-มหาลัย-
“เฮ้อ โล่งใจซักที” บัวบิดี้เีทันทีหลังจากอาจารย์เดินออกจากห้องเรียน วิชานี้พวกเธอมีสอบและแน่นอนว่าคนอย่างเธอทำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่พอสอบเสร็จสมองกับปลอดโปร่ง
“กูแม่งทำไม่ได้เลยวะ” หยงบ่นเบาๆให้เพื่อนทั้งสองฟัง วายิ้มที่มุมปากเล็กน้อยอดจะขำท่าทางของเพื่อนไม่ได้ คนหนึ่งก็วิตกเกินกว่าเหตุ ส่วนอีกคนก็ไม่ได้สนใจว่าจะได้ไม่ได้ขอแค่ได้สอบก็พอ
“ตกก็แค่ซ่อมใหม่ เอาน่าถึงเวลานั้นเดี๋ยวเราช่วย” วายิ้มหวานให้เพื่อนตบบ่าหยงเบาๆให้กำลังใจ เธอเชื่อมั่นว่าปัญหาทุกอย่างมีทางออก อยู่ที่เราจะมองและเลือกที่จะเป็ ใครหลายคนบอกกับเธออยู่เสมอว่าเธอมองโลกในแง่ดี เชื่อมั่นในคนอื่นมากเกินไป สักวันจะทำให้เธอเจ็บ เธอแค่ยิ้มรับกับสิ่งที่เขาบอก ไม่ได้โกรธอะไร
“ไปหาไรกินเถอะ หิว” เมื่อเช้าทั้งสามคนดื่มกาแฟทานขนมปังเพื่อรองท้อง ก่อนจะรีบออกจากคอนโดของวาอย่างเร่งรีบเพื่อทันได้ท่องหนังสือก่อนสอบ
ทันทีที่ทั้งสามคนเหยียบเข้าไปโรงอาหาร ก็ตกเป็เป้าสายตาของใครบางคน ชายหนุ่มยิ้มหยันตรงมุมปาก วานิกามีความรู้สึกคล้ายๆว่ามีใครกำลังมองอยู่เมื่อหญิงสาวหันมาจึงสบตาเขาโดยบังเอิญ รอยยิ้มหยันเปลี่ยนเป็ยิ้มกว้างอย่างเปิดเผย นั่นทำให้หัวใจเธอเต้นแรงแทบจะทะลุออกมานอกอก
“วา วา” หยงเรียกเพื่อนหลายครั้งเพราะเธอยืนเหม่ออยู่หน้าแผงข้าว พวกเธอทั้งคู่สั่งอาหารเรียบร้อย และกำลังมองหาโต๊ะว่าง เหลือเพียงวาที่ยังไม่ได้สั่งอะไร
“ห๊า ว่าไรนะ” เธอหันมามองเพื่อนไม่ทันได้ยินประโยคคำถามก่อนหน้า เพราะหัวใจของเธอทำงานหนักสมองเลยไม่สั่งงานตามไปด้วย
“เป็ไรวา เหงื่อแตกซิก” บัวแตะแขนวาเมื่อเห็นตามร่างกายของเพื่อนสาวมีเหงื่อซึมออกเล็กน้อย อาการที่เพื่อนกำลังแสดงออกน่าห่วง หรือว่าเพื่อนกำลังจะเป็ลม บัวรีบพยุงเพื่อนไว้ทันที
“อะไร มากอดทำไม” วาทำหน้าสงสัยไม่เข้าใจ เธอไม่ได้เป็อะไรซักนิด
“ไม่สบายหรือเปล่า ” หยงรีบเข้ามาแตะหน้าผากเช็คอาการเพื่อนด้วยความเป็ห่วง
“ไม่ได้เป็ไร กูแค่ร้อนนิดหน่อย” เธอหัวเราะกลบเกลื่อน นั่นทำให้เพื่อนคลายความกังวล
“เออ ไม่เป็ไรก็ดี สั่งอาหารเลยสิ ยืนบังหน้าร้านเค้าตั้งนานแล้วเห็นไหม” วาจึงหันไปรอบๆก็พบว่าตัวเองยืนบังคนอื่นอยู่ จึงรีบสั่งอาหารและตามเพื่อนไปนั่งโต๊ะ พอกินอาหารไปได้ซักพัก จึงเห็นว่าผู้ชายหน้าตาดีสองคนยืนมองหน้าเธอและยิ้มให้
“น้องครับ พี่ขอนั่งด้วยได้ไหมครับ” ชายหนุ่มขออนุญาตนั่งเก้าอี้ที่ว่างข้างวานิกา หญิงสาวพยักหน้าและยิ้มตอบ ชายหนุ่มทั้งสองจึงนั่งเงียบๆและเอามือถือขึ้นมาเล่น จนเธอทานข้าวเสร็จด้วยความเกร็งเพราะรู้สึกได้ว่าคนที่นั่งข้างๆมองมาที่เธออยู่ตลอดเวลา บัวและหยงที่นั่งตรงข้ามเหล่มองผู้ชายทั้งคู่ด้วยความสงสัย
“น้องชื่ออะไรครับ” พอวายกแก้วน้ำขึ้นดื่ม ชายหนุ่มที่นั่งข้างๆจึงถามเธอ หญิงสาวอดที่จะเหลือบมองซีกหน้าของผู้ชายข้างๆไม่ได้ ใบหน้าคมเข้ม รูปหน้าสมบูรณ์เหมือนจับมาปั้น ดูดีและมีเสน่ห์ เขากำลังถามเธอด้วยสายตาแพรวพราว
“ชื่อวา วานิกาคะ ”เธอเคยเห็นชายหนุ่มหลายครั้ง รู้แต่ว่าอยู่ปี 4 คณะวิศวะและเป็เพื่อนกับใครบางคนที่เธอเฝ้ามอง
“พี่ชื่อเช เพื่อนพี่ชื่อต้น แล้วเพื่อนน้องวาชื่ออะไรครับ” เชแนะนำตัวเองเสร็จสรรพแถมท้ายด้วยการถามชื่อเพื่อนของเธอไปด้วย บัวกับหยงที่นั่งฟังอยู่รีบแนะนำตัวเอง ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างชอบใจ
“พี่อยากขอเบอร์น้องวา นะครับ” พี่เชไม่ได้พูดเฉยๆแต่ยื่นโทรศัพท์ให้เธอ วารับมาด้วยความงงเธอกดตัวเลขลงไปและส่งคืนให้เ้าของ
“ได้เบอร์แล้วพี่ขออนุญาตโทรคุยได้ไหมครับ” สายตาคาดหวังที่พี่เชส่งมาให้ ทำเธอไม่กล้าปฏิเสธและก็เป็อีกครั้งที่เธอพยักหน้าและยิ้มอ่อนๆไปให้ ใจจริงไม่ได้อยากคุยกับใครแต่ไม่กล้าปฏิเสธ
“โหงานดีมาก” คล้อยหลังพี่เช บัวกับหยงเขยิบมาใกล้เพื่อนสาวส่งสายตาล้อเลียน
“มึงว่าไหมหยง ถ้ากูจำไม่ผิดพี่เชก็อยู่ในผับเมื่อคืนใช่ปะ”
“อืมใช่ พวกรุ่นพี่ปี 4 วิศวะเกือบยกคณะมั้ง กูไปเข้าห้องน้ำได้ยินว่าฉลองโปรเจตไรซักอย่างนี่แหละ” สิ่งที่วาได้รับรู้ทำเธอเข่าอ่อน ถ้ายังงั้นก็หมายความว่าพี่ทินก็ไปที่นั่นด้วยเหรอ และเมื่อคืนแค่คิดเธอก็อายสุดๆ
“เห็นปะ เขาเห็นความแซบของมึงเมื่อคืน อิจฉามึงจังวะ” บัวทำสายตาฟิน แต่หารู้ว่าเพื่อนกุมขมับด้วยความเครียด หมดกันพอดีภาพลักษณ์ที่เธอรักษามัน กลัวว่าใครบางคนจะมองเธอผิดไป ชะเง้อหาใครบางคนพบเพียงโต๊ะว่างๆไร้คนนั่ง
“บัวกับหยงไปก่อนเลยนะ เดี๋ยวเราห้องน้ำแล้วจะรีบตามไป” วานิกาบอกเพื่อนด้วยความเกรงใจเพราะเธอต้องทำธุระส่วนตัวที่ห้องน้ำนาน ไม่อยากให้เพื่อนรอ
“เป็ไงวะเมื่อคืนพี่ทินแซบถึงใจไหม” เสียงนักศึกษาสาวคุยกันหน้ากระจกดังเล็ดลอดเข้าไปยังห้องที่วากำลังใช้อยู่ ตอนแรกเธอก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่ แต่เพราะชื่อของพี่ทินทำให้เธอต้องแอบฟังอย่างตั้งใจ
“แซบเวอร์ แม่งแรงดีไม่มีตก”
“อร้าย อิจฉานะ แล้วนี่เขามาส่งตอนเช้าเลยใช่ปะ ”
“เช้าเชี่ยไร ทิ้งกูไว้ที่ห้องคนเดียว เซ็งชิบหาย คนบ้าอะไรจะบอกกูซักคำก็ไม่ได้ แม่งเห็นกูเป็ไรวะ พี่ทินแม่งเลวจริง”
“เฮ้อ ไงนี่จะให้กูอิจฉาหรือสมเพชมึงดีวะ เอออย่าคิดมาก” วานิกาฟังผู้หญิงสองคนคุยและปลอบกันจนจบ หญิงสาวหัวใจเต้นโครมครามกับเื่ที่รู้ แต่ก็ไม่ได้แปลกใจอะไร พี่ทินหรือทินภัทรที่เธอรู้จักเขาเป็แบบนี้มานาน แต่ทำไมนะความรู้สึกผิดหวังมันถึงจู่โจมทำให้เธอเหนื่อยและล้ากว่าเดิม
“แยกกันตรงนี้แหละ บัว หยง เจอกันพรุ่งนี้นะมึง” วานิกาโบกมือให้เพื่อนต่างคนต่างแยกไปยังรถของตนเอง ครอบครัวของเธอฐานะปานกลาง พ่อทำงานเป็ผู้จัดการที่บริษัทใหญ่มั่นคงแห่งหนึ่ง เธอเป็ลูกคนเดียวแม่เสียั้แ่เด็ก ทำให้พ่อรับผู้หญิงคนใหม่เข้าบ้านพร้อมกับลูกติด
ตอนแรกๆก็เหมือนจะเข้ากันได้ดีกับครอบครัวใหม่ แต่หลังๆพอเธอเริ่มรู้อะไรมากขึ้น จึงรู้ว่าผู้หญิงของพ่อไม่ได้จริงใจ เธอพยายามเตือนพ่อหลายครั้ง ล่าสุดทำให้ทะเลาะกันถึงขั้นที่พ่อตบหน้า เธอทั้งโกรธและเสียใจที่พ่อเห็นคนอื่นดีกว่า เธอจึงประชดพ่อด้วยการไปเที่ยวผับในคืนนั้น
“เป็ไรวะ” เธอสตาร์ทรถหลายครั้งแต่ไม่ติด ด้วยความที่ไม่มีความรู้เื่รถ เธอจึงเอามือถือมาเปิดดูค้นหาวิธีแก้ไข แต่ก็ไม่รู้เื่อยู่ดี ลองหลายครั้งเข้าก็เริ่มเหนื่อย จึงออกมานอกรถและคิดว่าใครที่จะช่วยเธอได้ สมองคิดไปถึงนที และเตรียมจะโทรหา
“รถเป็อะไรครับ” ด้วยความที่สนใจแต่หน้าจอมือถือ เลยไม่ได้สังเกตว่าตอนนี้มีรถหรูคันหนึ่งจอดเทียบ เ้าของรถเปิดประตูลงมา พอเธอเงยหน้ามองเ้าของคำถามหัวใจเธอเต้นระรัว
“ไม่รู้เหมือนกันคะว่าเป็อะไร สตาร์ทไม่ติด” พี่ทินจริงๆด้วยที่ยืนตรงหน้า แต่ถึงจะตื่นเต้นแค่ไหนเธอก็จัดการความรู้สึกได้ดี ด้วยการตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พยายามอย่างเต็มที่ไม่ให้คนตรงหน้าได้รู้ว่าใจเธอสั่นแค่ไหน
“ไหนพี่ลองดูสิ” ทินภัทรยิ้มมุมปากเขาเห็นท่าทางประหม่าจากตัวสาวน้อยตรงหน้า ไม่ปล่อยให้เธออนุญาตแต่ชายหนุ่มขึ้นบนรถ ลองสตาร์ทดูทันที แค่ไม่ถึงวินาทีก็เดินออกมาจากรถ
“น้ำมันหมด” คำตอบของชายหนุ่มทำให้เธอยิ้มแหยๆ บ้าจริงขับรถยังไงถึงไม่รู้ว่าน้ำมันหมด แค่คิดก็อายซ้ำซ้อน ยิ่งเห็นรอยยิ้มขำๆของพี่ทิน ทำเธอถึงกับไปต่อไม่เป็
“ทิ้งรถไว้ตรงนี้แหละครับ เดี๋ยวพี่ให้คนจัดการ” พี่ทินยึดกุญแจใส่กระเป๋าเสื้อโดยที่ไม่ได้ถามความเห็นของเธอ และเปิดประตูรถด้านข้างคนขับรอ หญิงสาวจึงขึ้นไปนั่งบนรถด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็ปกติ
#คนที่ไม่เคยแอบชอบใคร ไม่รู้หรอกน๊าว่าความรู้สึกมันเป็ยังไง ไหนขอเสียงคนแอบรักหน่อยสิค๊ะ#