จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

เล่มที่ 5 ตอนที่ 143 หวังมู่และไป๋ฉี

        แผลเป็นที่ดูรุนแรงของหลัวชิงเยว่กระตุกดวงตาของนางฉายประกายอย่างดุร้าย หากไม่ใช่เพราะฉินอวี่เป็นศิษย์ของผู้เฒ่าร้องไห้หลัวชิงเยว่ก็อยากจะด่าหลี่โหยว่ฉายผู้นี้ออกไปดังๆ ว่าไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ

        ขั้นกุมารทิพย์ระดับต้นจะสามารถกลายเป็นเจ็ดสิบสองอสูรธรณีได้หรือไม่ล้วนเป็นปัญหาใหญ่หลี่โหย่วฉายผู้นี้ยังคิดจะเอาชนะการต่อสู้เพื่อขึ้นเป็นสามสิบหกขุนพลสวรรค์แม้ว่าจะได้เป็นสามสิบหกขุนพลสวรรค์ พละกำลังเป็นเพียงแค่ด้านหนึ่งเท่านั้นแต่โดยส่วนมากแล้วจะต้องมาจากความโชคดีและพรสวรรค์ แต่ในหลายปีมานี้ คนที่สามารถกลายเป็นหนึ่งในสามสิบหกขุนพลสวรรค์ได้มีใครคนไหนกันที่ไม่ใช่ผู้โดดเด่น? ใครกันที่ไม่มีพละกำลังที่แข็งแกร่งฉะนั้นแล้วต่อให้มีโชคดีแล้วจะอย่างไร?

        แม้ว่าตัวนางเองหลัวชิงเยว่ก็ยังไม่มีความมั่นใจนับประสาอะไรกับคนขั้นกุมารทิพย์อย่างหลี่โหย่วฉาย?

        เมื่อระงับความโกรธในใจแล้วหลัวชิงเยว่ก็พูดอย่างเยือกเย็น “ไม่ได้ หากเจ้าคิดจะเป็นสามสิบหกขุนพลสวรรค์ก็จำเป็นต้องเข้าร่วมการประลองของเจ็ดสิบสองอสูรธรณีในอีกหนึ่งปีข้างหน้าเพื่อเป็นอสูรธรณีให้ได้เสียก่อนจึงจะมีสิทธิ์เข้าร่วมการทดสอบสามสิบหกขุนพลสวรรค์ เอาล่ะเจ้าก็อยู่ฝึกฝนที่นี่ไปก็แล้วกัน ส่วนเรื่องทรัพยากรการฝึกฝนจะมีคนนำมาส่งให้เจ้า” พูดจบหลัวชิงเยว่ก็ชี้นิ้วไปทางจวนแห่งหนึ่งที่อยู่ตรงไหล่เขา ด้วยดวงตาที่แปลกประหลาด

        ฉินอวี่พยักหน้าเบาๆละสายตาจากหลัวชิงเยว่ จากนั้นจึงหันหลังกลับไปอีกทางก่อนจะมุ่งหน้าไปยังจวนตรงไหล่เขา

        จวนแห่งนั้นไม่มีคนคอยเฝ้ารักษาการณ์และขณะที่ฉินอวี่ยังไม่ทันเข้าสู่จวน ก็ได้ยินเสียงตะโกนดังขึ้นมา

        “ข้าจะตีจะหลอมของข้า มันไปรบกวนเจ้าหรือ? ข้าสร้างค่ายกลป้องกันเสียงไว้แล้วไหนจะมีพลังจำกัดขวางของเจ้าอีกหรือมันยังจะไปรบกวนเจ้าอีก?” เสียงที่ดูหยาบกร้านพูดออกมาอย่างโกรธจัด

        “เวลาเจ้าตีเหล็กเจ้าช่วยเบาอีกหน่อยได้หรือไม่ล่ะ? เจ้าตีเหล็กเคาะเหล็กทีหนึ่งสั่นสะเทือนไปทั้งจวนข้าจะฝึกวิชาได้อย่างไรเล่า? ข้าจะเตือนเจ้าเป็นครั้งสุดท้ายแล้วนะครั้งต่อไปเจ้าได้เห็นดีแน่” มีเสียงตอบกลับมาอย่างค่อนข้างเลวร้าย

        ฉินอวี่เข้าประตูจวนไปด้วยความสงสัยแต่เมื่อเท้าข้างขวาของเขาแตะถึงพื้นดินฉินอวี่ก็รู้สึกว่าทั่วทั้งพื้นที่แห่งนี้ดูเหมือนจะมีพลังที่อธิบายไม่ได้ทำให้เขาเหมือนตกลงไปในหล่มดินลึกจนการเคลื่อนไหวของเขาถูกจำกัดเป็นอย่างมาก

        พลังของพลังจำกัดขวางหรือ?

        ฉินอวี่เลิกคิ้วนึกไม่ถึงว่าจะได้พบกับยอดฝีมือในการสร้างข้อจำกัดที่นี่

        ในลานบ้านมีชายหนุ่มที่ดูเคร่งขรึมคนหนึ่งกำลังมองมาทางประตู และพูดพลางขมวดคิ้ว“ขั้นกุมารทิพย์ระดับต้น? หรือนี่จะเป็นคนที่หญิงคนนั้นพามาเช่นกัน?”

        “ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร?” ชายหนุ่มอีกคนมีผิวสีเข้มใบหน้าดูซื่อๆ มีความสูงไม่ถึงหกฉื่อ มีกระดูกที่หนากล้ามเนื้อทั่วร่างแข็งแกร่งดั่งมังกรดูเหมือนมีพลังแฝงที่พร้อมระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ

        “ข้าถามเจ้า?” ชายหนุ่มเคร่งขรึมพูดอย่างเย็นชาและพูดต่อ “ที่แห่งนี้จะมาเดินเตร็ดเตร่ตามอำเภอใจได้หรือ? กักตัวเขาไว้สักสองสามเดือนก่อนค่อยว่ากัน”

        “กักตัวคนอื่นให้ได้ก่อนค่อยพูดเถอะ”ชายหนุ่มที่แข็งแกร่งพูดด้วยเสียงหยาบกระด้าง

        “ใครกันที่ถูกกักไว้ตั้งสามเดือนช่วงแรกที่เข้ามาถึงสุดท้ายก็มาอ้อนวอนขอความเมตตา? ข้าว่าเจ้าหายดีแล้วคงลืมความเจ็บปวดนั้นแล้วสินะ”ชายหนุ่มชุดขาวพูดประชด

        “ฮึ ในตอนนั้นระดับการฝึกฝนของข้ายังตื้นเขินนักแต่ตอนนี้เจ้าจะลองดูก็ได้นะ” ชายหนุ่มที่แข็งแกร่งพูดเยาะเย้ย

        “หรือว่า หวังมู่ พวกเรามาเดิมพันกันดีหรือไม่? ข้าให้เวลาเจ้าสามเดือนหากเจ้าสามารถหลุดออกไปได้ วันหลังข้าจะไม่รบกวนการตีเหล็กของเจ้าอีก ว่าอย่างไร?”ชายหนุ่มชุดขาวพูดอย่างเยาะเย้ย

        “ใครจะไปว่างเล่นอะไรกับเจ้าเช่นนี้? อย่ามากวนข้าเลยข้าจะตีเหล็กต่อแล้ว” ชายหนุ่มแข็งแกร่งที่ชื่อหวังมู่พูดอย่างไม่ค่อยมั่นใจ พูดจบก็หยิบค้อนขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านข้างขณะที่เขากำลังจะตีเหล็กเขาก็หันกลับมาอย่างรวดเร็วมองไปทางชายหนุ่มผมขาวที่เดินเข้ามาในจวน หลังจากตะลึงอยู่ครู่หนึ่งก็หัวเราะขึ้นเสียงดัง “ฮ่าๆ แม้แต่เด็กน้อยขั้นกุมารทิพย์ระดับต้นคนหนึ่งก็ยังเดินเข้าออกพลังจำกัดขวางได้ตามอำเภอใจไป๋ฉี เจ้ายังกล้าพูดว่าจะกักตัวข้าสามเดือนอีกหรือไม่?”

        ชายหนุ่มที่ชื่อไป๋ฉีมีสีหน้าเคร่งขรึมและดูเหลือเชื่ออย่างยิ่งเขาเพิกเฉยต่อคำพูดของหวังมู่ และจ้องตรงไปทางฉินอวี่ที่กำลังเดินเข้ามา ก่อนจะพูดอย่างหนักแน่น“เจ้าเป็นวิชาสร้างพลังจำกัดขวางหรือ?”

        ฉินอวี่หรี่ตาทั้งสองลงและพบว่าทั้งสองคนต่างอยู่ในระดับขั้นเทพสวรรค์ ท้ายที่สุดจึงมองไปทางไป๋ฉี และพูดอย่างเรียบนิ่ง“เป็นเพียงเล็กน้อย” ในอดีต ฉินอวี่ไม่สามารถฝึกฝนอะไรได้แต่เขาเคยลองพยายามฝึกฝนวิชาอยู่หลายชนิด ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นคือวิชาการจำกัดขวาง

        แม้ว่าการยับยั้งของฉินอวี่จะยังไม่ลึกซึ้งนักสามารถจัดการได้เพียงข้อจำกัดง่ายๆ เท่านั้น แต่ข้อจำกัดที่ไป๋ฉีวางเอาไว้นั้นไม่ยากเกินความสามารถของเขา

        “ง่ายๆ?” สีหน้าของไป๋ฉีดูเหมือนจะรับไม่ได้เขามีความมั่นใจในข้อจำกัดของตนเองมากแต่กลับนึกไม่ถึงว่าคนที่มีความรู้อะไรเพียงเล็กน้อยจะสามารถแก้ข้อจำกัดของเขาได้อย่างง่ายดายและคนผู้นี้ยังบอกอีกว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น? นั่นหมายความว่าตนเองไม่รู้เรื่องอะไรเลยจริงๆหรือ? ใบหน้าของไป๋ฉีบึ้งตึงขึ้นทันที และพูดอย่างเย็นชา“เจ้าเป็นใคร?”

        “หลี่โหย่วฉาย!” ฉินอวี่ตอบอย่างเฉยเมย

        “หลี่โหย่วฉาย? เจ้าคือตระกูลของหลี่เทียนหวังหรือ?”ไป๋ฉีครุ่นคิดครู่หนึ่ง และพูดขึ้น

        “ไม่ใช่ ข้ามาจากเมืองเล็กๆ ในเขตจุ้ยโหมว”

        “แม่สาวน้อยคงพาเจ้ามาสินะ?” ไป๋ฉีมองฉินอวี่อย่างระแวดระวังที่ต้องถามเช่นนี้ เป็นเพราะด้วยระดับการฝึกฝนเช่นนี้สามารถเข้ามาถึงเมืองเทียนโหมวชั้นในได้นั้น นอกจากสถานะพิเศษส่วนตัวแล้วก็มีเพียงเข้ามาได้เพราะมีผู้ใหญ่พามาเท่านั้นและหลี่โหย่วฉายก็น่าจะเป็นเพราะเหตุผลข้อหลัง

        “แม่สาวน้อย?” ฉินอวี่ยิ้มน้อยๆ และพยักหน้าเล็กน้อยแต่ก็กวาดสายตามองไป๋ฉีอย่างสงสัยคงมีคนไม่มากนักที่สามารถเรียกชิงเยว่หวังว่าแม่สาวน้อยได้เช่นนี้

        “น่าแปลก เจ้าเป็นผู้ฝึกตนเล็กๆ ขั้นกุมารทิพย์คนหนึ่งทำไมจึงเป็นที่สนใจของแม่สาวน้อยได้? หรือว่า...เจ้ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับแม่สาวน้อยคนนั้น?” แม้ว่าหวังมู่จะเป็นคนตรงไปตรงมาแต่ก็มักทำอะไรไม่เหมาะสม พูดไปพลางขยิบตาให้ฉินอวี่

        ฉินอวี่เหลือบมองหวังมู่สายตาของเขาหยุดลงตรงรอยมือข้างหนึ่งอย่างไม่ตั้งใจนึกไม่ถึงว่าหวังมู่จะทำการเปิดรอยผนึกทะเลทุกข์แล้วฉะนั้นจึงน่าจะเป็นยอดฝีมือคนหนึ่ง

        “เจ้าหนุ่มน้อย เจ้าเปิดรอยผนึกอะไรไว้หรือ?” ไป๋ฉีจ้องฉินอวี่และพูดขึ้นเบาๆ

        “รอยผนึกฝ่ามือ” ฉินอวี่ตอบกลับไป

        “แล้วเจ้าได้รับพลังผนึกอะไรมาจากแผ่นผนึกว่านเซี่ยง?” ไป๋ฉีถามต่อไปด้วยดวงตาที่เป็นประกาย

        “แผ่นผนึกว่านเซี่ยง?” ฉินอวี่ใจเต้น

        “ทำไม ไป๋ฉี เจ้าไม่ได้อะไรมาจากแผ่นผนึกว่านเซี่ยงจึงคิดจะขโมยเรียนจากหลี่โหย่วฉายหรือ?” หวังมู่พูดด้วยน้ำเสียงประหลาด

        ใบหน้าของไป๋ฉีกระตุกขึ้นทันทีจ้องมองหวังมู่อย่างดุร้าย “หุบปากของเจ้าเสียเถอะ!”

        “ข้าพูดอะไรไม่ได้เลยหรืออย่างไร?” หวังมู่พูดอย่างโกรธเคือง

        ฉินอวี่มองดูทั้งสองคนเถียงกันอย่างเงียบๆในใจของเขาปรากฏภาพของสยงท่าเทียน หลี่เทียนจี และฉินเสวี่ยขึ้นมาพลางถอนหายใจขึ้นอย่างเบาๆ ผ่านมาหลายปีมากแล้วไม่รู้ว่าตอนนี้พวกเขาไปอยู่ที่ไหนกัน เสวี่ยเอ๋อจะฝึกวิชาไปถึงไหนแล้ว

        หลายปีมานี้ฉินอวี่มีโอกาสน้อยมากที่จะไปเจอกับพวกฉินเสวี่ยทั้งสามคน ไม่ใช่ว่าไม่อยากไปและไม่ใช่ว่าไม่เป็นห่วง หลี่เทียนจีเป็นคนลึกล้ำมาก อีกทั้งยังเอาตัวรอดได้ดีสถานการณ์วิกฤติโดยทั่วไปนั้นเขาสามารถหลบเลี่ยงได้ดีอย่างแน่นอนเมื่อมีเสวี่ยเอ๋อและสยงท่าเทียนอยู่ด้วยก็ไม่น่ามีอะไรวุ่นวายนักแต่เมื่อพูดถึงฉินเสวี่ย ฉินอวี่ก็รู้สึกเป็นกังวล

        เขาไม่ได้กังวลว่าฉินเสวี่ยจะรู้สึกน้อยใจแต่จะว่าไปด้วยนิสัยของสยงท่าเทียน เขาจะต้องปกป้องฉินเสวี่ยอย่างแน่นอนแต่เช่นนี้ไม่เป็นเรื่องดีกับฉินเสวี่ย หยกไม่อาจสร้างขึ้นเป็นอาวุธฉินเสวี่ยเหมือนหยกชิ้นหนึ่ง หากมีประสบการณ์ผ่านลมฝนเสียบ้างคงเป็นการดีที่สุด

        “ไม่รู้เลยว่าจะได้พบเจอกันอีกเมื่อไร” ฉินอวี่จมดิ่งอยู่กับตนเองฉินอวี่ก็ยังไม่รู้เช่นกันว่าจะออกไปได้เมื่อไร ตามสัญญาไท่กู่แล้วเขาต้องอยู่ที่เหวลึกเป็นเวลาสามปีจึงจะออกไปได้ แต่ถึงตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าจะออกไปได้เต็มตัวหรือไม่?

        เพียงแต่ฉินอวี่ก็ไม่ได้เป็นกังวลมากนัก เมื่อได้เห็นพละกำลังส่วนที่เหลือของจอมอสูรแล้วฉินอวี่ก็รู้สึกได้อย่างเลือนรางว่าส่วนที่เหลืออยู่ของจอมอสูรนี้ได้เตรียมความพร้อมมาแล้วหลายปีและดูเหมือนจะพร้อมทุกอย่างแล้ว เมื่อมองจากการตัดสินใจของหลัวชิงเยว่แล้ว คิดว่าคงอีกไม่นานนักและหาก... มีผู้เฒ่าร้องไห้เข้าร่วมด้วย ก็จะยิ่งก้าวหน้าไปได้เร็วมาก

        “เจ้าหนุ่ม บอกมาหน่อยสิว่าเจ้ามีอะไรดีจึงได้เป็นที่สนใจของแม่สาวน้อย?อย่าบอกว่าไม่มี แม่สาวน้อยคนนั้นสนใจแต่คนไม่ธรรมดาทั้งนั้นอีกอย่าง... หากไม่แสดงทักษะบางอย่างออกมาบ้าง เกรงว่าคงอยู่ที่นี่ได้ไม่นานและเกรงว่าคงมีคนอยู่ไม่สุขนะสิ” เมื่อละสายตาจากหวังมู่ไป๋ฉีก็ลูบศีรษะและพูดอย่างเฉยเมย

        ฉินอวี่หรี่ตาทั้งคู่ลงพลันเหลือบมองไป๋ฉี ก่อนจะถามอย่างอ่อนโยน “เจ้าเป็นหนึ่งในเจ็ดสิบสองอสูรธรณีหรือ?”

        คำตอบที่ย้อนถามกลับมาของฉินอวี่ทำให้หวังมู่และไป๋ฉีผงะไปทันที และมองฉินอวี่อย่างงุนงง

        “หมายความว่าอย่างไร?” ไป๋ฉีเลิกคิ้วขึ้น

        “ก็ไม่มีความหมายอะไร ก็แค่อยากถามว่าใช่หรือไม่” ฉินอวี่กล่าว