หลินเสวี่ยจู๋วางวัตถุดิบต่างๆลงบนแผ่นหินเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็เตรียมกินลำไส้ใหญ่ย่าง
ลำไส้ใหญ่ย่างโรยเครื่องเทศและเกลือพร้อมทั้งต้นหอมและผักจือหมา นางห่อมันด้วยใบงาแล้วเอาเข้าปากทั้งหมดในคราเดียว
เมื่อกัดคำแรก กลิ่นหอมของลำไส้ใหญ่ย่างผสมผสานกับรสเค็มและเผ็ดก็พุ่งขึ้นมาตามด้วยกลิ่นหอมสดชื่นของใบงา เคี้ยวจนเกือบหมดก็ยังได้กลิ่นหอมของงาจางๆจากผักจือหมาที่แผ่ซ่านออกมา
“อืม...” หลินเสวี่ยจู๋ปรือตา เปล่งเสียงออกมาอย่างเพลิดเพลิน
ท่ามกลางสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบากเช่นนี้นางยังทำอาหารที่มีรสชาติซับซ้อนและอร่อยถึงเพียงนี้ออกมาได้ช่างมีพรสวรรค์ยิ่งนัก ทำให้ผู้อื่นที่ได้เห็นต่างพากันกลืนน้ำลายด้วยความอิจฉา
ดังนั้นเมื่ออาหารชุดที่สองสุกทุกคนต่างก็เลียนแบบหลินเสวี่ยจู๋ ใช้ผักห่ออาหารย่างให้ตนเอง จากนั้นก็กินอย่างมีความสุข
หลังจากที่ทานคู่กับต้นหอมและผักจือหมา รสชาติของอาหารย่างก็อร่อยกว่าครั้งที่แล้วจริงๆ
หากจะบอกว่าเป็นอาหารเลิศรสในใต้หล้าก็นับว่าด้อยกว่าความเป็นจริง
เมื่อย่างถึงชุดที่สามหลินเสวี่ยจู๋ก็ย่างไม่ทันความเร็วในการกินของทุกคนแล้ว นางจึงเทน้ำลงไปบนแผ่นหินเล็กน้อยก่อนจะใช้ไม้ไผ่แทนตะหลิวแล้วผัด
ไม่ว่าทุกคนจะกินตับลำไส้ใหญ่ หรือกระเพาะย่าง ก็จะใช้ผักห่อแล้วส่งเข้าปาก อย่างไรเสียทุกส่วนก็อร่อยไปหมด
กว่าเหล่าคนที่ออกไปเก็บผักกูดจะกลับมาครอบครัวของหลินเสวี่ยจู๋ก็กินอิ่มกันแล้ว พวกเขากำลังนั่งล้อมกองไฟฟังเหยียนต้าเล่าเรื่องผี
หลินอวี่เซวียนนั่งอยู่บนตักของหลินเสวี่ยจู๋ดวงตากลมโตเป็นประกาย ฟังอย่างตั้งใจ
นับตั้งแต่ออกเดินทางทุกคนก็ผลัดกันดูแลเด็กน้อยคนนี้
ตอนนี้เด็กน้อยสนิทสนมกับทุกคนในครอบครัวแล้วรวมทั้งลู่ซื่อกับหยวนซิวด้วย เพียงแต่คนที่เขาชอบมากที่สุดก็ยังคงเป็นพี่หญิงหลินเสวี่ยจู๋ขอเพียงมีโอกาส เขาก็จะเข้าไปซุกอยู่ในอ้อมแขนของพี่หญิง คลอเคลียไม่ห่าง
หลินเสวี่ยจู๋เองก็ชอบเด็กน้อยคนนี้มากเช่นกันนางฉวยโอกาสขณะที่คนในครอบครัวไม่ทันสังเกตลอบเอาผลไม้ให้เขากินอยู่บ่อยๆ
เดินทางมาสิบกว่าวันแล้วเด็กน้อยไม่เพียงแต่ไม่ผอมลง แต่กลับดูตุ้ยนุ้ยขึ้นกว่าเดิมเสียอีก
หลินเสวี่ยจู๋รอจนกระทั่งแผ่นหินเย็นลงพอสมควรแล้วจึงวางหลินอวี่เซวียนลงแล้วหยิบกริชขึ้นมาเตรียมแล่ขาหลังทั้งสองข้างของวัวกระทิง ขาวัวกระทิงมีกล้ามเนื้อมากเนื้อจึงแน่นและเคี้ยวหนึบ นางคิดจะนำมาทำเนื้อวัวกระทิงแห้ง ด้วยเหตุนี้นางจึงฟังเรื่องผีไปพลางใช้กริชหั่นเนื้อขาหลังวัวกระทิงออกมาเป็นเส้นๆไปพลาง
ฉากนองเลือดนี้ทำให้หลินเสวี่ยอีกับกู้เจินเหนียงเห็นแล้วตัวสั่นเทิ้มยิ่งกว่าเดิม
แม่นางทั้งสองขี้กลัวทุกครั้งที่ฟังเรื่องผีจบมักไม่กล้านอน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะอยากรู้อยากเห็น ไม่ว่าจะเล่ากี่ครั้งก็ยังอยากฟัง
หลินเสวี่ยจู๋หั่นเนื้อเสร็จก็ใช้กริชเฉือนไขมันออกมาหนึ่งก้อนก่อนจะใส่ลงไปในหม้อเหล็กเพื่อเคี่ยวเอาน้ำมัน รอจนกระทั่งได้น้ำมันมากพอ นางค่อยเทเนื้อวัวกระทิงที่หั่นเมื่อครู่ลงไป
ทันใดนั้นกลิ่นหอมของเนื้อย่างก็ฟุ้งกระจายไปทั่วทำให้ครอบครัวที่ยังไม่ได้กินข้าวต่างพากันน้ำลายไหล
หลินเสวี่ยจู๋คอยกลับเนื้ออยู่เรื่อยๆจนกระทั่งน้ำในเนื้อออกจนหมด จากนั้นจึงโรยเครื่องเทศและเกลือลงไป แล้วผัดต่อจนเนื้อวัวกระทิงเริ่มแห้งและแข็งเวลาผัดจะส่งเสียงฉ่าๆ
หลินเสวี่ยจู๋รู้สึกว่าใช้ได้แล้วจึงให้หูอี้ถ่งกับหูเอ้อร์ถ่งช่วยกันยกหม้อเหล็กลงจากกองไฟ
ตอนนี้เรื่องเล่าของเหยียนต้าใกล้จะจบแล้วแต่สายตาของทุกคนกลับถูกดึงดูดไปที่เนื้อวัวกระทิงแห้งในหม้อ
“หลานสาว สิ่งนี้กินได้หรือยัง?” หลินเฉิงเหยาถามพลางกลืนน้ำลาย
หลินเสวี่ยจู๋มองเขาอย่างตกตะลึง“ท่านอา ท่านยังกินไหวอีกหรือเจ้าคะ?”
“ลองชิมสักชิ้นก็พอได้”หลินเฉิงเหยากล่าว
เช่นนั้นก็ได้
หลินเสวี่ยจู๋หยิบเนื้อวัวกระทิงแห้งขึ้นมาหลายชิ้นแล้วแบ่งให้ทุกคน
ความจริงทุกคนอิ่มมากแล้วแต่ก็อดไม่ได้ที่จะอยากลิ้มลองรสชาติของเนื้อวัวกระทิงแห้ง ในเมื่อตนเองกินชิ้นเดียวไม่หมดเช่นนั้นแบ่งกันหลายคนก็แล้วกัน
เนื้อวัวกระทิงแห้งร้อนๆ ทั้งหอมทั้งเคี้ยวหนึบทำให้ทุกคนอยากจะกินอีกหลายชิ้น แต่ท้องไม่มีที่ว่างแล้วจริงๆ
เนื้อวัวกระทิงส่วนที่เป็นส่วนสันคอซึ่งค่อนข้างนุ่มหลินเสวี่ยจู๋นำมาหมักด้วยเกลือและเครื่องเทศเพื่อเตรียมไว้ย่างกินในวันรุ่งขึ้นเนื้อส่วนอื่นๆ หลังจากต้มสุกแล้วก็นำไปเสียบแท่งไม้ไผ่ แขวนไว้บนกองไฟให้แห้ง
เนื้อวัวกระทิงผัดแห้งเป็นอาหารที่ทำง่ายและเร็วส่วนเนื้อวัวกระทิงตากแห้งเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณของรสชาติ
กว่าทั้งครอบครัวจะจัดการสิ่งต่างๆเสร็จก็รู้สึกอิ่มเอมและเหนื่อยล้าเต็มที ขณะที่พวกเขากำลังจะเข้านอนก็เห็นหลินเสวี่ยหลานวิ่งเหยาะๆเข้ามาหา
แม้ว่าพวกหลินเฉิงจางจะมีฐานะเป็นผู้อาวุโสของหลินเสวี่ยหลานและใจกว้างกับนางเสมอมา แต่ก็ทนไม่ไหวที่นางไม่เคยหยุดสร้างเรื่อง ต่อให้เป็นคนที่ไม่อยากจะถือสาหาความกับนางมากเพียงใดพอเห็นนางก็อดไม่ได้ที่จะต้องปวดศีรษะ
ในเวลานี้ ทั้งครอบครัวต่างพากันทำเป็นมองไม่เห็นนาง
“เสวี่ยอีท่านพ่อไม่ไหวแล้ว เจ้าไปดูเขาหน่อยเถิด” หลินเสวี่ยหลานเอ่ยขึ้น
พวกหลินเฉิงจางได้ยินเช่นนั้นต่างก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง
ทว่าหลินเสวี่ยจู๋ประหลาดใจยิ่งกว่าทุกคน
หลายวันมานี้ส่วนใหญ่นางมักขลุกอยู่แต่บนรถม้าไม่ได้สนใจเรื่องราวของหลินเสวี่ยหลานเท่าไรนัก จึงไม่รู้ว่าหลินเฉิงคุนที่ก่อนหน้านี้ยังแย่งกินแย่งดื่มเหตุใดจู่ๆ ถึงไม่ไหวไปเสียได้
“เกิดอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ?” นางถามเหวินซิ่วชิงเสียงเบา
เหวินซิ่วชิงเหลือบมองหลินเสวี่ยอีแล้วพูดเสียงเบา “เมื่อหลายวันก่อนเขาบอกว่ากินผลไม้ป่ามากเกินไปรู้สึกคลื่นไส้ จากนั้นก็เหมือนจะท้องเสีย แม่ก็ไม่ค่อยรู้รายละเอียดเท่าไรน่าสงสารเสวี่ยอี เพิ่งจะออกเดินทางได้เพียงครึ่งเดือน บิดามารดากับย่าก็...”
หลินเสวี่ยจู๋อดไม่ได้ที่จะคิดว่าบิดามารดากับย่าของหลินเสวี่ยอีไม่เคยมอบความรักให้นางเลยสักนิดหากพูดถึงความสนิทสนม พวกเขายังเทียบกับแม่นมของหลินเสวี่ยอีไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
เพียงแต่ไม่ว่าความสัมพันธ์จะเป็นอย่างไรท้ายที่สุดก็เป็นญาติกัน ในใจของแม่นางน้อยต้องเสียใจมากเป็นแน่
หลินเสวี่ยจู๋ลุกขึ้นแล้วเดินไปยืนข้างๆหลินเสวี่ยอีที่กำลังเหม่อลอย ก่อนจะพูดเสียงเบา “ข้าไปเป็นเพื่อนเจ้าเอง”
หลินเสวี่ยอีเงยหน้าขึ้นดวงตาที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้านั้นเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตา แต่นางก็พยายามกลั้นน้ำตาแล้วพยักหน้า
อาการบาดเจ็บที่ขาของนางยังไม่หายดีเวลาเดินจะเดินกะเผลก ยามปกติหลินเสวี่ยจู๋จะให้นางนั่งรถม้าแต่ในเวลานี้พี่สาวแท้ๆ ของนางกลับทำราวกับว่ามองไม่เห็นอาการบาดเจ็บของนาง รีบเดินนำอย่างรวดเร็วไม่แม้แต่จะหันกลับมามองนางด้วยซ้ำ
หลินเสวี่ยอีทั้งเสียใจทั้งน้อยใจ ได้แต่จับแขนหลินเสวี่ยจู๋แน่น
หลินเสวี่ยจู๋ตบหลังมือของนางเป็นการปลอบใจ
เมื่อทั้งสองคนเห็นหลินเฉิงคุนก็พบว่าใบหน้าของเขาซีดเซียว แก้มตอบ ทั้งยังหายใจเข้ามากกว่าหายใจออก
หลินเสวี่ยอีปิดปากแน่นในที่สุดก็ทนไม่ไหวร้องไห้ออกมา
เด็กน้อยมีจิตใจดีแม้ว่าจะไม่ได้รู้สึกผูกพันกับบิดามากนัก แต่พอเห็นเขามีสภาพเช่นนี้ก็ทนนิ่งเฉยไม่ได้
หลินเสวี่ยหลานมองหลินเสวี่ยอีด้วยสายตาเย็นชา “น้องหญิง เจ้าตามครอบครัวสายรองไปเพื่อมีชีวิตที่สุขสบายเกรงว่าคงไม่สนใจความเป็นความตายของพวกเราแล้วกระมังข้าเรียกเจ้ามาก็เพื่อจะบอกเจ้าว่า ในเวลาที่เจ้ากินอิ่มนอนหลับ บิดากับพี่สาวแท้ๆของเจ้ากลับไม่มีอันใดจะกิน”
นางยังพูดไม่ทันจบหลินเสวี่ยจู๋ก็หัวเราะเยาะออกมา
ทำเป็นเรียกหลินเสวี่ยอีมาที่นี่ที่แท้หลินเสวี่ยหลานก็แค่อยากพูดจาแทงใจดำน้องสาวของตนเองเท่านั้น
คำกล่าวที่ว่า ‘ข้าไม่มีความสุขก็อย่าหวังว่าผู้ใดจะมีความสุข’ คงหมายถึงคนเช่นนางนั่นเอง
เป็นอย่างที่คิด คำพูดเหน็บแนมของหลินเสวี่ยหลานทำให้หลินเสวี่ยอีทรุดตัวลงนั่งกับพื้น
.............................