Bangkok Devil Remake ฝ่าวิกฤติปีศาจถล่มโลก

    ความรู้สึกที่ต้องสูญเสีย



    การได้อยู่กับผู้หญิงสองต่อสองในห้องเก็บของ นับว่าเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้ง่ายๆ...แต่ก็นะ หากอยู่ในสถานการณ์ปกติ เอ็มคงจะดีใจไม่ใช่น้อย"กรี๊ดด ใครก็ได้ช่วยฉันด้วย..ใครก็ได้ของร้องล่ะ""อ้ากก""แกเข้าไปช่วยมันสิ สนิทกันไม่ใช่เหรอ""ทำไมพวกแกพูดงั้น-"แว็กกกก!เสียงกรีดร้องลอดผ่านประตูเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนอกห้องเก็บของทำให้พวกเอ็มเกือบเสียสติ ทุกครั้งที่มีเสียงเกิดขึ้นเบลจะสะดุ้งแล้วมีอาการตัวสั่น เธอนั่งกอดเข่าและกุมมือแน่น"..."นี่เราควร...เข้าไปปลอบเธอดีไหม เอ็มได้แต่คิดในใจ เค้ารู้ดีว่าเบลสับสนและกลัว แต่อย่าลืมว่าตัวเอ็มก็ไม่ต่างกัน ถามว่าเอ็มเสียใจแค่ไหน ก็ไม่ต่างจากเบลที่รู้สึกสูญเสียเพื่อนๆ เอ็มเปลี่ยนท่านั่งเป็นการกอดเข่า ซึ่งเค้าต้องการปกปิดความรู้สึกเพื่อไม่ให้เบลเห็น น้ำตาเริ่มเอ่อล้นออกมา"..."นี่เรากำลังจะร้องไห้งั้นเหรอ ทำไมอยู่ๆก็คิดถึงภาพเก่าๆที่เคยทำกับเพื่อนขึ้นมา ทำไม..ทำไมมันเจ็บในอกแบบนี้ ยิ่งคิดถึงใบหน้าพวกนั้น...ความเจ็บก็เพิ่มขึ้นอีก บอล เล็ก ฝ้าย ทุกคน ทำไมต้องจากกันแบบนี้ด้วยล่ะฮึก ฮึกเสียงสะอื้นดังมาจากเบล เธอมีอาการสั่นหนักขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเอ็มแอบมองเลยรู้ว่าเธอกำลังร้องไห้อยู่ น้ำตาที่หยดลงมาทำให้เอ็มดึงสติกลับมาทันที วินาทีนั้นเค้ารู้ได้ทันทีว่าตัวเองไม่ควรร้องออกมา ไม่ควรแสดงความอ่อนแอให้เธอเห็น "..."นี่เรากำลังจะทำอะไร อยู่ๆร่างกายก็ขยับไปเองเอ็มค่อยๆขยับตัวไปหาเบล เค้าเอามือลูบหัวเธออย่างอ่อนโยน ทั้งสองคนไม่ได้ใช้คำพูดสื่อสารกัน แต่พยายามแสดงออกผ่านการกระทำ ถึงเอ็มและเบลจะเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยมัธยมต้น แต่การไปลูบหัวผู้หญิงที่ไม่ใช่แฟนก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ แต่ร่างกายของเค้ากับบอกว่าต้องทำ...อย่าปล่อยเธอไว้แบบนี้"..."ความอ่อนโยนที่ฉันส่งไปคงถึงเธอนะเบล ฉันทำได้แค่นี้จริงๆ รู้นะว่าเธอกลัว แต่ฉันก็กลัวเหมือนกัน เพราะงั้นฉันจะเข้มแข็ง เพื่อให้เธอรู้สึกดีเวลามีฉันอยู่ข้างๆเอ็มไม่พูดอะไรทั้งนั้น เค้าเก็บทุกอย่างไว้ในใจ เก็บงำความรู้สึกต่างๆไว้คนเดียวบรรยากาศในห้องเก็บของทำให้อารมณ์อ่อนไหวเข้าไปอีก เอ็มเริ่มขยับตัวเข้าไปใกล้เบลและกอดเธอเบาๆ ไม่มีการขัดขืนแต่อย่างใด เบลเริ่มเงยหน้าขึ้นมาและวางทาบบนอกของเอ็ม เธอเริ่มร้องไห้ออกมา ร้องออกมาหนักมาก น้ำตาที่ไหลลงมาหยดลงบนเสื้อจนแฉะ เสียงร้องไม่ได้ดังมากเพราะเบลกดหน้าลงมาที่อกเอ็ม มือของเธอกำเสื้อของชายหนุ่มไว้แน่น"..."อย่าร้องนะอย่าร้อง ไม่ว่ายังไงก็ห้ามร้องออกมา ต้องอดทนไว้..อดทนไว้เอ็มเอ็มพยายามกั้นใจไม่ร้องออกมา เค้ากัดลิ้นตัวเองเพื่อประคองสติ จากมุมนี้ทั้งคู่ไม่สามารถเห็นใบหน้าของกันและกัน ซึ่งเอ็มคิดว่าดีแล้วล่ะ เพราะถ้าเห็นหน้าเค้าตอนนี้ สติเอ็มจะหลุดแน่นอนเวลาผ่านมาสองสามนาที ทั้งคู่ยังคงกอดกันในห้องที่เงียบสงบ แต่นอกห้องยังมีเสียงร้องอย่างต่อเนื่อง"อะ...เอ็ม"เบลพูดขึ้นมา"หือ""ก..การที่ฉันรอดนี่ดีแล้วเหรอ""...""ตอนที่เพื่อนในห้องกำลังโดนฆ่า ฉันได้แต่ยืนตัวสั่นไม่ได้ทำอะไร ฉันมองดูเพื่อนตายไปทีล่ะคน ดวงตาของเพื่อนในห้องมองมาที่ฉัน เหมือนกับว่า...กำลังสาปแช่งและด่าทอ ฉันมันเลวจริงๆ""..."แค่เธอไม่หนีออกมาก็นับว่ากล้าหาญแล้วล่ะ แต่ว่าทำไมต้องสาปแช่งด้วยล่ะ ถ้าเป็นแค่เบลคิดไปเองก็แล้วไป แต่ถ้าสาปแช่งจริงๆก็น่าแปลก ทำไมต้องทำยังงั้นล่ะ จะว่าไปแล้วความสัมพันธ์ของเบลกับเพื่อนเป็นยังไงเราก็ไม่รู้สิ...เธอมีเพื่อนหรือเปล่าเบลเอ็มยังคงไม่พูดอะไรทั้งนั้น เค้าอยากรับฟังเธอเท่านั้น"ฉันน่าจะตายๆไปซะ..ไม่น่ารอดมาเลย"เมื่อเบลพูดคำนี้ออกมา เอ็มที่ได้ยินจึงโมโหทันที"เธอพูดอะไรออกมาน่ะ"เอ็มจับแขนของเบลทั้งสองข้างและออกแรงดันเธอออกไป เค้าเห็นใบหน้าของผู้หญิงที่ได้ช่วยชีวิตออกมาอย่างชัดเจน แก้มของเธอเต็มไปด้วยน้ำตา และจมูกมีสีชมพูเล็กน้อย"เบล ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเธอกับเพื่อนในห้องมีความสัมพันธ์กันอย่างไง แต่อย่าพูดแบบนี้เด็ดขาด ฉันวิ่งเข้าไปช่วยเธอเพราะอยากให้เธอรอดชีวิต แต่นี่เธอกลับ..พูดออกมาแบบนี้ มันสมควรแล้วเหรอ""..."เบลตกใจอย่างมากเมื่อเห็นเอ็มโมโห น้ำตาเธอไหลออกมา"ฉันรู้ว่าเธอเสียใจที่เสียเพื่อนไป ฉันเองก็เหมือนกัน..บอล เล็ก ฝ้าย ทุกคนในห้องฉัน..ตายหมดแล้ว""..อะ..เอ็มฉันขอโทษ คือฉันไม่ได้ตั้งใจที่จะพูดแบบนั้นนะ""ไม่เป็นไรฉันเข้าใจ...ฉันเข้าใจดี ไม่แปลกหรอกที่พวกเราจะแบบนี้ ก็เห็นเพื่อนๆตายกันต่อหน้าต่อตานี่ ความรู้สึกของเธอก็ไม่ต่างจากฉันหรอก"การที่ทั้งคู่ได้ระบายความรู้สึกออกไปทำให้จิตใจดีขึ้นมาก ถึงจะพูดกันสั้นๆแต่ก็ช่วยได้มาก"ขะ..ขอโทษนะ ขอโทษจริงๆนะเอ็ม""อื้อ...ไม่เป็นไรหรอก ขอแค่เธออย่าพูดว่าตัวเองไม่ควรมีชีวิตก็พอแล้ว พวกเราต้องใช้ชีวิตแทนคนที่ตายให้คุ้มสิ""อะ..อื้อ"เบลพยักหน้าเข้าใจพร้อมเช็ดน้ำตาด้วยแขนเสื้อที่ยาวจนปิดมือเอ็มมองเบลที่กำลังเช็ดหน้าอยู่ เธอเหมือนลูกแมวที่กำลังเช็ดเศษอาหารที่ติดอยู่บนหน้า เค้าเห็นดังนั้นจึงเผลอยิ้มออกไปแบบไม่รู้ตัว"ยะ..ยิ้มอะไรเล่า""เปล่านิ ก็แค่คิดอะไรเล่นๆน่ะ"เบลหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อย"พวกเรานี่ไม่ได้คุยกันนานแล้วนะ ตั้งแต่จบมัธยมต้นก็ไม่ได้มีโอกาสได้คุยกันเลย""ฉ..ฉันก็ไม่นึกว่านายจะมาเรียนต่อที่นี่""ทำไมล่ะ"เอ็มสงสัยพร้อมกับเอียงคอ"ก..ก็ตอนเรียนมัธยมต้นนายเป็นหัวโจกของเด็กเกเรเลยไม่ใช่เหรอ...ท..ทั้งทะเลาะวิวาท โดดเรียน ทำลายสิ่งของในโรงเรียน และมีอีกหลายอย่างเลยนะ"นี่เราทำขนาดนั้นเลยเหรอ ถึงไม่อยากยอมรับแต่ก็หนีความจริงไม่ได้"ตอนนั้นมัน...อะไรล่ะ เลือดร้อนไง อะไรที่ไม่ถูกใจก็ใช้กำลังแก้ปัญหา แต่เพราะเลือดร้อนสมัยนั้นตอนนี้เลยสงบเสงี่ยมแบบที่เห็นนี่ล่ะ""ก..ก็เหมือนเดิมไม่ใช่เหรอ""คนที่เหมือนเดิมนั่นมันเธอแล้ว พูดติดๆขัดๆมาตั้งแต่สมัยก่อน..ตอนนี้ยังไม่หายเลยแท้ๆ""ม..มันติดเป็นนิสัยไปแล้วล่ะ อยากจะแก้หลายทีแล้วนะ แต่ก็...ทำไม่ได้สักที""ไม่ต้องเปลี่ยนหรอก ฉันชอบแบบนี้มากกว่า...หมายถึงบุคลิกนะ"อารมณ์ของทั้งสองคนดีขึ้นมาก เพราะการพูดคุยทำให้ความเครียดลดลงได้ แต่ก็ไม่ได้ทั้งหมด นอกประตูมีอะไรรอพวกเค้าอยู่ซึ่งทั้งสองไม่มีทางรู้ แต่สิ่งที่เด็กสองคนได้เรียนรู้คือการเดินต่อไปข้างหน้าเวลาผ่านมาหลายนาที ทั้งคู่ก็ได้แยกไปนั่งคนล่ะที่ของมุมห้อง เสียงกรีดร้องนอกห้องเริ่มจางหายไป"นี่เบล..เธอคิดว่าพวกมันเป็นตัวอะไร"เอ็มตั้งคำถามขึ้นมาหลังจากทบทวนเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้น"ก..ก็คงพูดได้คำเดียวว่าปีศาจ..หรือสัตว์ประหลาดดีล่ะ""ปีศาจ สัตว์ประหลาดงั้นเหรอ....แล้วมันมาจากไหนกันนะ ทั้งที่ประเทศไทยไม่น่ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ ถ้าเป็นแถวแคลิโดเนีย รัสเซีย จีน หรืออเมริกาก็ว่าไปอย่าง"ปีศาจคือสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากความเชื่อของเรา มันอยู่ในจิตใจของทุกคนและมันก็มีแค่ในหนังกับนิยายเท่านั้น แต่ถ้าเป็นสัตว์ประหลาดก็มีโอกาสอยู่ อาจจะมีนักวิทยาศาสตร์ทำการทดลองฟื้นคืนชีพสัตว์ดึกดำบรรพ์ก็ได้ แล้วทีนี้ก็เกิดผิดพลาดจนพวกมันหลุดออกมา...เราคิดอะไรเนี่ย เหมือนหนังบางเรื่องเข้าไปทุกทีแล้วสิ จะว่าไปแล้วมันเกิดขึ้นทั้งโลกหรือเปล่าหว่า หลายเดือนมานี่ก็มีข่าวแปลกๆเกิดขึ้นตลอด ไม่ว่าจะคนติดไฟหรือพวกนักมายากลที่เสกของได้ อะไรพวกนี้มีข่าวให้ได้เห็นอยู่ด้วยสิ จะเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า"น..นี่เอ็ม นายได้ยินเสียงอะไรไหม"เบลส่งเสียงเรียกเพราะได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง"หือ เสียงเหรอ...เสียงอะไรล่ะ"นี่เราคิดอะไรเรื่อยเปื่อยจนลืมสิ่งรอบข้างเลยเหรอ แล้วเสียงที่ว่านี่คือตูม! ตูม! ตูม!เสียงระเบิดดังมาจากทุกทิศทาง เพราะอยู่ในห้องเก็บของที่ไม่มีหน้าต่างจึงทำให้ไม่รู้ว่าคืออะไร แต่เอ็มที่ได้ยินกับรู้ได้ทันที"นี่มัน...เสียงปืนจากรถถัง"
    to be continued