ความหวาดกลัวเมื่อครู่พลันแปรเปลี่ยนเป็ความงุนงงและแตกตื่น บางคนถึงกับทรุดลงนั่งกับพื้นเพราะแข้งขาอ่อนแรง แต่เพียงเสี้ยววินาทีต่อมาพวกเขาก็ฟื้นคืนสติ เพราะสิ่งที่วิ่งออกมาจากหลังเนินดินเป็ฝูงหมูป่า!!
มันคือเนื้อที่พวกเขากำลัง้า!
“จับพวกมันให้ได้!” ซูหลางสั่งการทันทีพร้อมกับยกดาบฟันเข้าใส่หมูป่าตัวโตที่กำลังพุ่งมาทางตน
ทหารรีบชักอาวุธไล่ล่าและสังหารหมูป่าตัวใหญ่ ส่วนชาวบ้านช่วยกันล้อมจับหมูป่าที่เหลืออย่างระมัดระวัง เสียงร้องโหยหวนและความโกลาหลดังไปทั่ว
“พวกมันคงได้กลิ่นเืกับศพที่ฝังไปเมื่อหลายวันก่อนนี่แหละ จึงได้พากันออกมาจากป่าลึก” ซูหลางเอ่ยพลางเช็ดเืหมูป่าที่ติดอยู่บนปลายดาบ คนอื่นๆ พากันพยักหน้ากันไปมา แม้บางคนจะยังหน้าซีด แต่ก็อดยิ้มไม่ได้ที่มีเนื้อสด ๆ ให้กิน
พอเหตุการณ์สงบลง ชาวบ้านก็วิ่งเข้ามาเก็บซากหมูป่าที่ถูกทหารสังหาร บางคนใช้มือจับหมูตัวเล็กที่ยังพอจับได้เอาไว้แน่น
“พวกเ้าทางนั้นน่ะ!” ซูหลางกวักมือเรียกทหารสองสามคนกับชายฉกรรจ์ที่ยังแข็งแรง “ช่วยกันเอาหมูป่าไปที่โรงครัว กลิ่นเืของพวกมันอาจล่อสัตว์ใหญ่ออกมาได้อีก ส่วนชาวบ้านที่เหลือ กลับเข้าหมู่บ้านไปให้หมด ที่นี่อันตรายเกินไป”
เสียงโห่ร้องดีใจของชาวบ้านที่ได้หมูป่ามาเป็อาหารพลันเงียบลงเล็กน้อย แต่ยังคงมีแววตาเป็ประกายด้วยความตื่นเต้น
ซุนเหยาเห็นดังนั้นถึงกับหน้าถอดสี นางคิดว่าทุกคนคงลืมเป้าหมายแท้จริงของการออกมาตามหาไป๋เยี่ยนหรูเสียแล้ว หากแต่ถ้อยคำต่อมาของซูหลางก็ทำให้นางคลายใจ
“พวกเราไปกันต่อ!”
ชายหนุ่มก้าวนำหน้า ขณะที่กำลังจะข้ามเนินดิน ทันใดนั้นเสียงชายชราผู้หนึ่งดังขึ้นมา
“ช้าก่อน! นายกองซู”
ซูหลางหยุดฝีเท้า เหลียวไปมอง เห็นชายชราร่างผอมหลังค่อมค่อย ๆ เดินออกมาจากกลุ่มชาวบ้าน มือหนึ่งถือไม้เท้า อีกมือหนึ่งชูสิ่งของบางอย่างขึ้นสูง
“ท่านลองดูนี่ก่อนเถิด” เสียงแหบพร่าของชายชราแซ่หวังเต็มไปด้วยความสั่นสะท้าน
ทุกสายตาหันไปยังสิ่งที่อยู่ในมือของเขา เศษผ้าขาดรุ่งริ่งชิ้นหนึ่งที่เพิ่งดึงออกมาจากกีบเท้าของหมูป่าตัวใหญ่ เห็นชัดว่าเป็เนื้อผ้าของชุดสตรี!
ซุนเหยารีบพุ่งเข้าไปดูใกล้ ๆ พอเพ่งเพียงครู่เดียว นางก็จำได้ทันทีว่าเป็ผ้าเช็ดหน้าของไป๋เยี่ยนหรู ร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน น้ำตาเอ่อเต็มสองตา ก่อนที่เสียงสะอื้นจะหลุดออกมา
“เป็ของนาง..”
เสียงคร่ำครวญนั้นทำให้ชาวบ้านเงียบลง บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความยินดีเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็หนักอึ้ง ทุกคนเริ่มเข้าใจว่าเ้าของผ้าเช็ดหน้าคงไม่มีชีวิตอยู่แล้ว
“ท่านนายกอง ได้โปรดเถิด อย่าปล่อยให้ร่างของนางต้องถูกทิ้งเดียวดายอยู่ในป่าเลยเ้าค่ะ อย่างน้อยนางก็ควรได้รับการฝังเหมือนเช่นคนอื่น ๆ” ซุนเหยาขอร้องทั้งน้ำตา
“จริงสิ..แท้จริงแล้วเรายังตามหาสตรีอีกสองคนไม่พบเช่นกันขอรับ ไม่แน่ว่าการเข้าไปค้นหาคราวนี้ เราอาจพบพวกนางด้วย” ทหารคนหนึ่งเอ่ยเสริม
ซูหลางพยักหน้า แม้จะมั่นใจว่าสามคนนั้นคงสิ้นใจไปแล้ว แต่ในเมื่อยังมีโอกาสจะนำร่างกลับมาฝังได้ เขาย่อมไม่อาจเพิกเฉย
ทว่าในขณะที่เขากำลังก้าวไปข้างหน้า หญิงชรานางหนึ่งกลับรีบรุดเข้ามาขวาง มือเหี่ยวย่นดึงแขนซูหลางไว้แน่น
“ไม่ได้นะเ้าคะ! อย่าข้ามเนินดินนั่นไปอีกเลย” ดวงตาที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของนางสั่นระริก แต่แฝงด้วยความหวาดหวั่น
“คนสกุลเกาเป็ผู้มีคุณต่อหมู่บ้านนี้มาตลอด พวกเราถือว่าที่นั่นคือสุสานของพวกเขา หากมีผู้ใดบุกรุกเข้าไป ย่อมเป็การลบหลู่ทั้งดวงิญญาและความกตัญญูที่พวกเรามีต่อผู้ล่วงลับ”
ชายวัยกลางคนคนหนึ่งก็รีบเอ่ยเสริม “ใช่แล้วขอรับ บางทีนี่อาจจะเป็การเตือนด้วยเช่นกัน ครั้งหนึ่งเคยมีขโมยพยายามเข้าไปในเรือน ภายหลังก็กลายเป็คนเสียสติไป แต่ครั้งนี้มันรุนแรงยิ่งกว่า”
“ถูกแล้ว หากยังฝืนดึงดันจะลบหลู่อีก พื้นที่ในหมู่บ้านที่เหลือคงต้องกลายเป็หลุมฝังศพไปจนหมดแน่!”
เสียงทัดทานของชาวบ้านดังขึ้นพร้อมกัน ซูหลางมองไปรอบ ๆ เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและยืนกราน เขาเข้าใจดีว่าหากยังดึงดันต่อไป เหตุการณ์อาจบานปลายกลายเป็ความขัดแย้งระหว่างทหารกับชาวบ้าน
ชายหนุ่มขมวดคิ้วแน่น สุดท้ายจึงยกมือขึ้นเป็สัญญาณให้ทหารของตนหยุดทุกการเคลื่อนไหว
เขาหันไปจ้องหน้าซุนเหยาตรงๆ “เราจะทำการค้นหาโดยรอบ แต่จะไม่เข้าไปในพื้นที่ของสกุลเกาอีก ข้าทำได้เท่านี้ ขออภัยด้วย”
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา เสียงถอนหายใจด้วยความโล่งอกก็ดังขึ้นทั่วบริเวณ ชาวบ้านต่างก้มศีรษะให้ซูหลาง แววตาเต็มไปด้วยความขอบคุณที่เขายอมถอย
ซุนเหยามองผ้าเช็ดหน้าขาดวิ่นในมือผู้เฒ่าหวัง ดวงตาพร่ามัวด้วยหยาดน้ำตา นางรู้แล้วว่าแม้ตนจะร่ำไห้ร้องขอเพียงใด ก็ไม่อาจฝืนกระแสของผู้คนทั้งหมดได้อีกแล้ว
หัวใจนางปวดร้าว แต่ก็ทำได้เพียงก้าวถอยออกมาพร้อมกับฝูงชน ยอมรับชะตากรรมที่โหดร้ายนี้อย่างสิ้นหวัง
……….
เมื่อความวุ่นวายคลี่คลายลง ทหารและชาวบ้านต่างช่วยกันชำแหละหมูป่าตัวโต กลิ่นคาวเืคลุ้งไปทั่วลานดิน แต่แทนที่จะน่าขนลุก กลับทำให้หลายคนรู้สึกเบาใจ เพราะอย่างน้อยคืนนี้พวกเขาจะมีอาหารกินอย่างอิ่มหนำ
ลูกหมูป่าที่เหลืออยู่เพียงสามตัวถูกจับแยกไว้ด้านข้าง ทุกตัวยังคงกรีดร้องตัวสั่นระริกไม่หายจากความใ หลายเสียงถกเถียงกันไปมา บ้างว่าควรฆ่ามันทิ้ง บ้างก็ว่าหากเลี้ยงจนโตขึ้นจะได้เป็เสบียงในอนาคต
“พวกมันยังเล็กนัก ฆ่าตอนนี้ก็ได้เนื้อไม่กี่คำ เลี้ยงเอาไว้ก่อนเถิด หากไม่มีอาหารเลี้ยงจนมันอดตาย ค่อยนำมาเป็อาหารในภายหลังก็ยังไม่สาย” นายทหารคนหนึ่งออกความเห็น
เมื่อฟังเหตุผลนั้น ทุกคนก็ต่างพยักหน้าเห็นด้วย ราวกับได้ตัดสินใจร่วมกันว่าจะเก็บพวกมันไว้ก่อน
ไม่นานนัก ซูหลางกับพรรคพวกก็กลับมาจากการตรวจค้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม พวกเขาไม่พบร่องรอยของไป๋เยี่ยนหรู รวมทั้งไม่ได้พบร่างของสตรีที่หายไปอีกสองคนตามที่คาดไว้ ซุนเหยาได้แต่เม้มปากแน่น น้ำตาไหลเงียบ ๆ
ผู้เฒ่าหวังเอ่ยคำปลอบซุนเหยาและเด็กๆ อยู่สองสามประโยค ก่อนที่จะก้าวออกมากลางวง สายตาเขามองซากหมูป่าที่ถูกแล่เนื้อทีละชิ้นแล้วถอนหายใจยาว
“ข้าว่าพวกเราควรนำเนื้อส่วนหนึ่งไปเซ่นไหว้ดวงิญญาของคนสกุลเกาและคนอื่นๆ ที่ถูกฝังอยู่ท้ายหมู่บ้านด้วย”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งชาวบ้านและทหารรอบข้างเงียบลงไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงค่อย ๆ มีเสียงสนับสนุนดังขึ้น
ความทรงจำเก่า ๆ ผุดขึ้นมาท่ามกลางชาวบ้านในหมู่บ้านหานเฉิงแต่ดั้งเดิม ครั้งหนึ่งเมื่อแมลงกัดกินพืชผลจนแทบสิ้นไร่สิ้นนา ก็เป็คนสกุลเกาที่ช่วยเหลือ แบ่งปันทั้งเงินและเสบียงอาหารมาให้ เมื่อใดที่คนในหมู่บ้านเจ็บป่วย ขอเพียงพวกเขารู้ ก็จะรีบช่วยเป็ธุระให้กับคนที่ขาดแคลนทันที
“คนในหมู่บ้านหานเฉิงแต่ดั้งเดิมล้วนแล้วแต่เคยได้รับความช่วยเหลือจากคนสกุลเกาทั้งสิ้น พวกเราไม่ได้เซ่นไหว้ดวงิญญาพวกเขามานานแค่ไหนแล้วนะ” หญิงวัยกลางคนรำพันเบาๆ
“บางที…ฝูงหมูป่าเหล่านี้ อาจมิใช่สิ่งบังเอิญหรอก” ชายชราพึมพำแ่เบา แต่กลับสะกิดใจคนทั้งหมู่บ้านและทหารที่ยืนฟังอยู่ “ข้าว่าเป็ความช่วยเหลือที่ถูกส่งมาจากดวงิญญาของคนสกุลเกา”
ผู้คนเห็นพ้องกับคำกล่าวนี้ทั่วกัน อารมณ์ที่เศร้าสลดเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเคารพ ทุกคนพากันลงมืออย่างขะมักเขม้น โดยมีความคิดเดียวกันว่า จะต้องนำเนื้อหมูไปเซ่นไหว้ที่เนินดิน และทำพิธีเซ่นไหว้ชาวบ้านกับทหารที่ถูกฝังอยู่ท้ายหมู่บ้าน
ซูหลางยืนเงียบอยู่ริมฝูงชน สายตาคมกวาดมองผู้คนที่กำลังร่วมแรงร่วมใจเป็หนึ่งเดียว
เขารู้ดีว่าเื่ผีในเรือนร้างเป็เพียงความเชื่อที่ไม่มีเหตุผล แต่ในยามนี้แม้กระทั่งทหารภายใต้บังคับบัญชาของเขาก็ยังศรัทธาร่วมไปกับชาวบ้านแล้ว
ความกลมเกลียวนี้ทำให้หมู่บ้านที่เคยแบ่งแยก ทหาร ผู้อพยพและชาวบ้านดั้งเดิม ให้สามัคคีกันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน