สุดท้ายคนที่ไม่มีเพื่อนอย่างเขา ก็เลยไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนถ้าจะไปก็คงหนีไม่พ้นร้านอาหาร หรือตามสถานบันเทิง...แต่อารมณ์เช่นนี้การหมกมุ่นอันเกิดจากความเกลียดชัง กลับมีแต่หน้าของคนเหล่านั้นลอยวนเวียนเต็มไปหมด
ภาพของคุณตาลอยสลับไปมากับชมพูรักและอีกเสี้ยวหนึ่งของผู้หญิงที่เขาไม่เคยเห็นหน้าอย่างกลีบเกสร ก็ปรากฏอยู่ในความเกลียดนั้น
เขาโทษคุณกำธรที่คอยแต่บงการชีวิตผู้อื่น ทั้งที่ทุกคนสามารถลิขิตชีวิตตนเองได้ เขาโทษกลีบเกสรผู้หญิงที่ไม่มีคุณค่าในชีวิต ทิ้งแม้กระทั่งลูกตนเอง และเขาก็โทษชมพูรักผู้หญิงที่เห็นแก่อำนาจเงิน ถึงได้ยอมมาเป็นเมียน้อยของคุณตาเขา
แต่เขาไม่เคยโทษตนเอง!
สุดท้ายก็กลับมาที่บ้าน...เขาตอบป้าแจ่มว่าเป็นห่วงคุณนงพะงาทั้งที่ใจอีกส่วนกลับนึกอยากรู้ความเป็นไปตลอดวันของชมพูรักเช่นกัน
“คุณยายเป็นยังไงบ้างครับป้าแจ่ม”
ผู้สูงวัยกว่าหน้าเจื่อนลงรีบรายงานถึงพฤติกรรมแต่ละคนในบ้าน “ตั้งแต่เช้าคุณนายยังไม่ออกมาทานอะไรเลยค่ะ ป้าเรียกหลายรอบแล้วแต่คุณนายว่าอยากนอน...ป้าอ่อนใจแทน ไม่นึกว่าเรื่องมันจะบานปลายเช่นนี้นึกแล้วก็สงสารแต่คุณนายนะคะ ไม่รู้ทำบาปทำกรรมใดนักหนาชาตินี้ถึงพบแต่พวกมารผจญ...คอยแต่จะล่าจะผลาญรักไม่จบสิ้น”
“แล้วคุณตากับแม่นั่นล่ะ”รอยยิ้มหยันผุดขึ้นริมฝีปากกงจักร
ป้าแจ่มรีบแจงรายละเอียดทุกถ้อยฝีก้าวราวกับว่าเขาได้อยู่รู้ร่วมเหตุการณ์ตลอดวัน “พูดถึงแม่นั่นแล้วป้าก็อยากจะเข้าไปฉีกอกมันออกมาแล่เนื้อเอาเกลือทานักผู้หญิงอะไรก็ไม่รู้ มารยาร้อยเล่ห์ ตั้งแต่เช้ามันก็เอาแต่เก็บตัวเหมือนกันค่ะขลุกอยู่แต่ในห้อง...คุณท่านให้ไปเรียกออกมาทานข้าวเช้า มันก็ทานไม่กี่คำ ปั้นเหน้าเศร้าหน้าสลด...ทำยังกับว่ามีคนจะตายทั้งที่ตัวเองนั่นล่ะเป็นต้นเหตุ ทำลายครอบครัวคนอื่น”
คนพูดคงคันปากเต็มทีเล่าอย่างออกรสออกชาติสีหน้านั้นเคียดแค้นราวกับสามีที่โดนแย่งชิงไปครองนั้นเป็นของตน “แต่อย่างว่าล่ะคุณจักร แม่นั่นก็คงแสร้งทำเป็นระทมทุกข์...พอคุณท่านออกจากบ้านตอนบ่ายทิ้งช่วงห่างกันไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ก็แล่นออกจากบ้านตามกัน”
“ออกไปข้างนอกงั้นเหรอป้า”
“ข้างนอก...เพราะป้าเห็นแต่งตัวซะสวยพริ้ง หน้าตาที่ซูบซีดในช่วงเช้าก็เห็นแต่งหน้าทาปากเหมือนปกติ ไม่รู้ว่าพอลับหลังคุณท่าน จะแอบไปหาผู้ชายอื่นอีกรึเปล่า” ถึงตรงนี้ป้าแจ่มก็แอบตบมือของตัวเองอย่างเมามัน “ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงคุณท่านนั่นล่ะ ที่เสียรู้ จะให้ป้านึกสงสาร เห็นจะไม่ดีกว่า” คนช่างเล่ายกมือท่วมหัว ทำทีเจ็บแค้น
แต่ประโยคท้ายนั้นทำให้กงจักรสะกิดใจไม่น้อยหรือว่าชมพูรักจะแอบไปหาผู้ชายอื่น อย่างที่ป้าแจ่มพูด...เขาปักใจเชื่อไม่มีเผื่อเหลือเผื่อขาด ว่าสิ่งนั้นจะถูกเติมเสริมแต่งเช่นไรเพราะมันก็เป็นช่วงจังหวะเวลากับที่ปถวีแวะไปหาหล่อนที่โรงแรมเขา
หรือว่าคนคู่นั้นแอบนัดพบกันอยู่ก่อน...ถ้าอย่างนั้นคงต้องจับตาเป็นพิเศษ“ป้าแจ่ม...ถ้าแม่นั่นกลับมา ป้ารีบรายงานผมด้วยนะครับแล้วก็จับตาดูพฤติกรรมของแม่นั่นให้ด้วย บางที...”
เขาจะพูดต่อแต่ก็เก็บความคิดนั้นกลับคืนที่ แล้วเปลี่ยนมาถามถึงคุณยายอีกครั้ง “คุณยายอยู่ในห้องใช่ไหมครับ”
กงจักรเดินขึ้นบันไดชั้นบนแยกไปตามโถงทางเดิน ซึ่งต่อเติมขึ้นใหม่ เพื่อแบ่งห้องเพิ่ม ให้คุณยายของเขา
“คุณยายครับ ขอผมคุยด้วยสิครับ”เขาส่งเสียงเรียกอยู่หน้าห้อง
นานพอควรที่ไม่มีเสียงคุณนงพะงาขานรับทำให้เขาทั้งอ่อนใจและนึกหวั่น แต่เมื่อคิดไกลว่าคุณยายจะตัดช่องน้อยแต่พอตัวตามคำของป้าแจ่มที่พูดไม่ทันคิด เขาก็ส่ายศีรษะ “ไม่มีทางที่คุณยายจะทำแบบนั้นเด็ดขาด”
‘ต้นไม่ไม่เคยหนีปัญหาและอุปสรรค มันปรับตัวได้ตามสภาพแวดล้อมเติบโตให้ความร่มรื่นได้โดยไร้ทุกข์’
ถ้อยคำพร่ำสอนนั้นแวบขึ้นมาจึงทำให้เขามั่นใจว่าต่อให้คุณนงพะงาทุกข์ใจท่วมท้น เธอก็จะไม่มีวันคิดทำร้ายตนเอง
แล้วประตูห้องก็เปิดออกแต่ดูท่าป้าแจ่มก็คงห่วงไม่แพ้เขา จึงรีบเข้าไปประคองผู้สูงวัยกว่าให้ลงนั่ง “นั่งก่อนเถอะคุณนาย ดูสิหน้าซูบซีดเลย แจ่มเป็นห่วงจริงๆ”
“ผมก็เป็นห่วงคุณยายนะครับ”
แค่ผ่านคืนเป็นวันคุณนงพะงาก็ดูโรยแรง แววตานั้นแห้งราวกับไม้ใบผลัดสีปลิดร่วงจากต้น ความอิ่มเอิบในหน้านั้นซีดจางแต่กระนั้นก็ยังฝืนยิ้ม “นั่งคุยกับยายก่อนสิ”
คุณนงพะงาเอ่ยชวนหลานชายและหันไปบอกคนที่นั่งอยู่ข้างกัน “แม่แจ่มฉันขอคุยกับหลานฉันตามลำพังหน่อยนะ”
ชายหนุ่มเดินไปรูดผ้าม่านสีขาวลายดอกไม้ร่วงแล้วผลักประตูบานเฟี้ยมให้เปิดกว้างเพื่อรับลมจากด้านนอกริมระเบียงให้อากาศในห้องถ่ายเทได้สะดวก
แสงอ่อนซึ่งทอดเงาทาบสู่พื้นจากต้นไม้สูง ซึ่งแผ่กิ่งก้านมาจากทางด้านหลังบ้านแลลมโชยเข้ามาทำให้ทั้งเจ้าของห้องและผู้เป็นหลานหน้าชื่นขึ้น...กงจักรเดินมาทิ้งตัวลงที่เก้าอี้ทรงสูงทำแผ่นพนักพิงเป็นทรงโค้งมนครอบคล้ายกลีบดอกไม้ จากไม้วอลนัท โดยวางเบาะนั่งหุ้มด้วยผ้าฝ้ายลายกลีบดอกไม้สีชมพูอมแดง
เขามองสำรวจรอบห้องคุณยายจึงพบว่ามีวัสดุเครื่องใช้ภายในห้องทั้งชุดผ้าปูเตียง เบาะนั่งรองบนสตูลตัวเล็กลายแต่งบนโต๊ะเครื่องแป้ง รวมถึงภาพเขียนฝาผนังสองบาน ล้วนเป็นภาพดอกไม้ทั้งสิ้นเขาให้ความสนใจกับมัน “ท่าทางคุณยายจะเป็นคนชอบดอกไม้มากเลยนะครับ”
ชายหนุ่มชี้ชวนไปนอกเรื่อง ไม่ได้เร่งเร้าอยากจะถามถึงความในใจ...เขามักจะอ่อนโยนเสมอเมื่ออยู่กับคุณยายอันเป็นที่รักสองต่อสอง
“นั่นรูปคุณตากับคุณยายเหรอครับ”
เขาหันไปมองที่ผนังปลายเตียงซึ่งทาสีฟ้าคราม มีภาพเขียนสีอะครีลิกอยู่ในกรอบรูปบานใหญ่มองแค่ไกลๆก็ยังรู้ว่าคนในรูปสองคนไม่ใช่ใครอื่น แต่คือภาพ ‘ยามรัก’ ของสองตายาย
“สวยจังเลยครับ ผมเพิ่งเคยเห็น แต่ก่อนไม่ได้แขวนไว้ใช่ไหมครับ”
สีหน้าผู้สูงวัยเจือยิ้มแจ่มใสขึ้นพลางเอ่ยเล่าย้อน “รูปนี้คุณตาเขาให้ช่างศิลป์เขียนไว้ตั้งแต่ยังสาวๆนั่นล่ะเขาให้ยายในวันที่เราแต่งงานกันมาครบปีพอดีช่วงนั้นยายก็เริ่มมีครรภ์อ่อนๆ...ก็แม่ของจักรนั่นล่ะ”
“แล้วทำไมเพิ่งเอามาแขวนล่ะครับ”
“ยายเก็บมันใส่กล่องตั้งแต่ที่จับได้ว่าตาของหลานเริ่มนอกใจ...ทีแรกคิดว่าพอเห็นก็ให้นึกเจ็บใจเปล่าๆยิ่งมองยายก็ยิ่งคิดว่ามันเป็นภาพที่คอยตอกย้ำ...ยายอยากจะลืมมันว่าครั้งหนึ่งเราเคยรักกัน” คนเล่าเริ่มเสียงเบาและแหบแห้ง “แต่แล้วยายกลับมานั่งคิดตลอดช่วงหลายปีให้หลังนี้ ว่าความเจ้าคิดเจ้าแค้นความโกรธเคือง ถ้าเราสุมมันไว้ ก็รังแต่จะทำให้ตัวเรานั่นล่ะ ที่เป็นทุกข์”
หลานชายวัยหนุ่มลุกจากเก้าอี้ตัวเดิม ไปลงนั่งข้างผู้สูงวัย “แสดงว่าที่ผ่านมา คุณยายก็เคยโกรธเคยเกลียดคุณตา”
“พอนานเข้า...ยายก็ลืมๆมันไปจนหมด ยายให้อภัยตาเขาหมดแล้วแต่มันก็มีบ้างที่บางครั้งก็อดนึกเจ็บแปลบไม่ได้”คนเล่าถอนใจซ้ำๆ “ที่ยายหยิบเอารูปนี้ขึ้นมาแขวนที่ผนังอีกครั้งก็เพราะคิดว่าบางทีการได้เห็นภาพเก่าๆที่แฝงความรู้สึกดีๆไว้บ้างมันก็ทำให้เรามีความสุข”
แม้คำพูดของคุณนงพะงาอาจวกวนแต่ผู้เป็นหลานก็ใจชื้นขึ้นที่ได้รับฟัง...เพราะนั่นหมายถึงคุณยายของเขาได้ระบายความในใจออกบ้าง
ทั้งยายหลานสนทนากันไปเรื่อย...พอชายหนุ่มเห็นว่าไข้ใจของคุณนงพะงานั้นทุเลาลงเขาก็ลองเลียบเคียงถาม “แล้วเรื่องผู้หญิงคนนี้ คุณยายทำใจได้รึเปล่าครับ”
ไม่มีคำตอบบ่งบอกว่าขณะปัจจุบันความรู้สึกของหล่อนเป็นเช่นไร แต่ทุกอย่างก็ฟ้องกระจ่างผ่านดวงตาโรยคู่นั้นที่หรี่ปรือจนเปิดเปลือกตาเพียงครึ่ง...เขาเห็นคุณยายน้ำตาซึม อารมณ์อันนิ่งสงบเปลี่ยนเป็นแปรปรวน
“ยายอยากอยู่คนเดียว ขอเวลายายอยู่คนเดียวนะ”
.....................................................