“เซียวจ้าน ฮองเฮาเรียกหานานแล้ว” เขาหันไปยังน้องชายแล้วกล่าวด้วยสุรเสียงราบเรียบ ก่อนอีกฝ่ายจะชะงักนิ่งแล้วหันมายังเด็กหญิงตัวเล็ก
“หยางเอ๋อ รอข้าอยู่นี่ก่อนนะ ข้าไปหาเสด็จแม่เสร็จจะมาปาลูกท้อให้เ้ากินใหม่” เด็กหญิงพยักหน้า ก่อนเด็กชายตัวเล็กจะวิ่งลับไป เหลือไว้เพียงเขาและนางที่อยู่เพียงลำพังเท่านั้น
“รสชาติผลท้อในวังหลวง อร่อยยิ่งกว่าที่ใด เ้าลองชิมดูสิ” สุรเสียงอบอุ่นทำให้นางค่อย ๆ กัดผลท้อ แล้วเคี้ยวหมุบหมับ เพียงไม่นาน ผลท้อในมือก็หมดลงอย่างรวดเร็ว
“อีกนาน กว่าเซียวจ้านจะกลับมาปาผลท้อให้เ้า เช่นนั้นข้าเก็บผลท้อให้เ้าแทนเขาดีหรือไม่?” นางได้ยินดังนั้นจึงพยักหน้าขึ้นลง ก่อนชายหนุ่มจะง้างธนูที่ติดกาย เล็งดอกธนูสามดอกตรงไปยังผลท้อ แล้วสอยร่วงลงมาพร้อมกันสามผล นั่นทำให้นางตกตะลึงอย่างถึงที่สุด ก่อนเขายกมือขึ้นจุ๊ปาก
“อย่าได้บอกใครเชียว” ชายหนุ่มกล่าวเพียงวาจาสั้น ๆ พลันยื่นผลท้อให้นาง เด็กหญิงจำได้ว่า ในการสอบวัดผลวิชายิงธนู ซึ่งเป็เพียงการยิงใส่เป้าธรรมดา แต่เขากลับทำได้เพียงแค่สูสีกับองค์ชายหยางเติ้งเท่านั้น แตกต่างจากการยิงธนูในวันนี้อย่างสิ้นเชิง สายตาตกตะลึงของนางทำให้ชายหนุ่มยิ้ม
“คิดอะไรอยู่”
“วันสอบวัดผล ท่านไม่ได้าเ็ แต่ทำไมฝีมือยิงธนู ทำได้เพียงแค่สูสีกับองค์ชายหยางเติ้ง...” นางยังไม่ทันกล่าวจบ เขายิ้มแล้วตอบกลับ
“ข้าก็แค่หลับตายิง ผลออกมาเป็เช่นนั้นก็ถูกต้องแล้ว ใครอยากจะเป็รัชทายาทกันล่ะ?” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมถอดเสื้อขนสัตว์มาคลุมให้อีกฝ่ายด้วยท่าทางสุขุม
“วันนี้มีละอองหิมะ คลุมไว้ระหว่างรอเซียวจ้าน ไม่รู้ว่าเขาจะกลับมาเมื่อไร” กล่าวจบชายหนุ่มก็เดินจากไป ท่ามกลางสายตาสั่นไหวของหยางเอ๋อที่ทอดมองเขาจนลับสายตา
ก่อนหยางเอ๋อจะได้สติกลับมา เมื่อถูกใครบางคนนำเสื้อขนสัตว์มาคลุมให้เพื่อคลายความเหน็บหนาว นางค่อย ๆ หันไปพร้อมหยาดน้ำตา ก่อนเสียงของยี่หวางจะเอ่ยขึ้น
“องค์ชายรองบอกให้หม่อมฉันนำเสื้อมาคลุมให้เพคะ รับสั่งว่าต้องรอให้ครบหนึ่งชั่วยาม จึงจะอนุญาตให้กลับห้องได้ แต่เวลานี้ก็ดึกมากแล้ว จากละอองหิมะ จะกลายเป็หิมะจริง ๆ แล้วที่ตกลงมา เช่นนี้ต่อให้มีเสื้อคลุมอีกกี่ตัว ก็ไม่อาจคลายความเหน็บหนาวได้ จงใจทรมานกันชัด ๆ” ยี่หวางพึมพำด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พลันโอบร่างของหยางเอ๋อไว้แแ่เพื่อคลายความเหน็บหนาว
“ตอนนี้ข้าถูกทำโทษอยู่ เ้าโอบกอดให้ความอบอุ่นข้าเช่นนี้ จะทำให้องค์ชายรองไม่พอใจเอาได้” คำพูดน้อยใจของหยางเอ๋อทำให้ ยี่หวางส่ายศีรษะ
“ไม่ไปเพคะ หากองค์ชายรองคิดทำโทษ หม่อมฉันก็จะรับโทษด้วย วันนี้เป็ไงเป็กัน หม่อมฉันจะอยู่เคียงข้างพระชายาจนกว่าจะพ้นโทษ” สาวใช้กล่าว พร้อมกระชับกอดแแ่ ไม่ยอมปล่อย ท่ามกลางสายตาแน่นิ่งของอี้เทียน ที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ห่าง ๆ
เสียงฝีเท้าขององครักษ์เฉินเฟยอวี้ ย่างเท้าเข้ามาหาแล้วน้อมกายลง
“ทูลองค์ชายรอง ที่รับสั่งไว้ ข้าน้อยจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว” อี้เทียนละสายตาจากพระชายาหยางเอ๋อ แล้วหันมายังเฉินเฟยอวี้
“ก่อนหน้าที่ลิ้มจ้าวเฉิน จะสละตำแหน่งแม่ทัพ เขากุมอำนาจทางทหารทั้งหมดไว้ในมือ แม้ตอนนี้จะกลับไปอยู่ที่จวนสกุลลิ้มแล้ว แต่ด้วยอำนาจเดิม ก็ยังมีทหารไม่น้อยที่จงรักภักดีต่อเขา อีกทั้งอดีตฮองเฮาหลินเหลียน แม้จะถูกปลดแล้ว แต่นางก็ยังขึ้นชื่อว่าเป็พระมารดาขององค์ชายหยางเติ้ง การปราบฏครั้งนี้ เป็ไปไม่ได้เลยที่องค์ชายหยางเติ้งจะไม่ได้รับการช่วยเหลือจากพวกเขา” สุรเสียงราบเรียบเอ่ยขึ้น ก่อนจะค่อย ๆ เบี่ยงตัวก้าวเดินมายังห้องส่วนตัว ด้วยท่วงท่าสง่างาม สมกับเป็เืขัตติยะ มือหนาค่อย ๆ รินชาใส่ถ้วยแล้วยกขึ้นดื่มช้า ๆ พร้อมความคิด
“หากเป็เช่นนั้น ให้องค์ชายสี่ ติดตามเสด็จไปด้วยดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” ข้อเสนอขององครักษ์ทำให้อี้เทียนส่ายศีรษะอย่างใช้ความคิด
“ไม่ได้ หากข้าพาเขาไปด้วย องค์ชายหยางเติ้งก็จะมีข้ออ้างต่าง ๆ นานา หาความเป็ธรรมให้ตัวเอง ซึ่งจะเป็ปัญหาต่อข้าได้ภายหลัง ให้องค์ชายสี่อยู่คุ้มกันดูแลหยางเอ๋อเหมาะสมกว่า” เฉินเฟยอวี้ได้ยินดังนั้น จึงค่อย ๆ ย่อตัวลงนั่ง แล้วขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ
“ตอนนี้ข่าวลือ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพระองค์ กับแม่นางหลี่เถียนเปาเริ่มเป็ที่พูดถึง แน่นอนว่าสร้างความไม่พอใจให้กับองค์ชายสี่เป็อย่างมาก ยิ่งกว่านั้นพระชายาหยางเอ๋อก็คงเ็ปไม่น้อย เหตุใดพระองค์จึงจงใจพาแม่นางหลี่เถียนเปาเดินทางไปด้วย ข้าน้อยคิดยังไงก็คิดไม่ตกในเื่นี้” อี้เทียนค่อย ๆ ยกชาขึ้นจิบ ท่ามกลางแสงตะเกียงไหวระริกไปมา
“เพราะหยางเอ๋อเป็จุดอ่อนของข้า นางเป็จุดอ่อนเดียวที่ข้ามี ข้าไม่้าให้ผู้ใดรู้จุดอ่อนนี้” ชายหนุ่มพูดพร้อมยกชาขึ้นดื่ม สายตาสั่นไหวไปด้วยความคิด การวางแผน และการตัดสินใจ หากพลาดแม้เพียงครั้งเดียว เท่ากับสั่นคลอนความมั่นคงของราชวงศ์
“ข้าน้อยขอกำลังเสริมจากรองแม่ทัพเหล่ยเรียบร้อยแล้ว” อี้เทียนได้ยินดังนั้นจึงพยักหน้าเข้าใจ