ไม่รู้ว่าใครเป็นใครในกลุ่มฝูงชนนั้นที่เบียดเสียดกันเข้ามาและทำให้เฉินอันหลานซวนเซจนเกือบจะล้มลง โชคยังดีที่ลานเซลอตมือไวพอและสามารถคว้าตัวเขาเอาไว้ได้ทัน กลุ่มคนจากสองข้างยังคงดันกันเข้ามาเรื่อย ๆ เป็นผลให้ร่างกายของทั้งลานเซลอตและเฉินอันหลานยิ่งต้องเบียดแนบชิดกันมากกว่าเดิม เฉินอันหลานอยากที่จะหลบลี้หนีออกไปจากสถานการณ์ที่น่ากระอักกระอ่วนใจเช่นนี้ แต่ด้านหน้าของเขากลับเป็นคุณผู้หญิงร่างใหญ่ใส่ชุดกระโปรงท่านหนึ่งที่ยืนบังอยู่ทำให้เฉินอันหลานไม่กล้าที่จะแทรกกายเบียดเจ้าหล่อนออกไป ด้วยเหตุนี้เองท้ายที่สุดชายหนุ่มจึงทำได้แค่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิมและได้แต่หวังให้ฝูงชนรอบข้างลดความแออัดลงอีกสักหน่อย“ดูเหมือนคนจะเยอะเกินไป”“แล้วไง?”“เบียดฉันไว้จะได้ไม่ล้ม”เฉินอันหลานขมวดคิ้วไม่สบอารมณ์ พยายามสะกดกลั้นอารมณ์โกรธของตนเอาไว้ในใจพร้อมทั้งปิดปากเงียบลานเซลอตกระชับวงแขนที่โอบรอบเอวเฉินอันหลานให้แน่นยิ่งขึ้นจนแผ่นหลังและหน้าอกของคนทั้งสองแนบชิดกันไร้ช่องว่าง เฉินอันหลานขยับตัวอย่างอึดอัด หวังให้คนที่อยู่ด้านหลังขยับห่างจากเขาออกไปอีกหน่อย แต่ในขณะที่ชายหนุ่มพยายามที่จะรักษาระยะห่างระหว่างกัน อีกฝ่ายกลับเอาแต่พยายามเดินหน้าเข้ามาใกล้กันอยู่ร่ำไป ผู้ชายที่อยู่ด้านหลังเอาตัวมาแนบชิดกับเขาราวกับแฝดสยามอย่างไรอย่างนั้น“นายขยับไปด้านหลังหน่อยได้ไหม?”“ไม่ได้ คนเยอะ”“นายจงใจใช่ไหม?”“จงใจกินเต้าหู้1นายน่ะเหรอ?”“ประสาท”เฉินอันหลานทนยืนเบียดกับชายแปลกหน้าคนนี้ไม่ไหวอีกต่อไป เขาค่อย ๆ ขยับขึ้นไปด้านหน้าทีละนิด ๆ “จะเบียดอะไรนักหนา ตั้งใจจะเอาเปรียบกันใช่ไหม?”“...”เสียงแหวแหลมปรี๊ดที่เสียดแทงเข้ามาในหูอย่างกะทันหันเล่นเอาเฉินอันหลานหูอื้อไปชั่วขณะราวกับมีแมลงนับพันบินกัน ‘หึ่ง ๆ ’ อยู่ในรูหูของเขาก็ไม่ปาน หลังจากความรู้สึกอื้ออึงในโสตประสาทผ่านพ้นไป เฉินอันหลานถึงได้พึ่งรู้สึกตัวว่าตอนนี้กลุ่มคนที่อยู่ในบริเวณนี้กำลังจ้องมองมาที่เขาเป็นตาเดียวด้วยสายตาแปลก ๆ เฉินอันหลานขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วหันหน้าไปมองคุณผู้หญิงร่างใหญ่ที่ยืนอยู่ด้านหน้าเขา และแล้วเขาก็ค้นพบว่าบัดนี้เจ้าหล่อนกำลังจ้องเขม็งมาทางเขาอย่างเอาเรื่อง มือทั้งสองข้างของเธอเท้าสะเอวพร้อมจะกินหัวเขาได้ตลอดเวลา“นี่นาย ยังมีหน้ามาจ้องฉันอีกเหรอ!”“...”“ใส่แมสก์ออกมาเดินเตร่ตอนกลางคืน ดูแวบเดียวก็รู้แล้วว่ามีเจตนาไม่ดี แล้วเมื่อกี้ที่นายขยับเข้ามาใกล้ฉันเรื่อย ๆ จ้องจะเอาเปรียบกันงั้นเหรอ?”เฉินอันหลานที่ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรรีบหมุนตัวตั้งท่าจะเดินออกจากที่แห่งนั้นโดยอัตโนมัติทันที แต่ดูเหมือนว่าผู้คนรอบข้างจะไม่ยินยอมให้เขาทำแบบนั้น พวกเขาส่งเสียงตะโกนโห่ร้องพร้อมกับเดินเข้ามาล้อมชายหนุ่มเอาไว้ แต่ละคนแสดงสีหน้าพร้อมเอาเรื่องราวกับตนเป็นผู้เสียหายเสียเองอย่างไรอย่างนั้น กลุ่มคนเหล่านั้นล้อมชายหนุ่มไว้ตรงกลางวง ไม่ยอมให้เขาชิ่งหนีไปได้ง่าย ๆเฉินอันหลานมองไปยังกลุ่มคนที่พร้อมใจกันชี้ไม้ชี้มือมาทางเขาพร้อมกับนึกขึ้นได้ในเวลานั้นเองว่าผู้ชายที่เคยยืนอยู่ด้านหลังเขาเมื่อครู่ได้หายตัวไปเสียแล้ว ส่วนเรื่องที่เขาหนีไปเมื่อไหร่นั้น เฉินอันหลานก็จนปัญญาจะรู้จริง ๆ “ทำไม เอาเปรียบกันแล้วคิดจะหนีเหรอ?”“มีตำรวจอยู่แถวนี้ใช่ไหม? จับเขาเลย”“ใช่ จับเขาเลย”...ใครสักคนในกลุ่มฝูงชนโพล่งประโยคหนึ่งขึ้นมา และไม่นานหลังจากนั้นบรรดาจีนมุงที่ไม่ได้รู้ความจริงในเรื่องนี้ก็พากันปิดทางเฉินอันหลานไว้พร้อมกับร้องตะโกนให้ตำรวจมาจับตัวเขา เฉินอันหลานน้ำท่วมปาก เขาไม่รู้ว่าจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไรดีและยิ่งพูดไม่ได้ด้วยว่ามีชายแปลกหน้ามาลวนลามเขาเช่นกันจึงทำให้ต้องเบียดตัวเข้าหาคุณผู้หญิงคนนั้นโดยไม่ได้ตั้งใจเฉินอันหลานถูกกักขังในวงล้อมอยู่พักใหญ่ ในที่สุดเสียงร้องตะโกนเซ็งแซ่ของฝูงชนก็สามารถดึงดูดความสนใจของผู้การหยางของหน่วยอาชญากรรมให้หันมามองทางนี้ได้ทันทีที่ผู้การหยางเดินมาถึงเสียงตะโกนโห่ร้องก็สงบลง หญิงร่างใหญ่คู่กรณีรีบชี้หน้าด่าเฉินอันหลานว่าเขาโรคจิตและคิดจะเอาเปรียบเธอ ผู้การหยางเอ่ยถามผู้หญิงคนนั้นว่าเฉินอันหลานแตะต้องตรงส่วนไหนของเธอ เจ้าหล่อนรีบชี้มาที่บริเวณบั้นท้ายของตนพร้อมกับร้องปาว ๆ ว่าเขาลวนลามเธอ ผู้การหยางยังไม่รีบสรุปความและเอ่ยถามต่อว่าเขาใช้อะไรแตะตัวเธอ หญิงสาวคนนั้นจึงรีบเอ่ยตอบว่าตนเองก็ไม่รู้ รู้เพียงแต่ว่ามันโดนตัวเธอเท่านั้น“คุณคิดจะเอาเปรียบเธอจริงรึเปล่า?” ผู้การหยางถามหญิงร่างใหญ่คนนั้นเสร็จก็หันมาถามเฉินอันหลานต่อเฉินอันหลานมองไปทางหญิงร่างใหญ่ที่จ้องมาทางเขาด้วยสายตาโกรธขึ้ง ก่อนจะเอ่ยตอบไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“คนมันเยอะ ผมถูกด้านหลังเบียดมาจึงไปโดนตัวเธอเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ”“งั้นก็แสดงว่าไม่มีเจตนาจะเอาเปรียบเธอ?”“ไม่ครับ”“เฮ้ คุณตำรวจที่เคารพคะ เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าเขาจับก้นฉัน แล้วทำไมคุณยังต้องถามเขาแบบนั้นอีกล่ะคะ เขา...”“เอาล่ะคุณผู้หญิง ผมยังมีคดีใหญ่ที่ต้องจัดการต่อ” ผู้การหยางกดมือของหญิงร่างใหญ่ที่กำลังชี้หน้าเฉินอันหลานอยู่ลงก่อนจะพูดขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“ดึกดื่นป่านนี้แล้วทำไมพวกคุณถึงไม่อยู่ในบ้านกัน วิ่งมามุงดูที่เกิดเหตุแบบนี้คิดว่ามันน่าจะสนุกมากหรือไง ที่นี่เพิ่งจะมีคนตายไป ไม่กลัวโชคร้ายกันบ้างเหรอครับ? พวกคุณกล้าออกมากลางดึกแบบนี้แสดงว่าอยากจะมาช่วยพวกเราหามศพกลับโรงพักงั้นสินะครับ?”หญิงร่างใหญ่คนนั้นหุบปากลงในทันที“ยังจะมัวยืนทำอะไรอยู่อีกครับ แยกย้ายกันได้แล้ว ท่าทางคึกคักกันขนาดนี้ พวกคุณคงไม่ได้ตื่นกลัวอะไรกันเลยสินะ”“แล้วเขา...”“นุ่งกระโปรงสั้นออกจากบ้านมากลางดึกขนาดนี้ ตั้งใจออกมาตากลมหรือเดินเล่นให้ยุงกัดกันล่ะครับ?” “...”ผู้การหยางชำเลืองมองไปทางเฉินอันหลานแวบหนึ่งแล้วจึงพูดขึ้น“เอาล่ะ คุณเองก็ขอโทษเธอซะ ก่อนที่เรื่องราวมันจะลุกลามใหญ่โตไปมากกว่านี้”เฉินอันหลานเองก็ไม่อยากทำให้มันกลายเป็นเรื่องใหญ่ และเพราะเขาเองก็ขยับไปโดยเธอจริง แม้จะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม เมื่อเห็นว่าเฉินอันหลานกล่าวขอโทษเธอแล้ว สาวเจ้าก็หน้าบางเกินกว่าจะเอาเรื่องอะไรอีก ทำเพียงแค่ขมุบขมิบปากบ่นแล้วสะบัดหน้าจากไป จีนมุงคนอื่น ๆ ที่เห็นว่าไม่มีเรื่องน่าตื่นเต้นอะไรแล้วก็พากันสลายตัว แยกย้ายไปนอนที่บ้านใครบ้านมัน เฉินอันหลานเองก็กำลังจะผละจากไปแล้วเช่นกันแต่กลับถูกผู้การหยางเอ่ยรั้งไว้เสียก่อน“เดี๋ยวก่อน”“...”“ไอ้หนุ่ม คราวหน้าคราวหลังก็อย่าใส่แมสก์มาเดินเตร่ตอนกลางคืนแบบนี้อีกล่ะ ใครมาเห็นเข้าเขาจะหาว่าเป็นโรคจิตก็ไม่แปลกหรอก ถ้าฉันเป็นผู้หญิงคนนั้น ฉันก็คงรู้สึกกลัวไม่ต่างกัน ดังนั้นจำไว้เป็นบทเรียน กลับไปก็ถอดแมสก์ออกซะ อย่าใส่มาเดินเล่นดึก ๆ ดื่น ๆ แบบนี้อีก”เฉินอันหลานขมวดคิ้วแต่ไม่ได้ตอบโต้อะไร เพียงแค่ก้าวเท้าเดินออกจากสถานที่เกิดเหตุไปเงียบ ๆ “ผู้การครับ ร่างผู้ตายทั้งหมดถูกลำเลียงออกมาเรียบร้อยแล้วครับ”“ดี นับจำนวนแล้วหรือยัง?”“ทั้งหมด 9 คนครับ”“ตายกันตั้ง 9 คนในแค่หนึ่ง.....”....เมื่อได้ยินบทสนทนาระหว่างผู้การหยางและลูกน้องของเขา เฉินอันหลานก็เดินออกไปอย่างช้า ๆ และในตอนที่เขากำลังจะยกโทรศัพท์ขึ้นมาเรียกแท็กซี่นั้น รถ SUV สีดำคันหนึ่งก็ค่อย ๆ แล่นมาหยุดอยู่ตรงหน้า ทันทีที่กระจกรถถูกเลื่อนลง เฉินอันหลานก็สังเกตเห็นเงาร่างของใครคนหนึ่งนั่งอยู่ด้านใน ต่อให้ใช้หัวแม่เท้าคิดเขาก็รู้ได้ว่าคนที่นั่งอยู่ในรถคนนั้นเป็นใคร“ขึ้นมาสิ”“ไม่จำเป็น”“ฉันแค่ไม่อยากขับรถตอนกลางคืนคนเดียวก็เลยอยากหาเพื่อนร่วมทางสักคน อย่าพึ่งเข้าใจกันผิดสิ”เฉินอันหลานเมินเขาและเดินไปตรงแถวสี่แยกเพื่อเรียกรถไม่นานรถคันเดิมก็ค่อย ๆ เลื่อนตามเขามา“แถวนี้เรียกรถยากนะ นี่ยังไม่ได้พูดถึงคดีฆาตกรรมที่พึ่งเกิดนะ”“...”“เรื่องเมื่อกี้ฉันผิดเอง ฉันขอโทษ ให้ฉันเชิญนายไปทานของว่างมื้อดึกที่บ้านเป็นการไถ่โทษเป็นไง?”เท้าของเฉินอันหลานหยุดชะงักในทันที ไม่นานก็เก็บโทรศัพท์มือถือที่ยังไม่ได้โทรออกลงกระเป๋าแล้วเดินมาขวางอยู่หน้ารถโดยไม่พูดไม่จา เป็นเหตุให้เจ้าของรถคันสีดำต้องเหยียบเบรกกะทันหันลานเซลอตยังคงนั่งอยู่ข้างในและไม่มีทีท่าว่าจะลงจากรถเฉินอันหลานมองย้อนกลับไปยังคนที่นั่งอยู่ด้านในผ่านไฟหน้ารถ เขายังคงสวมแว่นตาและแมสก์ปิดปากเอาไว้เพื่อปกปิดใบหน้าของตนอย่างมิดชิด ปิดโอกาสในการมองเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขาจนแทบจะเป็นศูนย์ เฉินอันหลานหรี่ตาลงเล็กน้อย ชายหนุ่มก้มลงไปมองป้ายทะเบียนรถและพบว่ามันไม่มีสิ่งใดติดอยู่ในบริเวณที่ควรเป็น รถคันนี้ไม่มีป้ายทะเบียนหรือพูดอีกอย่างก็คือเขาไม่สามารถสืบหาตัวเจ้าของมันได้ลานเซลอตกระพริบไฟด้านหน้าเป็นสัญญาณให้เฉินอันหลานขึ้นมาบนรถเฉินอันหลานยังคงเมินเขาและหมุนตัวเดินไปอีกทางลานเซลอตมองร่างที่เดินอยู่ด้านหน้ารถของเขาพร้อมกับริมฝีปากบางใต้แมสก์นั้นค่อย ๆ โค้งขึ้นเล็กน้อย ไม่นานชายหนุ่มก็เคลื่อนรถตามอีกฝ่ายไปช้า ๆ ไม่ขับแซง ไม่บีบแตรไล่ ทำเพียงขับตามร่างนั้นไปเรื่อย ๆ อย่างเปล่าประโยชน์เช่นนั้น“เหนื่อยไหม? ถ้าเหนื่อยเมื่อไหร่ขึ้นมานั่งพักบนรถก่อนก็ได้นะ”“...”“นายได้กินมื้อเช้าที่ฉันทิ้งไว้ให้แล้วใช่ไหม?”“...”“ซาลาเปาร้อน ๆ ลูกนั้นน่าจะอร่อยใช่เล่นเลยนะ”เฉินอันหลานหยุดเดินและหันกลับมามองผู้ชายที่นั่งในรถก่อนจะเอ่ยคุยกับเขาผ่านทางหน้าต่างรถที่เปิดอยู่“นายแอบมองฉัน?”นัยน์ตาสีดำสนิทภายใต้กรอบแว่นคู่นั้นค่อย ๆ สะท้อนประกายแห่งความรื่นเริงออกมา“นายกินซาลาเปาลูกนั้นแล้ว?”เฉินอันหลานพูดไม่ออกในทันที“งั้นพรุ่งนี้ฉันจะซื้อไปให้นายอีกนะ”“ไม่ต้อง ฉันไม่ได้อยู่ที่โรงแรมแล้ว”เฉินอันหลานพูดจบก็ออกเดินต่อลานเซลอตเองก็เลื่อนรถตามไป “เพื่อจะหลบฉัน ถึงกับต้องเช็กเอ้าท์ออกจากโรงแรมเลยเหรอ?”“อย่าคิดเข้าข้างตัวเองไปหน่อยเลย ฉันจะอยู่หรือไม่อยู่ที่โรงแรมมันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับนายทั้งนั้น”“หรือว่านายจะไปอยู่กับแฟนหนุ่มของนาย?”“...”“เหลียงลั่วหยินเพิ่งจะตายไป ไม่ทันไรนายก็ปันใจให้คนอื่นซะแล้วเหรอ?”เฉินอันหลานหยุดชะงักที่หน้ารถทันที เขายืนนิ่งอยู่ภายใต้แสงสว่างจ้าจากไฟหน้ารถพักใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจหมุนตัวเดินกลับมาแล้วเปิดประตูขึ้นรถ ชายหนุ่มดึงสายเข็มขัดนิรภัยมาคาดให้ตัวเองเสร็จสรรพจากนั้นจึงหันไปประจันหน้ากับคนที่นั่งประจำตำแหน่งคนขับ“อยากรู้ใช่ไหม ได้ ฉันจะให้โอกาสนายอีกครั้ง ถ้านายสามารถขับรถผ่านถนนใหญ่ในตัวเมืองไปถึงนอกเมืองด้วยความเร็ว 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ ฉันจะบอกนาย”ดวงตาสีดำสนิทหรี่แคบลง ลานเซลอตจ้องมองไปทางเฉินอันหลานเงียบ ๆ เฉินอันหลานกระตุกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา“ทำไม กลัวเหรอ?”“ฉันกลัวว่านายจะทนไม่ไหวต่างหาก”“หยุดพูดมากได้แล้ว ขับไป”เสียงหัวเราะต่ำ ๆ ดังลอดออกมาจากใต้แมสก์ วินาทีต่อมาลานเซลอตก็เริ่มเหยียบคันเร่งเพื่อเปลี่ยนเกียร์และรถสีดำก็พุ่งทะยานออกสู่ท้องถนนอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาไม่นานความเร็วของตัวรถก็พุ่งขึ้นถึง 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอย่างง่ายดาย และยังคงพุ่งขึ้นเรื่อย ๆ แบบนั้น ไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลยแม้แต่น้อย เฉินอันหลานลดกระจกลงส่งผลให้สายลมยามค่ำคืนตีพัดเข้ามาภายในตัวรถ และเพราะความเร็วที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ สายลมที่ปะทะเข้ามาก็รุนแรงมากขึ้นเป็นเหตุให้เสียงลมที่พัดเข้ามานั้นดังขึ้นเช่นกัน กระทั่งในท้ายที่สุดเสียงที่ดังอยู่ในหูของคนทั้งสองจึงเหลือเพียงเสียงลมรุนแรงเท่านั้น ไม่อาจได้ยินเสียงใดได้อีก เสียงโต้เถียงกันของบุพการี เสียงร้องขอชีวิตของลั่วหยิน เสียงปืน เสียงตะโกนด่าทอ เสียงร้องไห้...ทั้งหมดนั้นถูกกลบทับด้วยเสียงคำรามของสายลมยามค่ำจนหมดสิ้นหูของเฉินอันหลานเจ็บปวด ใบหน้าก็ชาไปทั้งแถบจากสายลมที่ตีปะทะเข้ามาอย่างรุนแรง ทว่าเวลานี้จิตใจของเขากลับนิ่งสงบ ราวกับว่าเวลานี้ชายหนุ่มกำลังถูกตัดขาดออกจากโลกภายนอกที่แสนวุ่นวายไปชั่วขณะ และมันทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ลานเซลอตเปิดหน้าต่างบานที่เหลือทั้งหมด เพียงพริบตาเดียวสายลมยามค่ำของเมืองอวิ๋นกังก็พัดกรูเข้ามาในห้องโดยสาร เหลือเพียงเสียงลมเท่านั้นที่ยังคงดังอื้ออึงอยู่ภายในรูหูความเร็วรถยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทันทีที่รถคันสีดำเริ่มวิ่งเข้าเขตตัวเมือง รถของตำรวจลาดตระเวนก็ไล่กวดตามหลังมาอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ตำรวจที่นั่งอยู่ภายในรถโผล่หัวออกมาจากหน้าต่างพร้อมกับบีบแตรดังลั่น ลานเซลอตเปลี่ยนเกียร์ เพิ่มความเร็วขึ้นอีกระดับ ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็สลัดรถของหน่วยลาดตระเวนคันนั้นจนพ้น แต่หลังจากนั้นไม่นานรถตำรวจจากอีกเขตพื้นที่ก็ขับตามมา และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จาก 1 เป็น 2 และ 3 คัน… กระทั่งกลายเป็นการประลองเจ้าแห่งความเร็วไปโดยปริยาย“รถคันข้างหน้าโปรดฟัง นำรถเทียบไหล่ทางและหยุดรถเดี๋ยวนี้ หยุดรถเดี๋ยวนี้...”ไร้ปฏิกิริยาตอบสนอง“รถคันข้างหน้า...เพิ่มความเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่องเลยครับ!”“รถคันนั้นขับเร็วเกินไป เกรงว่าน่าจะถึง 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแล้วครับ”
“300 ก็ต้องตาม!”กินเต้าหู้1 吃豆腐 (chīdòufu): ลวนลามทางเพศผู้หญิงคำนี้มากจากภาษาจีนกวางตุ้ง 吃 แปลว่า กิน ส่วน 豆腐 แปลว่าเต้าหู้ รวมกันแล้วหมายถึง กินเต้าหู้ แต่ความหมายในคำแสลงหมายถึงผู้ชาย “ลวนลามทางเพศผู้หญิง”ที่มา : http://chinese2u.blogspot.com/2012/09/2.htmlเพิ่มเติม : https://www.blockdit.com/posts/5e88ac3dbc9b050ca763d261