อ้า…แต่งชุดธรรมดางั้นรึ
“จะดีหรือคุณหนูทั้งสอง” ลุงวานรทำสีหน้ากระอักกระอ่วนที่ยื่นชุดคนงานหยิงให้กับทั้งสอง
“ข้าว่าก็ดีนะ พี่หญิงอชิรายังเคยแต่งเป็ชายเลย ข้าลองแต่งเป็บ่าวสักหน่อยจะเป็ไร”
เฮ้อ!!! พ่อบ้านอย่างวานรถึงกับปวดกระบาล “เอาล่ะอย่างไรก็อย่าให้คนในสำนักเห็นก็แล้วกัน โดยเฉพาะท่านพ่อของเ้าเดี๋ยวจะเป็เื่ใหญ่”
ดรุณีน้อยทั้งสองรับคำ ส่วนพ่อบ้านก็อดเป็ห่วงไม่ได้ แต่ยังมีงานที่ต้องดูแล เลยบอกกับทั้งสามว่าให้ดูแลกันให้ดี เดี๋ยวข้าจะตามไปสมทบ สำหรับปรางรีบตอบอย่างไม่รีรอว่า มีครามอยู่ท่านไม่ต้องห่วงพวกเราหรอก กระทั่งอชิราก็คิดเห็นเป็ทางเดียวกัน ที่เป็เช่นนี้เพราะทั้งสองเห็นฝีมือของครามมาแล้ว
ณ ตัวเมืองของนครเนรดี วันนี้ถือเป็วันสำคัญของนคร มีผู้คนหลั่งไหลจากนครน้อยใหญ่อยู่ใกล้เคียง เช่น นครเมธารัถย์ นครธัญบูรณ์ นครบุรีรมย์ นครดิษนีย์ นครอรรถการ เป็ต้น เนื่องจากมางานและกิจกรรมมโหฬารมากมาย ท่ามกลางแสงสีเจิดจ้าและเสียงเพลงอันครึกครื้น ที่เนรมิตเมืองที่เคยธรรมดาให้เป็เมืองแห่งความรื่นเริง
่เดือนนี้ทั้งเดือน ถนนสายหลักกลายเป็งานฉลองที่คึกคัก โดยมีแผงลอยและร้านค้าเรียงรายอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็ ร้านขายอาหาร ร้านขายขนมหวานหลากสีสัน ร้านขายน้ำผลไม้ สมุนไพร ที่ไม่ได้พบเห็นง่ายๆ ร้านขายของเล่นและเกม ร้านขายของที่ระลึก ที่มีทั้งเสื้อผ้า ของชำร่วย เครื่องประดับ หินเก็บของ อาวุธวิเศษ และอาวุธเกือบวิเศษ
ในขณะที่ผู้คนเดินไปมาตามถนน พวกเขาจะได้ัักับบรรยากาศที่ครึกครื้นและมีชีวิตชีวาของงานฉลองแห่งเมืองนี้ แต่ที่หลายคนเฝ้ากลับเป็อีกสิ่งหนึ่ง นั่นคือ สินค้าจากสำนักประมูล หลายผู้คนที่ผาดโผนไปยังพิภพ ต่างตระเวณไปทั่วจักรวรรดิ เพื่อรวบรวมสิ่งของหายากมาไว้ใน ่เวลานี้ก็เช่นกัน คนกลุ่มใหญ่ ต่างเบียดเสียดเพื่อดูรายนามสินค้าที่จะนำมาประมูลในเวลาอันใกล้ ประหนึ่งว่ามีบางอย่างที่พวกเขาเฝ้ารออยู่
แต่ที่เป็ที่ดึงดูดคนหนุ่มสาวที่สุดหาใช่การประมูล เห็นจะเป็การแข่งขันชิงธงไตรภาคี ซึ่งเป็กิจกรรมศักดิ์สิทธิ์ ที่มีทรัพย์สมบัติมากมายเป็แรงดึงดูด โดยเด็กหนุ่มสาวที่มีสิทธิ์เข้าชิงนั้นจำกัดอายุเพียง 13 - 15 ปี เท่านั้น การแข่งขันมีการแบ่งกันเป็ทีม แต่ละทีมต้องมีครบทั้งผู้ฝึกด้านศาสตรา เวทมนตร์ และพลังอิทธิ ถึงจะเข้าข่าวทีมไตรภาคี ซึ่งเป็กิจกรรมที่จัดขึ้นเป็ประจำที่นี่ในทุกๆ 5 ปี ดังนั้นจึงมีผู้กล้าแกร่งจากทั้งมหานครเข้าร่วมด้วย
เมื่อครามดูรายชื่อรางวัลที่ได้รับก็ตาลุกวาวในทันที พลันมองไปที่เสาหินที่สลักอักษรโบราณว่า
ศาสตราวุธ ยุทธเวท เจษอิทธิฤทธิ์ ลิขิตนภา
คำจารึกบนเสาหินขนาดใหญ่มีร่องรอยผ่านร้อนผ่านหนาวมานับพันปี เสานี้ตั้งตระหง่านอยู่ ณ ลานใจกลางเมือง มีฐานหินขนาดใหญ่ มียอดสามยอด แบ่งออกเป็ยอดศาสตรา ยอดยุทธ์เวทย์ และยอดอิทธิฤทธิ์ ตรงกลางฐานมีอักขระโบราณขนาดเท่าฝ่ามือ เพื่อให้เด็กหนุ่มสาวมาประทับมือ เพื่อวัดระดับพลังทั้งสามแขนง
ในบรรดาสามเสานี้เสาที่ดูเรียบลื่นที่สุด เห็นได้ชัดว่ามีผู้มาทดสอบมากว่าเสาใดๆ คือเสาแห่งศาสตรา แม้กระทั่งในตอนนี้ ก็มีผู้คนต่อแถวกันอย่างแน่นขนัด
กรุณาอย่าต่อผิดแถว เพราะมิเช่นนั้นความตายจะมาเยือน!!!
เสียงโฆษกประกาศอย่างหนักแน่น
แน่ละไม่มีใครกล้าต่อผิดแถวเป็แน่นอน แต่ละคนก็อยากที่จะเผยพลังที่สวยหรูของตัวเองออกมาให้ทุกคนได้เห็น เพื่อจะได้เป็ตัวจริงในทีมของตัวเอง
แถวของเสาหินเวทมนตร์นั้นเกือบจะเรียกได้ว่ารกร้าง มีคนมาทดสอบวัดระดับน้อยมาก ปรางเล่าให้ฟังว่า
“ในหลายปีมานี้ เสาเวทมนตร์นับคนมาทดสอบได้เลย ในขณะที่เสาของการทดสอบวัดระดับด้านพลังอิทธินั้น มีผู้มาทดสอบอยู่พอสมควร แต่ก็ไม่มากเท่ากับสายศาสตรา ที่อยู่กันอย่างครึกครื้น ทำให้ในแต่ละครั้งที่มีการวัดระดับจะมีผู้ที่ถูกขับออกจากทีมจำนวนมาก เช่น ทีมหนึ่งมากัน 10 คน เมื่อทดสอบพลังแล้ว ต้องคัดเหลือเพียง 3 โดย แขนงละ 1 เท่านั้น…”
ทันใดนั้นการเล่าได้ถูกขัดจังหวะ เพราะปรางไปสะดุดสายตาที่เด็กหนุ่มคนหนึ่ง