ตอนที่ 7: หมากกระดานแรกแห่งจวนอ๋อง
เช้าวันแรกในฐานะพระชายาเอกแห่งจวนติ้งอ๋องดำเนินไปอย่างราบรื่นกว่าที่เสิ่นเยว่คาดการณ์ไว้
กระนั้น นางย่อมตระหนักรู้แก่ใจดีว่าความสงบเงียบแสนประหลาดนี้เป็เพียงภาพลวงตาอันเปราะบาง เปรียบดั่งแผ่นน้ำแข็งบางเฉียบที่เคลือบปิดทับผิวน้ำลึก มันพร้อมจะปริร้าวและแตกกระจายออกเป็เสี่ยงๆ ทันทีที่มีก้อนหินเพียงหยิบมือร่วงหล่นลงมากระทบ
หลังเสร็จสิ้นมื้ออาหารเช้าที่เงียบงันจนน่าอึดอัด นางตัดสินใจก้าวเท้าออกจากเรือนพัก เพื่อเดินสำรวจอาณาบริเวณของจวนอ๋องทมิฬที่กว้างใหญ่ไพศาลและสลับซับซ้อนราวกับค่ายกลเขาวงกต
การเดินทอดน่องชมจวนครั้งนี้ไม่ใช่การกระทำที่เกิดจากความอภิรมย์หรือความอยากรู้อยากเห็นของสตรีวัยแรกรุ่น หากแต่เป็การลอบประเมินสภาพแวดล้อมอย่างรัดกุม เพื่อตระเตรียมแผนการหลบหนีที่อาจต้องงัดออกมาใช้ในอนาคตอันใกล้
ตราบใดที่ยังคงถูกเงาดำทะมึนของมัจจุราชเ้าของจวนจับตาดูทุกฝีก้าวเช่นนี้ การผลีผลามลักลอบหลบหนีโดยไร้ทิศทาง ย่อมมีค่าเท่ากับการรนหาที่ตายและพาตนเองไปทิ้งดิ่งลงก้นเหว
เสิ่นเยว่ก้าวเดินอย่างเชื่องช้าไปตามทางเดินระเบียงคดเคี้ยวที่ปูลาดด้วยแผ่นหินแกรนิตขัดมันวาว ต้นหลิวเรียงรายลู่ลมปลิวไสวอยู่ริมบึงบัวขนาดใหญ่ ส่งกลิ่นหอมจางๆ ของไอดินและใบไม้ร่วง แม้จะก้าวเข้าสู่่ต้นฤดูเหมันต์ที่อากาศหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ บรรยากาศของจวนอ๋องแห่งนี้ก็ยังคงงดงามวิจิตรตระการตา ถึงกระนั้น มันกลับแฝงเร้นไปด้วยความเยียบเย็นและโอ่อ่าเกินกว่าที่มนุษย์ธรรมดาจะกล้าเอื้อมมือเข้าถึง
ดวงตาหงส์กวาดมองไปรอบกายอย่างเงียบเชียบ กำแพงจวนสูงตระหง่านจนแทบจะบดบังแสงตะวัน บนหอสังเกตการณ์ทุกมุมมีพลธนูสวมเกราะเหล็กยืนตระหง่านดุจรูปปั้น
“พระชายาโปรดระวังพื้นลื่นนะเพคะ”
ชิงหลัว สาวใช้คนสนิทที่เดินตามหลังมาอย่างใกล้ชิดเอ่ยปากเตือนด้วยความหวังดี เมื่อเห็นร่างระหงของเสิ่นเยว่ชะงักฝีเท้าหยุดยืนอยู่ริมบ่อน้ำพุหินอ่อนสลักลายักลางสวนหย่อม
เสิ่นเยว่เพียงแค่พยักหน้าตอบรับเบาๆ นางไม่ได้ให้ความสนใจกับความตื้นลึกของบ่อน้ำพุเบื้องหน้า แต่กำลังจดจ่ออยู่กับการจดจำเส้นทางและตำแหน่งของประตูทางออกย่อยต่างๆ ที่นางลอบสังเกตเห็นระหว่างทางเดิน
จวนอ๋องแห่งนี้มีประตูทางเข้าออกน้อยกว่าที่ประเมินไว้แต่แรก ซ้ำยังมีทหารยามฝีมือฉกาจยืนประจำการอย่างแ่าแทบทุกจุดบอด
ขณะที่ห้วงความคิดกำลังจดจ่ออยู่กับการคำนวณเส้นทางหลบหนี ฉับพลันนั้นเอง เสียงแหลมปรี๊ดที่เจือไปด้วยความมาดร้ายและหยิ่งยโสก็ดังแหวกอากาศขึ้นมาจากเื้ั
“โอ๊ะโอ! ผู้ใดกันช่างขวัญกล้าบังอาจ มาเดินกรีดกรายเตร็ดเตร่อยู่ในสวนของจวนอ๋องอย่างสบายอารมณ์เช่นนี้ ไม่รู้หรือไรว่าตำแหน่งพระชายาของท่านอ๋องนั้นเป็ของล้ำค่าสูงส่ง ไม่ใช่สตรีสวะหน้าไหนก็สามารถได้!”
เสิ่นเยว่ชะงักฝีเท้าอยู่กับที่ นางหรี่ตากลมโตลงเล็กน้อย พลางลอบยกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็นในใจ
‘มาแล้วสิเนอะ ตัวละครโง่เขลาที่พร้อมจะะโเข้ามาเป็แท่นเหยียบให้นางก้าวขึ้นสู่อำนาจ!’
ร่างระหงหันกลับไปอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าสง่างามไร้ที่ติ เผชิญหน้ากับสตรีในชุดอาภรณ์สีม่วงอ่อนปักดิ้นเงินวาววับที่กำลังเดินกรีดกรายเข้ามาใกล้ พร้อมกับขบวนสาวใช้ติดตามอีกสองคน
ใบหน้าของสตรีผู้นั้นถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องประทินโฉมราคาแพงจนดูงดงามโดดเด่น หากแต่เมื่อมองลึกลงไปในแววตา กลับฉายชัดถึงความริษยาร้อนรุ่มและเจือไปด้วยความดูถูกเหยียดหยามอย่างไม่คิดจะปิดบัง
สตรีผู้นี้มีนามว่า ‘เจียหนิง’ อนุชายาคนสนิทที่มักจะทำตัวกร่างคับจวนของติ้งอ๋อง นางเป็เพียงบุตรสาวของขุนนางระดับล่างที่เคยถูกเซียวเหยียนบังเอิญยื่นมือเข้าช่วยเหลือเอาไว้ และได้รับความเมตตาให้อาศัยอยู่ในจวนในฐานะอนุชายา
แม้ป้ายชื่อของนางจะไม่มีฐานันดรสูงส่งอันใดนัก แต่สตรีผู้นี้กลับหยิ่งผยองพองขนยิ่งกว่าพญาหงส์ เพียงเพราะหลงละเมอเพ้อพกไปเองว่าตนนั้นเป็ที่โปรดปรานที่สุดของติ้งอ๋อง
“คารวะอนุชายาเจียหนิงสิเพคะ” ชิงหลัวรีบก้าวเข้ามาใกล้ กระตุกชายแขนเสื้อของเสิ่นเยว่เบาๆ เพื่อส่งสัญญาณเตือนให้ผู้เป็นายค้อมกายทักทายตามธรรมเนียมปฏิบัติที่เคยชิน
หากแต่เสิ่นเยว่กลับหยัดยืนนิ่งงันดุจขุนเขาที่ไม่อาจสั่นคลอน นางไม่ได้ยอมค้อมแผ่นหลังลงแม้แต่องศาเดียว ดวงตาหงส์คมกริบกวาดมองสำรวจเจียหนิงั้แ่ปลายเส้นผมที่ประดับปิ่นระย้า จรดปลายรองเท้าปักลายดอกมู่ตันด้วยสายตาเรียบนิ่ง ก่อนจะเผยแววดูแคลนออกมาอย่างแเี
“อ้อ…ที่แท้ก็อนุชายาเจียหนิงนี่เอง” เสิ่นเยว่เอื้อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำ จังหวะการทอดเสียงนั้นเนิบนาบ หากแต่คำเรียกขานที่จงใจเน้นย้ำสถานะ ‘อนุ’ ที่หลุดออกจากริมฝีปากอวบอิ่ม กลับบ่งบอกถึงอำนาจและฐานะที่อยู่เหนือกว่าอย่างชัดเจน
“เหตุใดจึงเดินเร่ร่อนมายังสถานที่อันห่างไกลจากเรือนพักของตนเอง ในยามที่ท่านอ๋องยังทรงตรากตรำงานราชการอยู่เล่า ไม่กลัวว่าจะถูกผู้คนครหาเอาได้หรือ ว่าสตรีของจวนอ๋องนั้นไร้ซึ่งการอบรมมารยาทที่ดีงาม”
ประโยคเชือดเฉือนนั้นทำเอาใบหน้าที่เคยหยิ่งยโสของเจียหนิงแปรเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำด้วยแรงโทสะ เส้นเืบริเวณขมับเต้นตุบๆ อย่างไม่อาจควบคุม
นางไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าพระชายาคนใหม่ที่ใครต่อใครต่างตราหน้าว่าโง่งมไร้สมอง จะกล้าฝีปากกล้าตอกกลับนางด้วยถ้อยคำเจ็บแสบถึงเพียงนี้
“เ้า!” เจียหนิงตวาดเสียงแหลมปรี๊ดจนฝูงนกที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้แตกรัง “เ้าช่างบังอาจนัก! รู้หรือไม่ว่าข้าเป็ใคร!
ข้าคืออนุชายาผู้ได้รับมอบหมายให้ดูแลจัดการเื่ราวภายในจวนทั้งหมด ส่วนเ้า…ก็เป็เพียงสตรีหน้าไม่อายที่ฝ่าาทรงบีบบังคับให้ท่านอ๋องแต่งงานรับเข้ามา เ้าไม่มีสิทธิ์อันใดมาสั่งสอนข้า!”
เสิ่นเยว่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาเ็าจับจ้องไปยังใบหน้าที่บิดเบี้ยวของเจียหนิงด้วยความสมเพชเวทนาจับใจ
“หากเ้าเป็ผู้คุมอำนาจดูแลเื่ราวภายในจวนนี้อย่างแท้จริง เหตุใดจึงแสดงความโง่เขลาออกมาโดยการไม่รับรู้ว่าข้าคือ ‘พระชายาเอก’ ผู้มีศักดิ์สูงสุดในเรือนหลัง
หรือว่าความทรงจำของอนุชายาเจียหนิงนั้นช่างเลือนลางและเสื่อมถอยเร็วกว่าวัยอันควรเสียแล้ว” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบราบเรียบ ทุกถ้อยคำเปรียบดั่งคมมีดที่ค่อยๆ กรีดเฉือนลอกหนังของเจียหนิงออกอย่างเืเย็น
“และประเด็นที่ว่าผู้ใดมีสิทธิ์สั่งสอนผู้ใดนั้น ข้าขอแนะนำให้เ้าลองใช้สติปัญญาอันน้อยนิด พิจารณาจากฐานันดรและลำดับศักดิ์ตามกฎมณเฑียรบาลเสียก่อนนะ”
เสิ่นเยว่ก้าวเท้าเดินคุกคามเข้าไปหาเจียหนิงอีกหนึ่งก้าวเต็ม รังสีอำนาจที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างระหงกดดันจนสตรีผู้เย่อหยิ่งต้องเผลอก้าวถอยหลังหนีโดยอัตโนมัติ
“ในเมื่อป้ายชื่อของข้าสลักคำว่าพระชายาเอก ข้าย่อมมีสิทธิ์ขาดในการดูแลจัดการทุกสรรพสิ่งในจวนอ๋องแห่งนี้ รวมถึงมีอำนาจเต็มเปี่ยมในการลงดาบสั่งสอนผู้ที่อยู่ต่ำชั้นกว่า อย่างเ้า!”
วาจาประกาศกร้าวนั้นฟาดฟันลงกลางใจของเจียหนิงราวกับอสนีบาต นางอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนโกรธแค้น ตลอดเวลาที่อาศัยอยู่ที่นี่ ไม่เคยมีบ่าวไพร่หรือสตรีหน้าไหนกล้าชี้หน้าด่าทอนางอย่างตรงไปตรงมาถึงเพียงนี้มาก่อน
“จะ…เ้า!” เจียหนิงยกมือที่สั่นเทาราวกับใบไม้ร่วงขึ้นชี้หน้าพระชายาเอก “อย่าหลงระเริงคิดไปเองว่าท่านอ๋องจะมอบความรักให้เ้า! ท่านอ๋องจำใจแต่งเ้าเข้ามาก็เพื่อรักษาหน้าฝ่าาและทำตามราชโองการเท่านั้น! ในส่วนลึกของหัวใจท่านอ๋อง มีเพียงข้าคนเดียวเท่านั้นที่คู่ควร!”
เสิ่นเยว่คลี่ยิ้มเ็าที่ไปไม่ถึงดวงตา “โอ้! เช่นนั้นรึ”
นางเอียงคอเล็กน้อย แววตาคมกริบดุจใบมีดจ้องลึกลงไปในดวงตาของเจียหนิง จนสตรีผู้นั้นรู้สึกสะท้านเยือก ราวกับถูกลอกคราบเปลื้องเปลือยความอัปลักษณ์ในจิตใจออกมาจนหมดสิ้น
“ถ้าความจริงเป็ดังที่เ้ากล่าวอ้าง เหตุใดในคืนวสันต์เข้าหอเมื่อคืนนี้ ท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์จึงทรงประทับอยู่ภายในห้องหอกับข้าตลอดทั้งค่ำคืนเล่า หรือว่าเื่สำคัญระดับนี้ อนุชายาคนโปรดผู้ดูแลจวนกลับw,jได้รับรายงาน”
ประโยคปิดท้ายของเสิ่นเยว่รุนแรงดุจหอกแหลมที่พุ่งทะลวงกรีดขั้วหัวใจของเจียหนิง นางยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็ง ใบหน้าที่แต่งแต้มมาอย่างดีซีดเผือดลงจนแทบไร้สีเื ในอกปวดหนึบราวกับถูกบีบรัด
นั่นเป็เพราะตลอดค่ำคืนที่ผ่านมา นางอุตส่าห์สวมชุดผ้าไหมบางเบา จุดกำยานหอมฟุ้ง และนั่งชะเง้อคอเฝ้ารอคอยเซียวเหยียนอยู่ที่เรือนของตนเองด้วยความหวังเปี่ยมล้น ว่าเขาจะทอดทิ้งเ้าสาวโง่งมแล้วมาหานาง แต่จนแล้วจนรอด เขากลับไม่เคยปรากฏตัวให้เห็นแม้แต่เงา
“เ้า…เ้าโกหก!” เจียหนิงแผดเสียงะโลั่นจนลืมเลือนกิริยาของสตรี
“ข้าโกหกอย่างนั้นหรือ” เสิ่นเยว่เลิกคิ้วสูงขึ้นอีกนิด “หากคำพูดของข้าเป็เพียงคำลวง เหตุใดอนุชายาเจียหนิงจึงต้องมีท่าทีร้อนรนทุรนทุรายเช่นนี้เล่า”
พระชายาคนใหม่ก้าวประชิดเข้าไปใกล้เจียหนิงอีกครั้ง คราวนี้กดดันจนร่างของสตรีชุดม่วงถอยกรูดไปชนเข้ากับสาวใช้ที่ยืนตัวสั่นอยู่ด้านหลัง
“หรือแท้จริงแล้ว อนุชายาเจียหนิงกำลังคลุ้มคลั่งเพราะความ ‘อิจฉาริษยา’ กันแน่”
คำว่า ‘อิจฉาริษยา’ ที่ถูกกระแทกใส่หน้า กรีดลึกเข้าไปทำลายศักดิ์ศรีของเจียหนิงจนนางแทบจะกระอักเืออกมาเป็ลิ่มๆ นางโกรธจนตัวสั่นสะท้าน ฝ่ามือที่เคยชี้หน้าเสิ่นเยว่บัดนี้หงิกงอและกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ
“นัง…นังแพศยา!”
เจียหนิงะโด่าทอสุดเสียงด้วยความขาดสติ พลางเงื้อฝ่ามือขวาขึ้นสูงตระหง่าน หมายมั่นจะฟาดตบลงบนใบหน้างดงามของเสิ่นเยว่ให้เกิดรอยริ้วแดง เพื่อระบายความแค้นที่อัดอั้นอยู่ในอก
ลมจากฝ่ามือกรีดร้องแหวกอากาศพุ่งตรงเข้ามา กระนั้น…ก่อนที่ผิวเนื้อของนางจะทันได้ัักับแก้มเนียนของพระชายาเอก ท่อนแขนของเจียหนิงก็ถูกฝ่ามือของชิงหลัวพุ่งเข้ามาคว้าจับเอาไว้ได้ทันท่วงทีราวกับคีมเหล็ก
ชิงหลัวนั้นเป็สาวใช้ที่เคยผ่านการฝึกฝนวรยุทธ์ขั้นพื้นฐานมา จึงมีพละกำลังและปฏิกิริยาตอบสนองที่รวดเร็วเกินกว่าสตรีทั่วไป
“อนุชายาเจียหนิงโปรดระงับโทสะด้วยเพคะ!” ชิงหลัวบีบข้อมือของอีกฝ่ายแน่น เอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจังและดุดัน
เสิ่นเยว่ทอดสายตามองเหตุการณ์ความวุ่นวายตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบนิ่งไร้ระลอกคลื่น นางไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกถอยหนี หรือหวาดกลัวต่อแรงอารมณ์ของอีกฝ่ายแม้แต่นิดเดียว ในทางกลับกัน ดวงตาหงส์คู่นั้นกลับฉายแววเย้ยหยันและเวทนาอย่างเด่นชัดยิ่งขึ้นไปอีก
“อนุชายาเจียหนิงถึงขั้นควบคุมสติไม่อยู่ จนต้องใช้กำลังตบตีประทุษร้ายกันกลางจวนเชียวหรือ” เสิ่นเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หากแต่น้ำหนักของคำพูดกลับทรงอำนาจและน่าเกรงขามอย่างประหลาด
“การกระทำต่ำช้าเช่นนี้ จะไม่กลายเป็การลากเอาเกียรติยศของท่านอ๋องมาเหยียบย่ำให้เสื่อมเสียหรอกหรือ”
เพียงแค่ได้ยินสรรพนามคำว่า ‘ท่านอ๋อง’ ร่างของเจียหนิงก็สะดุ้งเฮือกและชะงักงันไปราวกับถูกมนต์ดำสกัดจุด ความโกรธแค้นที่เคยลุกโชนบดบังดวงตาเมื่อครู่ บัดนี้ถูกสาดทับด้วยน้ำเย็นเฉียบแห่งความหวาดกลัว
นางตระหนักดีกว่าใครว่า ติ้งอ๋องเกลียดชังความวุ่นวายไร้สาระของสตรีในเรือนหลังเป็ที่สุด และเขาจะไม่มีวันปรานีผู้ใดก็ตามที่กล้าสร้างความอับอายขายหน้าให้แก่จวนอ๋องทมิฬ
เจียหนิงตวัดสายตามองเสิ่นเยว่ด้วยแววตาเคียดแค้นชิงชัง อาฆาตมาดร้าย ก่อนจะจำใจสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของชิงหลัว และลดมือลงแนบข้างลำตัวอย่างเจ็บใจที่สุด นางทำได้เพียงขบกรามแน่นจนเกิดเสียงกรอดๆ และไม่กล้าหาญเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาประจานความพ่ายแพ้ของตนเองอีก
“เอาล่ะ” เสิ่นเยว่ปัดฝุ่นที่ชายแขนเสื้อเบาๆ เอ่ยตัดบทเสียงเรียบ “หากหมดเื่ไร้สาระแล้ว ข้าคงต้องขอตัวไปพักผ่อนเสียก่อน”
นางปรายหางตาเหลือบมองเจียหนิงเป็ครั้งสุดท้ายด้วยสายตาเ็าดุจน้ำแข็ง “และข้าหวังเป็อย่างยิ่งว่าในวันข้างหน้า อนุชายาเจียหนิงจะรู้จักสำรวมกิริยามารยาท ให้เหมาะสมกับคำว่า ‘อนุ’ ของตนเองให้มากกว่านี้”
สิ้นประโยคเชือดเฉือน เสิ่นเยว่ก็ไม่คิดจะรั้งรอฟังคำตอบรับหรือเสียงกรีดร้องใดๆ จากเจียหนิงอีก นางสะบัดชายกระโปรงหันหลังกลับ แล้วก้าวเดินจากไปอย่างสง่างามและหยิ่งทระนง โดยมีชิงหลัวเดินตามหลังไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งให้อนุชายาคนโปรดยืนสั่นเทาอยู่ตรงนั้น พร้อมกับความโกรธแค้นที่สุมทับอยู่ในอกจนแทบจะะเิแตกเป็เสี่ยงๆ
‘คุณหนูเสิ่น นางไม่ใช่สตรีโง่งมคนเดิมอีกต่อไปแล้วจริงๆ’ ชิงหลัวลอบคิดในใจด้วยความเลื่อมใสขณะก้าวเดินตามหลังเ้านายคนใหม่ไปติดๆ
ส่วนทางด้านเสิ่นเยว่นั้น ภายในใจของนางกำลังลอบยกยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจกับผลลัพธ์ที่งดงาม
‘หมากกระดานแรกจบลงแล้ว และข้าคือผู้กำชัยชนะ!’
ถึงกระนั้น นางย่อมตระหนักรู้ดีดุจกระจกใส ชัยชนะในวันนี้ เป็เพียงจุดเริ่มต้นของการหลั่งเืในสมรภูมิเรือนหลังเท่านั้น!