14
-โลกใบนี้มีไม่กี่อย่าง...เ้านายและศัตรู-
สิ่งที่ผมนึกสงสัยมาตลอด ทำไมพวกมนุษย์ที่ไม่ดีต้องใส่ชุดดำ เสมือนว่าไม่มีสีอื่นที่เหมาะกับตัวเองอีกแล้ว
หลังจากที่ผมเดินทางกลับมาจากส่งคุณลุงข้างบ้านไปโรงพยาบาลที่อยู่ในเมืองใกล้ๆเสร็จแล้ว เมื่อกลับมาบ้านก็พบเจอกับรถยนต์คันหนึ่งจอดอยู่หน้าบ้าน มันเป็รถที่มีกลิ่นไม่ดีเอาเสียเลย
เ้านายของผมยืนอยู่หน้าบ้าน ตรงหน้าเขามีชายในชุดสีดำหลายคน พวกเขากำลังพูดคุยด้วยท่าทางเคร่งเครียด แต่เป็ครั้งแรกที่ผมเห็นว่าสีหน้าของเ้านายดูไม่ดีเอาเสียเลย
“เป็ไปได้เราอยากขอความร่วมมือจากคุณ เราไม่มีทางเลือก”
“ตอนนี้เรากำลังประสบปัญหา คุณคงไม่อยากให้เราใช้ไม้แข็งหรอกใช่มั้ย”
“นั่นมันเหนือจากที่เราตกลงกันไว้ไม่ใช่เหรอ”
ผมเดินเข้าไปใกล้อีกหน่อยจนพวกเขาเริ่มรู้สึกตัว บทสนทนาจึงหยุดแค่นั้น
ผมหรี่ตามองพวกคนแปลกหน้าอย่างไม่เป็มิตร มีชายคนนึงทำท่าจะเดินเข้ามาอย่างเอาเื่ ทว่าอีกคนกลับหยุดเอาไว้ แล้วหันไปพูดกับเ้าของบ้านด้วยท่าทีหยามหยัน
“แล้วเราจะมาใหม่”
พวกเขาเดินผ่านตัวผมไปขึ้นรถด้านหลัง ผู้ชายที่มองผมอย่างไม่เป็มิตรจ้องผมเขม็ง กลิ่นแปลกๆที่ผมรู้สึกได้ มันคือกลิ่นดินปืน...คนพวกนี้พกอาวุธเอาไว้กับตัว
ทันทีที่รถยนต์เคลื่อนไปจนสุดสายตา ผมจึงคลายมือที่กำแน่นออก แล้วก้าวเท้าเดินไปหาชายหนุ่มที่เอาแต่ยืนก้มหน้านิ่งไม่พูดไม่จา
“มิเคล?”
“อ้าว ไรเซล กลับมาแล้วเหรอ?” มิเคลสะดุ้ง ราวกับว่าไม่รู้สึกตัวเลยกับการกลับมาของผม
“เกิดอะไรขึ้น พวกเขา้าอะไร”
ผมรู้สึกไม่ดีกับคนพวกนั้นเลย มันเป็ความรู้สึกเคยชิน พวกเขาพกอาวุธที่สามารถฆ่าใครก็ได้ คนแบบนี้ไม่มีทางเป็คนดีหรอก
“เปล่าหรอก พวกเขาแค่อยากให้ฉันไปทำงานด้วยนะ แต่นายก็รู้ว่าฉันไม่อยากออกไปจากที่นี่”
“พวกเขาดูไม่ดี”
“อืม ก็นะ” มิเคลดึงมือให้ผมตามเข้าไปในบ้านหลังเล็ก แต่มีทุกอย่างครบครันจนไม่รู้สึกว่าขาดอะไรไป “ฉันตั้งใจว่าจะอยู่ที่นี่ตลอดชีวิต กินขนมหน่อยมั้ย ฉันอบเค้กจากที่ทำงานมาเผื่อด้วยนะ”
กลิ่นเค้กวนิลาบนโต๊ะลอยออกมาเบาๆทำให้ผมนึกอยากอาหารขึ้นมา ...ถ้าไม่ใช่เวลาที่มิเคลทำหน้าเครียดอยู่บนโซฟา เอนหลังลงกับพนักด้วยความเหนื่อยแบบตอนนี้
ดูเหมือนว่ามิเคลจะโด่งดังในเื่การทำอาหารโดยเฉพาะของหวาน หลายครั้งที่เขาทำออกมาแจกคนในหมู่บ้านและเด็กๆ ถึงจะบอกว่าเป็ของเหลือจากที่ทำงาน แต่มันก็เป็ของสดใหม่จากโรงแรมระดับห้าดาว
หลายคนชอบเขา ทว่าในขณะเดียวกันตัวผมก็อาจจะเป็สาเหตุที่ทำให้มิเคลถูกมองว่าเป็พวกเสแสร้งเหมือนกัน แต่ผมไม่สนใจหรอก
“บ้านหลังนี้ดี อบอุ่นมาก” ผมขยับตัวนั่งลงกับพื้นแล้วซุกลงใบหน้ากับหน้าตักของเ้านายอย่างเคยชิน
“ใช่มั้ยล่ะ นั่นก็เพราะฉันออกแบบขึ้นมาเองยังไงล่ะ แต่...ถ้าไม่ได้เขา มันก็ไม่ออกมาดีขนาดนี้หรอก” มิเคลยิ้มขืนๆ ฝ่ามืออบอุ่นลูบลงบนเส้นผมของผมไปมา ผมเงยหน้าขึ้นมองเขา
“...มิเคล” ผมพูดเสียงอ่อน
เมื่ออยู่กับเขามาได้ถึงหนึ่งปีเต็ม คงเพราะพวกเราสนิทกันเกินไป หรือเพราะผมขี้สงสัยเกินไป บางสิ่งบางอย่างจึงถูกเล่าออกมาจากปากของมิเคล
ไม่ใช่เพราะไว้ใจ ทว่ามันเกิดจากความอัดอั้น ที่อยากจะเล่าให้สัตว์เลี้ยงฟัง
“เ็ป ถ้าหนีได้ควรจะหนีไม่ใช่เหรอ?”
“รู้มั้ยว่าบางทีมนุษย์น่ะ ยอมเจ็บแบบไร้เหตุผลได้เสมอ”
“งั้นแสดงว่าตอนนี้ยังเจ็บอยู่” ผมพูดออกมาตรงๆ คนฟังถึงกับนิ่งอึ้งไป “มิเคลบอกว่าควรมองแต่อนาคต แต่ถ้านั่นคือสาเหตุ แสดงว่านายยอมทนอยู่กับอดีต”
“นายนี่ปากร้ายขึ้นนะไรเซล” มิเคลเปลี่ยนมาหัวเราะเหมือนโดนอะไรสักอย่างเข้าสิงแทน “ฉันอิจฉานายนะที่สามารถทนรับอะไรแบบนี้ได้โดยไม่ปริปากบ่น ไม่เบื่อกันหรอกใช่มั้ย”
จากนั้นก็เป็เสียงของผมที่บ่นออกมาเพราะถูกขยี้ผมจนฟูฟ่อง เสียเวลาจัดผมไปตั้งชั่วโมงกว่า
ผมไม่ได้อดทนซะหน่อย
ผมแค่คิดว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะต้องทำ เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่หายไปมันก็ไม่กลับคืนมา
ผมคิดแบบนั้น แต่ไม่ได้พูดกับมิเคลออกไป
มิเคลอ่อนโยน เขาไม่สมควรที่จะสูญเสียความรักของตัวเองไป
มิเคลบอกกับผมแค่ว่าความรักของตนกับคนๆนั้นเป็ไม่ได้ั้แ่แรกอยู่แล้ว มันคือสิ่งที่ดันทุรังและเปราะบาง
สัตว์น่ะแค่ถูกใจแรกพบก็สามารถสร้างความรักได้ชั่วชีวิต แต่สำหรับมนุษย์แล้วดูเหมือนว่าฐานะทางสังคมก็เป็อีกหนึ่งสาเหตุที่ต่อให้รักกันแค่ไหนก็ไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้
เป็เื่ที่ซับซ้อนจริงๆเลยนะครับ
ดูเหมือนว่าผมต้องเริ่มถอนความคิดที่ว่าเกวนดำเนินการช้าไป
เขาเริ่มมาั้แ่3ปีที่แล้วล่ะครับ
เอาเป็ว่าผมพูดไม่ได้ ก็ถือว่าไม่เคยพูดล่ะกันนะ
งั้นแสดงว่าที่พวกเขาหายๆไปจากสถานกักกัน เพราะเริ่มไปเรียนรู้การใช้ชีวิตด้วยตัวเองในอีกสถานที่หนึ่งโดยมีองค์กรเป็ผู้ลงชื่อรับรองแทนการมีเ้าของ แต่เพราะผมมีเ้าของอยู่แล้วจึงต้องได้รับการรับรองจากเ้าของปัจจุบันก่อนถึงจะเป็อิสระได้
แต่เกวนดูเหมือนว่าจะไม่ปล่อยผมไปใช้ชีวิตข้างนอกง่ายๆ
ซึ่งถ้าถามว่าถ้าเป็อิสระแล้วผมจะไปที่ไหน...ผมก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน
ในเมื่อใช้ชีวิตแบบ day by day มาค่อนชีวิต จู่ๆถูกปล่อยไปแบบนี้ผมก็เคว้งตายเลย
ดังนั้นผมทำตัวเป็แมงดาเกาะเขากินตลอดชีวิตก็ไม่เลวร้ายนะครับ
ทุกๆวันผมต้องตามเกวนไปยังที่ทำงาน ส่วนขากลับนั้นพวกเราไม่ได้กลับบ้านใหญ่ แต่ต้องไปอยู่ในห้องพักส่วนตัวซึ่งห่างออกไปไม่ไกล โดยปกติแล้วผมควรจะอยู่ในหอพักเล็กๆเหมือนกับพนักงานคนอื่น แต่แน่นอนว่าเกวนลากผมให้ไปอยู่ในบ้านเดี่ยว ซึ่งมีแต่พนักงานระดับสูงเท่านั้นที่จะได้เข้าพัก
โชคดีสำหรับผมเพราะงานนี้แซนดร้าต้องแยกไปพื้นที่สำหรับพนักงานผู้หญิงแทน ผมเป็จิ้งจอกบอบบาง ทนรับกระแสจิตแบบนั้นนานๆไม่ไหวหรอกนะครับ
อยู่ที่บ้านคือเวลาพักผ่อน แต่ไม่ใช่เวลาพักผ่อนของเกวนเลย พอกลับมาก็เห็นขนแต่เอกสารอะไรเยอะแยะเต็มไปหมด บนโต๊ะห้องรับแขกรวมถึงห้องทำงานก็มีแต่แฟ้มเอกสาร จนผมคิดถึงคำพูดที่ว่า เรียนสูงแล้วจะสบาย ขึ้นมาเลย มันใช้กับอีกฝ่ายไม่ได้ หรือเขาจะหมายถึง ‘ใช้สมองทำงาน’ กันนะ
นายเก่าของผมเรียนสูงและไม่ได้ทำงานอะไรแบบนี้เลย พวกเขาก็แค่นั่งไปวันๆ คอยสั่งคนทำงานให้ ไม่พอใจก็ทำให้มันพอใจจนได้ด้วยเงินทองที่พวกเขามี และมันเป็ความพอใจของทั้งสองฝ่าย ไม่เหมือนเกวนที่ดูจะไม่ถูกชะตากับพวกคนสูงอายุพวกนั้นเลย ดูเหมือนว่าจะเป็กลุ่มผู้าุโเก่าแก่ ไม่อย่างนั้นคงถูกปลดเกษียรไปนานแล้ว การโต้เถียงของพวกเขาคือการไม่ยอมรับในความแปลกใหม่และการเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ไม่รู้ว่าจะออกหัวหรือก้อย
วันนี้เป็วันแรกที่เกวนบอกห้ามผมติดตามไปที่บริษัทด้วย และผมก็ใช้เวลาทั้งวันไปกับการดูข่าวสารที่เกิดขึ้นใน่หลายปีที่ผมยังอยู่ในสถานกักกันสัตว์ การบริหารของเกวนไม่เลวเลย ในเวลาแค่สามปีที่ขึ้นมากุมอำนาจก็สามารถยื่นนโยบายการปรับปรุงกฏหมายของมนุษย์ดัดแปลงต่อรัฐบาลและกับข้อเสนอหลายอย่าง จนปัจจุบันมีมนุษย์ดัดแปลงหลายหมื่นคนถูกปล่อยตัวให้ใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเสียงคัดค้านมีไม่ถึงยี่สิบเปอร์เซนต์ แถมยังลดลงเรื่อยๆในระดับน่าพอใจ
แต่แน่นอนว่าหากดูภาระหน้าที่อื่นๆที่ตามมาถือว่าหนักหนาเอาการ มนุษย์ดัดแปลงบางคนถูกเลี้ยงดูจนไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกแล้ว อ่านหนังสือไม่ได้ กินอาหารปกติไม่ได้ ร้ายแรงสุดคือทำไม่ได้แม้แต่จะสื่อสารแบบมนุษย์ ซึ่งผมเข้าใจดี หากไม่ได้มิเคลมาช่วยผมก็คงเป็แบบนั้น ส่วนการแก้ปัญหาของบริษัทคือหากยังเด็กจะต้องได้รับการเลี้ยงดูอย่างถูกต้อง หากยังสามารถปรับตัวได้ก็จะถูกส่งไปใช้ชีวิตในอีกรูปแบบก่อนเข้าสังคมจริง แม้จะยังไม่ถึงขั้นมีบทบาทในสังคมถึงครึ่งหนึ่ง มีหลายคนต่างคัดค้านและตั้งแง่ จนต้องแบ่งเขตแดนเอาไว้บางส่วนใน่เริ่มโครงการ แต่สำหรับผมแล้ว...พวกเราคิดว่ามันมากเกินไปด้วยซ้ำ
...จนตอนนี้ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตัวเองจะละทิ้งสัญชาตญาณสัตว์ป่าได้หมด
มีคนเคยพูดว่าเวลาสามปีมันนิดเดียว แต่สำหรับผมแล้วสามปีมันมากเกิน หากเริ่มทำอะไรสักอย่าง และเื่พวกนี้มันผลิดอกออกผลเสียจนผมเริ่มจะมึนงงนิดหน่อย พยายามนั่งทำความเข้าใจอยู่นาน
แต่ก็ยังไม่เข้าใจคำว่า ‘ความเท่าเทียมระหว่างคนกับสัตว์’ อยู่ดี
‘สิทธิ?’
‘สังคม’
‘ความยุติธรรม’
มันจะเป็ไปได้จริงๆเหรอ? ก็มนุษย์กันเองยังมีแบ่งชนชั้นกันเลย
แต่ผมคิดว่าตัวเองไม่ได้ฉลาดพอจะเข้าใจเื่ได้ทั้งหมด ดังนั้นรอถัดจากวันนี้อีกสามปี สักวันผมคงเข้าใจถึงความหมายของถ้อยคำสวยหรูพวกนั้น
ว่าแต่จนป่านนี้แล้ว เกวนก็ยังไม่กลับมา
ประมาณหนึ่งทุ่มครึ่ง ผมเริ่มเดินวนไปรอบบ้านด้วยความร้อนใจ เพราะต่อให้มีอะไรเกวนจะส่งข้อความมาบอกั้แ่ห้าโมงตรง (ตรงจริงๆ) ไม่มีทางเลทขนาดนี้
สองทุ่ม
สามทุ่ม สี่ทุ่มก็แล้ว
โครกกก...
...ผมถูกทิ้งให้หิวตาย?
ในขณะที่มีความคิดจะหนีออกไปข้างนอก เสียงรถคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาใกล้ ผมะโไปเกาะหน้าต่าง ก็พบว่ารถของเกวนจอดอยู่ตรงโรงจอดเรียบร้อยแล้ว เลยวิ่งออกไปเปิดประตู
ทว่าเมื่อเปิดประตูออกไป คนแรกที่ผมเห็นกลับเป็ชายร่างใหญ่อีกคนเสียอย่างนั้น แถมเขายังชักปืนจ่อเข้ามาเหมือนเตรียมไว้อยู่แล้ว
ผมยืนอึ้งเล็กน้อย เมินสายตาดุดันนั่นแล้วหันไปมองด้านข้าง เกวนกำลังเดินตรงเข้ามา แต่ระนาบข้างของเขายังมีชายในชุดสูทสองคน และตอนนั้นเองก็มีรถยนต์คันอื่นทยอยเข้ามาอีกหลายสิบคัน กลุ่มคนในชุดสูทแบบเดียวกันทยอยออกมายืนเรียงราย มีหลายคนเริ่มเปิดประตูออกมาสอบถาม แต่ก็ถูกพวกคนในชุดดำพวกนั้นไล่กลับเข้าบ้านไป
เกวนเดินผ่านตัวผมไปโดยไม่พูดอะไร เขานั่งลงกับโซฟาด้วยท่าทางเงียบขรึมตามนิสัย แต่บรรยากาศน่าอึดอัดผสมกับกลิ่นบางอย่างทำให้ผมขมวดคิ้ว...กลิ่นน้ำยาทำแผล? ซึ่งก็จริง เพราะเมื่อเกวนถอดชุดสูทตัวนอกออก ก็ทำให้เห็นว่าข้อศอกข้างซ้ายของเขาถูกพันด้วยผ้าพันแผล
‘เกิดอะไรขึ้นกับคุณ’ ผมพิมพ์มือถือถามเขาไป
เกวนส่งสายตาไม่ค่อยจะพอใจสักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมามากไปกว่า “แค่เื่เล็กน้อย”
แผลเล็กก็จริง แค่ศอกกับแขนถลอก แต่ที่ผมกลัวคือพวกบอดี้การ์ดรอบข้างต่างหาก ดูเหมือนว่าพวกเขาจะรีบเดินทางมาถึงที่นี่ทันทีที่เกิดเื่ ตอนนี้แถวบ้านพักมีแต่รถยนต์สีดำจอดเรียงราย แถมมีคนถืออาวุธครบมือเหมือนเตรียมไปถล่มที่ไหนสักแห่ง
“คงเป็ฝีมือของพวกไม่พอใจนโยบายของบริษัทสักกลุ่ม” เกวนพูดออกมาอย่างนั้นหลังจากดื่มน้ำไปอึกหนึ่ง ท่าทางเริ่มผ่อนคลายกว่าตอนแรก
“คุณเกวนครับ ผมว่าเราควรเพิ่มบอดี้การ์ดในการคุ้มครองตัวคุณ รวมถึงที่นี่ด้วย”
“ไม่ต้อง ฉันไม่้าให้มันเื่ใหญ่ไปมากกว่านี้” ชายหนุ่มปฏิเสธโดยไม่ฟังคำโต้แย้งของบอดี้การ์ดตัวเอง
ผมยืนมองสถานการณ์อยู่ห่างๆ เพราะไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีเหมือนกัน
มีคนปองร้ายเกวนโดยผ่านบอดี้การ์ดพวกนี้มาได้ด้วยเหรอ?
ทันใดนั้นเองเสียงเอะอะก็ดังมาจากข้างนอก เกวนสสั่งให้คนของตัวเองออกไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่นานเสียงประตูก็ถูกเปิดเข้ามา ก่อนที่ร่างของใครบางคนจะวิสาสะเข้ามาในบ้าน
“เกวน” หญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยเรียกเป็จังหวะเดียวกับที่เกวนจะพูดออกมาด้วยความประหลาดใจ
“โอลิเวีย คุณกลับมาจากนอร์ธแล้วเหรอครับ?”
“ฉันเพิ่งกลับมาเมื่อวานค่ะ แล้วก็ได้ยินว่าคุณได้รับาเ็” หญิงสาวร่างบอบบางในชุดประโปรงคลุมเข่า ท่าทางดูเรียบร้อย ใบหน้าสะสวยไร้เครื่องสำอางแสดงความเป็ห่วงเป็ใยอีกฝ่ายชัดเจนขณะเดินเข้ามานั่งข้างๆเกวนอย่างคนคุ้นเคย
“ผมไม่เป็อะไร ลำบากคุณอีกแล้ว”
โอลิเวียชักสีหน้าดุเล็กน้อย “อย่าพูดแบบนั้นสิ เกวนเป็แบบนี้เรื่อยเลยนะ”
เอ๋?
เป็ภาพที่สร้างความประหลาดใจได้โข แต่ดูเหมือนว่าผมจะแสดงออกนอกหน้าไปหน่อย เกวนเลยพูดเสียงแข็งกว่าตอนคุยกับโอลิเวีย
“ไรเซล มานั่งตรงนี้สิ ฉันสั่งไว้ว่ายังไง”
เอ๋...แต่ว่า...
ผมไม่คิดจะเข้าไปขัดเื่ของพวกเขาหรอกนะ แต่สายตาสนอกสนใจของหญิงสาวทำให้ผมต้องค่อยๆย่องไปนั่งที่โซฟาที่ห่างออกมาให้มากที่สุด
“นี่เป็คนที่เขาพูดถึงกันสินะคะ ไรเซล? ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ เรียกฉันว่าโอลิเวียนะคะ”หญิงสาวแนะนำตัวเสียงนุ่ม ให้ความรู้สึกเหมือนดอกไม้บอบบางสมกับภายนอกจริงๆ “ฉันเป็คู่หมั้นของเกวนค่ะ”
…เอ๋???
คำพูดที่ทำให้ราวกับว่าเวลารอบตัวผมหยุดลง จังหวะหัวใจเริ่มเต้นระรัวด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดกำลังหลั่งไหลไปทั่วร่างกาย
...อย่างน้อยผมก็แน่ใจว่าเกวนจะไม่แต่งงานกับงานบนโต๊ะล่ะครับ
ที่หัวใจเต้นแรงขนาดนี้ก็เพราะตื่นเต้นสินะครับ
อย่างน้อยเขายังมีคนเอาเป็พ่อพันธุ์ด้วยล่ะ
อา ผมน้ำตาจะไหลเพราะความปิติแล้วครับ
โครก....
อุ๊ หิวข้าวจังเลยครับ ก่อนจะเลี้ยงสาวก็ช่วยเลี้ยงสัตว์เลี้ยงดีๆหน่อยนะครับ