูงอสูรลึกลับบุกโจมตีจนเสียเื่...
บานากำลังคิดอย่างหัวเสียเช่นนั้น
เพราะว่าเขากำลังอยู่ระหว่างตั้งวงดื่มเหล้ากับเพื่อนเก่าที่ว่าอยู่พอดี
[สเลบ] ยอดวีรบุรุษเผ่ามนุษย์มด ผู้ที่เป็ขุนพลและสามีของราชินีแฟต
เขาเป็บุรุษสูงหนึ่งเมตรครึ่ง เป็ชายร่างเล็กในระดับทหารเลวของเผ่า แต่กลับมีความสามารถเหนือชาติที่ถือกำเนิดมา
[เอรีส] ยอดวีรสตรีเผ่ามนุษย์ ผู้ที่เคยควบคุมัและนำทัพเผ่ามนุษย์ฝ่าวิกฤติร้ายในอดีตมาได้
เธอเป็สตรีที่ตัวสูงใหญ่ ผิวสีขาวประดุจหิมะแสนบริสุทธิ ถึงแม้ว่าจะมีรอยเหี่ยวย่นตามอายุขัยที่มากขึ้น แต่ก็ยังนับได้ว่าเธอเป็สตรีที่งดงามไม่แพ้คนหนุ่มสาวเลยแม้แต่น้อย
พวกเขาสองคนเป็ทั้งอดีตศัตรูและมิตรสหายที่รักยิ่งของบานา
แต่ก่อนที่พวกเขาทั้งสามคนจะได้รำรึกอดีตที่แสนหวานปนขมนั้น กลับกลายเป็ว่ามีเสียงเตือนภัยอันน่าหนวกหูดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน
พวกเขาทั้งสามคนทิ้งเหล้าในมืออย่างหัวเสีย ก่อนจะรีบออกเดินทางจากพื้นที่เมืองท่า ไปสู่เมืองนิคมทั้งห้าของเผ่ามนุษย์มด
"เปลี่ยนวิธีการโจมตี ให้ป้อมปืนเล็งไปที่แนวหลัง ทำลายอาวุธสนับสนุนของศัตรู ส่วนแนวปืนกลให้เล็งยิงทำลายที่ระยะหนึ่งร้อยเมตร พวกเราจะใช้ศพของศัตรูเป็สิ่งกีดขวางเส้นทางบุกของมัน แจ้งแผนการนี้ให้กับเมืองอื่นด้วย"
นั่นคือสิ่งแรกที่สเลบรีบดำเนินการออกคำสั่งในฐานะขุนพลของราชินีแฟต
ขุนพลของเผ่ามนุษย์มดนั้น เป็ทั้งนักรบที่ปกป้อง เป็ทั้งที่ปรึกษา รวมไปถึงเป็าาของอาณาจักรเคียงคู่กับราชินีของพวกเขา
หนึ่งราชินีต่อหนึ่งขุนพลต่อหนึ่งอาณาจักร นั่นคือธรรมเนียมของเผ่ามนุษย์มด
แต่พวกราชินีจากเมืองอื่นต่างรู้ดีถึงความสามารถของสเลบ ดังนั้นจึงไม่มีใครมาเสียเวลาตั้งคำถามคัดคาด ว่าทำไมขุนพลของอาณาจักรอื่นถึงมาทำเป็ออกคำสั่งพวกเขา
พวกเขาต่างรีบดำเนินการตามคำแนะนำของสเลบแทบจะในทันที
การโจมตีได้โหมกระหน่ำซัดลงจากแนวป้องกันของเผ่ามนุษย์มด
ศัตรูที่มีอารยธรรมล้าหลังนั้น ไม่อาจที่จะต่อกรปืนกลหรือปืนใหญ่ได้แม้แต่น้อย
"คิดว่าพอจะหยุดความบ้านี้ไหวหรือเปล่าสเลบ? ฉันรู้สึกไม่ดีเลย"
"ข้าก็เช่นกัน…"
มันเป็การฆ่าแต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น
ศัตรูของพวกเขาวิ่งเข้าใส่ะุปืนด้วยจิติญญาราวกับคนบ้า
วิ่งเข้าใส่อย่างคนเขล่า โดยมีความหวังว่าะุของศัตรูจะหมดลงไปเอง
ใช้ชีวิตที่มีค่าเข้าสู่ความตายอย่างไร้ซึ่งความเกรงกลัวเช่นนั้น
ภาพเหล่านี้ทำให้เอรีสกับบานารู้สึกไม่ดีเป็อย่างมาก
“ดูจากการเคลื่อนไหวและอุปกรณ์ที่ใช้ คิดว่าพวกนี้คงมีอารยธรรม มีความรู้และภาษาไม่ต่างจากพวกเราหรอก… แต่จะให้หยุดยิงเพื่อพูดคุยนั้น คงต้องรอให้พวกมันหัวเย็นมากกว่านี้ก่อนนั่นละ”
สเลบพูดอย่างเยือกเย็น ก่อนจะหันกลับไปมองดูศัตรูที่กำลังวิ่งฝ่าดงะุตรงหน้าอีกครั้ง
พวกเขาทั้งสามคนมองดูการสังหารโหดตรงหน้านานกว่าห้านาที จนกระทั้งพื้นด้านล่างเนินกำแพงได้กลายเป็ทะเลโลหิตสีเขียวไป
พวกเขาไม่อาจเบือนหน้าหนีต่อชีวิตที่ตายไปได้ เพราะหากเบือนหน้าหนี คงไม่มีใครอยู่จดจำ่ชีวิตสุดท้ายของพวกเขาเอาไว้
พวกเขาทั้งสามคนจึงจำยอมมองดูศัตรูถูกสังหารด้วยความรู้สึกที่ข่มขืนเช่นนั้น
“รายงาน มีกลุ่มศัตรูขนาดเล็กกำลังบุกมาทางฝั่งนี้ด้วยเร็วสูงครับ”
“เห็นแล้ว สั่งให้ทุกคนกระจายตัวออกมา”
ท่ามกลางการต่อสู้ที่รุนแรงนั้น มีกลุ่มของศัตรูขนาดเล็กที่ประสบความสำเร็จวิ่งมาถึง่ตีนของเนินกำแพง
กำแพงดินของเผ่ามนุษย์มดไม่ได้สร้างเป็เหมือนหน้าผาสูงชัน แต่สร้างเป็ลักษณะของเนินเขาที่ลาดยาวลงไป
ที่ออกแบบเป็เช่นนี้ เพื่อให้ตอบรับกับความสามารถในการสร้างหลุมและเคลื่อนไหวใต้ผิวดินของพวกเขา
แต่สเลบไม่คิดที่จะใช้แผนการลอบโจมตีฉับพลันจากใต้ดินในตอนนี้
“สั่งให้พวกที่ดักรอในดินหยุดก่อน หน่วยพลปืนทุกคนหยุดยิง ตอนนี้น่าจะคุยกันรู้เื่แล้ว”
ภายใต้สถานการณ์ที่เห็นอย่างชัดเจนว่าใครคือผู้ชนะ อาจทำให้ศัตรูของพวกเขาหัวเย็นมากพอที่จะยอมเจรจาด้วย
“บานา เอรีส ถ้าจะคุยก็มีเพียงตอนนี้เท่านั้น
“อืม”
“ได้เลย”
ทำไมศัตรูถึงหยุดยิง? ทำไมศัตรูของเราถึงเดินเข้ามาหาด้วยคนเพียงเล็กน้อย?
ถ้าหากว่าศัตรูมีสติปัญญามากพอ พวกเขาจะต้องรับรู้ได้ว่าพวกเรา้าที่จะคุยได้ และไม่ได้โหดร้ายที่จะฆ่าพวกเขาจนสูญสิ้นทุกคน
ไม่เช่นนั้นคงไม่หยุดยิงโจมตีหรอก
สเลบหวังว่าศัตรูของเขาคิดเหมือนอย่างที่เขาคิด
ด้วยเหตุนี้สเลบจึงสั่งให้หยุดยิง แล้วยอมดินเสี่ยงตายเข้าไปยืนต่อหน้าผู้กล้าของศัตรูเช่นนั้น
"ข้าชื่อบานา เป็ผู้อำนวยการแผนกการทหารของโรงเรียนคริสตัล พวกเ้าเข้าใจที่ข้าพูดอยู่ใช่มั้ย? "
แต่ทว่าคำพูดของบุรุษเผ่าั์กลับไม่อาจส่งไปถึงชนเผ่าพื้นถิ่นได้
ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม อีกทั้งยังต่างรูปลักษณ์
ถึงชนเผ่าพื้นถิ่นแห่งนี้จะรูปร่างคล้ายเผ่ามนุษย์ที่ประดับไปด้วยอวัยวะของสัตว์ที่น่ารักน่าชัง แต่ภายในหัวใจของพวกเขาคือนักสู้ที่เปี่ยมไปด้วยเกียรติยศ
การหยุดโจมตีแล้วเดินลงมาสั่งให้สงบศึก ถือว่าเป็การดูิ่เกียรติของพวกเขา
ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่รู้ถึงความตั้งใจที่จะขอสงบศึกของพวกบานา
ต่อให้ฟังภาษาไม่ออก แต่กับศัตรูที่พยายามฆ่าพวกเขามาถึงเมื่อกี้ได้ยอมหยุดยิงเพื่อเข้ามาพูด พวกเขาต่างทราบดีว่ามันมีความหมายเช่นใด
พวกเขาไม่ได้โง่
แต่ความหยิ่งในเกียรติยศและศักดิ์ศรีทำให้พวกเขาดวงตามืดบอด
ฆ่าพวกเราไปนับล้านชีวิต เสร็จแล้วค่อยบอกให้มาพูดคุยกันอย่างงั้นหรือ? แล้วมันจะต่างอะไรไปจากการขอยอมแพ้ละ?
“นี่มันหยามหน้ากันชัด ๆ! ”
ผู้กล้า [สโมกกี้ควอร์ต] จากชนเผ่ากอลิล่ากรีดเสียงร้องลั่นด้วยความโกรธ
เขายกค้อนาขึ้นสูงด้วยมือซ้าย ก่อนจะโถมร่างตัวเองเข้าใส่บานาที่ห่างออกไปสิบเมตรในเสี้ยววินาที
แต่ทว่าค้อนาที่หนักอึ้งนั้นกลับถูกสตรีร่างเล็กรับมือเอาไว้
เอรีสใช้ไม้พลองยาวสองเมตรในมือทั้งสองข้างปัดการโจมตีนั้นออกไป
เธอเอียงไม้เป็มุมหักลงพื้นไปตามทิศของแรงที่ผู้กล้ากอลิล่าโจมตี พลักดันพลังที่รุนแรงนั้นให้จมลงไปสู่พื้นดิน
ฝุ่นควันดินสีน้ำตาลจำนวนมากได้พวยพุ่งขึ้นสูงจากแรงกระแทกของค้อนา
สิ่งนั้นได้กลายเป็สัญญาณเปิดการต่อสู้อีกครั้งหนึ่ง
“โจมตี! ”
“อาร์โธร์โพดาทุกคน โจมตี! ”
ชนเผ่าหมีรู้บี้กรีดเสียงสั่งโจมตี พร้อมกับที่สเลบจากเผ่ามนุษย์มดสั่งโจมตีด้วยภาษาโบราณของเขา
ทหารมดระดับสูงรุ่นเดียวกับเขาจำนวนมาได้ผุดขึ้นมาจากผิวดินที่ใต้ฝ่าเท้าของชนเผ่ามนุษย์สัตว์
การต่อสู้ได้กลายเป็การตะลุมบอนไปในพริบตา
ฝุ่นควันของดินได้ลอยขึ้นสูงจากการโรมรันของเหล่านักรบผู้ห้าวหาญทั้งสองฝ่าย
“ศัตรูของแกคือผม! ”
ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น มีบุรุษสีทองคนหนึ่งกระโจนเข้าใส่สเลบ
ชายผู้นั้นคือชนเผ่าสิงโต [ไพไรต์] ลูกชายของผู้กล้า [แบไรต์] คนนั้น
ดาบสีขาวในมือขวากับกรงเล็บยาวในมือซ้ายได้ถูกเหวี่ยงโจมตีออกไปพร้อมกัน
เขาหวดมือสลับไปมาอย่างรวดเร็วจนมองเห็นเป็ภาพเงาของมือทิ้งเอาไว้ที่ข้างหลัง
แต่ยังไงเสียเขาก็ยังมีเพียงแค่สองมือเท่านั้น
สเลบใช้คุณลักษณะของเผ่ามนุษย์มด ชักดาบดำออกมาสี่เล่มด้วยแขนทั้งสี่ข้าง รับการโจมตีด้วยดาบสองเล่ม พร้อมกับใช้ดาบอีกสองเล่มโจมตีสวนคืนกลับไปด้วยการแทง
“เหวอ!? ”
คมดาบรังสีที่ยืดยาวออกมาจากปลายดาบ ทำให้ไพไรต์กะระยะหลบการโจมตีนั้นพลาด
แสงรังสีได้เฉือนไปที่ผิวแก้มขวาของเขาจนเป็รอยแผลกากบาทลากยาว
เป็โชคร้ายของไพไรต์ที่เข้าไปท้าทายระดับขุนพลอย่างสเลบ
สเลบไม่ใช่คนใจดีขนาดที่จะปล่อยให้ผู้หมายปองเอาชีวิตรอดกลับไป
เขาไม่ปล่อยให้เกิดเป็ช่องว่างที่ไร้ค่าจนศัตรูกลับมาตั้งหลักได้
สเลบใช้ประโยชน์จากแรงปะทะเมื่อกี้ให้เป็แรงส่งตัวเอง วางขาที่เรียวทั้งสองข้างเป็จุดหมุนกลับตัว แล้วหวดดาบทั้งสี่เล่มโจมตีเข้าใส่จากทั้งสี่ทิศทางในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน
“! ”
ในเวลานั้นเองที่มีการโจมตีพุ่งเข้ามาจากทางด้านหลังของสเลบ
เป็การโจมตีที่เฉียบขาดและเงียบไร้เสียงจนไม่น่าจะมีใครทันรู้ตัวได้
แต่หนวดััทั้งสองบนหัวของสเลบทำให้เขารู้ว่ามีการโจมตีหนึ่งพุ่งเข้ามา ดังนั้นเขาจึงสามารถก้มตัวลงต่ำหลบคมขวานสีขาวนั้นได้ทัน
แรงจากการเหวี่ยงขวานสีขาวนั้น ทำให้เกิดเป็กระแสลมที่รุนแรงพัดฝุ่นควันโดยรอบห้าเมตรจนปลิวหายไป
แต่การโจมตีของศัตรูยังไม่จบแค่นั้น
“ช้าไป! ”
ถึงจะหลบได้ แต่สเลบคือชายที่มีอายุถึง 39 ปี แล้ว
สำหรับเผ่ามนุษย์มดที่่อายุขัยของเพศชายมีเพียง 40 ปี นั้น ถือว่าใกล้จะเป็ไม้ใกล้ฝั่งเต็มที่แล้ว
เขาไม่อาจที่จะเคลื่อนไหวได้เร็วเหมือนกับเมื่อครั้งสมัยที่เขายังรุ่งโรจน์
ขาข้างหนึ่งของเขาถูกสตรีเผ่าหมีร่างใหญ่เหยียบเอาไว้แน่น พร้อมกับใช้โล่กลมสีขาวในมือซ้ายทุบลงไปบนชุดเกราะสีดำของเขาเต็มแรง
ชุดเกราะที่บรรจุได้ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยถึงกับยุบลงไปราวสิบเิเด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวของเธอ
เืสีเขียวจำนวนมากพุ่งออกมาจากรอยแตกตรงหน้าอกนั้น
“อันตรายสเลบ! ”
ในตอนนั้นเองที่บานาวิ่งเข้ามาช่วยเพื่อนของเขาเอาไว้
“อย่าคิดว่าจะเข้าไป----เหวอออ! ”
ไพไรต์พยายามที่จะขวางบานาด้วยกรงเล็บกับดาบในมือของเขา แต่ทว่าเขากลับถูกบานาถีบลอยขึ้นสูงไปไกลกว่าสามสิบเมตรในชั่วพริบตา
นอกจากจะถีบส่งไพไรต์จนหายไปจากสนามรบได้แล้ว เขายังสามารถใช้ร่างตัวเองกระแทกผู้กล้ารูบี้จนปลิวกระเด็นได้ทันเวลาอีกด้วย
“อึ๊ก… ผมคงแก่เกินไปแล้วจริง ๆ นั่นละ”
“อย่าพูดมาก เ้านะรีบออกไปจากสนามรบก่อนเถอะไป! ”
“...คิดว่ารับมืออีกคนไหวหรือเปล่า? ”
“อีกคน? … เชี่ย! เอรีส!? ”
บานากรีดเสียงร้องดังลั่น
ถึงจะบอกว่าเป็ระดับวีรสตรีเผ่ามนุษย์ แต่เอรีสเองก็เป็คนที่มีอายุมากถึง 39 ปีเช่นกัน
จะให้เธอเหวี่ยงอาวุธสร้างภาระให้กับร่างกายติดต่อกัน มันคงจะยากเกินไปสำหรับเธอในปัจจุบันนี้
ถ้าเป็ศัตรูระดับทั่วไปคงไม่ยากเกินมือเท่าไหรนัก
แต่ศัตรูของเธอในเวลนี้คือ [สโมกกี้ควอร์ต] แห่งชนเผ่ากอลิล่า เป็ชายที่ได้รับฉายาจากเผ่าของพวกเขาว่าเป็ [บุรุษที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก]
มันไม่ใช่เื่ง่ายที่เธอจะสามารถเอาชนะได้
ชุดเกราะเสริมพลังสีขาวที่สวมใส่เริ่มเป็รอยบุบสลายจำนวนมาก ตามขนาดของค้อนาที่ทุบโจมตีเข้าใส่
แขนขวาของเธอหักผิดรูปจนน่าหวาดหวั่น
สิ่งเดียวที่พึ่งได้คงมีแค่ไม้พลองที่ถือด้วยแขนซ้ายเพียงข้างเดียวกับความว่องไวของเธอเอง
เอรีสหลบการโจมตีราวพายุคลั่ง พร้อมกับใช้ไม้พลองเบนวิถีการโจมตีของศัตรู
ใช้เบาสยบหนักให้เหมือนกับหยินหยาง หักล้างพลังขั้วตรงข้ามด้วยความอ่อนช้อย
แต่จะใช้วิชานี้กับศัตรูที่มีพลังดุดันเหนืุ์ เธอก็ต้องพึ่งการเคลื่อนไหวที่เหนืุ์เช่นกัน
ทุกครั้งที่เธอเคลื่อนไหวด้วยทวงท่าที่เหนืุ์ ชุดเกราะเสริมพลังก็จะเปล่งประกายแสงสว่างออกมาตาม
เส้นแสงสีแดงที่วิ่งไปทั่วร่างประดุจเส้นประสาทประดับบนชุดเกราะนั้น คือความลับที่ทำให้เอรีสเคลื่อนไหวเหนืุ์เช่นนี้ได้
พวกเผ่ามนุษย์สัตว์คงไม่ทราบ แต่สำหรับบานาแล้ว นั่นคือภาพที่ทำให้บานารู้สึกหวาดกลัว
ชุดเกราะพวกนั้นจะแปลงพลังงานแคลอรี่ในร่างกายผู้สวมใส่เป็คลื่นพลังงาน ก่อนจะสูบออกมาใช้เป็แหล่งพลังงานให้กับตัวของชุดเกราะเอง
ดังนั้นทุกครั้งที่เธอเคลื่อนไหวเหนืุ์ ก็คือการที่เธอต้องสูบเอาพลังงานจำนวนมากออกไปจากร่างกายเช่นกัน
ด้วยอายุที่มากขนาดนั้นแล้ว คงไม่น่าจะมีแรงเหลือพอใช้งานได้นานเท่าไหรนัก
“ชิ! ”
บานารีบวิ่งเข้าไปพร้อมกับยิงคลื่นแสงรังสีออกมาจากตรีศูลของเขา
เนื่องจากชุดเกราะของผู้กล้า [สโมกกี้ควอร์ต] พังยับไปหมดแล้ว เขาจึงต้องจำใจะโหลบการโจมตีนั้น
แสงสีฟ้าได้เฉือนผิวท้องของผู้กล้ากอลิล่าออกไปเล็กน้อย
แต่บานาไม่สนใจศัตรู ที่เขาสนใจตอนนี้มีเพียงแต่ชีวิตของสหายเก่าแก่ตรงหน้าเท่านั้น
“แฮก… ฉัน… คงแก่เกินออกรบ… ไปแล้ว… นั่นละ…”
“ถ้ารู้แบบนี้ก็อย่าสดออกมาที่แนวหน้าสิฟะ! พานางออกไปทีสเลบ! ”
“ได้…”
บานากรีดเสียงดังอย่างโกรธเคือง ก่อนที่ให้เพื่อนของเขาทั้งสองคนหนีออกไป
คงมีเพียงเผ่าั์เท่านั้น ที่มี่อายุอันเหมาะสมกับการต่อสู้ยาวนานที่สุดจากทั้งห้าเผ่าของทวีปคริสตัล
พวกเขาคือเผ่าแห่งนักสู้ เป็เผ่าที่เกิดมาเพื่อต่อสู้กับธรรมชาติอันโหดร้ายอย่างแท้จริง
“พวกแกสองคน เข้ามาเลย! ”
เพื่อให้สหายเก่าแก่ทั้งสองคนหนีออกไปจากสนามรบที่โหดร้าย บานาจึงยืนขวางเส้นทางของศัตรูเอาไว้ด้วยตัวคนเดียว
“มันคิดจะสู้กับพวกเราคนเดียววะ”
“นับถือใจอสูรตัวนี้จริง ๆ … เป็แบบที่ฉันชอบเลยละ~”
“ฮืม? ”
“เปล่า ไม่มีอะไร”
ผู้กล้ารูบี้คิดว่าบานาในเวลานี้ช่างดูสมชายชาตรียิ่งนัก
แต่อสูรก็คืออสูร ไม่มีทางที่จะผูกสัมพันธ์ได้เด็ดขาด
“ตายซะเ้าอสูร! ”
ผู้กล้ารูบี้คือฝ่ายที่เปิดการโจมตีก่อน
เธอเหวี่ยงขวานสีขาวด้วยร่างที่สูงถึง 240 เิเ
ด้วยช่วยแขนที่ยาวจากร่างที่สูงใหญ่ ประกอบกับเป็ขวานาขนาดั์ จึงได้เกิดเป็พลังทำลายที่รุนแรงอันเนื่องจากแรงเหวี่ยงนี้
ขวานสีขาวของเธอปะทะกับตรีศูลสีดำของบานา
ด้วยคุณสมบัติของแร่อันเป็เอกลักษณ์ กับความคมที่เกิดเทคนิคพิเศษของชนเผ่าตีขึ้นมา เลยทำให้ขวานเฮเดสของเธอแยกตรีศูลของบานาออกเป็สองท่อนได้ราวกับการผ่าเต้าหู้
ใช่ ไม่มีใครที่สามารถรับขวานของเธอได้
ไม่เคยมีใครที่สามรถยืนหยัดต่อต้านแรงวัวแรงควายของเธอได้
แม้แต่ผู้กล้าสโมกกี้ควอร์ตที่ยืนอยู่ด้านข้างเอง ก็ยังต้องยอมแพ้ให้กับแรงที่มากล้นของเธอเช่นกัน
ไม่มีใครเลยที่ต้านรับพลังของเธอได้
ไม่มีเลยแม้แต่คนเดียว
จนกระทั้งวันนี้
“มีแรงแค่นี้เองหรือ? ”
บานาตัดสินใจทิ้งตรีศูลในมือ แล้วใช้มือขวาเพียงข้างเดียวรับคมขวานเอาไว้
“...!? ”
รูบี้พยายามออกแรงจนเส้นเืปูดบนใบหน้าที่น่ารักของเธอ
ขนสีแดงของเธอเริ่มตั้งชันขึ้นสูง ใบหูหมีเริ่มเกร็งจนแข็ง พื้นดินที่ยืนเริ่มแตกจมลึกลงไป
แต่เธอไม่อาจที่จะขยับขวานตรงหน้าให้เคลื่อนต่อไปได้อีก
ไม่อาจขยับได้แม้แต่มิลลิเมตรเดียว
“รูบี้! ”
ผู้กล้าเผ่ากอลิล่าที่ตามมาข้างหลังะโขึ้นสูงสิบเมตร แล้วพุ่งลงมาจากท้องฟ้าพร้อมกับค้อนาในมือซ้าย
เขาใช้ร่างกับค้อนที่หนักเป็ตันทิ้งตัวลงมาประดุจลูกอุกกาบาต
เป้าหมายมีเพียงหนึ่ง นั่นคือร่างของเผ่าั์สูงสามเมตรสี่สิบของบานา
บานาแหงนหน้าขึ้นฟ้ามองไปที่ผู้กล้าเผ่ากอลลิล่า ก่อนจะเหยียดแขนซ้ายขึ้นสูง
“ตายซะ! ”
“ฮึม! ”
ค้อนสีขาวกระแทกลงไปอย่างรุนแรงตรงที่ฝ่ามือของบานา
แรงกระแทกนั้นได้แตกตัวออกเป็คลื่นลมที่กินรัศมีมากกว่าสามสิบเมตร
เสียงปะทะนั้นกึกก้องราวกับจะเขย่าโลกได้ทั้งใบ
ฝุ่นดินลอยขึ้นหนาสูงจนปกคลุมสนามรบที่วุ่นวายโดยรอบ
สิ่งนี้ทำให้ทุกคนในสนามรบต่างหยุดการต่อสู้ ก่อนจะหันไปดูต้นเหตุที่ทำให้เกิดกลุ่มควันที่ผิดธรรมชาตินี้ขึ้นมา
“แรงใช้ได้เลยนี่ ทำให้นึกถึงข้าสมัยยังหนุ่มเลย”
“ไม่จริง! ”
ถึงจะบอกว่าผู้กล้าสโมกกี้ควอร์ตอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ แต่นี่คือการโจมตีที่ทุ่มพลังทั้งหมดของเขาออกไปแล้ว
แต่กระนั้นบานากลับสามารถรับการโจมตีที่รุนแรงนี้ได้ด้วยเพียงแขนซ้ายเพียงข้างเดียวเท่านั้น
แถมแขนขวาของเขายังหยุดขวานของรูบี้ได้โดยที่ไม่ขยับหรือสะดุ้งะเืให้เห็นแม้แต่น้อยนิด
สิ่งที่ผู้กล้ากอลิล่าทำได้ มีเพียงแค่ทำให้ผ้าคลุมกันะุที่บานาสวมใส่ฉีกขาดปลิวหายไปเท่านั้น
“นอนไปสักพักเถอะนะ”
บานาออกแรงแขนซ้ายทุ่มค้อนาลงมาที่พื้นพร้อมกับเ้านายของมัน
เกิดเสียงกระแทกกึกก้องพร้อมกับดินที่ยุบลงไปเกือบสี่เมตร
ร่างของ [บุรุษที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก] ได้นอนนิ่งอยู่ในหลุมลึกราวกับเป็ซากศพ
ขาสองข้างพับออกข้าง ใบหน้าแหงนข้าง พร้อมกับแขนซ้ายที่งอพับเข้าหาตัวเอง
เศษดินที่ะเิออกแปดเปื้อนขนสีน้ำตาลของเขา มีสภาพที่ไม่ว่าใครเห็นเป็ต้องรู้สึกอดสู่เวทนา
“ไม่จริง…”
รูบี้หมดกำลังใจจะสู้ต่อทันทีที่เห็นภาพอันน่าอดสู่นั้น
เธอปล่อยมือจากขวาน ทิ้งโล่ในมือซ้ายลงพื้น พร้อมกับทรุดตัวลงไปอย่างไร้เรี่ยวแรง
[บุรุษที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก] ได้พ่ายแพ้แล้ว
บนยอดกำแพงยังคงมีปืนใหญ่กับฐานปืนกลป้องกันอีกนับร้อย
กองทัพที่ข้ามฟากมาเหลือเพียงไม่กี่ร้อยชีวิต
ใช่ พวกเธอแพ้แล้ว
รูบี้ตระนักได้ถึงความพ่ายแพ้
ชนเผ่าที่อยู่ด้านหลังเธอตระนักได้ถึงาที่ไม่มีวันชนะ
“ได้โปรด… ไว้ชีวิตพวกเราด้วยค่ะ…”
ด้วยเหตุนี้ ผู้กล้ารูบี้จึงยอมก้มหัวให้กับตัวตนที่เธอคิดว่าเป็อสูรกาย
ความกลัวได้กลืนกินเกียรติยศและศักดิ์ศรีนับแต่วินาทีที่ผู้กล้ากอลลิล่าพ่ายแพ้
ใช่ พวกเขาพึ่งจะได้ตระหนัก ณ ตอนนั้นว่า
พวกเขาไม่มีวันเอาชนะได้