“เกิดเหตุแผ่นดินไหวอีกครั้งในรอบ 30 ปี ในพื้นที่เมืองปอร์โตแปงซ์ ประเทศเฮติ คร่าประชากรมนุษย์ไปเกือบหกแสนคน…”
“อากาศร้อนจัดอาจทำให้คนเสียชีวิตเพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่า ภายในปี 2050 ล่าสุดแคนาดาเจอคลื่นความร้อน ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายหมื่นคน…”
“ปัญหาน้ำแข็งขั้วโลกละลายยังมีมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำทะเลหนุนสูง ฤดูกาลและทิศทางลมผกผัน สัตว์หลายชนิดสูญพันธุ์…”
“เกิดโรคระบาดติดเชื้อทางลมหายใจ แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ตอนนี้มีประชากรโลกเสียชีวิตไปแล้วเกือบห้าล้านคน…”
“จากการคำนวณของผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าโลกจะอยู่ได้อีกเพียงห้าสิบล้านปีจากที่เคยคำนวณไว้ว่าสี่พันล้านปี เนื่องจากขาดทรัพยากรที่จำเป็ในการดำรงชีวิต…”
...
ความรู้สึกแรกหลังจากลืมตาตื่นขึ้นมาคือความว่างเปล่า แต่ก็ไม่ใช่ว่าไร้ความรู้สึกซะทีเดียว การรับรู้จากปลายประสาทค่อยๆ ไต่ระดับมาจากส่วนปลายนิ้ว ไหลผ่านกล้ามเนื้อ แผ่ซ่านกระจายเข้าสู่อวัยวะภายใน รวมถึงหัวใจ... ที่กำลังเต้นอย่างแ่เบา คล้ายกับกำลังฝืนตัวเองเสียเหลือเกิน
"รู้สึกเป็ไงบ้าง"
เสียงทุ้มเอ่ยถาม เ้าของร่างอ่อนกำลังได้ยินชัดเจน เพียงแต่ไร้เรี่ยวแรงจะสนองตอบหรือแม้แต่จะพลิกตัวหันไปมอง ริมฝีปากขาวซีดแทบจะกลืนไปกับใบหน้าไร้สีสันนั้นขยับน้อยๆ แต่มีเพียงลมอุ่นผ่าน ไม่สามารถเปล่งออกมาเป็คำพูดได้ เพียงรับรู้การเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายที่ขยับเข้ามาใกล้จนเงาบดบังทาบไปครึ่งร่าง ฝ่ามือใหญ่วางลงบนหน้าผาก ความอบอุ่นของอุณหภูมิร่างกายแผ่กำจายผ่านิัพาให้รู้สึกผ่อนคลาย
"พักผ่อนอีกหน่อยเถอะ อย่าเพิ่งฝืนร่างกายตอนนี้"
ชั่วพริบตา เ้าของร่างอ่อนปวกเปียกก็หลับไปอีกครั้ง
หลายวันผ่านไป
ร่างกายบอบบางซีดขาวสีเทียบเคียงกระดาษไร้รอยเืฝาดราวกับภายใต้ผิวนั้นจะไม่มีเส้นเือยู่ได้ขยับตัวลืมตาตื่น เขากลอกตามองไปรอบๆ พบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่ในกระโจมขนาดสองคนนอนเต็ม พื้นที่ด้านข้างว่างเปล่าแต่มีร่องรอยการใช้งาน พอดวงตาเริ่มปรับสภาพให้ชินกับแสงสลัวภายในกระโจมก็พบเงาตะคุ่มรูปร่างคนสะท้อนจากด้านนอก เขาฝืนพยุงกายลุกขึ้นนั่ง ความรู้สึกมึนหัวจู่โจมเข้ามาอย่างรวดเร็วจนต้องยกมือบีบขมับ เมื่อรู้สึกว่าจุดศูนย์ถ่วงของร่างกายเริ่มเข้าที่ก็คลานเข่าไปยังทิศทางหน้ากระโจม เปิดแง้มม่านผ้าหนาลอบสำรวจภายนอก
แสงอ่อนยามเช้าตรู่สาดกระทบชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ในชุดผ้าฝ้ายสีน้ำตาลอ่อนตัวโคร่ง กางเกงสีน้ำตาลเข้มทรงหลวม มีผ้าโพกศีรษะสีเดียวกับกางเกงพันกันลมไว้นั้นกำลังจุดไฟโดยใช้ตะบันไฟ ทุบก้านไม้เข้ากับตัวกระบอกทีเดียวแรงๆ ดึงออกมาเขี่ยสะเก็ดไฟใส่เศษหญ้าแห้งเติมลงไปในกองไฟที่มอดไปแล้ว ดูแล้วน่าจะเป็กองไฟที่จุดทิ้งไว้เมื่อคืนก่อนหน้า
เด็กหนุ่มเลิกคิ้ว เพิ่งเห็นการจุดไฟแบบนี้ แต่ว่าใช้ไฟแช็กหรือไม้ขีดไฟจะไม่ง่ายกว่าเหรอ
ว่าแต่... ที่นี่ที่ไหน
เมื่อเห็นว่ารอบๆ มีแต่โขดหินล้อมเป็กำบัง และมีเพียงชายหนุ่มนิรนามที่ไม่ได้มีท่าทีคุกคามอยู่ลำพังกับตน เ้าของร่างขาวซีดก็ทำใจกล้าโผล่ออกมาจากกระโจมยืนจนเต็มความสูง
ััแรกคืออากาศเยือกเย็นที่มาพร้อมกับลมฉ่ำหนาว เย็นวาบจนเหมือนจะทะลุถึงกระดูก เด็กหนุ่มห่อไหล่ตัวสั่น ใช้มือกอดตัวเองหลวมๆ จึงพบว่าตนเองนั้นก็อยู่ในชุดผ้าฝ้ายตัวใหญ่คล้ายกับอีกคน เพียงแต่เป็สีขาวตุ่นทั้งชุด
ถัดไปจากกระโจมประมาณหนึ่งร้อยเมตรเป็แม่น้ำสายเล็กๆ ไหลเอื่อย ไม่ไกลมีวัวตัวใหญ่ผูกเชือกไว้กำลังเล็มหญ้าริมน้ำ อีกฝั่งของแม่น้ำเป็ป่าเขียวลำต้นสูงชะลูด และมองตามเส้นทางน้ำไหลออกไปไกลเป็เนินเขาสลับซับซ้อนค่อยๆ สูงชันรวมเป็เทือกเขาสูงและมีขนาดยาวจนสุดลูกหูลูกตา ยิ่งใหญ่ประหนึ่งเทือกเขาแอลป์ที่เคยเห็นผ่านจอทีวี ดูสวยงามและน่าหวาดหวั่นใจในเวลาเดียวกัน
เด็กหนุ่มหันกลับมามองร่างสูงซึ่งกำลังตั้งคานเสาไม้สำหรับห้อยหม้อมีหูใบใหญ่เตรียมต้มน้ำ ข้างตัวมีไก่ป่าที่นอนแน่นิ่งหนึ่งตัวขนาดกำลังพอดี วางถัดกันเป็หน้าไม้ขนาดใหญ่ น่าจะเป็อุปกรณ์สำหรับล่าสัตว์ตัวนี้
"ที่นี่ที่ไหน" เด็กหนุ่มเอ่ยถามออกไปด้วยเสียงผะแ่ เบาหวิวจนแทบจะลอยหายไปกับสายลม
"เขต TL-71" ฝ่ายนั้นตอบคำถามพร้อมกับยื่นถุงหนังบรรจุน้ำมาให้ เขารับมามองสำรวจเล็กน้อย แล้วกระดกดื่มด้วยความหิวกระหาย จนถุงหนังเบาหวิว ดูเหมือนน้ำจะหายไปเกินครึ่งจึงได้คืนกลับเ้าของ
"ขอบคุณครับ เอ่อ ขอถามได้ไหมว่าคุณเป็ใคร ขอโทษที ตอนนี้ผมนึกอะไรไม่ออกจริงๆ" สิ้นคำถาม ดวงตาคมก็ตวัดมองกลับมาอย่างพิจารณาครู่หนึ่งก่อนตอบ
"นายจำอะไรไม่ได้เลยเหรอว่าเราสองคนเป็สามีภรรยากัน"
หา!
คนตัวสูงไม่สนใจท่าทางตกตะลึงของอีกคน ขยับเติมฟืน เมื่อเห็นน้ำเดือดก็จับไก่ป่าลวกลงไปทั้งตัว ลวกจนทั่วก็เอาขึ้นมาถอนขนจนเกลี้ยง แล้วเขี่ยกองไฟให้เป็ถ่านแดง เสียบไม้ทะลุตัวไก่ ย่างเหนือกองไฟ
"ไปล้างหน้าบ้วนปวกที่แม่น้ำก่อน แล้วค่อยมากินอาหาร เราต้องรีบออกเดินทางให้ถึงหมู่บ้านก่อนพระอาทิตย์ตกดิน เื่อื่นค่อยคุยทีหลัง"
เด็กหนุ่มมองไก่ป่าที่เริ่มสุกเหลืองจึงพยักหน้าแรงๆ เดินไปกวักน้ำเย็นเฉียบในแม่น้ำมาล้างหน้าล้างตา บ้วนปากให้สดชื่น หวังว่าน้ำเย็นจะช่วยให้สมองปลอดโปร่งนึกอะไรขึ้นมาได้บ้าง
แต่จนแล้วจนรอดก็ยังนึกอะไรไม่ออก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองชื่ออะไร เคยทำอะไรมาก่อน เหมือนความทรงจำก่อนหน้านี้หายไป แต่ก็ยังจำได้ว่าแม่น้ำเรียกว่าแม่น้ำ ูเา ไฟ ฟืน วัว ล้วนรู้จัก แต่เื่เกี่ยวกับตัวเองหรือคนรอบตัวหายไปหมดสิ้น
หรือเขาจะเป็โรคความจำเสื่อม และชายคนนั้นเป็สามี เอ่อ หรือภรรยาของเขาจริงๆ
เด็กหนุ่มเดินกลับมานั่งยองๆ ลงข้างคนตัวสูง เหลือบมองดวงหน้าคมคร้ามผิวสองสี เมื่อฝ่ายนั้นใช้สายตาสบมอง เ้าของร่างซีดก็หลุบตาหลบ ฝ่ายนั้นยื่นน่องไก่มาให้ เขารับมาทันที ยอมรับว่าตอนนี้หิวมากจริงๆ แต่ก็ยังยั้งใจ เริ่มจากดมกลิ่นไก่ย่างหอมกรุ่น ใช้ลิ้นแตะัั แล้วกัดกินอย่างมูมมามคล้ายกับท้องไม่ได้ััอาหารมาแรมปี รสชาติอร่อยจนเกินบรรยาย กินไปจนเหลือแต่กระดูกอย่างรวดเร็ว
ดวงตากลมกล้ามองสบกับร่างสูงอย่างวอนขอเมื่อรู้สึกว่ายังไม่เพียงพอที่จะสนองความหิวของตนเอง
"มื้อแรกเท่านี้ก่อน ร่างกายยังไม่ชิน กินมากไปจะไม่ดี" เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่แบ่งปันของกินให้เพิ่มก็ทำหน้าเสียดาย จิบน้ำดื่มตาม แล้วก็นึกขึ้นได้
"คุณชื่ออะไร ปกติผมต้องเรียกคุณว่าอะไร"
คนตัวสูงวางเนื้อไก่ที่ยังเหลือลงบนใบหูกวาง มัดด้วยก้านไบไม้จนแน่นก่อนยัดใส่ถุงสัมภาระ
"ฉันชื่อโรม โรม ฐานทัต นายเรียกพี่โรม"
"พี่โรม..." เด็กหนุ่มทวนคำ ก็ยังไม่รู้สึกว่าคำนี้คุ้นปากซักเท่าไหร่
"แล้วผมล่ะชื่ออะไร"
ชายหนุ่มมองดวงหน้าขาวเผือดทว่าดวงตากลมดำใส ก่อนจะผินมองไปยังดวงอาทิตย์ที่กำลังโผล่พ้นเทือกเขาสูง
"ตะวัน... ชื่อของนายคือตะวัน"
...
เด็กหนุ่มที่ได้ชื่อว่า "ตะวัน" มองสำรวจวัวเทียมเกวียนตรงหน้าอย่างตกตะลึง โรมกำลังขนสัมภาระที่เป็หีบใส่ของขนาดคนเดียวหิ้วไว้ในเกวียนที่เป็รถไม้ ประกอบจากโครงไม้รวมถึงล้อรถ ตัวห้องโดยสารทำจากไม้ไผ่สานเป็ทรงโค้งยึดกับโครงไม้ดูแข็งแรง พ่วงกับแอกวัวอย่างแ่า กระโจมที่พักนอนถูกพับเก็บไว้อีกหีบ และโรมก็ยกขนเก็บจนเรียบร้อย
"ขึ้นไปนั่งข้างใน เราจะออกเดินทางแล้ว" ตะวันทำหน้าฉงน ชี้ไปยังรถเทียมวัวตรงหน้า
"สมัยนี้ยังใช้เกวียนกันอีกเหรอครับ หรือว่าแถวนี้รถยนต์จะเข้าไม่ถึง" ประโยคหลังเหมือนตะวันพึมพำพูดกับตัวเอง มองไปรอบๆ แม้แต่ถนนลาดยางก็ยังไม่มี น่าจะเป็ที่กันดารมากจริงๆ
"อะไรคือรถยนต์"
คำถามของชายหนุ่มทำให้ตะวันชะงัก พี่โรมคนนี้แม้แต่รถยนต์ก็ไม่รู้จัก พลันเขาก็นึกไปถึงตะบันไฟกับหน้าไม้ พอมานึกดูแล้วสิ่งอำนวยความสะดวกสมัยใหม่ไม่มีให้เห็นเลยสักนิด
ตะวันกลืนน้ำลาย กลั้นใจถามโรมออกไป
"ปีนี้ปีอะไรครับ"
"ปี 852"
ตะวันงงหนักกว่าเดิม รีบถามต่อ
"คริสตศักราช หรือ พุทธศักราช หรือยุคไหน สมัยของมหากษัตริย์พระองค์ไหน"
"ที่นี่ไม่มีกษัตริย์ ไม่มีศักราช ปี 852 ก็คือปี 852" โรมตอบอย่างไม่ใส่ใจ ดันหลังตะวันให้ขึ้นไปนั่งบนเทียมเกวียน เด็กหนุ่มฝืนตัวไว้ หน้าขาวซีดหนักกว่าเดิมจนแทบจะโปร่งแสง ดวงตากลมมีแววสับสนอย่างเห็นได้ชัด
"เรา เราพูดภาษาไทยกัน ที่นี่คือประเทศไทยใช่ไหม"
"ไม่ใช่ ที่นี่เขต TL-71"
"แล้วเขต TL-71 อยู่ประเทศอะไร จีน รัสเซีย จอร์เจีย หรือสวิสเซอร์แลนด์"
โรมกอดอกมองตอบเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างนิ่งสงบ
"ทุกคนเรียกที่นี่ว่าเขต TL-71 ไม่มีคำเรียกว่าประเทศแบบที่นายเรียก หมู่บ้านที่เรากำลังจะไป เป็ที่อยู่อาศัยถาวร เรียกเขตย่อย TL-71R ถ้าเรายังไม่รีบไปตอนนี้จะถึงที่นั่นหลังพระอาทิตย์ตกดิน การเดินทางตอนฟ้ามืดอาจจะเจอสัตว์ร้ายหรือโจรระหว่างทาง ทีนี้ น้องจะขึ้นรถได้หรือยังครับ"
ด้วยเหตุนี้ ตะวันจึงได้นั่งโยกเยกบนรถเทียมวัว มองแผ่นหลังสามีหมาดๆ ของตัวเองที่กำลังบังคับสายจูงวัวอย่างเหม่อลอย
งงตึ้บไปหมด
นอกจากจะความจำเสื่อม มีสามีเป็ผู้ชายแล้ว ยังมาโผล่ยุคไหนก็ไม่รู้ ตะวันเคยดูซีรี่ส์ที่ตัวเอกย้อนเวลาทะลุมิติ อย่างน้อยตัวละครเ่าั้ยังย้อนกลับภายในประเทศตัวอื่น แต่เขากลับอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ สภาพแวดล้อมคล้ายจะเป็เมืองหนาว เทือกเขาสูงแบบนี้น่าจะแถบหิมาลัย หรือฝั่งยุโรปหรือเปล่านะ แต่ก็ไม่ได้ดูสวยเหมือนภาพวาดจิตรกรรมขนาดนั้น ยังมีความน่ากลัวของป่าเขาลำเนาไพรที่ดูรกชัฏและแ่าเป็ป่าดิบ
นี่เขาย้อนเวลาทะลุมิติมาโลกคู่ขนานอะไรเทือกนั้นจริงเหรอ มันจะเป็ไปได้จริงๆ เหรอ?!
"พี่โรม เราแต่งงานกันได้ยังไง และพวกเรามาจากไหน พ่อแม่ของผมล่ะ" ตะวันชวนคนตรงหน้าคุย ตอนนี้รถเทียมเกวียนกำลังข้ามผ่านหุบเขา สองข้างทางมองไปเป็ผาสูงชันตั้งตรงยาวต่อเนื่อง
"เธอไม่มีพ่อแม่ พี่ก็ไม่มีพ่อแม่ เลยไปรับมาอยู่ด้วย เป็สามีภรรยา อยู่กันสองคน"
ฟังดูเศร้าจับใจ
"เป็พี่น้องไม่ได้เหรอ ทำไมต้องสามีภรรยา พวกเราเคยมีอะไรกันไหม"
"..."
เมื่อถามแล้วฝ่ายนั้นยังเงียบไม่ตอบ ตะวันก็ขยับเข้าไปใกล้มากขึ้น เห็นอีกคนยังคงสีหน้าเงียบสงบ จึงถามต่อ
"พี่ไม่ได้บังคับขืนใจผมหรอกใช่ไหม"
โรม "แล้วเธอรู้สึกฝืนใจหรือเปล่า"
ตะวันรู้สึกหน้าร้อนนิดหน่อยเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองก็ไม่ได้ฝืนใจขนาดนั้น จะบอกว่ายังไงดี เต็มใจน่ะก็ยังไม่เต็มใจแน่นอน แต่เพราะอีกคนก็ไม่ได้ดูกักขฬะ คุกคาม บรรยากาศไม่น่าคบหาขนาดนั้น ในเมื่อตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็ใคร ทะลุมิติมาหรือเปล่าก็ไม่รู้ มีคนที่พึ่งพาคอยช่วยเหลือได้ก็ดีกว่าหัวเดียวกระเทียมลีบ
"ตอนนี้ผมจำอะไรไม่ได้ พี่ต้องให้เวลาผมหน่อย"
"ไม่รีบ"
โรมเหวี่ยงสายบังคับให้วัวเลี้ยวไปเส้นทางขวา ไต่ระดับเลียบไหล่เขาขึ้นที่สูงเรื่อยๆ ทั้งสองคุยกันไปเป็ระยะ ส่วนใหญ่จะเป็ตะวันที่ถามคำถาม ส่วนอีกคนก็ไม่ใช่คนช่างพูด ตอบแค่ที่ถาม จนแสงอาทิตย์เริ่มอ่อนกำลังลง ตะวันถึงได้มองเห็นที่นา พื้นที่เพาะปลูกตามรายทาง พอมองตรงไปข้างหน้าก็พบหมู่บ้านซ่อนตัวบนเนินเขาสูงปลูกห่างกันกระจายลดหลั่นเป็ชั้นๆ มองดูเป็หมู่บ้านเล็กมาก นับคร่าวๆ น่าจะมีแค่ห้าสิบกว่าหลังเท่านั้น
นี่คือเขตพื้นที่อาศัยถาวรที่เขาต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างนั้นเหรอ
...
จบตอน
ฐานทัต (อ่านว่า ถา-นะ-ทัด)
สิสิร•