ตอนที่ 6: สัญญาณข้ามขอบฟ้าและน้ำตาของความห่วงใย
ภายในห้องนิรภัยใต้ดินของธนาคารมิติที่บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหยดน้ำที่รั่วซึมจากท่อ้ากระทบพื้น แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวมาจากหน้าจอสมาร์ตโฟนของน้ำมนต์ที่แตกร้าวเป็ใยแมงมุม เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นคอนกรีตที่เย็นเฉียบ พยายามปรับจูนคลื่นสัญญาณตามคำแนะนำของเอเต้ที่กระซิบสั่งอยู่ในโสตประสาท
"นิ่งไว้เ้าโฮสต์... ข้ากำลังใช้ประจุพลังงานจากรอยสักยันต์ของนายเป็เสาอากาศชั่วคราว เชื่อมต่อเข้ากับโครงข่ายดาวเทียมที่กำลังรวนอยู่ภายนอก... อีกนิดเดียว... ติ๊ด!"
ทันใดนั้น หน้าจอที่เคยพร่ามัวก็ปรากฏแถบสัญญาณขึ้นมาเพียงขีดเดียว น้ำมนต์หัวใจเต้นรัว เขาไม่รอช้ารีบกดเข้าแอปพลิเคชันสื่อสารและส่งข้อความไปยัง "หลวงพ่อ" และกลุ่มของน้องๆ เด็กวัดทันที
"หลวงพ่อครับ ผมน้ำมนต์นะ ผมยังมีชีวิตอยู่ แต่อยู่ข้างในประตูมิติ ทุกคนปลอดภัยดีไหมครับ?"
เขานั่งจ้องหน้าจอด้วยลมหายใจที่ติดขัด ในขณะที่โมนาซึ่งนั่งอยู่อีกมุมหนึ่งของห้องกำลังพยายามติดต่อพ่อของเธอด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดไม่แพ้กัน เธอดูเปราะบางขึ้นภายใต้แสงไฟสลัว ชุดวอร์มแบรนด์เนมที่เคยสวยหรูบัดนี้เหลือเพียงเศษผ้าที่เปื้อนคราบเืของสัตว์อสูร
ตึ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนสั้นๆ ดังขึ้น น้ำมนต์รีบเปิดดู ข้อความตอบกลับมาจาก "เ้าจุก" เด็กวัดรุ่นน้องที่เขารักเหมือนน้องชายแท้ๆ
"พี่น้ำมนต์! พี่อยู่ที่ไหน!? ที่วัดวุ่นวายมากครับหลวงพ่อสั่งให้พวกเราเข้าไปหลบในโบสถ์เก่า ข้างนอกนั่นมีตัวประหลาดออกมาจากหลุมดำกลางถนนเต็มไปหมดเลยพี่ ทหารยิงกันสนั่นเมืองไปหมด หลวงพ่อท่านกำลังสวดมนต์ทำน้ำมนต์ประพรมรอบโบสถ์อยู่ ท่านบอกว่าพี่ไม่ต้องเป็ห่วงท่าน ให้รักษาตัวให้ดี... พี่ต้องกลับมานะ!"
เมื่ออ่านจบ น้ำมนต์รู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งๆ จุกอยู่ที่ลำคอ ภาพของวัดป่ามหาพุทธารามที่เคยสงบสุข ภาพหลวงพ่อที่เดินจงกรมอย่างสำรวม และภาพเด็กๆ ที่วิ่งเล่นหน้าโบสถ์ บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยภาพความโกลาหลและเสียงปืน
"พวกเขายังปลอดภัย..." น้ำมนต์พึมพำกับตัวเอง แต่ในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความเ็ป "แต่โลกข้างนอกมันกำลังจะกลายเป็า"
"น้ำมนต์... ฉันติดต่อพ่อได้แล้ว" โมนาพูดขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ เธอส่งมือถือให้น้ำมนต์ดู ภาพในวิดีโอคอลที่ติดๆ ดับๆ เผยให้เห็นชายวัยกลางคนในชุดนายทหารเต็มยศ ฉากหลังของเขาคือห้องบัญชาการที่เต็มไปด้วยจอมอนิเตอร์ระยิบระยับและเสียงสั่งการที่ดังกึกก้อง
"โมนา! ฟังพ่อนะลูก!" เสียงของ พลเอกอัครเดช พ่อของเธอฟังดูอ่อนล้าแต่ทรงพลัง "ตอนนี้โลกข้างนอกเกิดโกลาหลไปหมด ประตูมิติเปิดขึ้นกลางเมืองใหญ่ทั่วโลก สัตว์อสูรที่พวกแกเจอข้างในมันเริ่มหลุดออกมาข้างนอกบ้างแล้ว ทหารเรากำลังพยายามปิดล้อมพื้นที่ แต่ปืนธรรมดามันแทบจะทำอะไรพวกมันไม่ได้เลย"
โมนาสะอื้น "พ่อคะ... หนูได้รับพลังบางอย่างมา ร่างกายหนูเปลี่ยนไป..."
"พ่อรู้... มีรายงานจากศูนย์วิจัยว่าคนที่หลุดเข้าไปบางคนเกิดการวิวัฒนาการ" พลเอกอัครเดชกล่าวอย่างเคร่งเครียด
"โมนา ฟังนะ พ่อ้าข้อมูลข้างในนั้นให้มากที่สุด สภาพแวดล้อมเป็ยังไง สัตว์อสูรมีจุดอ่อนตรงไหน และที่สำคัญ... มีทางปิดประตูจากข้างในไหม? ทางกองทัพกำลังรวบรวมกลุ่มผู้ตื่นรู้เพื่อจะบุกเข้าไปช่วย แต่ตอนนี้เรายังทำไม่ได้เพราะประตูมิติยังไม่เสถียร แต่ทางกองทัพมีรายงานมาว่าตอนเกิดเหตุมีหน่วยทหารพร้อมกับกล่องอาวุธบางอย่างได้หายเข้าไปในนั้นด้วย ลูกก็คอยมองหาดูนะเผื่อจะได้เจอกับพวกเขา"
น้ำมนต์ขยับเข้าไปใกล้หน้าจอ "ท่านครับ ผมชื่อน้ำมนต์ ผมอยู่กับโมนา ผมสัญญาว่าจะพาเธอกลับไปให้ได้ครับ"
พลเอกอัครเดชมองน้ำมนต์ผ่านหน้าจอชั่วครู่ "ฝากด้วยนะไอ้หนุ่ม... ข้อมูลที่พวกแกส่งมามันคือความหวังเดียวของมวลมนุษยชาติในตอนนี้ อย่าเพิ่งรีบบุกไปไหนลึก ให้สำรวจและรายงานผลเป็ระยะ... โชคดีลูกรัก"
สัญญาณดับวูบลง ทิ้งให้ความมืดและความเงียบปกคลุมห้องอีกครั้ง น้ำมนต์และโมนานั่งนิ่งอยู่พักใหญ่ พวกเขารู้แล้วว่าภารกิจนี้ไม่ใช่แค่การเอาตัวรอดของคนสองคน แต่มันคือการแบกรับชะตากรรมของคนที่อยู่ข้างนอกอีกนับล้าน
"เอาล่ะ... เลิกดราม่าได้แล้วทั้งสองคน" เอเต้ะโขึ้นมากลางมโนสำนึกของน้ำมนต์ "ข้าััได้ถึงกระแสพลังงานอาฆาตที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ธนาคารนี้ ไม่ใช่สัตว์อสูรหรอกนะ... แต่มันคือกองทัพ 'มนุษย์' ที่สิ้นหวังและพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อแย่งชิงสมาร์ตโฟนและพลังของพวกแก! รีบเก็บของแล้วหาทางออกจากที่นี่เดี๋ยวนี้!"
น้ำมนต์ลุกขึ้นยืนทันที เขากระชับผ้าพันมือที่ลงอาคมไว้อย่างแ่า แม้ร่างกายจะยังเหนื่อยล้าและาเ็จากศึกหมาป่าหกขา แต่ไฟแห่งความรับผิดชอบในใจเขากำลังลุกโชน "ไปกันเถอะโมนา เราอยู่เฉยไม่ได้แล้ว"