เมื่อเสี่ยวหลงเปาไต่ขึ้นมาถึงลานวัด ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็สีครามเข้มแล้ว ดวงดาวดวงแรกเริ่มผุดขึ้นทีละดวงเหนือยอดเขา แสงตะเกียงน้ำมันจากศาลาพระประธานสาดผ่านช่องหน้าต่างกระดาษเป็แสงสีเหลืองอุ่นตา ตัดกับความมืดครึ้มของป่าสนรอบวัด
อาจารย์เซวียนคงนั่งอยู่บนบันไดหน้าศาลา มือถือตะเกียงดวงเล็ก แสงไฟสะท้อนบนใบหน้าเหี่ยวย่นทำให้ดูเข้มขรึมกว่าปกติ เมื่อเห็นเงาเด็กหนุ่มโผล่มาจากความมืด สีหน้านั้นจึงคลายลงทันที
"กลับมาแล้วหรือ"
"ครับอาจารย์ ขอโทษที่กลับช้าไปหน่อย"
เสี่ยวหลงเปาวิ่งเข้าไปหา ยื่นห่อใบตองที่ยังอุ่นอยู่ให้ "อาซานฝากปลาให้ครับ บอกว่าคารวะอาจารย์ด้วย"
อาจารย์เซวียนคงรับห่อปลามาด้วยรอยยิ้มบาง สายตาเหลือบมองไปทางเส้นทางลงเขาที่เสี่ยวหลงเปาเพิ่งเดินขึ้นมา ราวกับกำลังตรวจตราว่าไม่มีอะไรตามหลังมาด้วย
"เ้าเด็กนั่นใจดีเสมอ" อาจารย์พูดพลางลุกขึ้น "มาเถิด อากาศเริ่มเย็นแล้ว เข้าไปกินข้าวเย็นกันก่อน"
สองอาจารย์ศิษย์เดินเข้าไปในโรงครัวเล็กๆ อาจารย์เซวียนคงจุดตะเกียงเพิ่มอีกดวง แสงไฟสว่างขึ้นทั่วห้องเล็กๆ ที่มีเพียงโต๊ะไม้เก่ากับเตาไฟดินเหนียว ท่านหั่นปลาที่เสี่ยวหลงเปานำมาอย่างชำนาญ ก่อนจะย่างบนเตาถ่านจนหนังปลากรอบเหลืองน่ากิน กลิ่นปลาย่างผสมกลิ่นขิงและซีอิ๊วที่ท่านราดลงไปลอยกรุ่นไปทั่วห้อง
"วันนี้สนุกไหม" อาจารย์ถามระหว่างจัดข้าวสวยร้อนๆ ใส่ชาม ไอน้ำลอยกรุ่นขึ้นจากข้าวที่เพิ่งหุงเสร็จ
"สนุกครับ ได้ปลาเยอะเลย แล้วก็..." เสี่ยวหลงเปาหยุดคิดครู่หนึ่ง "ได้ยินคนในตลาดเล่าเื่แปลกๆ ด้วยครับ"
มือของอาจารย์เซวียนคงที่กำลังตักปลาใส่จานชะงักไปเสี้ยววินาที แต่ก็กลับมาเคลื่อนไหวตามปกติเร็วจนเสี่ยวหลงเปาแทบไม่ทันสังเกต
"เื่อะไรหรือ"
"เื่สำนักที่บุกทำลายสำนักอื่นน่ะครับ เขาเรียกกันว่าสำนักเหยี่ยวดำ อาซานบอกว่าฆ่าคนไม่เลือกหน้าเลย"
อาจารย์เซวียนคงนิ่งเงียบไปชั่วขณะ วางจานปลาลงตรงหน้าเสี่ยวหลงเปาอย่างช้าๆ ก่อนจะนั่งลงตรงข้ามเขา แสงตะเกียงทำให้เงาของท่านทอดยาวไปบนผนังไม้
"โลกภายนอกกว้างใหญ่และโหดร้ายกว่าที่เ้าคิดนัก" อาจารย์เอ่ยขึ้นในที่สุด น้ำเสียงหนักแน่นผิดปกติ "มียุทธจักรที่แบ่งเป็สำนักน้อยใหญ่นับร้อย บ้างก็ยึดมั่นในธรรมะและความถูกต้อง บ้างก็ใช้พลังเพื่อกอบโกยและทำลายล้าง เ้าโชคดีที่ได้เติบโตอยู่ที่นี่ ห่างไกลจากความวุ่นวายเ่าั้"
เสี่ยวหลงเปาฟังอย่างตั้งใจ มือหยุดคีบข้าวเข้าปาก
"อาจารย์เคยเจอคนพวกนั้นไหมครับ"
"...เคย" อาจารย์ตอบสั้นๆ สายตาลอยไปไกลราวกับกำลังหวนคิดถึงอดีตบางอย่าง "นานมาแล้ว ก่อนเ้าจะเกิดเสียอีก"
"แล้วเป็ยังไงบ้างครับ"
อาจารย์เซวียนคงยิ้มบางๆ อย่างเศร้าสร้อย ยกถ้วยชาขึ้นจิบก่อนจะตอบ
"เป็บทเรียนที่ทำให้ข้าเข้าใจว่า คนเราไม่ได้แบ่งเป็ขาวกับดำอย่างที่นิทานเล่าขานกัน บางครั้งคนที่ดูเหมือนชั่วร้ายที่สุด ก็อาจเคยเป็คนดีมาก่อน เพียงแต่โลกบีบให้เขาต้องเลือกทางที่ไม่มีใครอยากเลือก"
คำพูดนั้นทำให้เสี่ยวหลงเปาครุ่นคิดอยู่นาน แม้จะยังไม่เข้าใจความหมายลึกซึ้งทั้งหมด แต่เขาก็จดจำมันไว้อย่างแม่นยำ ราวกับรู้สึกได้ว่าสักวันหนึ่งคำพูดนี้จะมีความหมายกับชีวิตเขามากกว่าที่คิด
"ศิษย์จะไม่มีวันเป็คนชั่วครับ ไม่ว่าโลกจะบีบแค่ไหนก็ตาม"
เขาพูดออกมาด้วยความมั่นใจแบบเด็กหนุ่มที่ยังไม่เคยรู้จักความโหดร้ายของโลกจริงๆ อาจารย์เซวียนคงมองหน้าศิษย์เงียบๆ ดวงตาเก่าแก่นั้นมีแววเศร้าปนอยู่ลึกๆ ที่เสี่ยวหลงเปาไม่ทันสังเกตเห็น
"ข้าหวังว่าเ้าจะไม่ต้องพิสูจน์คำพูดนั้นเลยตลอดชีวิต"
อาจารย์พูดเบาๆ เกือบเป็เสียงกระซิบ ก่อนจะเปลี่ยนเื่อย่างรวดเร็ว ยกจานปลาส่งให้ศิษย์เพิ่ม
"กินให้อิ่มเถิด พรุ่งนี้เช้าเราจะฝึกท่าที่ยากขึ้น"
มื้อค่ำดำเนินไปท่ามกลางบทสนทนาสัพเพเหระ อาจารย์เล่าเื่ขำขันสมัยท่านยังหนุ่ม เสี่ยวหลงเปาเล่าเื่สนุกๆ ที่เกิดขึ้นกับอาซานที่ลำธาร เสียงหัวเราะดังก้องอยู่ในโรงครัวเล็กๆ ทำให้บรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่จางหายไปจนหมด
"อาจารย์ครับ" เสี่ยวหลงเปาเอ่ยขึ้นอีกครั้งหลังกินข้าวไปได้ครึ่งชาม "เมื่อกี้อาจารย์บอกว่าคนเราไม่ได้แบ่งเป็ขาวกับดำ แล้วอาจารย์รู้ได้ยังไงว่าใครเป็คนดีคนไม่ดีล่ะครับ"
อาจารย์เซวียนคงยิ้มบางๆ วางตะเกียบลงข้างชาม ราวกับกำลังเลือกคำตอบอย่างระมัดระวัง
"ไม่มีใครรู้ได้แน่ชัดหรอก" ท่านตอบช้าๆ "สิ่งที่ทำได้คือดูจากการกระทำ ไม่ใช่คำพูดหรือรูปลักษณ์ภายนอก คนที่พูดจาไพเราะอาจซ่อนมีดไว้หลังหลัง ส่วนคนที่ดูน่ากลัวอาจมีใจเมตตาซ่อนอยู่ก็ได้"
"งั้นศิษย์จะรู้ได้ยังไงว่าควรไว้ใจใคร"
"ด้วยเวลา" อาจารย์ตอบพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน "เวลาเท่านั้นที่จะพิสูจน์หัวใจคน เ้ายังเด็กนัก วันหนึ่งเ้าจะเข้าใจเอง"
เสี่ยวหลงเปาพยักหน้ารับ แม้จะยังไม่เข้าใจความหมายลึกซึ้งทั้งหมด แต่เขาก็เก็บคำพูดเหล่านี้ไว้ในใจเสมอ เพราะรู้ดีว่าทุกคำที่อาจารย์สอนล้วนมีความหมายซ่อนอยู่ไม่มากก็น้อย
หลังอาหารเย็น เสี่ยวหลงเปาช่วยล้างชามตามหน้าที่ ขณะที่อาจารย์เซวียนคงนั่งจุดธูปสวดมนต์ตามกิจวัตรก่อนนอน เสียงสวดมนต์แ่เบาลอยผ่านผนังไม้บางๆ เข้ามาในห้องครัว ผสมกลิ่นธูปที่คุ้นเคยจนเป็ส่วนหนึ่งของชีวิตเขาไปแล้ว
น้ำในอ่างล้างชามเย็นเฉียบจนมือของเขาเริ่มชา แต่เสี่ยวหลงเปาก็ยังคงขัดล้างชามแต่ละใบอย่างตั้งใจ เสียงน้ำกระทบภาชนะดังเป็จังหวะ ผสานกับเสียงจักจั่นที่เริ่มร้องระงมนอกหน้าต่างเมื่อความมืดเข้าปกคลุมเต็มที่ เขาแอบยิ้มกับตัวเองนึกถึงวันสนุกๆ ที่ผ่านมา ความรู้สึกอิ่มเอมใจแผ่ซ่านอยู่ในอก ไม่รู้ว่าเป็เพราะอาหารมื้ออร่อยหรือเพราะได้ใช้เวลาดีๆ กับทั้งเพื่อนและอาจารย์ในวันเดียวกัน
เมื่อเสร็จภารกิจทั้งหมด เสี่ยวหลงเปาเดินไปหาอาจารย์ที่ยังนั่งขัดสมาธิอยู่หน้าพระประธาน แสงเทียนแกว่งไหวตามลมที่พัดผ่านช่องหน้าต่าง ทำให้เงาของท่านเต้นระริกบนผนัง
"ศิษย์ขอตัวไปนอนก่อนนะครับอาจารย์"
อาจารย์เซวียนคงลืมตาขึ้นช้าๆ มองศิษย์ด้วยสายตาอ่อนโยน ก่อนจะยกมือขึ้นเรียก
"มานี่ก่อน"
เสี่ยวหลงเปาเดินเข้าไปใกล้ อาจารย์เอื้อมมือแตะที่ไหปลาร้าซ้ายของเขาเบาๆ ตรงจุดที่มีรอยแผลปริศนา นิ้วมือเหี่ยวย่นััิัตรงนั้นอย่างระมัดระวัง ราวกับกำลังตรวจสอบบางสิ่ง
"เจ็บไหม"
"ไม่เจ็บครับ เหมือนเดิม"
อาจารย์พยักหน้าเบาๆ แต่สีหน้ากลับไม่ได้ผ่อนคลายลงเลย เสี่ยวหลงเปาสังเกตเห็นความกังวลที่ซ่อนอยู่ในดวงตาคู่นั้น จึงถามอย่างสงสัย
"อาจารย์ครับ รอยแผลนี้มันแปลกตรงไหนหรือครับ ทำไมอาจารย์ถึงตรวจดูมันบ่อยๆ"
อาจารย์เซวียนคงถอนหายใจยาว ดึงมือกลับมา สายตามองออกไปนอกหน้าต่างสู่ความมืดภายนอก
"ไม่มีอะไรหรอก แค่ความเป็ห่วงของคนแก่" ท่านตอบพลางยิ้มให้อย่างอ่อนโยน "ไปนอนเถิด ดึกแล้ว"
เสี่ยวหลงเปาแม้จะยังสงสัยอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ซักถามต่อ คารวะลาอาจารย์ก่อนเดินกลับไปยังห้องพักของตัวเอง เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังก้องอยู่บนพื้นไม้เก่าท่ามกลางความเงียบสงัดของค่ำคืน
ระหว่างเดินผ่านทางเดินไม้ที่เชื่อมระหว่างศาลาพระประธานกับห้องพัก เสี่ยวหลงเปาหยุดมองดวงดาวที่ส่องประกายเต็มท้องฟ้ายามค่ำคืน ไม่มีเมฆบดบัง แสงจันทร์เสี้ยวสาดลงมาต้องยอดไม้เป็สีเงินนวล บรรยากาศงดงามราวภาพวาดที่เขาเคยเห็นในตำราเก่าของอาจารย์ เขายืนอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่งเพื่อซึมซับความสงบของค่ำคืน ก่อนจะเดินต่อไปยังห้องพักของตัวเอง
เมื่อเข้าห้องนอนแล้ว เขาเปลี่ยนเสื้อผ้า นอนลงบนที่นอนเสื่อฟางที่คุ้นเคย มองเพดานไม้ในความมืด ฟังเสียงจักจั่นร้องระงมอยู่ไกลๆ ปนกับเสียงลมพัดเอื่อยผ่านยอดสน
ความเหนื่อยล้าจากการวิ่งเล่นทั้งวันเริ่มถาโถมเข้ามา หนังตาของเขาหนักอึ้งขึ้นทีละน้อย แต่ก่อนจะหลับสนิท ภาพคำพูดของอาจารย์เมื่อครู่ยังคงแว่วอยู่ในหัว โลกไม่ได้แบ่งเป็ขาวกับดำ คนที่ดูชั่วร้ายที่สุดอาจเคยเป็คนดีมาก่อน เขาไม่เข้าใจว่าทำไมอาจารย์ถึงพูดเื่นี้ขึ้นมาในค่ำคืนนี้โดยเฉพาะ
ก่อนจะหลับตาลง เขาเหลือบมองผ่านช่องหน้าต่างเล็กๆ เห็นเงาของอาจารย์เซวียนคงยังคงนั่งอยู่หน้าศาลาพระประธาน ไม่ได้เข้านอนเหมือนทุกคืนที่ผ่านมา
ท่านนั่งอยู่อย่างนั้น มองออกไปยังความมืดของป่าสนเบื้องล่างเขาอย่างเงียบเชียบ ราวกับกำลังเฝ้าคอยบางสิ่งที่เสี่ยวหลงเปาไม่มีทางเข้าใจได้
เขานอนมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ความรู้สึกแปลกๆ ที่เคยเกิดขึ้นระหว่างทางกลับมาเมื่อครู่หวนกลับมาอีกครั้ง เหมือนมีอะไรบางอย่างหนักอึ้งกดทับอยู่ในอก
แต่ความเหนื่อยล้าจากทั้งวันก็ค่อยๆ พาให้ดวงตาของเขาปิดลงในที่สุด ก่อนจะจมดิ่งลงสู่ห้วงนิทราโดยไม่ทันได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น
คืนนั้น เสียงจักจั่นหยุดร้องลงกลางดึกอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย