หลังจากวันที่เริ่มออกสำรวจ เวลาก็ล่วงเลยผ่านไปอีกห้าถึงหกวัน ในห้าถึงหกวันที่ผ่านมานี้ ใน่กลางวันเต้ก็จะพาแต้วออกไปสำรวจเพื่อทำแผนที่ ส่วนใน่กลางคืน เต้จะเจียดแบ่งเวลาสามถึงสี่ชั่วโมงต่อวันเพื่อนอนหลับเข้าสู่โลกแห่งยุทธจักร แน่นอนว่าขณะที่เต้นอนหลับและเข้าสู่โลกแห่งยุทธจักร คนที่ทำหน้าที่เฝ้ายามจะเป็ใครไปไม่ได้นอกเสียจากแต้ว ถึงจะเป็อย่างนั้น หากแต่แต้วกลับไม่ได้บ่นอิดออดแม้แต่น้อย
ใน่เช้าของแต่ละวันที่ออกไปสำรวจ มีหลายครั้งที่กลุ่มของเต้ได้เผชิญเข้ากับมอนสเตอร์แปลกๆที่ดูน่ากลัว แต่ทุกครั้งเต้ก็สามารถที่จะใช้วิชาตัวเบาหอบหิ้วพาแต้วหลบหนีออกจากอันตรายได้อย่างไม่ยากเย็น เพราะแบบนั้นใน่เวลาหลายวันที่ผ่านมาทำให้แต้วนั้นเกิดความรู้สึกมั่นใจในขีดความสามารถของเต้เพิ่มมากขึ้นไม่น้อย
ถ้าจะบอกว่าแปลกก็ถือว่าแปลก เพราะแต้วในตอนนี้กลับรู้สึกว่าเต้นั้นสามารถที่จะพึ่งพาได้มากเสียกว่าป้องซึ่งเป็นักผจญภัยระดับ B ที่ตนจ้างมาเสียอีก ยิ่งอยู่ด้วยกันนานวันเข้า แต้วก็ยิ่งแน่ใจว่าความสามารถของเต้นั้นเหนือกว่านักผจญภัยแรงค์ F ทั่วไปอย่างคนละเื่ ทั้งความรอบรู้ในการเอาตัวรอด ทั้งตรรกะความคิดและความรอบคอบ
“นี่..คุณก็ออกจะเก่งมีความสามารถนะ ทำไมยังมีระดับอยู่แค่แรงค์ F อยู่ล่ะ” แต้วท้าวคางเอ่ยถามขึ้นมาขณะที่รอคอยเต้ย่างเนื้อกระต่ายที่จับมาให้กิน
“เื่มันยาว เอาเป็ว่าผมมีแม่ที่ป่วยกับน้องสาวต้องสงเสียเลี้ยงดู ผมเลยไม่อยากจะทำอะไรเสี่ยงๆ” เต้เอ่ยตัดบท
“แล้วทำไมตอนนี้ถึงเปลี่ยนใจล่ะ” แต้วเอ่ยถามต่อ
“รายได้ไม่พอใช้ แม่ผมป่วย ต้องมีเงินไปรักษาถึงจะหาย” เต้เอ่ยตอบสั้นๆ
“แล้วความสามารถของคุณมันจริงๆคืออะไรกันแน่ ฉันเห็นว่าทั้งวิ่งเร็วเหมือนเหาะได้ ทั้งใช้ในการโจมตีหรือป้องกันก็ได้ มันไม่โกงไปหน่อยหรอ? แบบอีตาป้องที่เป็นักผจญภัยแรงค์ B นั่น อย่างมากเท่าที่ฉันเห็นก็แค่แปลงร่างเป็ก้อนหินเองนะ พูดแล้วมันก็น่าเจ็บใจ จ้างมาตั้งแพง สุดท้ายมาทิ้งฉันเพื่อหนีเอาตัวรอดไปคนเดียว เลวที่สุด ถ้ารอดออกไปได้ล่ะก็น่าดูแน่” แต้วเอ่ย
เต้ได้ยินอย่างนั้นก็ส่ายศีรษะถอนหายใจออกมา “พึ่งจะมานึกแค้นตอนนี้ ช้าไปไหมคุณ?”
“ก็ตอนแรกมันกลัวนี่ จะรอดหรือเปล่าก็ไม่รู้ ไม่มีเวลาไปคิดเื่อื่นหรอก” แต้วเอ่ย จะว่าไปแล้วหลายวันที่ผ่านมานี้ทำให้แต้วเกิดความรู้สึกสนิทสนมคุ้นเคยกับเต้มากขึ้นไม่น้อย เพราะอย่างนั้นจึงทำให้การพูดคุยระหว่างตนและเต้ดูเป็ธรรมชาติมากขึ้น
“เอาเถอะ ผมไม่สนอะไรหรอก แค่คุณทำตามสัญญาก็พอ ออกไปได้แล้วอย่าหายจ้อยก็แล้วกัน” เต้เอ่ยย้ำ
“ฉันไม่ทำแบบนั้นหรอกน่า ให้มากกว่าที่ขอก็ได้นะ” แต้วเอ่ย
เต้ได้ยินอย่างนั้นก็หูผึ่งขึ้นทันที เห็นถึงท่าทางของเต้ซึ่งแสดงออก แต้วก็รีบเอ่ย “พอเป็เื่เงินนี่สนใจใหญ่เลยนะ”
“ผมก็บอกแล้วไงว่าผมมีภาระต้องดูแล ไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด” เต้บอก
“ว่าแต่พวกเราจะออกจากเซพโซนไปสำรวจจริงๆจังๆตอนไหน” แต้วเอ่ยถาม
“ผมขอเวลาอีกสักหน่อย ตอนนี้ถ้าต้องปะทะกับไอ้ก็อบลินตัวใหญ่นั่น ผมยังเอาชนะไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเื่ที่จะดูแลคุณไปด้วยเลย” เต้เอ่ย
“อีกนานไหม? ฉันอยากจะกลับออกไปแล้ว” แต้วเอ่ย
“อย่างน้อยก็อีกสักอาทิตย์…ถึงพวกเราจะพบเบาะแสที่จะพากลับไปยังแคมป์แล้วก็เถอะ แต่มันเสี่ยงเกินไป ถ้าไอ้ก็อบลินฝูงนั้นยังอยู่แถวนั้น ยังไงเราก็เข้าไปเอาข้าวของไม่ได้หรอก ผมก็บอกแล้วนี่ว่ายังไงก็จะพาคุณออกจากเกทไปให้ได้ ไม่ต้องกลัวหรอก” เต้เอ่ยบอก
“นี่มันก็เกือบหนึ่งอาทิตย์แล้ว ทำไมทีมค้นหายังไม่มาอีก?” แต้วเอ่ย
“เอาน่า..ถือว่าฝึกก็แล้วกัน โอกาสแบบนี้ไม่ได้หาได้บ่อยๆนะ…เออพูดถึงเื่ฝึกแล้ว ผมถามคุณจริงๆว่าใครเป็คนคิดไอ้วิธีที่ต้องจับมอนสเตอร์ในสภาพร่อแร่มาให้คุณฆ่าน่ะ” เต้เอ่ยถามเปลี่ยนเื่
“ก็ฉันนี่แหละคิดเอง มันก็ง่ายดีไม่ใช่หรอ” แต้วเอ่ย
เต้ส่ายศีรษะ “ง่ายแต่มันผิด ถ้าต้องให้คนมาคอยทำอย่างนั้นให้ ถึงคุณจะเลื่อนระดับขึ้นมาได้มันก็เท่านั้น ไร้ความหมาย มันจะไปมีความหมายอะไรถ้ามีปืนอยู่ในมือแต่ยิงไม่เป็น่ะ ดูคุณสิ ความสามารถก็ถือว่าเป็ความสามารถที่ดีมีประโยชน์แท้ๆ แต่สู้กระทั่งก็อบลินตัวเล็กๆตัวเดียวก็ไม่ได้ แบบนี้ยังจะมาฝันว่าอยากจะเป็นักผจญภัยแถวหน้าอีกหรอยังไง….” เต้เอ่ย
“จะบอกว่าวิธีของคุณดีกว่าหรอ” แต้วเอ่ย
“ไม่เห็นด้วย? ตอนนี้ผ่านไปไม่กี่วันคุณก็สู้ด้วยตัวเองได้แล้วไม่ใช่หรอ อย่างน้อยก็พอจะปกป้องตัวเองได้แล้ว….ด้วยชุดเกราะที่ตีขึ้นจากโอริฮารูกอนของคุณกับความสามารถใช้ไฟน่ะ ผมคิดว่าที่จริงแล้วแค่ก็อบลินฝูงเล็กๆไม่กี่ตัวมันทำอันตรายคุณไม่ได้หรอก ดังนั้นปัญหาของคุณตอนนี้มันไม่ได้อยู่ที่ความสามารถทางร่างกาย หรือความสามารถของสกิล แต่มันอยู่ที่จิตใจ ถ้ากลัวจนคิดว่าตัวเองทำไม่ได้ มันก็จะทำไม่ได้ แต่ถ้าคุณมั่นใจในตัวเอง และคิดว่าทำได้ มันก็จะทำได้ เพราะแบบนั้นเราจะยังไม่ออกจากเขตปลอดภัยที่สำรวจไว้จนกว่าคุณจะป้องกันดูแลตัวเองได้ในระดับหนึ่ง อย่างน้อยๆก็แบบนั้น” เต้เอ่ย
“ค่ะ คุณครู” แต้วเอ่ยคล้ายเหมือนกับอยากจะประชด
เต้ส่ายศีรษะ “ผมไม่มีคุณสมบัติจะเป็ครูของคุณได้หรอก” เอ่ยจบเต้ก็ยื่นกระต่ายที่เสียบไม้ย่างจนสุกแล้วให้กับแต้ว “เอ้า”
แต้วซึ่งรับเอากระต่ายย่างเสียบไม้มาจากเต้แสดงสีหน้าที่บ่งบอกว่ารู้สึกผิดออกมา “ขอโทษนะ แต่เพื่อความอยู่รอดฉันต้องกินแกเ้ากระต่ายน้อย”
แน่นอนที่เต้เอ่ยบอกกับแต้วไปว่าในตอนนี้ตัวเองยังไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถต่อสู้กับก็อบลินร่างใหญ่ได้ นั่นย่อมหมายความว่าตอนนี้ยังไม่ได้ แต่ในอนาคตนั้นไม่แน่ ที่เป็อย่างนั้นก็เพราะว่าใน่เวลาหลายวันที่สำรวจพื้นที่ร่วมกับแต้ว ใน่กลางคืน เต้ก็จะหลับฝันเพื่อเข้าสู่โลกแห่งยุทธจักรเสมอ และถึงแม้เวลาในโลกแห่งความจริงจะผ่านไปเพียงไม่กี่วัน หากแต่ในโลกแห่งยุทธจักร เต้กลับใช้เวลาฝึกฝนอยู่ที่นี่ในร่างของเย่หลางรวมกันมาเกือบหนึ่งเดือนแล้ว และภายในเวลาหนึ่งเดือนนี้ หลังจากที่ทุ่มสมาธิฝึกฝนเพื่อดูดกลืนหินลมปราณซึ่งหลิวไป๋เหลือไว้ให้ เต้ก็ััได้กับความรู้สึกที่กำลังบ่งบอกกับตัวเองว่าอีกไม่นาน ตนจะสามารถเลื่อนระดับปราณยุทธของตนจากระดับลมปราณแรกก่อกำเนิดขั้นสูงไปสู่ระดับสร้างแก่นลมปราณได้สำเร็จ
จริงดังคาด หลังจากที่เร่งใช้เวลาดูดซับพลังงานจากหินลมปราณอีกไม่ถึงครึ่งเดือนในโลกแห่งยุทธจักร ปราณยุทธของเย่หลางก็เลื่อนระดับสู่ขีดขั้นสร้างแก่นลมปราณได้สำเร็จ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าขีดความสามารถในการต่อสู้ของเต้ในโลกแห่งความเป็จริงก็จะถูกยกระดับเพิ่มมากขึ้นไปด้วย
“ไม่นึกเลยว่าหลังจากปราณยุทธของเราเลื่อนระดับมาอยู่ในขีดขั้นสร้างแก่นลมปราณสำเร็จแล้ว พลังปราณภายในร่างของเรากลับเพิ่มพูนอย่างก้าวะโมาเกือบสี่เท่า” เย่หลางซึ่งลืมตาตื่นขึ้นมาจากการเดินพลังปราณและััรู้ได้ถึงพลังของปราณยุทธที่เอ่อล้นออกมาจากภายในร่างของตนนึกคิดอย่างรู้สึกยินดี
ไม่รอให้เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์ เย่หลางก็ลุกขึ้นยืนและก้าวลงจากเตียงไม้เพื่อเตรียมจะออกไปทดสอบขีดความสามารถที่เพิ่มพูนขึ้นของตัวเอง
“พอพลังปราณภายในร่างเพิ่มพูนทรงพลังขึ้น แม้แต่วิชาดรรชนีเข็มทองที่เราพยายามเท่าไรก็ฝึกไม่สำเร็จกลับมีพัฒนาการแล้ว” เต้นึกคิดกับตัวเองหลังจากรีดเร้นหน่วงพลังปราณเพื่อดีดนิ้วใช้ออกด้วยวิชาดรรชนีซึ่งตนฝึกฝนจากตำรายุทธที่หลิวไป๋ทิ้งไว้ให้ใส่ลำของต้นไม้ใหญ่จากระยะไกล
เดินเข้าไปดูความเสียหายจากวิชาดรรชนีของตนซึ่งหลงเหลืออยู่บนเปลือกไม้ในระยะใกล้เสร็จ เต้ก็นึกคิดประเมินขึ้นกับตัวเอง “ถึงแม้ว่าความเสียหายจากวิชานี้จะยังไม่มากพอที่จะเจาะเข้าสู่เนื้อไม้ได้ แต่มันน่าจะมากพอที่จะจัดการกับพวกก็อบลินจากระยะไกลได้ไม่ยาก ถ้าระดับปราณยุทธของเราพัฒนาสูงขึ้นไปอีก..บางทีวิชาดรรชีเข็มทองของท่านอาจารย์นี้คงมีอานุภาพไม่ต่างจากลูกะุปืนแน่ๆ บางทีอาจจะร้ายแรงกว่านั้นก็ได้”
ฝึกฝนเพื่อทดสอบขีดความสามารถซึ่งเพิ่มพูนสูงขึ้นของตัวเองอีกพักใหญ่ เต้ในร่างของเย่หลางที่เริ่มจะรู้สึกเหนื่อยอ่อนจากการฝืนใช้พลังปราณในการทดสอบก็หยุดพักและนึกคิดขึ้นกับตัวเอง “ที่ระดับปราณยุทธของเราพัฒนาได้เร็วขึ้นขนาดนี้จะต้องมีสาเหตุมาจากโลกแห่งความเป็จริงด้วยอย่างแน่นอน…การผลักให้ตัวเองเข้าสู่จุดวิกฤตคือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะทำให้สามารถพัฒนาระดับของปราณยุทธไปสู่อีกขีดขั้นแน่ๆ ในโลกแห่งความเป็จริง ถึงแม้จะเป็เวลาสั้นๆแต่เราก็ตกอยู่ในสถานการที่ว่านั้นจริงๆ…..จะว่าไปแล้ว ไม่เพียงแค่ระดับของปราณยุทธของเราที่เพิ่มสูงขึ้น..แม้แต่ความแข็งแรงของร่างกายเราเองก็เพิ่มสูงขึ้นกว่าคนปกติทั่วไปเกือบเจ็ดเท่าแล้ว ขนาดอยู่ในร่างของเย่หลาง เราเองก็ยังััรู้ถึงความแตกต่างในจุดนี้ได้เลย นี่คงเป็ผลมาจากการที่ระดับนักผจญภัยของเราเพิ่มขึ้นไปอยู่ในระดับที่ 15 แบบนี้ไม่ว่าจะมองยังไง…ความสามารถโลกยุทธจักรของเรานี่มันก็ขี้โกงชัดๆเลยนี่” ชั่ววูบหนึ่งเต้ถึงกลับคิดประเมินเข้าข้างตัวเองไปว่าความสามารถโลกยุทธจักรนี้ของตัวเอง บางทีมันอาจจะอยู่ในระดับเดียวกับความสามารถของนักผจญภัยแรงค์ SS ซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่คนบนโลกเลยก็ได้
ปล.อ่านแล้วอยากจะได้ความเห็นจากแฟนๆที่ติดตามผมเกี่ยวกับเื่พลอตว่าน่าสนใจไหม น่าติดตามไหม หรือมีตรงไหนที่ไม่โอเค พลอตโฮลตรงส่วนไหน แนะนำได้นะครับ