“ผมว่าเรา้ากำลังเสริมในการจัดการเื่นี้”
ในตอนนี้ลุคกำลังนั่งเล่าเื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อวานให้กับออสตินฟังอยู่ ว่ามันเกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่เขาถึง้าคนมาช่วยในเื่นี้
“จะบอกว่าไอ้คนที่สู้ด้วยมันเก่งพอที่จะจัดการนายกับเพื่อนของนายได้น่ะหรอ” ออสตินแทบไม่เชื่อหูตัวเองกับสิ่งที่ตัวเองได้ยิน เพราะสำหรับเขาแล้วลุคเป็คนที่เก่งและที่อาจจะสามารถรับมือทุกปัญหาได้ ถ้ามีการเตรียมตัวมากพอ
“จะพูดแบบนั้นก็ไม่เชิงครับ เรียกว่าไล่ต้อนให้ผมและเพื่อนต้องใช้แผนหลบหนีจะดีกว่า” ก็อาจเป็จริงอย่างที่ลุคพูด เพราะถ้าได้สู้ในพื้นที่ที่กว้างกว่านี้ อุปกรณ์ที่มากกว่านี้อีกหน่อย และมีต้นไม้ที่โลเวลพอจะใช้ได้ ทั้งสองคงจัดการกับชายคนนั้นได้แล้ว
“เห้อ เอาจริงๆฉันก็ไม่อยากจะให้คนนอกรู้เื่ซักเท่าไหร่หรอก มันอาจจะไปถึงหูของพวกตัวการที่อยู่เื้ัน่ะสิ แต่ถ้าขอมาอย่างนี้ก็คงไม่มีทางเลือก” ออสตินได้แต่ถอนหายใจพร้อมกับหันไปมองนอกหน้าต่าง
“ฉันลืมถามไปเลยว่าเพื่อนของนายเป็ใคร ทำไมไม่เคยเห็นมาก่อน” ออสตินถามพร้อมๆกับท่าทีของลุคที่ใเล็กน้อยกับคำถาม
“ก็เป็คนที่ผมบังเอิญเจอ แล้วเขาก็ขอติดตามมาด้วย เลยไม่มีทางเลือกมากนัก” ลุคตอบกลับไปด้วยสีหน้านิ่งเฉยแต่ในใจกลับกังวลว่าอีกฝ่ายจะรู้ความจริง
“แต่เกรซได้บอกว่าหมอนั้นมาจากในป่า แถมยังบอกอีกว่าอยู่กับครอบครัว ฉันเลยคิดว่าคนทั่วไปเขาคงไม่อยู่ในป่ากันหรอก แถมยังมีมอนสเตอร์อันตรายอีก บอกมาตรงๆดีกว่าว่าหมอนั้นเป็ใคร”
“พอดีผมบังเอิญช่วยเขาในป่านั้นแหละ และเห็นว่ามีทักษะที่ไม่ธรรมดาเลยคิดจะให้เป็ลูกมือในการทำงานนักสืบ”
“กี่ปีแล้วนะที่พวกเราอยู่ด้วยกัน คิดว่าฉันไม่รู้หรอว่าตอนนายโกหกเป็ยังไง” ออสตินได้จ้องไปยังมือของลุคที่ประสานกันไว้ด้านหน้า ที่มันมีอาการสั่นเล็กน้อย
“ผมว่าผมไปดีกว่า จะได้ไม่รบกวนหัวหน้า” ลุครีบพยายามเดินออกจากห้องไป แต่ไม่ทันที่จะได้คว้าลูกบิดเขาก็ต้องสั่นกลัวจากเวทย์จิตสังหาร และท้ายที่สุดความจริงก็ได้ถูกเปิดเผย
“เอลฟ์ หมอนั้นเป็เอลฟ์” ลุคตอบกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งเฉยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนที่เวทย์จิตสังหารจะหยุดลง และตามมาด้วยเสียงบ่นของออสติน
“ฉันจะบ้าตาย นายไปเอาหมอนั้นออกมาจากป่าทำไมเนี่ย!” ออสตินแทบจะเป็ลมทันทีกับความจริงที่ปรากฎ เพราะถ้ามีคนรู้เข้าว่าเอลฟ์ได้แฝงตัวเข้ามาในเมือง มันคงจะวุ่นวายกันเต็มที่และอาจจะมีาระหว่างเผ่าพันธุ์ขึ้นมาอีกก็ได้
“มันเป็เื่ที่ช่วยไม่ได้ พอดีหมอนั้นบังเอิญช่วยลูกทีมของผมไว้ตอนกิจกรรม และสิ่งตอบแทนที่หมอนั้น้าคือการมาอาศัยอยู่ในเมือง”
“แล้วไอ้หูยาวๆมันหายไปไหนล่ะ” ออสตินถามเพราะได้ยินว่าอีกฝ่ายก็ดูเหมือนคนปรกติ
“อาติเฟ็กหน้ากากไร้รูป พอดีหมอนั้นทำข้อแลกเปลี่ยนกับลาลัส”
“แล้วข้อแลกเปลี่ยนนั้นคืออะไร พอจะรู้รึเปล่า” ออสตินกลัวว่ามันอาจจะเป็ของอันตรายเลยต้องรู้เผื่อไว้ก่อน
“ใบอนุญาตพักชั่วคราวในเมืองเอลฟ์”
“อือ แปลก ฉันว่าต้องมีอะไรแปลกๆ หมอนั้นเป็ใครถึงมีอำนาจที่จะให้ใบอนุญาตชั่วคราวขนาดนั้นได้” ออสตินเกิดความสงสัยขึ้นพร้อมกับจ้องมองลุคเพื่อรอฟังคำตอบ
“เป็ลูกชายของาาและราชินีเอลฟ์” ตอนนี้ลุคแทบอยากจะลงไปจัดการอีกฝ่ายในทันที ที่พูดมากจนเขาต้องมายืนพูดอะไรอย่างนี้
“จะบอกว่าเป็เ้าชายเอลฟ์ จะบ้าตาย ฝากบอกเกรซด้วยว่าพรุ่งนี้ฉันขอลาพักวันนึง จะไปนอนคิดว่าจะเอายังไงดีกับชีวิต แล้วมีอะไรอีกรึเปล่าที่ไม่ได้บอก” เขาถามพร้อมกับหวังว่าจะไม่มีอะไรเพิ่มเติม
“น่าจะหมดแล้วครับ งั้นผมขอตัว”
“เดี๋ยว! ดูหมอนั้นไว้ด้วย อย่าให้คลาดสายตา ไม่งั้นฉันจะไปจัดการเอง”
ลุคพยักหน้ารับทราบและไม่รอช้าที่จะรีบออกจากห้องทันที พร้อมกับคิดว่าจะจัดการคนพูดมากยังไงดี
เสียงเดินกระแทกเท้าลงมาชั้นล่างอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตรงไปลากคอเอลฟ์จอมพูดมากที่กำลังพูดคุยกับเกรซออกจากกิลด์ไป จนกระทั่งเมื่อพ้นหน้ากิลด์ได้ระยะหนึ่งเขาก็ไม่รอช้าที่จะสอบปากคำอีกฝ่ายทันที ว่าไปพูดอะไรไว้บ้าง
“เ้าพูดอะไร ข้าก็แค่พุดคุยเื่ทั่วไปเท่านั้นเอง” โลเวลยังคงตอบเหมือนไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิด
“ก็ไอ้เื่ทั่วไปนั้นแหละมันเื่อะไร” ลุคถามพร้อมกับท่าทีโมโหเล็กน้อย
“ก็เื่ต้นไม้ เื่เ้าบ้าง เื่ภายในเมือง เื่อาหารอะไรพวกนี้แหละ”
“แล้วที่ได้ยินมาว่าไปเล่าเื่ที่มาจากป่าล่ะ”
“อ่อเื่นั้นเอง มันทำไมหรอ ข้าก็ว่าข้าก็ไม่ได้บอกว่าข้าเป็ใครมากจากไหนนะ” โลเวลทำหน้างงว่าตัวเองทำอะไรผิดไป
ลุคถอนหายใจกับชายตรงหน้าจริงๆ เพราะถ้าเป็คนทั่วไปได้ยินว่ามาจากป่านั้นก็คงคิดว่าคงสร้างบ้านอยู่ในป่าแน่ๆ แต่สำหรับพวกที่ขี้สงสัยหรือพวกที่เก่งๆในเื่การจับผิด ก็คงจะดูได้ไม่ยากว่าโลเวลนั้นอาจจะเป็เอลฟ์ที่ปลอมตัวมา แม้จะผิดกับภาพที่คิดไว้ในหัวของหลายๆคนก็ตามว่าพวกเอลฟ์มันจะเป็พวกเงียบๆ แต่ถ้าสังเกตดูดีๆท่าทางของโลเวลที่เหมือนกับเด็กที่เจอของเล่นใหม่ แถมยังมีทักษะการต่อสู้ที่แปลกๆ และเวทย์ที่เกี่ยวกับธรรมชาติที่ใช้ได้หลากหลายเกินกว่าที่คนทั่วไปจะทำได้ ถ้าไม่ใช่เอลฟ์ก็คงเป็จอมเวทย์ชั้นสูงที่ปลอมตัวมาแน่ๆ
“ฉันจะเตือนอะไรบางอย่าง อย่าไปบอกว่าเป็ใครมาจากไหนเด็ดขาด และถ้าใครถามก็บอกกว่ามาจากนอกแผ่นดินใหญ่ คนอื่นจะได้ไม่สงสัยว่าเวทย์แปลกๆที่ใช้นั้นมาจากไหนกันแน่” ลุคกำชับเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายไปบอกใคร
“ก็ได้ เ้านี่จู้จี้จริงๆเลย”
‘มันเป็เพราะใครกันล่ะ’
หลังจากตกลงกันได้แล้วเกี่ยวกับเื่ของตัวตน ทั้งคู่ก็ได้ตรงไปยังตลาดเพื่อหาซื้ออุปกรณ์บางอย่างในการทำสิ่งประดิษฐ์ของลุค และตลอดเวลาในการซื้อของโลเวลก็ได้อยู่ในสายตาของลุคตลอด เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายไปทำลายข้าวของที่มีราคาแพง หรือเล่นซนจนเกิดเื่วุ่นวาย กระทั่งได้ของที่้ามาจำนวนหนึ่งแล้ว ที่ต่อไปที่จะไปก็คือสมาคมนักประดิษฐ์ เพื่อไปพูดคุยกับเมสันเกี่ยวกับสิ่งประดิษฐ์
แต่ทุกอย่างก็ต้องโยนทิ้งไปเมื่อลุคได้หันไปเห็นสามพี่น้องตระกูลดอยที่เดินเข้าไปในซอย เขาไม่รอช้าฝากของทั้งหมดไว้กับโลเวลและวิ่งตามไปทันที พร้อมกับนึกถึงเหตุการณ์หลายเดือนก่อนที่พวกมันได้ก่อขึ้น เกี่ยวกับการฆ่าคนหลายสิบคนด้วยสิ่งประดิษฐ์ และตามไปด้วยการลอบวางะเิบ้านหลายหลังภายในคืนเดียว ซึ่งวีรกรรมทั้งหมดที่ว่ามาพวกมันควรจะถูกจับในทันที แต่พวกทหารกลับนิ่งเฉยต่อเสียงชาวบ้านและสิ่งที่เกิดขึ้นโดยปล่อยให้พวกมันลอยนวลไป จนสุดท้ายก็เป็ลุคเองที่ถูกว่าจ้างจากชาวบ้านให้ตามจับ และก็เป็เวลาหลายสัปดาห์ในการสืบหาที่อยู่พร้อมกับหาหลักฐานเพื่อจับกุมพวกมัน
“นี่คือน้ำยาชนิดใหม่ที่เพิ่งจะถูกคิดขึ้น” เสียงผู้ชายดังขึ้น
ในตอนนี้ลุคกำลังหลบอยู่เพื่อแอบฟังสิ่งที่พวกมันกำลังคุยกัน ซึ่งก็เป็เวลานานพอสมควรที่จะจับใจความได้ว่าน้ำยาที่ว่านั้นคืออะไร จนกระทั่งตัดสินใจว่าแสดงตัวเพื่อทำจัดการพวกมันให้จบไปทีเดียว แต่เมื่อโผล่หน้าออกไปนั้นเองเขากลับโดนต้อนรับด้วยห่าะุจำนวนมาก
เสียงดังจากปืนดังขึ้นระงมไปทั่วบริเวณ พร้อมกับปลอกะุจำนวนมากที่กระเด็นตามพื้น ส่วนลุคในตอนนี้แม้จะใช้เวทย์ป้องกันได้ทันแต่ก็ช้าไปจนเขาโดนยิงไปหลายนัด จนกระทั่งเมื่อเสียงปืนได้หยุดลงครู่หนึ่ง สิ่งบางอย่างขนาดเล็กก็ได้ถูกโยนมา และมันก็คือะเิที่กระเด็นมาตรงหน้าพอดี
ตู้ม
เสียงะเิดังขึ้นก่อนที่เวลาไม่นานโลเวลจะตามมาที่เกิดเหตุเพื่อดูว่าใครเป็อะไรบ้าง ก่อนที่ในเวลาต่อมาเมื่อควันจางลงจะปรากฎเป็ลุคที่กำลังนอนสภาพย่ำแย่อยู่ จากการโดนแรงะเิทำให้กระเด็นไปกระแทกกับกำแพง โลเวลที่เห็นไม่รอช้ารีบใช้เวทย์รักษาในทันที พร้อมกับรอบๆที่มีผู้คนมามุงดูว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น และก็เป็เวลาไม่นานลุคก็ได้มีอาการที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็วจนสามารถลุกนั่งได้ปรกติ
“ไอ้พวกเวรนั้น วันหลังถ้าเจอจะฆ่าใหม่หมดเลย” เ้าตัวพูดไปก่อนจะสำลักเืออกมาก้อนใหญ่
หลายคนที่มุงดูเมื่อเห็นคนาเ็อาการดีขึ้นก็ได้กระจายตัวกันไป ส่วนลุคและโลเวลทั้งสองก็ได้เดินออกจากซอยนั้นและไปหาที่นั่งพักเพื่อดูอาการ
“ตอนนี้เ้าดีขึ้นรึยัง” โลเวลถามหลังจากที่ทั้งคู่มานั่งในร้านอาหารร้านหนึ่ง
“ดีขึ้นแล้ว” ลุคตอบกลับพร้อมกับเอาแขนเสื้อมาเช็ดคราบเืที่เกาะอยู่ที่ปาก
“ถ้าไม่ได้ข้า เ้าน่ะตายไปแล้ว วันหลังจะไปมีเื่กับใครก็พกอาวุธไปด้วยซิ” โลเวลบอกเพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“…”
ตึก ตึก ตึก
เสียงเดินจากรองเท้าบูทดังเข้ามาด้านในร้าน พร้อมกับชายสองคนร่างกายกำยำในชุคเสื้อกันหนาวตัวหนา ก่อนที่พวกเขาจะเดินตรงมายังโต๊ะของลุค
“ใช่คุณลุค บราว รึเปล่า” คนที่ถามก็คือไบรอันต์
“ใช่ มีอะไร” ลุคในตอนนี้ที่เพิ่งผ่านเื่หัวเสียมาจึงไม่ค่อยมีอารมณ์จะคุยกับใครสักเท่าไหร่
“ผม ไบรอันต์ วอร์ต เป็ตัวแทนคณะการตรวจสอบการทำงาน พอดี้าข้อมูลเกี่ยวกับคนที่อยู่ใต้ดิน”
“ไม่เข้าใจ อธิบายให้ละเอียดกว่านี้สักหน่อย”
ไบรอันต์ที่รู้สึกว่าต้องคุยกับชายตรงหน้ายาวๆแน่ จึงได้ลากเก้าอี้มานั่งโต๊ะด้วยพร้อมกับบอกให้อีกฝ่ายสามารถสั่งอาหารได้เลย เพราะเขาจะเป็คนจ่ายให้เอง ซึ่งทันทีที่โลเวลได้ยินก็ไม่รอช้าเรียกพนักงานมาสั่งอาหารในทันที รวมถึงเอซที่นั่งอยู่ด้วย
“ทางเรา้าจะจัดการตัวปัญหาที่ทำให้เมืองนี้มีสภาพย่ำแย่ ทางเมืองของไดมอทัสจึงได้ส่งพวกเรามาเพื่อกำจัดคนพวกนั้นให้ออกจากเมืองนี้ไป เพื่อให้เมืองนี้กลับมารุ่งโรจอีกครั้ง และผมก็ได้ข่าวมาว่าคุณเป็คนที่ทำงานในสายงานที่เกี่ยวข้องกับสายข่าว และรู้อีกว่าคุณเป็นักสืบที่รับจ้างจัดการปัญหาให้คนอื่นอีกด้วย พวกผมเลยจะจ้างคุณเพื่อหาเบาะแสเพื่อทำการจับกุมคนพวกนั้น” ไบรอันต์อธิบายเสร็จพร้อมกับที่อาหารมาเสิร์ฟพอดี
“จะบอกว่าจะจ้างฉันให้ไปหาหลักฐานเพื่อจัดการพวกคนชั่ว”
“ทั้งหมดก็ใช่อย่างที่คุณว่ามา”
“งั้นไปจัดการไอ้แม็กซีมัสนั้นตัวแรกเลย จัดการมันได้ทุกอย่างก็จบเลย” ลุคที่เริ่มหัวเสียจึงใส่อารมณ์ไปเล็กน้อย
“ทางเราก็ได้ข้อมูลมาแล้วว่าเ้าเมืองแม็กซีมัสนั้นได้กระทำการที่ผิดกฎหมาย แต่เนื่องจากที่เขาได้ถูกแต่งตั้งเป็ท่านเ้าเมือง และยังเป็พี่ชายอีกของท่านแคสเซียสอีก กษัตริย์ไม่อาจคืนคำได้ พวกเราจึงถูกส่งมาเพื่อหาหลักฐานและจัดการเขาให้ออกจากหน้าที่การเป็เ้าเมือง”
“ไอ้พวกปัญญาอ่อนพวกนั้นมันโคตรปัญญาอ่อนเลย แค่ออกคำสั่งให้ปลดมันออกก็สิ้นเื่ กลัวเื่เสียหน้าอยู่นั้นแหละ ตอนนี้คนในเมืองนี้จะตายห่ากันหมดอยู่แล้วเนี่ย!” ลุคะโเสียงดังจนคนในร้านได้หันมามอง
“ผมว่าคุณควรจะใจเย็นและหาอะไรทานก่อนจะดีกว่า แล้วพวกเราค่อยคุยกันต่อ”
30 นาทีผ่านไป
เสียงเท้าของพนักงานเสิร์ฟวิ่งวุ่นไปหมดพร้อมกับจานอาหารเต็มมือ แถมยังต้องตรงมาเก็บจานเปล่าบนโต๊ะของลุคอีก โดยทั้งหมดมาจากชายสี่คนที่กินอย่างกับฝูงแร้งลง และยังมีเบียร์อีกหลายแก้วที่ถูกสั่งมา
“ผมก็ว่าอย่างที่คุณลุคว่ามางั้นแหละ ไอ้พวกนั้นเอาแต่นั่งสั่งการไม่ทำอะไรเลยทั้งวัน ถ้าผมมีอำนาจมากกว่านี้นะผมจะสั่งให้พวกมันวิ่งรอบสนามและวิดพื้นจนกว่าจะตายไปเลย” ไบรอันต์ที่หน้าแดงจากการดื่มเข้าไปเยอะได้พูดออกมา
“ใช่ ฉันก็ไม่ค่อยชอบหน้าพวกมันซักเท่าไหร่หรอก ถ้าไม่ติดว่าต้องหาเงินไปทำสิ่งประดิษฐ์ ฉันก็ไม่ทำหรอก” ลุคตอบกลับ
“ความเห็นของพวกเรานี่ตรงกันแปลกๆดีนะครับ”
“นั้นสิ วันหลังพวกเราค่อยกลับมาคุยกันใหม่ละกัน เพราะดูแล้วนายท่าจะไม่ไหวแล้วนะ”
“ไหว แค่นี้สบายมาก ดูผมเดินก็ได้” พูดจบไบรอันต์ก็ได้ลุกขึ้นเดินให้ลุคดูก่อนที่จะหันมา “ไงล่ะ โอ้ย!” ไม่ทันจะขาดคำเ้าตัวก็ล้มลงไปเอาหน้ากระแทกกับพื้น แต่ก็ลุกขึ้นมาทันทีพร้อมกับเืกำเดาที่ไหลออกมา
“เออนายหัวเทาน่ะ เอาเพื่อนายกลับได้แล้วมั้ง” ลุคหันไปเรียกเอซที่กำลังยกแก้วขึ้นดื่มกับโลเวล แต่เหมือนว่าเสียงของเขาจะดังไม่พอที่จะเรียกให้อีกฝ่ายหันมาสนใจ เ้าตัวจึงเอื้อมตัวพยายามจะสะกิดอีกฝ่าย แต่ด้วยความเมาและอาการอิ่มๆ แขนที่เหยียดตรงก็ได้พุ่งกระแทกเข้าที่หน้าของเอซจนตกเก้าอี้ไป พร้อมกับที่เ้าตัวก็ล้มลงไปนอนกับพื้นเหมือนกัน
ทุกอย่างอยู่ในความเงียบสงบรวมถึงลูกค้าคนอื่นๆที่กำลังทานอาหารอยู่ ก่อนที่ทหารจากด้านนอกร้านจะเดินเข้ามาพยุงตัวของไบรอันต์และเอซออกไป พร้อมกับข้อความที่ว่าพวกเขาจะพาทั้งคู่ไปพักเอง ก่อนจะทิ้งเงินไว้ปึกหนึ่งเพื่อจ่ายค่าอาหาร ส่วนลุคก็ได้โลเวลยกขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ก่อนจะใช้เวทย์ลบล้างพิษทำให้แอลกอฮอล์หายไป
“สองคนนั้นไปไหนแล้วล่ะ” ลุคถามโลเวลที่นั่งอยู่ตรงข้ามโต๊ะ
“เห็นว่าถูกทหารพาตัวไปพักน่ะ แล้วเ้าจะทำอะไรต่อ นี่ก็ค่ำแล้ว จะกลับที่พักเลยรึเปล่า”
“สงสัยคงต้องเป็อย่างนั้นแหละ ตอนนี้กลับไปพักผ่อนแล้วค่อยจัดการงานต่อพรุ่งนี้ละกัน” ลุคลุกขึ้นก่อนจะเดินออกไปนอกร้านพร้อมโลเวลที่เดินตามมา
ทั้งคู่ได้เดินมาหยุดบริเวณบ่อน้ำพลุกลางเมือง ก่อนจะเดินไปนั่งม้านั่งพร้อมกับแหงนมองท้องฟ้า ใน่เวลาค่ำที่มีอากาศเย็นเล็กน้อยที่เหมาะสำหรับเอาไว้พักผ่อน แต่แล้ว่เวลาผ่อนคลายที่ควรจะยาวนานกว่านี้ก็ได้ถูกขัดขึ้นด้วยนักผจญภัยคนหนึ่ง
“นายใช่ลุครึเปล่า” นักผจญภัยหนุ่มท่าทางเหนื่อยจากการวิ่งได้ถาม
“ใช่ มีอะไร” ลุคตอบกลับพร้อมกับสงสัยว่าอีกฝ่าย้าอะไรกันแน่
“ตอนนี้เราเจอคนน่าสงสัยตามที่คุณออสตินสั่งมาแล้ว และตอนนี้พวกของเรากำลังสู้กับเ้านั้นอยู่”
“นำไปเลย”
ลุคเข้าใจในทันทีว่าอีกฝ่ายคงเป็คนที่ออสตินได้สั่งงานให้มาช่วยตรวจตรา และมาช่วยในการจัดการตัวประหลาดนั้น หลังจากเข้าใจเื่ทั้งหมดก็ไม่รอช้าวิ่งตามชายตรงหน้าไปทันที และเมื่อวิ่งตามมาได้ระยะหนึ่งก็พบเข้ากับนักผจญภัยจำนวนหนึ่งที่กำลังยืนล้อมอะไรบางอย่าง พร้อมกับเสียงการต่อสู้และเสียงร้องขอความช่วยเหลือที่ดังขึ้น
ลุคใช้เวทย์ควบคุมพาตัวเองขึ้นไป้าหลังคาบ้านข้างๆ ก่อนจะพบว่าได้มีตัวประหลาดสองตัวกำลังสู้กับนักผจญภัยหลายสิบคนอยู่ แต่แม้จะมีแค่สองพวกมันทั้งคู่กลับกำลังไล่ต้อนคนหลายสิบคนให้ถอยได้ และลุคที่เห็นอย่างนั้นจึงคิดได้ว่าถ้าปล่อยให้พวกมันได้เปรียบอย่างนี้ต่อไป ทุกคนที่อยู่ที่นี่จะต้องโดนพวกมันฆ่าหมดแน่ๆ
“โลเวลรีบเข้าไปช่วยพวกที่สู้ไม่ได้หน่อย” ลุคหันไปบอกโลเวลที่กำลังงงว่าเกิดอะไรขึ้นอยู่
“ได้ๆ” แม้จะยังงงกับสถานการณ์แต่เขาก็ไม่รอช้ารีบะโข้ามหัวทุกคน และเข้าไปสู้กับตัวประหลาดที่ดูจะกำลังได้เปรียบอยู่ทันที
“ทุกคนกระจายตัวอย่ายืนกระจุก ใคราเ็ถอยออกไปรักษาตัวก่อน ถ้าจะเข้าไปสู้ระวังกรงเล็บมันให้ดีๆ แล้วค่อยๆล้อมมันไว้ แยกมันออกจากกันจะได้จัดการทีละตัว” ลุคะโบอกทุกคนจากที่สูง ก่อนที่คนอื่นๆจะได้ยินและทำตามที่สั่ง
ทุกคนกระจายตัวกันไปเพื่อไม่ให้โดนเล่นงานกันเป็กลุ่ม ส่วนโลเวลนั้นก็ได้เข้าสู้กับตัวประหลาดนั้นพร้อมกับนักผจญภัยตัวใหญ่อีกสี่คน แต่แม้ว่าจะมีกันถึงห้าคนแล้วก็ตามแต่ก็ยังไล่ต้อนมันไม่ได้ ส่วนอีกตัวที่สู้อยู่นั้นก็ได้คนมีฝีมือในการหลอกล่อและหลบหลีก จึงไม่ค่อยน่าเป็ห่วงเท่าไหร่
“ข้าว่าพวกเราถอยกันก่อนแล้วค่อยให้คนอื่นมาเปลี่ยนดีกว่า” โลเวลบอกชายสี่คน
“เอางั้นก็ได้ มันดูท่าไม่เหนื่อยเลย แถมแผลยังรักษาได้อีก” ชายหัวโล้นใช้ขวานกล่าว
หลังจากตกลงกันเสร็จทั้งห้าก็ได้หันหลังวิ่งหนีก่อนที่ชายหัวโล้นจะะโ “ใครอยากสู้เข้าไปได้เลย!”
สิ้นเสียงก็ได้มีกลุ่มชายหกคนะโเข้าไปสู้กับพวกมันต่อ ซึ่งการต่อสู้ก็ได้เปรียบระดับที่ทำให้มันถึงกับทรุดลงกับพื้นได้ แต่ก็เป็เพียงแค่ชั่วขณะเพราะเมื่อน้ำสีแดงที่อยู่ข้างหลังได้ไหลเข้าสู่ร่างกายอีกครั้ง าแทั้งหมดก็ได้สมาน ส่วนแรงของมันก็ได้กลับมาอีกครั้งพร้อมจะกระโจนใส่กลุ่มตรงหน้า
ระหว่างที่พวกเขาเริ่มจะหันหลังหนีเมื่อรู้ว่าสู้ไปก็มีแต่แพ้ ตัวประหลาดนั้นก็ได้ยิงกรงเล็บออกไปและจับชายคนหนึ่งเอาไว้ได้ เพื่อนๆในกลุ่มที่เห็นอย่างนั้นจึงได้พยายามเข้าไปฟันสายสีดำที่กำลังพยายามดึงตัวเข้าไป แต่ไม่ว่าจะฟันยังไงมันก็ไม่ขาดจนท้ายที่สุดชายคนนั้นก็ได้ไปอยู่ต่อหน้าตัวประหลาด ก่อนที่เขาจะถูกเหวี่ยงกระแทกกับพื้นและเหยียบซ้ำเข้าที่อกจนกระอักเืออกมา
‘แรงบ้าอะไรน่ะ’ ลุคใกับภาพตรงหน้าหลังจากเพิ่งหันกลับมาเห็น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือมันได้เหยียบร่างชายคนนั้นที่มีชุดเกราะเบาจนเกราะยุบ ซึ่งมันไม่ควรจะเป็ไปได้ถ้าอีกฝ่ายยังเป็มนุษย์อยู่ แม้ภายนอกจะไม่ใช่แล้วก็ตาม แต่ร่างกายมนุษย์ปรกติทั่วไปถึงจะใช้เวทย์แล้วก็ยังทำให้เกราะพวกนี้บุบได้ไม่ง่ายนัก แถมดูๆไปแล้วพวกมันก็ไม่ได้ใช้เวทย์เสริมกำลังด้วยซ้ำ ดังนั้นมันก็แสดงได้ว่าพวกมันสองตัวได้ก้าวข้ามเกินขีดจำกัดของร่างกายไปแล้วอย่างมาก
ลุคไม่รอช้าะโลงไปพร้อมกับใช้เวทย์ควบคุมผลักตัวประหลาด ก่อนที่จะดึงชายคนนั้นกลับมาให้คนอื่นๆพาไปรักษาในทันที
“เ้าจะสู้แล้วหรอ” โลเวลวิ่งเข้ามาใกล้ๆพร้อมกับถาม
“ตอนแรกก็คิดว่าไม่จำเป็เท่าไหร่ แต่ตอนนี้คงต้องทำแล้ว”
“งั้นข้าขอร่วมวงด้วยละกัน”
“พวกเราก็ขอร่วมด้วย บังอาจมาทำร้ายเพื่อนร่วมอาชีพ” ชายหัวโล้นพร้อมกับชายอีกสามคนได้เดินเข้ามา
ทั้งหกได้วิ่งตรงเข้าหาตัวประหลาดก่อนจะแบ่งเป็ฝั่งละสามคน โดยทางฝั่งลุคกับชายหัวโล้นและอีกหนึ่งได้เข้าไปโจมตีพร้อมกันในทันที ดาบสองเล่มที่ลุคยืมมาได้กระหน่ำฟันใส่มันก่อนจะหลบการโจมตี แล้วปล่อยให้ชายหัวโล้นฟาดขวานใส่จนกระเด็นไปชนกับกำแพง ตามด้วยชายอีกคนที่ใช้เวทย์ไฟจนสุดท้ายมันก็ดูจะสิ้นฤทธิ์ไปครู่หนึ่ง
“ตอนนี้แหละ ตัดคอมันให้ได้” ลุคสั่งให้ที่เหลือเข้าจัดการทันที
สามคนที่รอจังหวะนั้นอยู่ก็ได้พุ่งเข้าพร้อมกับดาบสามเล่มในมือ ที่ฟันลงหวังจะตัดให้ขาดในทีเดียว แต่ก่อนที่ใบดาบจะถึงคอกรงเล็บก็ได้ถูกยกขึ้นมากัน แต่ก็ได้มีหนึ่งเล่มที่หลุดรอดและแทงทะลุคอของมันได้จนกระอักเืออกมาคำใหญ่ ก่อนที่มันจะผลักสองคนที่เหลือให้กระเด็นออกไป
ทุกคนยิ้มขึ้นมาหลังจากเห็นสภาพที่กำลังเสียเปรียบของมัน แต่ภาพที่ปรากฎกลับทำให้ทุกคนแปลกใจ เมื่อมันได้เดินตรงให้ดาบแทงเข้าไปเรื่อยๆ จนโลเวลที่เห็นท่าทางไม่ดีก็ปล่อยมือจากดาบดาบและถอยไปตั้งหลัก
ลุคที่เห็นว่ามันควรจะจัดการได้ก็ได้วิ่งไปหวังจะฆ่าให้ได้ แต่เมื่อกำลังจะถึงตัวมันกลับวิ่งสวนและะโข้ามหัวเขาไป โดยไม่สนใจแม้แต่นิดเดียว
“ระวัง!” ลุคะโเตือนคนอื่นที่กำลังยืนดูอยู่
“นายที่ใช้ดาบคู่ระวัง!” เสียงชายหัวโล้นดังขึ้นเพื่อเตือนลุค ก่อนที่ครู่ต่อมาลุคจะถูกชนจนทำให้กระเด็นไปกระแทกกับกำแพง
ตัวประหลาดอีกตัวได้ชนลุค ก่อนที่มันจะเข้าจู่โจมนักผจญภัยที่กำลังเฝ้าดูอยู่จนสถานการณ์วุ่นวายไปหมด มีหลายคนที่โดนกรงเล็บข่วนจนเป็แผลขนาดใหญ่ หลายคนที่สู้ได้ก็พอจะสร้างาแแต่ก็ไม่มากพอที่จัดการ ลุคที่ตั้งสติหลังโดนชนได้ก็ได้ะโบอกให้ทุกคนตัดกรงเล็บออกมาให้ได้
หลายคนที่ใช้เวทย์ธาตุได้หรือใช้อาวุธระยะไกลก็ได้กระหน่ำโจมตีไม่หยุด เพื่อให้พวกมันสองตัวอยู่กับที่หวังให้คนอื่นเข้าไปฟันกรงเล็บให้หลุดออก แต่เหมือนว่าความรุนแรงของเวทย์และอาวุธระยะไกลยังรุนแรงไม่พอชนะการรักษาตัว จนลุคที่เพิ่งรักษาตัวเสร็จก็ได้ตามมาถึงก่อนจะใช้เวทย์ควบคุมยกมันขึ้นมาหนึ่งตัวให้นั้นลอยขึ้น ส่วนคนที่จะไปตัดกรงเล็บนั้นก็คือโลเวลที่อาสาเอง โดยที่ได้ยืมขวานของชายหัวโล้น
ทุกอย่างดูจะจัดการได้อย่างง่ายแต่แล้วตัวที่ถูกยกลอยก็ได้ยิงกรงเล็บออกไป ลุคที่เร็วพอก็ได้ใช้ดาบพร้อมกับเวทย์ควบคุมสะกัดไม่ให้มันไปโดนคนอื่น จนสุดท้ายก็สามารถตัดกรงเล็บออกมาจากแขนได้แม้จะได้แค่ส่วนของกรงเล็บก็ตาม
“แขนข้าปวดไปหมด” สิ่งที่โลเวลจะบอกก็คือเชือกสีดำที่เป็ตัวยึดกับกรงเล็บที่ยิงออกไปนั้น มันแข็งแรงมากจนเขาถึงกับปวดแขนหลังจากฟันมันขาด แถมขวานที่ใช้ก็บิ่นไปเล็กน้อยอีกด้วย
หลังจากจัดการตัวแรกได้ลุคก็ได้ปล่อยมันลงและหันไปสนใจอีกตัว แต่พอหันไปมองทุกคนที่ตอนแรกจัดการมันได้อยู่หมัดกลับโดนเล่นงานจนไม่เหลือ แถมบางคนก็โดนหนักจนเืไหลนองพื้น ก่อนที่สุดท้ายจะสังเกตว่าตัวที่ดาบคาอยู่ที่คอนั้นได้หนีไปแล้ว แถมพอคลาดสายตาจากตัวที่จัดการไปมันก็ได้วิ่งหนีไปพร้อมกับทำร้ายคนระหว่างทางไปอีกด้วย
“เวรเอ้ย!…พาคนาเ็ไปรักษาตัวก่อน” ลุคะโบอกทุกคนที่ยังไหว ส่วนตัวเองก็ได้ตรงไปหาคนที่าเ็และใช้ผ้าห้ามเืเอาไว้
และก็เป็เวลาใหญ่ที่ทุกคนที่าเ็ได้ถูกส่งตัวไปรักษาที่โบสถ์ ส่วนตัวของลุคหลังจากจัดการเื่ทุกอย่างเสร็จ ก็ได้กลับมาเดินดูสถานที่แทนที่จะกลับไปพักผ่อน ซึ่งสุดท้ายก็ไม่ได้อะไรกลับไปนอกจากกรงเล็บขนาดใหญ่ ที่ไม่สามารถระบุตัวคนสร้างได้เพราะใครก็สร้างมันได้ และที่แย่ที่สุดก็คือข่าวของผู้เสียชีวิตจากการต่อสู้ ที่ทำให้ลุครู้สึกผิดกับการสั่งการที่ไม่ได้เื่ของตัวเองไปอีก
“ข้ารู้ว่าเ้าพยายามเต็มที่แล้ว พวกมันแข็งแกร่งเกินไป” โลเวลพยายามปลอบใจลุคอย่างเต็มที่ ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินกลับบ้านไป
“ดูเหมือนผลงานของพวกเราจะมีประสิทธิภาพมากเลยนะเนี่ย แต่ฉันคิดว่ามันพัฒนาได้มากกว่านี้อีกนะ นายคิดว่ายังไงล่ะ ไอแซค” แมดด็อกพร้อมแว่นตารูปดาวพูดขึ้นพร้อมกับเดินตรวจสอบสภาพของมนุษย์ดัดแปลง
“ผมก็คิดอย่างที่ด็อกเตอร์ว่าล่ะครับ พวกเขายังพัฒนาได้มากกว่านี้อีก” เสียงชายหนุ่มพูดขึ้นก่อนที่เขาจะเดินไปดูตัวทดลองอีกตัว
“นายมีความคิดอะไรเด็ดๆแล้วไม่บอกฉันหรอ” แมดด็อกเงยหน้ามามองอีกฝ่ายพร้อมกับตั้งความหวังที่จะได้ยินบางอย่าง
ไอแซค ฟอร์ส นักวิทยาศาสตร์หนุ่มผู้เป็มือขวาของแมดด็อกในการทดลอง พัฒนามนุษย์ให้เหนือขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งเขานั้นได้เกี่ยวข้องกับการตายของ คาล บราว พ่อของลุคอีกด้วย
“ผมกำลังพัฒนาสิ่งประดิษฐ์บางอย่างอยู่ ถ้ามันเสร็จแล้วเดี่ยวผมจะโชว์ให้ดูนะครับ” ชายสวมแว่นตาเหลี่ยมได้ตอบกลับ ก่อนจะจดบางอย่างลงในกระดาษ
“นายนี่สมเป็ลูกศิษย์ฉันจริงๆเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า สงสัยวันนี้ต้องฉลองกันซักหน่อย ได้ยินมาว่ามีคนตายไปหลายคนเลย” พูดจบเขาก็ได้กอดคอไอแซคออกไปนอกห้องทดลอง