กาลครั้งหนึ่งในหัวใจ (กำเนิด PALMER46 ภาค 1)
ปาล์ม คือชื่อของผม ชื่อแสนธรรมดาที่มาพร้อมกับบุคลิกที่ธรรมดาไม่ได้มีอะไรน่าจดจำ ฐานะของบ้านผมก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ซ้ำร้ายผมยังเป็คนที่เรียนไม่เก่งอีก... ทำให้ผมไม่ได้มีเอกลักษณ์โดดเด่นเหมือนกับคนอื่นๆ แต่ถึงแม้จะเป็แบบนั้นผมก็ยังพอแบกสังขารของตัวเองเข้าเรียนวิศวกรรมศาสตร์ สาขาคอมพิวเตอร์จนได้ นั่นอาจจะเป็ความภาคภูมิใจเดียวที่ผมมีอยู่
อันที่จริงตัวผมไม่รู้หรอกว่าตัวเองมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร พอนึกย้อนไปในอดีตผมเรียนแย่กว่านี้ ไม่เอาไหนกว่านี้ เวลามีการจัดห้องจากอันดับการสอบผมก็จะไปอยู่ห้องท้ายๆ ตลอด ผมเคยชินกับเลขสองอันดับหลังชั้นปีของตัวเองไปแล้ว ว่ากันว่าพอเราอยู่กับอะไรไปนานๆ สุดท้ายก็จะชินชากับมันและไม่รู้สึกอะไร
ผมสูญเสียแรงบันดาลใจ...ไม่สิ จริงๆ แล้วผมอาจจะไม่้ามันั้แ่แรก ผมรู้สึกว่าตัวเองแค่เพียงใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ ก็มากเพียงพอแล้ว เพราะงั้นการเรียนจะเป็อย่างไรก็ช่างมันสิ แค่พยายามไม่ให้มันแย่หรือตกอันดับจนเอาไปใช้อะไรไม่ได้ก็คงเพียงพอแล้วล่ะ
ผมคิดแบบนั้นอยู่เสมอจนเหมือนนิสัยแย่ๆ แบบนั้นมันฝังรากลึกลงไป จนกระทั่งวันที่นั่งมองอะไรเอื่อยเฉื่อยอยู่บนห้องเรียน เสียงโหวกเหวกของเพื่อนในห้องดังทะลุผ่านหูของผมไป ผมไม่ได้สนใจใครเลย ไม่ได้ตั้งใจว่าพวกเพื่อนๆ ทำอะไรกัน เสียอย่างไรก็ไม่มีใครในห้องสนใจผมอยู่แล้ว
“นี่ นายน่ะเคยอ่านหนังสือเล่มนี้หรือเปล่า”
หลังจากนั้นบทสนทนาเล็กๆ ของพวกเราก็เริ่มจากตรงนั้น ผมที่สวมหูฟังปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปวันหนึ่งเริ่มรู้สึกอยากสนใจโลกรอบข้างบ้างก็เพราะเสียงอ่อนหวานในวันนั้นที่เอ่ยถามกับผม เธอเข้ามาในชีวิตของผมทีละเล็กทีละน้อย เริ่มจากบทสนทนาหนังสือที่ดูเหมือนเราจะชอบคล้ายกัน บทเพลงที่ฟังซึ่งแลกเปลี่ยนกันอยู่สม่ำเสมอ ไปจนถึงอาหารจานโปรดหรือเื่ราวหลากหลายที่ต่างฝ่ายต่างเคยได้เจอ
ผมพ่ายแพ้ต่อความใจดีของเธอ... หัวใจของผมไม่อาจต้านทานต่อความเอาใจใส่
จนสุดท้ายตัวเองก็ตกหลุมรักเธอจนหมดหัวใจ
ผมรู้สึกว่าตัวเองเทียบเธอไม่ได้ คนอย่างผมไม่มีสิทธิ์ไปอยู่ข้างเธอได้เลย สิ่งเดียวที่จะทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าอยู่บ้างก็คือการต้องพยายามมากกว่านี้ เรียนให้เก่งไปมากกว่านี้อีก ผมไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงได้พยายามแต่ทั้งหมดที่ว่ามาอาจจะเป็เหตุผลก็ได้
‘ผมอยากเป็คนที่ดีกว่านี้เพื่อเธอ’
นั่นคือสิ่งที่ผมคิดกับตัวเอง หนังสือมากมายที่ผมได้อ่านกองอยู่บนโต๊ะ พอพักกลางวันเธอคนนั้นก็จะนั่งอยู่บนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกัน เธอบอกเล่าเื่ราว บางครั้งก็ทำเพียงนั่งจ้องมองผมที่ขมักเขม้นกับการเรียนมากขึ้น ผมจะคิดเข้าข้างตัวเองได้มั้ยนะว่านั่นเป็การที่เธอเองก็เป็กำลังใจให้กับผมเหมือนกัน... เธอเองก็อยากให้ผมตั้งใจและทำให้ได้สินะ
น่าเสียดายที่คำถามที่ผมอยากจะเอื้อนเอ่ยออกไปไม่เคยไปถึงเธอเลย ทั้งๆ ที่เธอก็นั่งอยู่ห่างกันไปแค่นี้เอง ทำไมถึงรู้สึกว่ายิ่งพยายามเท่าไหร่ก็เหมือนไกลออกไปกันนะ แล้วทำไมถึงได้เข้าหาคนอย่างผมล่ะ ทำไมถึงได้ใส่ใจ ทำไมถึงได้ยอมคุยกันขนาดนี้
“นี่” จะพูดว่าจำเธอได้ก็ไม่เต็มปากนัก ความทรงจำ่เวลาที่มีความสุขของพวกเรา ตอนที่ผมได้ลิ้มรสชาติการตกหลุมรักผ่านไปไวกว่าที่สมองของผมจะจดจำรายละเอียดทั้งหมดที่เกิดขึ้น ในหัวเป็ใต้ตึกเรียนที่สายฝนโปรยปรายลงมา ความมืดครึ้มในตอนนั้นคงแพร่กระจายโอบล้อมบรรยากาศไปหมดจนทำให้ผมไม่อาจนึกถึงใบหน้าของเธอออก
หรือไม่ตัวผม...ก็แค่ไม่อยากนึกได้ ไม่อยากรับรู้ว่าทำไมเธอถึงเดินจากไป
“ฉันเห็นถึงความพยายามของนายนะ” เธอว่า ผมก้มลงมองฝ่าเท้าของตัวเอง สดับฟังเสียงของฝนที่เคล้าไปกับคำพูดด้วยน้ำเสียงลำบากใจของเธอ ไม่ง่ายเลยที่ผมจะดันตัวเองให้อันดับสอบดีขึ้นมาขนาดนี้และเข้าชั้นเรียนที่อันดับสูงกว่าได้ ทั้งหมดก็เพื่อเธอนะ...เพื่อที่เธอจะไม่อับอายเวลาที่ผมจะไปอยู่เคียงข้างยังไงล่ะ
“อือ” ผมตอบรับ ไม่กล้าหันไปมองหน้าเธอเลย ถ้าหากอยากจะยื่นมือไปจับมืออบอุ่นของเธอเอาไว้จะได้ไหมนะ ถ้าปลายนิ้วเย็นเยียบนี้แตะััไปล่ะก็ เธอจะสะบัดออกด้วยความรังเกียจหรือเปล่า ผมไม่รู้อะไรเลย และเพราะหวาดกลัวจึงได้แต่ยืนฟังถ้อยคำของเธอและพยักหน้ายอมรับมันก็เท่านั้นเอง
“แต่ว่าเราอยู่ด้วยกันตลอดไปไม่ได้หรอก”
ทั้งที่พยายามจนดันตัวเองขึ้นไปอยู่ระดับกลางได้แล้วแท้ๆ ทำไมล่ะ เพราผมเป็คนไม่เอาไหนอย่างงั้นเหรอ อยู่ด้วยต่อไปเรื่อยๆ ก็คงไม่มีอนาคตสินะ งั้นผมจะไม่ยื้อเธอไว้ถึงแม้ว่าจะอยากทำก็ตาม ถ้าหากมากกว่านี้ ถ้าผมทำมากกว่านี้เธอจะยังอยู่กับผมหรือเปล่า ผมไม่รู้เลย
เพราะสุดท้ายผมก็ได้แต่ยินยอมให้เธอเดินจากไป ทิ้งไว้แต่ความทรงจำอันอบอุ่นที่เราเคยได้ใช้ด้วยกัน น่าเสียดายที่สุดท้ายสิ่งที่เราเคยทำร่วมกันกลายเป็สิ่งที่ทำให้ผมเ็ปทุกครั้งยามนึกถึง แต่ผมไม่หยุดหวังหรอก จนกระทั่งอีก 3 ปี ให้หลังผมรู้ว่าในตอนที่เธอยอมคบกับผมเป็เพราะเธอแพ้เดิมพันกับเพื่อน...
ในตอนนั้นเหมือนโลกของผมดับสลาย
ผมทิ้งเธอไว้อยู่เื้ั เจ็บใจที่ให้ความรู้สึกที่แสนมีค่านี้กับคนโกหก
การย้ายจากจังหวัดบ้านเกิดมายังมหาลัยในกรุงเทพฯ นั้นทำให้ชีวิตที่โดดเดี่ยวอยู่แล้วยากลำบากกว่าเก่า หลายคนมักจะไปอยู่หอพักกับเพื่อนทำให้ได้มีเวลาไปสังสรรค์กันอยู่บ่อยครั้ง ผิดกันกับผมที่ไม่รู้จักกับใครอื่นเลย พอหวังมาผูกมิตรกับเพื่อนใหม่แต่เพราะเป็คนต่างถิ่นและความรู้สึกแย่ในความสัมพันธ์ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้ผมใช้ชีวิตคนเดียว
มันอาจจะดูเหมือนเป็ข้ออ้างแต่นั่นก็เป็ตัวผม
ผมก็เป็แบบนี้มาเสมอนั่นแหละ
มันเป็ความผิดของผมเอง ผมไม่โทษใครหรอก ความรู้สึกโดดเดี่ยวที่แสนเงียบเหงานี้มันแย่มาก มันเหมือนกัดกร่อนจิติญญาผมไปเรื่อยๆ ในขณะที่ใช้ชีวิตไปข้างหน้า หัวใจของผมก็ถูกความมืดกลืนกินไปทีละเล็กทีละน้อย
ชีวิตตอนมหาลัยฯ ปีสองไม่ได้ต่างกัน ถ้าจะถามหาสิ่งที่เปลี่ยนไปก็คงเป็ส่วนลึกของผมที่สิ้นหวังกับทุกอย่าง เพราะความรู้สึกจมดิ่งของผมยึดเหนี่ยวตัวผมเอาไว้ทำให้สุดท้ายเกรดของผมก็ตกลงเรื่อยๆ ผมแทบจะตัดสินใจลาออกและกลับไปทำงานที่บ้านเกิด
“กระดาษห่อหมดแล้ว กินนี่ก็แล้วกันนะ” เ้าของร้านบะหมี่บอกกับผม ผมพยักหน้ารับโดยไม่พูดอะไร รู้สึกอึดอัดอยู่ภายในใจเพราะผมไม่อยากพบกับใคร การมานั่งกินในร้านทำให้ผมจะต้องเจอผู้คน แต่ั้แ่เช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้อง เพราะงั้นจะเลือกปฏิเสธก็คงไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไหร่
ผมชะโงกไปในร้านที่แน่นขนัดพร้อมกับเสียงสนทนาดังระงม ไม่มีที่ว่างเลย ผมกัดริมฝีปากรู้สึกลำบากใจจนแสดงออกมาทางสีหน้า ป้าเ้าของร้านจึงนำถ้วยบะหมี่ของผมไปวางลงที่โต๊ะง่อนแง่นตัวหนึ่งซึ่งมีหญิงสาวตัวเล็กเป็เ้าของโต๊ะ
ผมนั่งลงโดยไม่กล่าวสิ่งใด ร่างกายแข็งเกร็งลนลานจนหยิบเครื่องปรุงหกไปหมด ผมกัดฟัน คิดโทษตัวเองอยู่ในใจว่าทำไมถึงได้ทำผิดพลาดต่อหน้าคนอื่นซะได้ ในขณะที่กำลังกอบกุมน้ำตาลที่หกราดไปทิ้ง หญิงสาวเบื้องหน้าก็ขำเล็กๆ ก่อนจะค่อยๆ ใช้กระดาษช่วยจัดการของเละเทะบนโต๊ะ
“ฉันช่วยนะ”
เพราะไม่เคยคุยกับผู้หญิงเท่าไหร่ ไม่สิ ปกติผมก็ไม่ค่อยได้คุยกับใครเลยหลังจากเข้ามหาวิทยาลัยทำให้ผมไม่รู้จะทำตัวยังไงดี ถ้าหากสาวคนนั้นสังเกตุที่ฝ่ามือของผมล่ะก็ เธอคงจะเห็นอย่างชัดเจนว่ามันสั่นเทาอย่างแน่นอน
“กินที่ร้านครั้งแรกเหรอ” เธอถามติดตลก เขี่ยบะหมี่ในชามไปด้วยระหว่างที่ฟังคำตอบจากผม ผมอึกอัก ทำท่าทางประหลาดกว่าที่คิดไว้ แต่เหมือนเธอจะไม่ได้ว่าอะไรทำเพียงเฝ้ารอคำตอบจากผมอย่างใจเย็นพร้อมกับสั่งอะไรมาทานเพิ่ม ดูท่าเธอคงจะยินดีหากเราจะมีบทสนทนาร่วมกันนานกว่านี้อีกสักหน่อย
“อืม”
“ฉันชื่ออาย ถ้ากินเสร็จไปเดินเล่นกันหน่อยไหม”
พวกเรารู้จักกันจากบนโต๊ะก๋วยเตี๋ยวในร้านธรรมดาดาษดื่นทั่วไป บทสนทนาที่ไม่ได้วิเศษอะไรเกิดขึ้นระหว่างเรา ความประหม่าของผมไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกแย่ กลับกันเธอมีความสุขที่ค่อยๆ ได้ทำให้ผมเคยชินการสนทนากับคนใหม่ๆ
บะหมี่แห้งที่อยู่ในถ้วยเหมือนจะใส่พริกเยอะเกินไปหรือเปล่า...ไม่หรอก ก็เป็ครึ่งช้อนโต๊ะที่เคยใส่นั่นแหละ เพียงแต่สิ่งที่ต่างออกไปคงจะเป็หญิงสาวที่อยู่เบื้องหน้ามากกว่า เธอทัดผมเข้าที่หู เอื้อมลงเป่าซุปร้อนและจรดขึ้นริมฝีปาก ทุกอย่างละมุนละม่อม แตกต่างจากออร่าความสดใสที่ออกมา
ไม่รู้เพราะความเผ็ดหรือเพราะเธอที่ทำให้ผมเขินกันแน่
“เอาแต่จ้อง นายไม่กินหรือไง” ดวงตาแสนสวยสบเข้ากับผม ผมอึกอัก ท่าทีเลิ่กลั่กทำเธอยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ คงเป็เพราะการถูกชะตากันแบบประหลาด ทำให้พวกเราเริ่มคุยอะไรกันหลังจากนั้นทีละเล็กทีละน้อย
อายและผมเดินไปบนถนนที่มีคนประปรายยามค่ำคืน ผมซื้อน้ำปั่นผลไม้ที่เธอแนะนำมาแบบเกรงใจเพราะปฏิเสธใครไม่เป็ แต่รสชาติอร่อยทำให้ผมอมยิ้มขึ้นมาได้ และรอยยิ้มของผมก็ทำให้เธอรู้สึกยินดี พวกเราแลกเปลี่ยนอะไรหลายๆ อย่างด้วยกัน ความสบายใจ...น้ำเสียงน่าฟังของเธอทำให้ผมค่อยๆ ถูกปลดล็อคหัวใจอย่างเชื่องช้า ผมกล้าที่จะพูด กล้าที่จะตอบคำถามทีละเล็กละน้อยโดยไม่ยากเย็นนัก
“ตรงข้ามเองงั้นเหรอ ใกล้กว่าที่คิดแฮะ” ผมลูบคางตัวเองพลางเหลือบตามองเงาสิ่งก่อสร้างที่ถูกความมืดทาบทับจนเห็นเพียงเงาเลือนลาง หญิงสาวได้ฟังผมก็พยักหน้าเป็คำตอบ
อายเป็สาวร่างเล็ก พอยืนอยู่ข้างกันเธอก็สูงแค่ไหล่ของผมเท่านั้นเอง ผมยาวของเธอถูกรวบเป็หางม้าตึง ดูขึงขังแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอน่ารัก แต่เพราะความรู้สึกจากการอยู่คนเดียวมานานทำให้ผมไม่กล้าทำอะไรหรือพูดมากกว่าคำถามทั่วไป
ผมเดินมาส่งจนถึงหอพักของเธอก่อนที่เราจะแยกจากกันหญิงสาวเอ่ยเรียกชื่อผมไว้ มุมปากของเธอยกขึ้นก่อนที่มือจะขยับโบกลาผม ผมยังจำน้ำเสียงของเธอได้ ยังจำท่าทีใจดีนั้นไว้อยู่เสมอ
“ไว้เจอกันนะ”
หลังจากนั้นผมก็ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว ในทุกเช้าที่จะต้องเดินไปมหาลัยฯ ก็ไม่ได้ดูเงียบเหงาเหมือนที่เคย หนังเื่โปรด วิดีโอที่ชอบดูก่อนนอนหรือแม้แต่เื่ง่ายๆ อย่างเมื่อเช้าทานอะไรก็เป็เื่ราวที่แลกเปลี่ยนกันระหว่างที่เดินไปในซอยที่แสนวุ่นวาย
ตกดึกร้านบะหมี่ของป้าก็จะเป็อีกที่นัดเจอ บะหมี่แห้งดูจะอร่อยขึ้นทันตาเห็นเมื่อร่วมโต๊ะกับอาย พวกเราสนิทกันขึ้นเรื่อยๆ ผมกล้าบอกเล่าประสบการณ์หลายอย่างที่พบเจอให้เธอได้ฟัง หัวเราะกับมุกตลกที่ฟังดูเพี้ยนในสายตาคนอื่น
ผมรู้สึกได้ถึงหัวใจที่สั่นไหวของตัวเองทุกครั้งยามอยู่ใกล้เธอ ผมเริ่มมีความสุขกับอะไรดาษดื่นรอบกายเพราะมีเธออยู่เคียงข้าง ในตอนที่ผมเอื้อมไปเช็ดมุมปากให้กับเธอโดยไม่ได้ตั้งใจ ดวงตาของพวกเราที่สบกันทำให้ผมยิ่งมั่นใจ
แต่ผมรู้ตัวและมั่นใจดีว่าไม่มีทางที่จะเป็อย่างอื่นได้
หมาขี้แพ้ไม่มีค่าอย่างผมคงเป็ได้แค่คนรู้จักสำหรับเธอเท่านั้น
แต่ทว่าในคืนหนึ่ง อายก็นั่งปรับทุกข์กับผมบนโต๊ะในร้านบะหมี่เ้าประจำของเรา ผมสังเกตุจากการที่เธอทานอาหารได้ไม่อร่อยอย่างที่เคยจะเป็ มือของเธอกุมอยู่ที่ขมับพร้อมกับจดจ้องมือถืออยู่ตลอดเวลา ทุกครั้งที่เรามาเจอกันเธอไม่เคยเป็แบบนี้เลย
“ไม่มีร้านซ่อมคอมฯ ที่ไหนเปิดเลยรึไง นี่ฉันอยู่ในเมืองแท้ๆ นะเนี่ย” เธอวางมือถือลงกับโต๊ะเหล็กอย่างยอมแพ้ เขี่ยเส้นบะหมี่ด้วยสีหน้าวิตกกังวล ผมไม่ใช่คนที่กล้าจะถามอะไรหากอีกฝ่ายไม่กล้าจะเปิดปากเล่าออกมา โชคดีที่อายเป็คนเปิดเผย เธอไม่ต้องรอให้ผมต้องคิดไปเองและหมกมุ่นคิดว่าเธอเป็อะไร อาจจะเป็เพราะแบบนี้เราเลยอยู่ด้วยกันได้ก็ได้
“ผมซ่อมให้ไหม”
“จริงเหรอ” เธอเงยหน้าขึ้นมาด้วยความรู้สึกเต็มไปด้วยความหวัง ผมพยักหน้า กลืนลูกชิ้นที่กินอยู่ พอเห็นรอยยิ้มของเธอก็ทำให้ผมมีแรงจะรีบทานอาหารตรงหน้าจนหมดและเดินไปรับเ้าแลปท็อปเ้าปัญหามาซ่อม
ถึงแม้แถวนี้จะเป็ย่านใจกลางเมือง แต่ร้านซ่อมคอมพิวเตอร์ที่เปิด่ตีสองตีสามน่าจะไม่ค่อยมีให้ได้เห็น โชคดีที่ผมทำเื่พวกนี้เป็อยู่แล้วเลยไม่ใช่ปัญหา หากอาการไม่หนักมากเธอคงสามารถนำแลปท็อปกลับไปทำงานส่งทันได้ก่อนวันพรุ่งนี้แน่
ผมเดินออกมาโดยที่กอดแลปท็อปไว้ข้างกาย พอได้ยินเสียงฝีเท้าตามมาจากด้านหลังก็ต้องประหลาดใจ หญิงสาวเก็บข้าวของใส่กระเป๋าสะพายใบเล็กและเดินตามมา ผมชะงัก หันกลับไปถามเธอ
“จะมาด้วยเหรอ ถ้าตามมาด้วยคนอื่นจะเข้าใจผิดเอานะ”
อายดูเหมือนจะไม่เข้าใจ เธอเอียงคอ ปลายผมแกว่งไกวด้านหลัง ดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อยเหมือนลูกแมวขี้สงสัย ผมเกาคอแก้เขิน
“เดี๋ยวเอาแลปท็อปไปให้ตอนเช้าก็ได้”
แต่อายยิ้มกว้าง เธอตบกระเป๋าประหนึ่งว่าเอาเสบียงของทานเล่นไปเตรียมพร้อมแล้วทั้งที่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่ผมจะสื่อ หญิงสาวเดินขยับมาใกล้ ไม่เดินตามหรือนำหน้าต่อไป เธอเลือกจะเดินเคียงข้างผมพร้อมกับบอกยืนยันว่าจะตามไปด้วย
ผมให้เธอนั่งตรงเก้าอี้ตัวหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล ส่วนตัวเองก็นั่งตรงโต๊ะริมห้อง ตรงนั้นมีอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์เรียงรายพร้อมกับเครื่องมือช่าง เธอนั่งจ้องผมซ่อมแลปท็อปให้ เสียงดังแกรกๆ ไม่เพียงพอที่จะทำลายความเงียบและความกระอักกระอ่วน ผมยอมรับ ผมประหม่า...นี่เป็ครั้งแรกที่ผมอยู่กับผู้หญิงในห้องสองต่อสอง
อายุก็เท่ากันแท้ๆ ไหงกลายเป็ผมที่ลุกลี้ลุกลนกว่าเธอไปซะได้ล่ะ
“ฉันรู้จักกับนายมาสักพักแต่ไม่เห็นนายอยู่กับเพื่อนเลยนี่” เธอลูบไล้กระเป๋าสะพายของตัวเอง กวาดสายตาไปทั่วห้องแสนธรรมดาของผมอย่างอ่อนโยน
“นายไม่มีเพื่อนเลยเหรอ?”
ผมชะงักฝ่ามือของตัวเองที่งัดแงะแลปท็อปของเธออยู่ สักพักก็พยายามทำตัวเป็ปกติและตอบเธอไป
“ก็อยากมีเพื่อนอยู่หรอก” ผมเช็ดส่วนด้านในแลปท็อปของเธอ “แต่ตอนเข้าเรียนใหม่ๆ มีเื่นิดหน่อยน่ะ ผมเองก็เข้าสังคมไม่เก่งสุดท้ายก็เลยต้องอยู่คนเดียวแบบนี้นั่นแหละ” ผมไขส่วนฝาหลังกลับเข้าดังเดิม ปัญหาไม่ได้ใหญ่อย่างที่คิด ใช้เวลาไม่นานก็จัดการได้อย่างไม่ยากเย็น
“แล้วนายไม่เหงาบ้างเหรอ” เธอแกว่งเท้าไปมา คงไม่กล้าสบตาผมตอนถามคำถามนั้น
“เหงาสิ” ผมว่า แค่นหัวเราะเวทนาตัวเอง “เหงามากด้วย”
“อื้ม...”
“แต่ตอนนี้ไม่แล้วล่ะ เพราะมีเธออยู่ด้วยแล้วนี่ไง” ผมวางแลปท็อปสีสันบาดตาลงบนตักของเธอแ่เบา หน้าจอของมันส่องแสงก่อนที่ภาพพื้นหลังคุ้นตาจะปรากฏขึ้น หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองผมที่ยืนอยู่ ใบหน้าของเธอขึ้นสีระเรื่อด้วยความเขินอาย ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนั้นพูดอะไรผิดไป แต่มันคงไม่ได้เป็คำพูดที่ไม่ดีหรอกใช่ไหม...
ผมไม่กล้าถามเลย คงเพราะหวาดกลัวคำตอบและกลัวหัวใจตัวเองที่เต้นแรงไม่แพ้กัน อายกล่าวขอบคุณและกลับไปที่หอพักตัวเองทันทีหลังจากนั้น
“ถ้าเรียนจบก็คงอยากทำงานที่ได้เงินเยอะๆ แล้วก็ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายนั่นแหละนะ”
เธอบอกกับผม พวกเราดื่มกาแฟที่กดมาจากร้านสะดวกซื้อเพื่อทำให้เช้านี้ก่อนไปมหาลัยฯ ตื่นตัวกันสักหน่อย อายเล่าความฝันของเธอให้ผมฟังระหว่างเดินกัน เป็วิถีชีวิตปกติที่ผมชินไปซะแล้ว แต่ต้องยอมรับว่ามันทำให้ยามเช้าของผมไม่น่าเบื่อเหมือนแต่ก่อน
“ส่วนผมก็ไม่มีอะไรหรอก ขอแค่มีความสุขก็พอแล้วล่ะ” ผมหมายความแบบนั้นจริงๆ ผมชอบชีวิตเรียบง่าย มีความสุขอะไรกับสิ่งเล็กน้อย ผมยอมแพ้แล้วกับการทำอะไรยิ่งใหญ่และเกินตัวเนื่องจากความเจ็บช้ำที่ผมเคยเจอในอดีตมันสอนผมมามาก
“น่าเบื่อชะมัด” เธอพองแก้มใส่ผม “ไม่คิดอะไรที่สร้างสรรค์หน่อยเลยเหรอ”
ผมส่ายหัว พอมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่มีแดดอ่อนๆ ก็ระบายลมหายใจใส่เบาๆ รู้สึกอายนิดหน่อยตอนพูดออกไป แต่พอคิดว่าเป็อายล่ะก็คงไม่เป็ไร
“ถ้าจะให้คิดก็มีอยู่บ้างแหละ สมัยเด็กๆ อยากเป็แฮกเกอร์ที่เป็ฮีโร่ที่ใส่หน้ากากน่ะ”
เธอหัวเราะถูกใจ “เป็ White Hat น่ะเหรอ”
“คงงั้นมั้ง” ผมเบือนหน้าไปทางอื่น รู้สึกใบหน้าตัวเองร้อนผ่าว
“เมื่อไหร่จะโต นายนี่มันบ๊องจริงๆ” เธอยกยิ้ม ถึงจะเป็การเอ่ยแซวแต่ก็ไม่ได้ดูถูกเหยียดหยามผมเลย สายตาที่เธอจ้องมองผมเหมือนจะเป็ความรู้สึกเอ็นดูผู้ชายคนนึงเสียมากกว่า
“ก็มันความฝันสมัยเด็กนี่ เฮ้อ... จะให้ทำยังไงได้ ผมเรียนไม่เก่ง เกรดก็แย่ จะไปหวังอะไรได้ล่ะ”
ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่าที่เห็นรอยยิ้มเล็กบนใบหน้าหวาน เธอยืนมาบังทางที่เรากำลังมุ่งหน้าไป สายตาของเธอมีภาพผมสะท้อนอยู่ในนั้น
“งั้นฉันจะเป็คนติวให้เอง แต่ต้องมีรางวัลให้ฉันด้วยนะ”
นับจากวันนั้นหลังเลิกเรียนเราก็มักจะไปเจอกันที่ใต้ตึกมหาลัยฯ เธอติวข้อสอบให้ผมเพื่อจะดึงหน่วยกิตวิชาอื่นพยุงให้เกรดรวมของทั้งเทอมดีขึ้นมาบ้าง หนักเข้าห้องติวของเราก็ย้ายมาเป็ในหอพักของผม ความใกล้ชิด ความสนิทสนมทำให้ความรู้สึกที่อยากจะเป็หนึ่งเดียวกันพอกพูนขึ้นเรื่อยมา
หน้าหนังสือที่กางอยู่ดูเหมือนจะไม่ใช่จุดสนใจของเราอีกต่อไป มือของเธอวางทับลงบนฝ่ามือที่นิ่งสนิทของผม เสียงอ่อนหวานเอื้อนเอ่ยแ่เบาเหมือนกับอยากให้เราสองเท่านั้นที่ได้ยินประโยคนี้
ทั้งที่ภายในห้องของผมก็มีเพียงเธอและผมเท่านั้น
“เธอชอบฉันไหม” หญิงสาวกระซิบ กลิ่นน้ำหอมที่เธอชอบใช้ เสียงใจดีและมือนุ่มๆ ที่ลูบผมเบาๆ ความรู้สึกที่ถูกเธอปลอบประโลมเรื่อยมานั้นดีกว่าอะไรทั้งนั้น
“ชอบ...” ผมบอกกับเธอ “ชอบมากด้วย”
“ฉันรู้อยู่แล้วล่ะ รู้นานแล้วด้วย ก็นายหน้าแดงทุกครั้งที่เจอเลยนี่นา”
ผมเกาจมูกแก้เขิน
“เธอทั้งสวย ทั้งน่ารัก เรียนเก่งอีกต่างหากเป็ใครก็ชอบทั้งนั้นแหละ”
อายขยับเข้ามาใกล้ เธอจดจ้องใบหน้าของผมระยะใกล้ ริมฝีปากของเราแทบัักัน จากสายตาของเธอนั้นแค่มองก็รู้ว่าเธอเองก็ปรารถนาในบางสิ่งไม่ต่างจากผม
“แล้วนายอยากเป็แฟนกับฉันไหม”
อา...น่าอายชะมัดที่ต้องให้ผู้หญิงเป็ฝ่ายเอ่ยถามมาก่อน แต่มันก็สมกับเป็เธอดีนั่นแหละ และผมก็หลงรักตัวเธอที่เป็แบบนี้เหลือเกิน
“อยากสิ แต่ฉันไม่มีอะไรดี หน้าตาผมก็ไม่ได้หล่ออะไร เรียนก็แย่ เธอคิดดีแล้วเหรอ”
“ถ้าจะชอบก็ไม่จำเป็ต้องใช้เหตุผลหรอก เป็แฟนกันนะ”
ั้แ่วันนั้นเราทั้งสองคนก็เป็แฟนกัน ในวันเกิดของผมเธอก็ซื้อเสื้อฮู้ดสีน้ำเงินให้เป็ของขวัญพร้อมกับหน้ากากที่มีไฟ LED สีน้ำเงิน ผมไม่รู้ว่าเธอหามาจากไหน ไม่ได้ถามด้วยซ้ำถึงจะสงสัยก็เถอะ
“ชุดฮีโร่ของนายเหมือนที่ตอนเด็กนายฝันอยากจะได้ไง” เธอหัวเราะถูกใจตอนเห็นหน้าเหวอของผม กล่องของขวัญที่ผมแกะยังระเกะระกะอยู่ในห้อง หญิงสาวนอนแผ่อยู่บนเตียงที่กลายเป็ของพวกเราไปแล้ว
“นั่นมันตอนเด็กนะเธอนี่” ผมส่ายหัวเนือยแต่ก็พับเสื้อฮู้ดเก็บไว้อย่างดี อย่างไรมันก็เป็ของมีค่าที่เธอมอบให้ เพราะงั้นผมจะเก็บมันไว้อย่างดี แต่จะให้สวมหน้ากากนี่เดินไปไหนมาไหนก็ไม่ไหวแฮะ...แอบดูจั๊กจี้ไปหน่อย
“แล้วนายจะใช้ชื่อฮีโร่ว่าอะไรดีล่ะ” อายกลิ้งไปมาบนเตียงอย่างสนุก ดูท่าของขวัญที่เธอให้นอกจากอยากให้ผมมีความสุขแล้วตัวเธอเองก็คงจะบันเทิงกับมันไม่แพ้กัน
“เลิกล้อความเบียวสมัยเด็กฉันได้แล้วน่า” มือของผมเอื้อมไปลูบแก้มของเธอ อายยินยอมก่อนจะซบลงบนฝ่ามือของผม ผมยกยิ้มอย่างอ่อนโยน
“น่า ตอบมาเถอะนะ”
ผมไม่สบตาเธอ ใบหน้าร้อนผ่าวด้วยความเขินแต่ก็ยอมพึมพำตอบเธอไป
“มิสเตอร์ ปาล์ม”
อายหยิบกระดาษที่อยู่ไม่ไกลมาวางไว้บนเตียงพร้อมกับดินสอ
“ให้ฉันช่วยตั้งให้ไหม”
มือเรียวจรดตัวอักษรลงบนกระดาษ ลายมือน่าเอ็นดูของเธอที่ผมคุ้นเคยปรากฏเรียงร้อยเป็คำว่า PALMER46 ผมเอียงคอกับตัวเลข แต่ยังไม่ทันเอ่ยปากถาม อายก็รีบคลายความสงสัยเสียก่อน
“ปาล์มมันก็ชื่อผมแหละ แต่ไอ้ ER46 นี่มันอะไร”
“ก็มาจาก Computer ไงนายชอบนี่นา ส่วนตัวเลขก็เป็ปีเกิดของนาย ชอบไหม”
ผมยิ้ม กดจูบลงบนริมฝีปากแทนคำตอบเพียงแค่นั้นก็พอรู้แล้วว่าพวกเรามีสัมพันธ์ลึกซึ้งด้วยกัน พวกเราเป็หนึ่งเดียวกัน ความปรารถนาที่ผมไม่อาจกดเอาไว้และความยินยอมพร้อมใจที่อายมีทำให้พวกเราพลั้งพลาด หลังจากนั้นไม่นานความสุขของพวกเราก็เริ่มเลือนหาย ตอนที่ผมได้รู้ว่าอายตั้งท้องลูกของเรา
อายเอาแต่ร้องไห้เมื่อผลตรวจออก ผมพยายามติดต่อเธออยู่ตลอดหลังจากที่เธอปิดกั้นตัวเองจากผม พอเธอยอมมาที่ห้องผมเลยได้รู้ว่าเธอผอมลงไปพอตัว ใบหน้าของเธอดูซีดเซียวหนำซ้ำตาที่เคยเป็ตัวแทนของความสดใสของอายก็หม่นหมองลงไปมาก ผมสวมกอดเธอทันทีที่ได้เจอ
เพราะผมเองก็เป็ส่วนหนึ่งที่ทำให้อนาคตของเธอต้องพัง เธอคงร้องไห้เสียใจหนักเพราะจะต้องออกจากมหาลัยฯ มาเลี้ยงดูลูกของเรา ผมใช้เวลาในวันนั้นปลอบประโลมเธอ ผมจำได้ดีเลยว่าตัวเองประคองกอดเธอไว้บนเตียงเล็กๆ ของเรา ปล่อยให้เธอร้องไห้ซบไหล่อยู่แบบนั้นนานสองนาน ผมลูบหลังของเธอไปมา จนในที่สุดก็ตัดสินใจอะไรออกไป นั่นคงเป็ทางออกที่ดีที่สุดแล้ว อย่างน้อยๆ อายก็จะไม่ต้องเผชิญเื่เลวร้ายนี้ไปคนเดียว
“หลังจากที่ลูกของเราคลอดออกมา ผมจะเป็คนรับผิดชอบดูแลเอง เธอจะได้ไปเรียนต่ออย่างที่ควรจะเป็ ทั้งหมดนี่มันเป็เพราะฉันเอง...”
ผมกลั้นน้ำตาของตัวเองเอาไว้ไม่อยู่จริงๆ ไม่รู้ว่าเธอสังเกตุเห็นมันไหม หยาดน้ำที่ไหลอาบแก้มเพราะความรู้สึกผิดจับใจนี้ ผมจุมพิตลงที่กลุ่มผมของเธอ กกกอดเธอเอาไว้ในอ้อมแขนอย่างน้อยเธอก็จะปลอดภัยอยู่ในนี้
มือของเราที่กุมกันไว้ค่อยๆ คลายออกเมื่อเวลาผ่านไป เสียงร้องไห้ที่ดังสะอื้นมาตลอดเป็ชั่วโมงเริ่มเบาบางลงอย่างเชื่องช้า อายเงยหน้าขึ้นและยกยิ้มให้กับผม แม้ว่ารอยยิ้มของเธอจะไม่ได้สดใสเหมือนแต่ก่อนทว่าก็ดีขึ้นกว่าในตอนแรก ผมจูบเธออ่อนโยน
“ขอบคุณมากนะ...” เธอซบลงที่อกของผมอีกครั้ง เงี่ยหูฟังเสียงเต้นของหัวใจที่ดังอยู่ เสียงของเธอยังคงสั่นเครือ ทำให้ผมอดสงสารไม่ได้ “แต่ฉันจะไม่ทิ้งนายหรอก เราเปลี่ยนบรรยากาศไปเดินเล่นข้างนอกกันหน่อยไหม”
ผมเหลือบมองไปที่นาฬิกาซึ่งตั้งอยู่บนหัวเตียง เข็มนาฬิกายังคงเดินต่อไป มีแต่พวกเราที่ยังคงจมปลักกับความเศร้า ถ้าปฏิเสธคำขอร้องของเธอและหมกตัวอยู่ในห้องก็ไม่ได้ช่วยอะไร สุดซอยนี้มีร้านสะดวกซื้อที่เปิดยี่สิบสี่ชั่วโมงอยู่ ไปหาซื้อของโปรดของเธอมาก็คงจะดีไม่น้อย
ผมพยุงเธอลุกขึ้น สวมเสื้อกันหนาวตัวโปรดของเธอให้โดยที่ไม่คิดเลยว่านั่นจะเป็คืนสุดท้ายที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราไปตลอดกาล
ลมหนาวของฤดูกาลพัดมาตลอดทางที่พวกเราก้าวเดินไป แสงสลัวในซอยประกอบกับความเงียบทำให้ดูวังเวงยิ่งกว่าเก่า โชคดีที่อย่างน้อยผมก็ไม่ได้อยู่ลำพัง ผมยังมีอายอยู่ข้างกาย หลังจากที่เราเดินเล่นเปลี่ยนบรรยากาศกันได้สักพักแล้วก็แวะเข้าไปซื้ออาหารจากร้านสะดวกซื้อมาทานกัน
ในมือของเธอมีขนมและอาหารหลายอย่าง รอยยิ้มบนแก้มนิ่มๆ ของเธอทำให้ใจที่เ็ปของผมพอบรรเทาได้บ้าง ผมจับมือเธอไว้แน่นไม่ปล่อยราวกับเป็สัญญาณว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นพวกเราก็จะไม่ทิ้งกันไปไหน
“ดึกๆ มาทำอะไรกันแถวนี้วะ” เสียงไม่เป็มิตรจากใครบางคนดังขึ้น พวกเราละสายตาจากกันและหันไปมองตรงเสาไฟต้นหนึ่ง ตอนแรกที่เดินผ่านยังไม่เห็นพวกเขาด้วยซ้ำทว่าตอนขากลับพวกเขาคงเพิ่งกลับจากผับหรือเปล่าผมเองก็ไม่รู้ “ว้าว มีสาวสวยซะด้วยว่ะ”
พวกอันธพาลทั้งห้าคนออกมาจากมุมมืดและเข้าห้อมล้อมตัวของพวกเราเอาไว้ อายขยับเข้ามาใกล้ เธอบดบังร่างกายเล็กกว่าไว้กับตัวของผม แต่นั่นก็ไม่มากพอที่จะทำให้สายตาของพวกมันหยุดโลมเลียเธอได้ ผมเอามือขวางเอาไว้ พยายามคุมน้ำเสียงตัวเองไม่ให้สั่นด้วยความหวาดกลัวไม่แพ้กัน ผมเองก็ไม่ใช่คนตัวใหญ่นัก หากพวกมันตั้งใจจะรุมผมล่ะก็ ใช้เวลาไม่นานก็คงสลบคาเท้าพวกมันแน่
“พวกเรามาเดินเล่นครับ กำลังจะกลับหอพักแล้ว”
ผมตอบกลับไปอย่างสุภาพ ไม่ใส่ใจกับประโยคหลังที่พวกมันแซวอาย
“แถวนี้มันถิ่นพวกเรา กล้าดียังไงวะไอ้หนู”
ผมกำหมัดแน่น แถวนี้มันก็เป็ซอยที่พวกเราเดินกันอยู่ทุกวันแท้ๆ กล้าดียังไงมาบอกว่าเป็ถิ่นของตัวเองกัน ผมกัดริมฝีปาก ก้มหัวลงสยบยอมเพราะไม่อยากให้แฟนสาวต้องเป็อันตราย หากพวกมัน้าให้ผมกราบเท้าเพื่อแลกกับชีวิตของคนรักผมก็ยอม
“ขอโทษครับ ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้ ผมขอโทษจริงๆ ครับ”
ผมลากตัวอายเดินตามหลังมา พอสังเกตุหน้าหนึ่งในพวกอันธพาลก็รู้ได้เลยว่าพ่อของเขาเป็คนมีอิทธิพล ถ้าผมเข้ายุ่งล่ะก็ ต่อให้เกิดคดีอะไรสุดท้ายพวกเขาก็รอดไปได้อยู่ดี ในขณะที่คิดแบบนั้นร่างของผมก็ลอยหวือตามแรงกระชาก ชายสองคนยึดตัวเองผมเอาไว้ กดกระแทกลงกับพื้นคอนกรีต ส่วนอีกสามคนมุ่งหน้าไปหาหญิงสาวที่ยืนสั่นเทา
เื่ราวในค่ำคืนนั้นเป็เหมือนฝันร้ายที่ฝังลึกยามผมหลับนอน เป็ภาพหลอกหลอนตัวผมในยามตื่น เสียงกรีดร้องของเธอยังคงดังกึกก้องในหูของผมเรื่อยมา ผมจำความรู้สึกที่ลำคอของตัวเองะโร้องขอได้...ผมไม่กลัวความตาย ผมไม่กลัวความเ็ปหากจะถูกพวกมันทำร้าย แต่ผมหวาดกลัวหากจะต้องเห็นเธอถูกทรมานทั้งเป็เช่นนั้น
ร่างกายของเธอถูกพวกมันรุกรานอย่างโหดร้าย ผมเอื้อมมือพยายามตะเกียกตะกายไปหาเธอแต่สุดท้ายทำได้เพียงดิ้นรนทรมานอยู่ใต้ฝ่าเท้าของพวกมัน หญิงสาวผู้เป็เ้าของหัวใจของผมจดจ้องเพียงผม น้ำตาของเธอไหลนองใบหน้าจนสุดท้ายดวงตาที่เคยสดใสก็มลายเหลือเพียงความว่างเปล่า
ราวดวงดาวงดงามจรัสแสงเลือนหายจากท้องฟ้า เหมือนทุกความรู้สึกที่ผมเคยมีบนโลกมันหายไปหมดแล้ว คงเหลือไว้แต่เพียงความโกรธและอาฆาตแค้น หยาดน้ำตาที่ไหลไปมากขนาดไหนผมไม่รู้ พวกเราอ้อนวอนให้มันปล่อยพวกเราเป็อิสระจนสุดท้ายความตายก็พรากเธอจากผมไป
ในขณะที่มันเถียงกันว่าใครผิดใครถูก ผมก็รวบรวมเอาความรู้สึกเคียดแค้นทั้งหมดที่มีพุ่งตัวไปที่ชายที่อยู่ตรงหน้าผม ผมเห็นมีดพกที่มันเหน็บเอวเอาไว้ อาวุธเพียงหนึ่งเดียวที่น่าจะระบายสิ่งที่อัดอั้นอยู่ออกมาได้หมด
น่าเสียดายที่ผมจำรายละเอียดทั้งหมดไม่ได้ ผมใช้ใบมีดอันแหลมคมนั้นเฉือนไปตามร่างกายมันไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ ลำคอที่เคยส่งเสียงหัวเราะและดูถูกเหยียดหยามถูกผมจัดการจนไม่เหลือซาก ผมไม่รู้ว่าตัวเองเอาแรงมาจากไหนจนสามารถจัดการแก๊งอันธพาลนั่นได้
ไม่ว่ามันจะพยายามรุมผมไปซักแค่ไหน แม้ร่างกายของผมจะบอบช้ำเพียงใด สุดท้ายคนที่ยืนหยัดอยู่ก็เป็ผมเรื่อยมา เืสีแดงฉานและคาวคลุ้งกระเซ็นไปทุกที่ หัวหน้าของพวกมันคลานไปตามพื้นเพราะขาของมันถูกผมแทงจนไม่เหลือชิ้นดี ศีรษะของผมที่ถูกฟาดอย่างรุนแรงมีเืไหลนอง แต่...ผมก็ยังหยัดยืน
หยัดยืนเพื่อที่จะได้ฟังเสียงร้องขอชีวิตใน่วินาทีสุดท้าย
หยัดยืนเพื่อที่จะเป็คนปลิดชีพไอ้คนชั่วที่พรากเธอไปจากผมได้อย่างไร้ปราณี
หยัดยืนเพื่อที่...จะได้กอดร่างไร้ิญญาของคนรักเอาไว้