“ม...หมาย..ค..ความว่าไง...นะครับ”
น้ำเสียงตะกุกตะกักดังออกมาจากปากของนิกซ์ที่ตอนนี้แทบจะกลายเป็คนติดอ่าง ใบหน้าที่ยิ่งซีดอยู่แล้วกลายเป็ซีกกว่าเดิม ทั้งนี้เพราะยิ่งฟังเื่ราวจากสองเกลอตรงหน้ามากไปเท่าไหร่ สีหน้าและท่าทางของชายหนุ่มก็ยิ่งส่อแววจะเป็ลมมากขึ้นเท่านั้น
“เห็นไหม นายเล่าเองมันจะไปได้เื่อะไร” โนอาห์หันไปแขวะ “ก็ตกลงตามนั้นแหละ ฉันไม่ใช่คนจากโลกนี้ จะเรียกว่ามาจากอีกมิตินึงก็คงได้ ส่วนสาเหตุก็เป็เพราะเ้านี่ คัมภีร์ที่อยู่ตรงหน้านายนั้นแหละ ถ้าอยากลองดูก็ตามใจ อ้อ! มันใช้งานอีกไม่ได้อีกแล้วน่ะนะ เรียกว่าตั๋วเที่ยวเดียวก็คงได้” โนอาห์โคลงหัวไปมาบุ้ยหน้าไปยังม้วนคัมภีร์วณิพกพเนจรที่โยนแหมะอยู่ข้างหน้านิกซ์ประกอบการเล่า
“แล้วมีใครรู้เื่นี้บ้างครับ…” ชายหัวส้มกล่าวออกมากล้าๆกลัวๆหลังจากที่เริ่มตั้งสติได้ในระดับหนึ่ง สองมือพลิกม้วนคัมภีร์เ้าปัญหานั้นไปมา แต่นัยต์ตาสีฟ้าก็ไม่พบอะไรที่ผิดสังเกต ดูภายนอกไม่แตกต่างจากของใช้ธรรมดา ัักลิ่นอายทางเวทมนตร์ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
แต่เ้าตัวก็บอกอยู่ว่าไม่ใช่เวทมนตร์นี้นะ
ในยามนี้สมองของบุรุษที่ตัวเล็กสุดในห้องหมุนติ้วขบคิดอย่างหนัก ไล่เรียงเหตุการณ์ในหัวซ้ำไปซ้ำมา ทั้งเื่ที่โนอาห์มีลักษณะผิดปกติเหมือนจะไม่รู้อะไรซึ่งที่จริงก็ไม่รู้เลย ไหนจะทักษะฝีมือที่ผิดแปลกเกินไป แปลกเกินกว่าจะเติบโตในสังคมที่เต็มไปด้วยเวทมนตร์คาถา
“มีไม่เกิน 5 คน ถ้าไม่นับคนที่อยู่ในห้องนี้” อารันยิ้มนิดๆให้กับนิกซ์ แต่คำตอบนั้นกลับทำให้โนอาห์ถลึงตามองด้วยความร้อนรน
“เดี๋ยวนะ!! นายหมายความว่าไงที่ว่าไม่เกิน 5 คนน่ะ” ชายต่างโลกถามพลางฝืนยิ้มเจื่อนๆรักษาหน้าของตนเอาไว้สุดฤทธิ์ ซึ่งเหมือนจะไม่ได้ผลกับพ่อค้าคนนี้แม้แต่น้อย
“ไม่มีอะไรมายืนยันได้ว่าทั้งซายากะ เฟียน่า จะไม่ไปบอกใคร ไม่นับพวกระดับสูงกว่านี้ไปอีก ซึ่งนายก็คงรู้ว่าฉันกำลังพูดถึงใคร” อารันตอบด้วยทีท่าสบายๆ ไหวไหล่นิดๆเหมือนไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก และก่อนที่โนอาห์จะได้โต้เถียงจนเลยเถิด นิกซ์ดันเป็ฝ่ายที่พูดแทรกขึ้นมา
“ถ้าทั้งหมดเป็เื่จริงอย่างที่พวกคุณว่ามันก็แปลกมาก....ไม่มีใครที่น่าสงสัยมาหาคุณเลยหรือไงครับ?” เสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัยของนิกซ์ดังขึ้นมา ในตอนแรกเขาคิดว่าจะถามคำถามเพื่อยืนยันให้แน่ชัดกว่านี้ว่าเพื่อนของเขาสองคนไม่ได้คิดจะอำเขาเล่น
ก็ใครใช้ให้สองคนนี้มันเป็ซะแบบนั้นล่ะ
“สาเหตุนั้นแหละนิกซ์ฉันจึงสาเหตุมาบอกนาย และแน่นอนก่อนที่จะมาบอกนายฉันได้ไปเล่าให้เฟียน่าฟังมาแล้ว ซึ่งก็เป็ที่มาของหนังสือเล่มนี้ยังไงล่ะ” ชายหัวเขียวหยิบหนังสือขึ้นมาชูเด่นหรา ทำให้คนอีกสองคนในห้องเห็นหน้าปกของหนังสือเล่มนั้นชัดๆ และแน่นอนว่ามันไม่ใช่ภาษาที่พวกเขาจะอ่านมันออกได้
“มันเป็หนังสือเกี่ยวกับอะไรล่ะนั้น ไม่ใช่โดนสาวหลอกให้ยืมหนังสือไร้สาระมาหรอกนา ฉันนี้ก็กลัวเหลือเกินที่นายอุตส่าห์ยอมปูดความลับนี้ทั้งที แต่ถ้าเกิดคว้าน้ำเหลวขึ้นมานี้น่าสงสารแย่เหมือนกันนะ” โนอาห์คลี่รอยยิ้มบางๆ ชักสีหน้าที่มองปราดเดียวก็รู้ได้ว่ากำลังปั่นประสาทคนอื่นอยู่
น่าเสียดายที่มันแทบจะไม่ได้ผลกับชายคนนี้
“หนังสือเล่มนี้เผื่อนายไม่รู้เนื้อหาของมันเกี่ยวกับมิติและกาลเวลา ยังไงซะจุดหมายของการที่นายมาที่นี้ก็เพื่อศึกษาข้อมูลของโลกนี้ใช่ไหมล่ะ และไหนๆแล้วก็สามารถหยิบยืมหนังสือจากห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในไอช่าได้ทั้งที ใช้ให้มันคุ้มๆหน่อยไม่เสียหาย ถึงจะต้องยอมเผยความลับไปก็เถอะ แต่เอาจริงๆฉันก็ว่ายังไงซะเื่มันคงปูดขึ้นมาอยู่วันยังค่ำ ค่อยๆเผยไปทีละนิดนี้แหละดีที่สุดแล้ว” อารันกล่าวยิ้มๆตอบกลับด้วยน้ำเสียงสบายๆ และปิดท้ายด้วยหมัดน็อคเอาท์ที่แสนจะร้ายกาจ
“ว่าก็ว่าเถอะ ฉันเองยังพอทำเนาเพราะยังได้ของที่เป็ประโยชน์กลับคืนมา ว่าแต่นายเถอะได้อะไรฮื้อ?” พูดปากเปล่าไม่พออารันเองยังยักคิ้วน้อยๆชวนให้ประทับรอยเท้าลงบนดวงหน้าสวยๆนั้นยิ่งนัก
“แล้วนายจะรู้เองว่าสิ่งที่ฉันกำลังทำมันสร้างประโยชน์ได้มากขนาดไหน” โนอาห์ยักคิ้วกวนประสาทกลับด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจอย่างถึงที่สุด ริมฝีปากกระตุกยิ้มไปมาพร้อมกันอย่างน่าหมั่นไส้
ที่จริงก็แค่วางท่าไปงั้น
ประโยชน์อะไรขนาดนั้นบอกตามตรงว่าไม่ได้คิดเอาไว้เลย!!
“เอาเถอะๆ...เื่นั้นไว้ค่อยคุยกันทีหลัง แล้วนายล่ะนิกซ์ว่ายังไง ฟังเื่นี้จากพวกฉันแล้วจะทำอะไรต่อ?” อารันผละหนีจากการโต้คารมตรงหน้าหันไปทางชายหัวส้มที่เหมือนกำลังจะเข้าสู่โลกของตัวเองไปเรื่อยๆ นิกซ์สะดุ้งทันทีเมื่อได้ยินเสียงของเขา เกาหัวแกรกๆพลางตอบคำถามของอารัน
“ผมคิดว่าคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรอกครับ แค่อาจจะรู้สึกแปลกๆนิดหน่อย แต่อย่างที่รู้ๆกันดีใช่ไหมล่ะครับ คุณโนอาห์เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีซะยิ่งกว่ากิ้งก่าเปลี่ยนสี คงไม่ตะขิดตะขวงอะไรมากหรอกครับ” คำตอบที่ถึงกับทำให้คนอย่างโนอาห์ต้องเก็บไปคิดว่ามันชมหรือมันแอบด่าเขากันแน่ แต่กลับเรียกรอยยิ้มบนใบหน้าของอารันได้ไม่น้อย
ลงเรือลำเดียวกันแล้วทั้งที
จะให้มาทิ้งกันเอาซะตอนนี้ก็คงจะจบไม่สวยเท่าไหร่
“อีกอย่างผมเองก็สนใจในเื่ราวของอีกโลกนึงเหมือนกันนะครับ ถ้าเป็ไปได้ก็อยากให้คุณโนอาห์เล่าให้ฟัง....” นิกซ์พูดเสียงแ่ยิ้มเจื่อนๆด้วยความเกรงใจ
“ฮืม? อยากฟังจริงเหรอ อันที่จริงฉันก็ไม่ได้รู้อะไรมากหรอกนะ แต่ถ้าว่างๆจะเล่าให้ฟังเองแหละไม่ต้องห่วง เื่แค่นี้เองนี้นา” โนอาห์ยิ้มบางพลางเอื้อมมือไปตบไหล่นิกซ์เบาๆ ทำให้ชายตัวเล็กถึงกับฉีกยิ้มกว้างใบหน้าบานยิ่งกว่าครั้งไหนๆจนตัวคนตอบรับความคิดเห็นเริ่มจะขนลุกขึ้นมาตะหงิดๆ
เื่ราวทำท่าจะไปได้ด้วยดี ทั้งสามพูดถึงรายละเอียดและสมมุติฐานที่น่าจะเป็ไปได้รวมถึงวิธีกลับโลกเก่า และรวมถึงการปกปิดเื่ราวเหล่านี้ไม่ให้คนอื่นรู้ด้วยเช่นกัน อย่างน้อยๆก็ในระยะเวลานี้ แต่แล้วปมที่เริ่มคลายก็เริ่มกลับมาขมวดขึ้นใหม่เพียงเพราะคำถามเดียว
คำถามที่โนอาห์ยังต้องมีสีหน้าตะลึงงันยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
คำถามที่แม้แต่อารันยังหุบรอยยิ้มลงในบันดล
“จะว่าไป...ผมมีเื่สงสัยอย่างหนึ่ง ถ้าแบบนั้นทำไมคุณโนอาห์ถึงใช้เวทมนตร์ได้เหรอครับ?”
คำถามที่พวกเขาในตอนนี้ยังให้คำตอบไม่ได้
ขณะที่อีกฟากหนึ่งของหอพัก
“เื่ทั้งหมดมันก็ประมาณนี้” เสียงหวานเจื้อยแจ้วมาจากหญิงสาวผมสีน้ำตาลที่ตอนนี้กำลังเช็ดผมตัวเองให้แห้งพลางพูดคุยกับเพื่อนๆของเธอ
การพูดคุยที่คนเปิดประเด็นเรียกว่าคุยเล่นๆ
“เดี๋ยวนะ!...นี่ซายะจะบอกอีตานั่นไม่ใช่คนของโลกนี้เหรอ?!!” เซเรน่าถลาเข้าไปใกล้กับซายากะมากขึ้น แววตาเบิกโพลงเหมือนได้ยินเื่ที่เป็ไปไม่ได้ แต่เพราะเป็เพื่อนกันมาได้ซักระยะถึงรู้ว่าที่หญิงสาวพูดออกมานั้นไม่ใช่เื่โกหก ยังไงซะก็อดถามย้ำขึ้นมาไม่ได้
“อื้ม! เื่นี้เขาเป็คนบอกกับฉันเองเชียวนา เพราะงั้นเชื่อถือได้แหละ!!” สาวน้อยตัวเปิดประเด็นพยักหน้าหงึกๆอมยิ้มไปพลางชวนน่าหัวเราะมากกว่าน่ารัก เพราะพยักหน้าไปเช็ดผมไปมันใช่เื่ที่จะทำได้ง่ายๆซะที่ไหน
“ไม่ใช่ว่าเธอโดนตานั่นหลอกมาเหรอ...ไม่ได้การล่ะ ยูกิ พรุ่งนี้เราสองคนไปสั่งสอนหมอนั่นกันเถอะ!!” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรน หันไปหาเพื่อนสาวอีกคนที่นั่งฟังอย่างเงียบๆอยู่นานสองนาน แต่กลับพยักหน้าอย่างว่าง่าย ทำให้ซายากะต้องโบกมือเป็พันวัล
“ไม่ใช่ๆ ฉันรู้อยู่หรอกน่าว่าใครพูดจริงใครพูดเล่นน่ะ พวกเธอก็เชื่อฉันหน่อยสิ...น่านะ” เมื่อเห็นว่าเื่ราวชักเลยเถิดหญิงสาวจึงงัดไม้ตายออกมาใช้ เธอทำหน้าเว้าวอนกระพริบตาปริบๆไปให้เพื่อนทั้งสอง ปิดท้ายด้วยจ้องมองตาแป๋ว
ผลก็ลงเอยที่อีหรอบเดิม พวกเธอใจอ่อนกับหญิงสาวคนนี้อยู่เรื่อย
ั้แ่ได้อยู่ห้องพักเดียวกันทั้งยูกิและซายากะต่างทั้งรักทั้งหวงซายากะราวกับเป็น้องสาวแท้ๆ พอเ้าตัวถามไปยูกิก็เอาแต่บอกมันเป็หน้าที่ ถามเซเรน่ารายนี้ก็บอกแต่เธอน่ารัก น่าทะนุถนอม อาจจะเพราะเธอเองไม่มีน้องสาวเลยรู้สึกแบบนั้น ถึงอย่างไรก็ดีซายากะหรือที่เพื่อนๆของเธอเรียกว่าซายะต่างก็ยอมรับความรู้สึกด้วยใจจริง
ทั้งสามเลยมักจะไปไหนมาไหนพร้อมๆกันเสมอ
เว้นแต่เหตุสุดวิสัยบางประการเท่านั้นที่พวกเธอจะต้องแยกกันเป็การชั่วคราว
“แต่ถึงเื่ที่เขาพูดเป็ความจริงขึ้นมา นายหญิงจะทำยังไงต่อไป?” ยูกิเอ่ยถามขึ้นมา เซเรน่าเองก็พยักหน้าเป็ลูกขุนพลอยพยักไปด้วยไม่ได้
“ใช่ๆ อีกอย่างเื่แบบนั้นฉันว่าเราควรจะไปแจ้งอาจารย์คนใดคนหนึ่ง...” เซเรน่าพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยมั่นใจซักเท่าใด
“เซร่าจังคิดน้อยเหมือนเคยเลยนะ เื่นี้ถ้าคนอย่างคุณอารันรู้ั้แ่แรกแล้วล่ะก็ไม่แปลกที่จะปิดบังเป็ความลับ พูดถึงตรงนี้ฉันก็เก่งเหมือนกันนะที่ทำให้โนอาห์เขาเปิดปากมาได้น่ะ” เธอกล่าวยิ้มๆแต่เรียกเครื่องหมายคำถามบนดวงหน้าของเพื่อนทั้งสองได้ไม่ยากเย็น
“เมื่อซักครู่นายหญิงเรียกเขาว่ายังไงนะ...” เหมือนจะเป็ครั้งแรกที่ผู้หญิงอย่างยูกิมีสีหน้าประหลาดใจ
เพราะว่าเธออยู่กับหญิงสาวคนนี้มาั้แ่เด็กๆ ทำไมจะไม่รู้ว่าซายากะมีนิสัยใจคอเป็อย่างไร และด้วยการที่ต้องมาเป็องครักษ์ประจำตัวที่ถึงแม้ซายากะเองจะบอกว่าเป็เพื่อนก็ตาม ยูกิยิ่งต้องรู้ดีว่านายหญิงของเธอมีความรู้สึกนึกคิดยังไง โดยเฉพาะการเรียกชื่อคน ในส่วนนั้นเซเรน่าที่ถึงแม้จะรู้จักกันได้ไม่น้อยเองยังััได้
“ก็โนอาห์ไงเล่า...มีอะไรแปลกเหรอ?” ซายากะก้มหน้างุดๆเดินไปเก็บผ้าตอบด้วยน้ำเสียงแ่เบา แต่ยิ่งทำให้เพื่อนของเธอทั้งสองคนแตกตื่นกันไปยกใหญ่ โดยเฉพาะเซเรน่าที่เหมือนจะออกอาการฮึดฮัดเป็พิเศษ ซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่ได้สู่โสตประสาทของหญิงสาวตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย เพราะว่าเธอเองก็กำลังนึกถึงเื่อะไรบางอย่าง
เื่ที่เกิดขึ้นเมื่อตอนบ่าย
“นี่เธอเชื่อฉันจริงเหรอเนี้ย...”
โนอาห์เลิกคิ้วถามอย่างไม่แน่ใจ เพราะทันทีที่เล่าจบซายากะแทนที่จะมีปฏิกิริยากลับปรบมือราวกับว่าฟังนิทานหรือเื่เล่าจบ อดให้คิดไม่ได้ว่าเธอจะมาไม้ไหนกันแน่
ไม่เคยคาดเดาผู้หญิงคนนี้จริงๆ
“อื้ม! ถ้าไม่เชื่อแล้วฉันจะอยู่ฟังจนจบเหรอคะ ถึงจะมีอาการงงๆอยู่บ้างก็เถอะ แต่ยังไงซะฉันก็เชื่อค่ะ” ซายากะคลี่รอยยิ้มบางให้กับเขา รอยยิ้มที่ทำให้เขายิ้มตอบไปด้วยความไม่รู้ตัว แอบคิดในใจว่านี่ถ้ามีคนมาล่อลวงไปผู้หญิงคนนี้จะหลงเชื่อไปด้วยหรือเปล่า
“เห็นแบบนี้ฉันก็จับโกหกเก่งเหมือนกันนะคะ พอรู้อยู่หรอกน่าไม่ต้องห่วง” ประโยคที่เหมือนกับอ่านใจได้ทำให้เขาเบิกตากว้าง แต่ทางด้านหญิงสาวได้แต่หัวเราะคิกคักเป็ที่สนุกสนานหลังจากเห็นใบหน้าเหวอของเขา สุดท้ายแล้วชายหนุ่มจึงได้แต่ถอนหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อน
“เรียกฉันว่าชิวหลงหรือโนอาห์ก็ได้นะ” โนอาห์โพล่งขึ้นมาหลังจากเงยหน้าขึ้นช้าๆ เมื่อเห็นใบหน้างงๆของซายากะจึงได้อธิบายต่อ
“ก็ในเมื่อเธอรู้ความลับฉันไปแล้วใช่ไหมล่ะ? ดังนั้น...เอ่อ คุณๆอะไรนี้ไม่ค่อยจะถูกโรคกับคนอย่างฉันซักเท่าไหร่ ถือซะว่าเป็คาแรคเตอร์เฉพาะตัวของเ้านิกซ์มันไปคนเดียวแล้วกัน” ชายหนุ่มเกาหัวแก้เก้อไพล่โทษบุคคลที่ไม่ได้อยู่ตรงนี้พลางนึกขอโทษในใจที่ต้องเอาชื่อเพื่อนมาอ้าง
“จะเอาแบบนั้นก็ได้นะคะ” เธอเอียงคอไปมาช้าๆ
“ถ้างั้นก็เรียกฉันว่าซายะเฉยๆก็ได้ค่ะ” หญิงสาวยิ้มบาง
“โอ๊ะ...อื้มๆ ยินดีที่ได้รู้จัก ซายะ” โนอาห์ยิ้มตอบพลางยิ่นมือไปข้างหน้า ซายากะกระพริบตาปริบๆก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆพร้อมยื่นมือของเธอออกไปจับ
“ยินที่ได้รู้จักอีกครั้งค่ะ ชิวหลง...เอ๊ะ หรือจะเรียกว่าโนอาห์ดีน้า” สาวน้อยทำท่าครุ่นคิดเอามือกุมคางเอียงคอไปมา คิ้วคู่สวยขมวดเข้าหากันช้าๆเพราะตอนนี้เ้าตัวกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก เผลอให้ชายหนุ่มแอบอมยิ้มขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
จนเมื่อหญิงสาวเหมือนจะรู้ตัวแล้วหันหน้ามาสบตาด้วยอีกที ่เวลาที่ยาวนานยิ่งกว่าครั้งใดๆ แม้จะไม่มีคำพูดใดเอื้อนเอ่ยออกมาแต่แค่นี้คงจะเพียงพอแล้วสำหรับทั้งเขาและเธอ
คืนนี้ทั้งคู่ต่างคิดว่าอีกฝ่ายคงนอนหลับฝันดี